- หน้าแรก
- มหาเทพยุทธ์ทะลวงมิติ เส้นทางสู่จักรพรรดิหยวน
- บทที่ 8 ความพ่ายแพ้! และการอัปเกรดโบนัส!
บทที่ 8 ความพ่ายแพ้! และการอัปเกรดโบนัส!
บทที่ 8 ความพ่ายแพ้! และการอัปเกรดโบนัส!
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
"สะใจชะมัด!"
"ไม่คิดเลยว่าฝีมือของนายจะร้ายกาจขนาดนี้ ซูหยวน!"
"นายทำเอาฉันเซอร์ไพรส์สุดๆ ไปเลย!"
หลินเจี๋ยที่ร่างกายยังสั่นเทิ้มเล็กน้อย กำหอกยาวในมือแน่นแล้วยันตัวลุกขึ้น นัยน์ตาของเขาค่อยๆ ทอประกายเจิดจ้าด้วยความกระหายในการต่อสู้
"ฝีมือของนายเหนือกว่าหลี่ซิงอวี่และอีกสองคนนั้นไปแล้ว"
"ดูเหมือนว่านายจะเป็นคนที่ซ่อนคมไว้ลึกที่สุดในห้องสามสินะ"
"ไม่เสียแรงเลยที่ชวนนายมาที่ห้องฝึกซ้อม วันนี้ฉัน หลินเจี๋ย โชคดีจริงๆ ที่ได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของนาย"
"เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันก็จะให้นายได้สัมผัสฝีมือที่แท้จริงของฉันเหมือนกัน!"
หลินเจี๋ยจ้องมองด้วยสายตาจริงจังสุดขีด มือที่กำหอกยาวค่อยๆ คลายออกเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อม
ซูหยวนเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเมื่อเห็นดังนั้น ไม่รู้ทำไม ระหว่างที่ประลองกับหลินเจี๋ย เขากลับรู้สึกว่าการต่อสู้มันลื่นไหลขึ้นเรื่อยๆ
ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเขา กระบวนท่าของหลินเจี๋ยดูเต็มไปด้วยช่องโหว่ในสายตาของเขา
หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ได้รับจากการชำระล้างของพลังทลายเปลือก?
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ออกจะโกงเกินไปหน่อยแล้ว
ซูหยวนมีค่าพลังปราณโลหิตเท่าไหร่กัน? 72.3
เขาต่ำกว่าหลินเจี๋ยถึงยี่สิบกว่าจุด ตามหลักการแล้ว ไม่ว่าซูหยวนจะงัดไม้ไหนออกมา ก็ไม่น่าจะใช่คู่ต่อสู้ของหลินเจี๋ยได้เลย
แต่ตอนนี้ ซูหยวนกลับเป็นฝ่ายกดดันหลินเจี๋ย
การขยายพลังที่ได้รับจากหัวใจเทพยุทธ์นั้นช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ
"มาแล้ว วิชาหอกสะกดขุนเขาของพี่หลิน"
"กระบวนท่านี้เป็นท่าไม้ตายของโรงฝึกยุทธ์ซิงเหยียน ว่ากันว่าตอนที่เจ้าสำนักหลินใช้วิชาหอกนี้ เขาสามารถงัดภูเขาลูกย่อมๆ ลอยขึ้นไปในอากาศได้เลยนะ"
"ในฐานะทายาทของโรงฝึกยุทธ์ซิงเหยียน พี่หลินก็คงได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเจ้าสำนักหลินมาแบบเต็มๆ"
จากนั้น เฉิงฉือกับฉินหมิงก็สบตากัน ก่อนที่เฉิงฉือจะพูดต่อ "พี่หลินทุ่มสุดตัวตลอดเวลาที่ใช้กระบวนท่านี้"
นัยน์ตาของฉินหมิงฉายแววกังวลเล็กน้อย "ไม่รู้ว่าซูหยวนจะรับมือไหวไหม"
"ซูหยวน จับตาดูให้ดี!"
หลินเจี๋ยคำรามลั่น สองเท้าหยัดยืนอย่างมั่นคง มือขวากระชับหอกยาวแน่นในพริบตา ปลายหอกแหวกอากาศด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
ในขณะเดียวกัน ปราณสีเหลืองเอิร์ธโทนอันหนักหน่วงก็แผ่ซ่านออกมาจากปลายหอก
เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่ยากจะต้านทาน ซูหยวนก็ขมวดคิ้วแน่น
"กระบวนท่านี้..."
"ด้วยพละกำลังของฉันตอนนี้ คงรับมือตรงๆ ไม่ได้"
"หอกยาวนี่มีอานุภาพมหาศาลมาก แต่..."
ซูหยวนจ้องมองหอกยาวที่พุ่งเข้ามาใกล้ และแผนรับมือก็แล่นเข้ามาในหัวทันที รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างแทบจะสังเกตไม่เห็น
"ช้าเกินไป!"
ทันใดนั้น ซูหยวนก็ขยับตัว เปลี่ยนทิศทางในแบบที่หลินเจี๋ยคาดไม่ถึง
ในสายตาของหลินเจี๋ย ร่างของซูหยวนหายวับไปในชั่วพริบตา หอกยาวของเขาพุ่งทะลวงไปข้างหน้าอย่างไร้เป้าหมาย
แต่เฉิงฉือกับฉินหมิงที่อยู่ด้านข้างกลับเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจน
ซูหยวนโค้งตัวไปข้างหน้าด้วยองศาที่แปลกประหลาด ปลายหอกเฉียดฉิวข้ามหัวเขาไปพร้อมกับเสียงลมตัดอากาศดังก้อง
วินาทีต่อมา หมัดอสนีบาตคำรามก็พุ่งสวนขึ้นไปกระแทกเข้าที่ด้ามหอกอย่างจัง
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกมหาศาลที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือ ใบหน้าของหลินเจี๋ยก็แข็งทื่อ แขนขวาทั้งแขนชาหนึบ ก่อนที่หอกยาวจะหลุดลอยออกจากมือไป
แต่นั่นยังไม่จบ เงาหมัดขนาดมหึมาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในสายตาของหลินเจี๋ย ทำเอาม่านตาของเขาหดเกร็งอย่างรุนแรง
เฉิงฉือกับฉินหมิงไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบสนอง การเคลื่อนไหวของซูหยวนรวดเร็วเกินไป แม้แต่สำหรับหลินเจี๋ยเองก็เถอะ
สายลมกรรโชกแรงพุ่งเข้าปะทะใบหน้าของหลินเจี๋ย เขาหลับตาลงตามสัญชาตญาณ ยอมรับชะตากรรมแห่งความพ่ายแพ้
ทว่า หมัดของซูหยวนกลับหยุดชะงักลงห่างจากใบหน้าของหลินเจี๋ยเพียงสิบเซนติเมตร
"ขอบคุณที่ชี้แนะ"
สิ้นคำพูด ซูหยวนก็รั้งหมัดกลับมา
"อึก"
หลินเจี๋ยเหงื่อแตกพลั่ก ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
เฉิงฉือกับฉินหมิงพูดไม่ออก ภายในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ภาพตรงหน้ามันสร้างความตื่นตะลึงให้พวกเขามากเกินไปจริงๆ
พวกเขาตั้งสติไม่ได้ด้วยซ้ำแม้ว่าซูหยวนจะรั้งหมัดกลับมาแล้วก็ตาม
นี่มันเหมือนฟ้าถล่มลงมากลางห้องสองเลยชัดๆ
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นแค่การประลองยุทธ์ แต่ทั้งสองคนก็ดูออก
ทั้งซูหยวนและหลินเจี๋ยต่างก็จริงจังกับศึกครั้งนี้มาก
ต่างฝ่ายต่างงัดไม้ตายออกมาสู้กันอย่างเต็มที่ แถมหลินเจี๋ยยังใช้วิชาหอกสะกดขุนเขาอีกด้วย
แล้วผลลัพธ์ล่ะ? วิชาหอกสะกดขุนเขายังไม่ทันได้เฉียดแม้แต่เงาของซูหยวน ก็ถูกเขาซัดกลับจนพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า
"วิชาหอกสะกดขุนเขา... ถูกมองออกทะลุปรุโปร่งเลยงั้นเหรอ?"
หลินเจี๋ยค่อยๆ ได้สติกลับมา เขาจ้องมองซูหยวนที่อยู่ตรงข้ามด้วยสีหน้าเหม่อลอย
ในการประลองครั้งนี้ ทุกกระบวนท่าและการเคลื่อนไหวของเขาล้วนอยู่ในความคาดหมายของซูหยวนทั้งสิ้น
หลินเจี๋ยเคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้กับคนเพียงคนเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือ หลินเจิ้นเหยียน พ่อของเขานั่นเอง
ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าทุกอย่างถูกควบคุมไว้หมด พละกำลังที่มีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่
การต่อสู้กับซูหยวนให้ความรู้สึกแบบนั้นเป๊ะๆ
แม้แต่หมัดเดียวของเขาที่พอจะสูสีกับพลังของซูหยวน ก็ยังถูกอีกฝ่ายบดขยี้จนแหลกเหลว
"ซูหยวน ฉันแพ้แล้ว"
หลินเจี๋ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สีหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น
ตรงกันข้ามกับซูหยวน ที่นอกจากจะหอบหายใจแรงขึ้นเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีอาการผิดปกติอื่นใดเลย
เฉิงฉือกับฉินหมิงยังคงเงียบกริบ หากย้อนกลับไปก่อนที่ซูหยวนกับหลินเจี๋ยจะประลองกัน พวกเขาคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าหลินเจี๋ยจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
แถมยังแพ้ให้กับเด็กห้องสามที่มีค่าพลังปราณโลหิตต่ำกว่าเฉิงฉือเสียอีก
วินาทีนี้ ภาพลักษณ์ของซูหยวนขยายใหญ่ขึ้นจนไร้ขีดจำกัดในใจของเฉิงฉือและฉินหมิง
ความคิดสุดโต่งบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของพวกเขา
หรือว่าการที่ซูหยวนเอาแต่เดินเร็วทุกวันตลอดสองเดือนที่ผ่านมา จะเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาจริงๆ?
ตกลงว่าสองเดือนที่ผ่านมาซูหยวนทำอะไรกันแน่?
เฉิงฉือกับฉินหมิงนึกอยากจะทะลุมิติย้อนเวลากลับไปเมื่อสองเดือนก่อน แล้วสะกดรอยตามซูหยวนทั้งวันเพื่อดูให้รู้แล้วรู้รอด
แต่จะปฏิเสธความจริงก็ไม่ได้ ซูหยวนล้มหลินเจี๋ยได้แล้วจริงๆ
เรื่องนี้มันออกจะเหลือเชื่อ แต่มันก็คือความจริง
หากคนอื่นในห้องสอง หรือแม้แต่ในห้องสามล่วงรู้เรื่องนี้เข้า โรงเรียนมัธยมเฉียนซานที่สองคงได้โกลาหลวุ่นวายกันครั้งใหญ่แน่
การเปลี่ยนมือของตำแหน่งท็อปทรีชั้นปีที่สามแห่งโรงเรียนมัธยมเฉียนซานที่สอง ข่าวนี้คงได้ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เขตเฉียนซานโดยไม่ต้องสงสัย
โชคดีนะที่มีแค่พวกเขาสี่คนอยู่ที่นี่ ข่าวนี้จึงยังไม่แพร่งพรายออกไปในตอนนี้
เฉิงฉือกับฉินหมิงสบตากันเงียบๆ
แววตาของพวกเขาเหมือนกำลังบอกว่า ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต พวกเขาก็จะไม่มีวันปริปากบอกเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด
พวกเขาจะเก็บทุกสิ่งที่เห็นในวันนี้เป็นความลับสุดยอด
"พรืดดด"
จู่ๆ ฉินหมิงก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาหลินเจี๋ยต้องหันไปมอง
"นายหัวเราะอะไร?"
"เปล่า ไม่มีอะไร"
ความลับไม่มีในโลก พอคิดถึงสีหน้าเหวอๆ ของคนอื่นตอนที่รู้ความจริงเรื่องความแข็งแกร่งของซูหยวน ฉินหมิงก็กลั้นหัวเหราะไว้ไม่อยู่
เขาตั้งตารอคอยวันที่ซูหยวนจะเผยความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์
เขาจะไม่ยอมให้แค่เขาและเฉิงฉือต้องช็อกอยู่แค่สองคนหรอก ความรู้สึกแบบนี้มันต้องแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย
ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เฉิงฉือที่อยู่ข้างๆ ก็หลุดหัวเราะคิกคักออกมาเหมือนกัน
หลินเจี๋ยได้แต่ปรายตามองทั้งสองคนอย่างจนใจ ตกลงว่าสองคนนี้มันขำอะไรกันนักหนา?
หลินเจี๋ยเลิกสนใจสองคนนั้น เขายันตัวลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับซูหยวน
"ซูหยวน วันนี้ฉันแพ้นาย แต่ฉันจะไม่แพ้ตลอดไปหรอกนะ"
"ขอเวลาฝึกซ้อมสักพัก แล้วฉันจะกลับมาท้าประลองกับนายใหม่"
"ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป โรงฝึกยุทธ์ซิงเหยียนเปิดต้อนรับนายฟรีตลอดกาล นายจะมาเมื่อไหร่ก็ได้"
"โรงฝึกยุทธ์ซิงเหยียนจะไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จากนายทั้งสิ้น"
หลินเจี๋ยเปลี่ยนจากการประลองยุทธ์เป็นการท้าประลองกับซูหยวนไปเสียแล้ว แสดงให้เห็นว่าทัศนคติของเขาเปลี่ยนไปรวดเร็วแค่ไหน
เห็นได้ชัดว่าสถานะของซูหยวนในใจของหลินเจี๋ย ถูกยกระดับขึ้นไปทัดเทียมกับสองคนจากห้องหนึ่งแล้ว
ซูหยวนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกกับสิทธิพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน
แค่ประลองยุทธ์ด้วย ทำไมจู่ๆ ถึงได้ใช้บริการโรงฝึกยุทธ์ฟรีไปซะงั้น?
นี่เขากลายเป็นที่ประทับใจของหัวหน้าห้องหลินไปแล้วงั้นเหรอ?
หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วหลินเจี๋ยเป็นพวกบ้าการฝึกฝนแบบเข้าเส้น
เขาจะทำตัวแบบนี้กับเพื่อนรุ่นเดียวกันทุกคนที่เขาเอาชนะไม่ได้ในปัจจุบัน
เพียงแต่สองคนจากห้องหนึ่งนั้น ไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษจากโรงฝึกยุทธ์ซิงเหยียนก็เท่านั้นเอง