- หน้าแรก
- แชทกลุ่มสะท้านมิติ
- บทที่ 230 ข้ายังมีเรื่องจะพูด
บทที่ 230 ข้ายังมีเรื่องจะพูด
บทที่ 230 ข้ายังมีเรื่องจะพูด
เมิ่งชวนไม่ได้หันไปมอง เขารู้ว่าเป็นผู้ใดมา และมีเพียงนางเท่านั้นที่จะมา
“รอจนกว่าข้าจะบรรลุจักรพรรดิเซียนได้หรือไม่?”
น้ำเสียงของคนเถื่อนในเพลานี้ มีความผันผวนอย่างหาได้ยาก
เมิ่งชวนเข้าใจความหมายของนาง นางน่าจะกำลังถามว่า การชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้ว มีขีดจำกัดเพลาหรือไม่?
หากนางบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับจักรพรรดิเซียนแล้ว เพลาจะล่วงเลยไปแล้วหรือไม่?
“รอได้แน่นอน”
เมิ่งชวนพยักหน้า ส่วนความจริงเป็นเช่นไรนั้น?
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
เขาไม่ใช่จักรพรรดิเซียน ไม่รู้ว่าทิวทัศน์ของจักรพรรดิเซียนเป็นเช่นไร ส่วนเรื่องราวที่เคยอ่านเจอในหนังสือเมื่อชาติก่อนน่ะหรือ?
นี่คือโลกแห่งความจริง พลังอำนาจของจักรพรรดิเซียน จะใช้คำกล่าวเพียงไม่กี่คำมาอธิบายได้อย่างไร?
ตอนที่ดูดันเจี้ยนชะตากรรมของเสี่ยวเมิ่ง พลังที่พวกระดับฝั่งนทีแสดงออกมานั้น น่าสิ้นหวังกว่าที่ตัวอักษรบรรยายไว้มากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจของเมิ่งชวนมีการคาดเดาอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับเย่ฝาน เกี่ยวกับพี่ชายของคนเถื่อน หากการคาดเดานี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง คนเถื่อนคงจะสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด...
แต่ว่า ตอนนี้เขาจะไปบอกคนเถื่อนว่า “ขอโทษที ข้าไม่รู้” ไม่ได้อย่างแน่นอน
“ข้าต้องใช้เพลานานแค่ไหน?”
คนเถื่อนถามอีกครา เมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้ อารมณ์ของนางก็ผันผวนอย่างหนัก ไม่สงบนิ่งอีกต่อไป
“ท่านนม ไม่สิ สือฮ่าว หรือก็คือหวงเทียนตี้”
เมิ่งชวนหันกลับมา มองตรงไปที่คนเถื่อน ในดวงตาของนางมีแสงสะท้อนของเมิ่งชวนอยู่ เมิ่งชวนมองดวงตาคู่นี้ มองตัวเองที่แกว่งไกวอยู่ในดวงตาคู่นั้น พลางกล่าวว่า:
“หวงเทียนตี้เข้าสู่อาณาจักรตัวตนสูงสุดเมื่ออายุไม่ถึงห้าร้อยปี บรรลุเซียนแห่งโลกีย์เมื่ออายุประมาณแปดแสนปี จากนั้นอีกห้าแสนกว่าปีก็บรรลุราชันเซียน ส่วนบรรลุจักรพรรดิเซียนนั้นใช้เพลานานเท่าใด ไม่มีผู้ใดรู้”
เพลาที่เมิ่งชวนกล่าวมานี้ เซียนแห่งโลกีย์ได้รวมช่วงเพลาที่สือฮ่าวไปยังยุคจักรพรรดิร่วงหล่นเข้าไว้ด้วย ส่วนราชันเซียนก็ได้รวมช่วงเพลาที่สือฮ่าวถูกฝังในแดนฝังศพเข้าไว้ด้วย
ส่วนเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดรู้เพลาที่บรรลุจักรพรรดิเซียนนั้น
หลังจากสือฮ่าวถูกจักรพรรดิเซียนซากศพซัดจนร่างแหลกสลาย เลือดก็สาดกระเซ็นไปตามกาลเวลาและสถานที่ต่างๆ เขาบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วง เพื่อทำให้วิชาจักรพรรดิเซียนอันไร้เทียมทานของเขา – วิชาเนรมิตอิสระ – สมบูรณ์แบบ
เพลาเหล่านี้รวมกันแล้ว เมิ่งชวนเองก็ไม่รู้
เขาจะไม่เลือกบอกแต่ตัวเลขน้อยๆ เพื่อปลอบใจคนเถื่อน นั่นไม่ใช่การปลอบใจ แต่เป็นการทำร้ายนางต่างหาก อาจจะทำให้นางเร่งรีบจนเกินไป
ถึงอย่างไรสือฮ่าวก็ใช้เพลาเหล่านั้นจริงๆ ถึงจะก้าวเข้าสู่ระดับเซียนแห่งโลกีย์ ราชันเซียน และจักรพรรดิเซียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมิ่งชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เสริมอีกประโยค
“และนี่คือผู้ที่บรรลุจักรพรรดิเซียนเร็วที่สุดเท่าที่มีบันทึกไว้”
อืม เมิ่งชวนคิดอีกที แล้วก็เสริมอีกประโยค
“ในยุคของหวงเทียนตี้ สภาพแวดล้อมภายนอกไม่เหมือนกัน หากไม่ก้าวหน้า ญาติมิตรก็ต้องตาย โลกต้องพินาศ สรรพสัตว์ในโลกนับไม่ถ้วนต้องดับสูญ คู่ต่อสู้ระดับตัวตนสูงสุด เซียนแท้จริง ราชันเซียน ว่าที่จักรพรรดิเซียน และจักรพรรดิเซียนก็มีไม่ขาด”
เอ่อ เมิ่งชวนคิดอีกนิด ตัดสินใจว่าจะต้องเสริมอีกสักประโยค
“เขาไม่เพียงไม่ขาดคู่ต่อสู้ แต่ยังไม่ขาดอาจารย์บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรอีกด้วย ตอนอยู่ในระดับมนุษย์ เขาก็มีตัวตนสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนั้นคอยชี้แนะ มีผู้แข็งแกร่งระดับราชันเซียนคอยสั่งสอน”
“หลังจากนั้น ผู้ชี้แนะในระดับเซียนแท้จริงและราชันเซียนก็ไม่เคยขาด ถึงขั้นมีความช่วยเหลือจากแผนสำรองของว่าที่จักรพรรดิเซียน ถึงขั้น...”
“จักรพรรดิเซียนก็เคยช่วยเหลือเขา!”
เมื่อเมิ่งชวนกล่าวประโยคสุดท้าย เขาลังเลเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็กล่าวออกมา
ดาบต้าหลัวเป็นอาวุธระดับจักรพรรดิเซียน ไม่มีข้อสงสัยใช่ไหม? ให้สือฮ่าวใช้และช่วยเหลือเขาก็ไม่มีข้อสงสัยใช่ไหม?
ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ของจักรพรรดิเซียนซากศพในหีบไม้ผุเคยชี้แนะสือฮ่าว ให้สือฮ่าวอย่าเข้าใกล้ร่างจริงของจักรพรรดิเซียนซากศพ ก็ไม่ผิดใช่ไหม?
ถึงขั้นการโจมตีครั้งสุดท้ายที่จักรพรรดิเซียนซากศพมอบให้สือฮ่าว จนทำให้สือฮ่าวร่างแหลกสลาย ก็ถือเป็นการช่วยเหลือสือฮ่าว ไม่ผิดใช่ไหม?
แม้ความช่วยเหลือนี้กับความช่วยเหลืออื่นๆ จะไม่เหมือนกัน แต่มันก็คือความช่วยเหลือเหมือนกันนี่นา!
สรุปแล้ว สือฮ่าวเคยได้รับความช่วยเหลือจากจักรพรรดิเซียน ไม่มีอะไรผิดปกติ!
ตนกล่าวแบบนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนเถื่อนเกิดความร้อนรน หากในอนาคตตามความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของสือฮ่าวไม่ทันไม่ใช่หรือ?
“เมิ่งชวนเอ๋ยเมิ่งชวน บนโลกใบนี้จะมีคนฉลาด ปราดเปรื่อง หล่อเหลา และมากด้วยปัญญาเช่นเจ้าได้อย่างไรกัน!”
เมิ่งชวนถึงกับอดไม่ได้ที่จะกดไลก์ให้กับความฉลาดหลักแหลมของตนเอง
แต่จู่ๆ เมิ่งชวนก็พบว่าสายตาที่คนเถื่อนมองเขานั้นแปลกๆ มีประกายบางอย่างที่เขาอ่านไม่ออก
เมิ่งชวนลูบใบหน้าของตัวเอง มองคนเถื่อน แล้วกล่าวอย่างระมัดระวังว่า:
“มหาจักรพรรดิ ข้าหล่อมากเลยล่ะสิ”
ชัดเจนว่าควรเป็นประโยคคำถาม แต่เมิ่งชวนกลับใช้ประโยคบอกเล่ากล่าวออกมา
คนเถื่อนมองเมิ่งชวนอย่างลึกซึ้ง อยากจะบอกว่าไม่หล่อ แต่มองใบหน้านี้แล้ว ก็รู้สึกว่าไม่สามารถกล่าวขัดกับมโนธรรมของตัวเองได้
“จักรพรรดิสวรรค์”
คนเถื่อนมองเมิ่งชวน ใบหน้าฉายแววจริงจัง
“ท่านยังมีอะไรจะเสริมอีกไหม?”
เมิ่งชวนเย็นวาบ สีหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย นี่ข้าหวังดีนะเนี่ย!
“ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว” เมิ่งชวนรีบส่ายหน้า มองคนเถื่อน คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า:
“มหาจักรพรรดิไม่ต้องท้อใจไป ด้วยพรสวรรค์ของท่าน ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องบรรลุจักรพรรดิเซียนได้เร็วกว่าหวงเทียนตี้อย่างแน่นอน!”
ทะลุทะลวงพันครั้ง หมื่นครั้ง มีเพียงการประจบสอพลอเท่านั้นที่ไม่ทะลุทะลวง!
“ด้วยพรสวรรค์ของข้า ข้ายังเปิดทะเลทุกข์ไม่ได้เลย”
คนเถื่อนกล่าวอย่างแผ่วเบา คำกล่าวนี้ทำให้เมิ่งชวนตัวแข็งทื่อ บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที
จังหวะนี้ จังหวะนี้ประจบไม่โดนก้น แต่ไปโดนขาซะแล้ว
“ฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่า มหาจักรพรรดิท่านก็ล้อเล่นเป็นเหมือนกันนะ” เมิ่งชวนหัวเราะแห้งๆ แล้วกล่าว
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น ข้ากล่าวความจริง” คนเถื่อนจริงจังมาก
บัดซบ!
ข้าย่อมรู้ว่าเจ้ากล่าวความจริง!
เมิ่งชวนโกรธมากในใจ พรสวรรค์ห่วยๆ ของเจ้า ข้าที่เคยอ่านต้นฉบับมาจะไม่รู้ได้อย่างไร!
“ข้าจะไม่รีบร้อน ข้าจะค่อยๆ ก้าวเดินไป แต่ข้าจะไม่หยุด” คนเถื่อนมองดูทุกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในห้วงอวกาศ น้ำเสียงหนักแน่น
หลังจากผ่านบรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่ ประกายแสงในดวงตาของคนเถื่อนก็หายไปแล้ว
“หากข้าจะร้อนรน ตั้งแต่วินาทีที่จักรพรรดิสวรรค์ปรากฏตัว ข้าก็คงร้อนรนไปแล้วล่ะ”
ถึงอย่างไร นี่ก็คือตัวประหลาดที่ใช้เพลาไม่กี่พันปี ก็ไล่ตบคนที่ใช้เพลาหลายล้านปีมาแล้ว...
เมื่อได้ยินคำกล่าวของคนเถื่อน และเห็นสภาพที่สงบลงอย่างเห็นได้ชัดของคนเถื่อน เมิ่งชวนก็ยิ้มอย่างภูมิใจเล็กน้อย
พี่เมิ่งของเจ้าเต็มไปด้วยกลอุบายจริงๆ กล่าวเพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้คนเถื่อนหลุดพ้นจากอารมณ์เศร้าหมองนั้นได้
คงไม่มีใครคิดว่าเมิ่งชวนแค่กล่าวจาเหลวไหลไปเรื่อยหรอกใช่ไหม?
นี่เรียกว่าความหวังดีต่างหาก!
“จักรพรรดิสวรรค์มาที่นี่เพื่อทำอะไรหรือ?” คนเถื่อนถาม นางสนใจจุดประสงค์ของเมิ่งชวนเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เพิ่งจะไปซีม่อทำเรื่องใหญ่โตมา ตอนนี้กลับมาวิ่งมาที่คุนหลุนอีก
“มาหาศพมหาจักรพรรดิสักสองสามร่าง ดูว่าจะสามารถปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นมาได้ หรือทำให้พวกเขาเกิดการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณได้หรือไม่”
เมิ่งชวนกล่าวความจริง นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอายเสียหน่อย
“บนเส้นทางแห่งมรรคา มีคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความก้าวหน้าย่อมเร็วกว่าจริงๆ”
คนเถื่อนราวกับคิดอะไรบางอย่าง นับตั้งแต่เมิ่งชวนบรรลุเป็นมหาจักรพรรดิ และมาเยือนดินแดนต้องห้ามหวงกู่เป็นครั้งแรก นางก็ไม่ได้ก้มหน้าก้มตาบำเพ็ญเพียรอยู่คนเดียวอีกต่อไป
และผลลัพธ์ก็ชัดเจนมาก นางมีชีวิตที่หกแล้ว และก็เข้าใจวิธีที่จะมีชีวิตที่เจ็ดได้บ้างแล้ว
หากนางบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเอง ตอนนี้คงยังดิ้นรนอยู่ในชีวิตที่ห้าแน่ๆ
คนเถื่อนมีพรสวรรค์ไร้คู่เปรียบ แต่นางก็คิดว่า บุคคลในระดับมหาจักรพรรดิ ย่อมสามารถสนทนาธรรมกับนางได้
“ไปกันเถิด” คนเถื่อนกล่าว
“โอ้!” เมิ่งชวนพยักหน้า เตรียมจะไปยังสถานที่ที่เขาสัมผัสได้
แล้วจู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ที่คนเถื่อนกล่าว เหมือนจะบอกว่า “ไปกันเถิด”?
ถ้าวิชาภาษาของเขาสอบผ่าน นี่น่าจะหมายความว่า นางก็จะไปด้วยใช่ไหม?
เมิ่งชวนหันไปมองคนเถื่อน พบว่านางก็กำลังมองเขาอยู่ ในดวงตาอันงดงามนั้น สงบนิ่งอย่างยิ่ง
เมิ่งชวนไม่ได้ถามอะไรมาก หันหลังก้าวเดินจากไป คนเถื่อนก็ก้าวเดินตามหลังมาอย่างช้าๆ โดยไม่ได้รั้งท้าย
เมิ่งชวนอดสงสัยไม่ได้
“นี่ใช่ยัยโอตาคุคนนั้นจริงๆ หรือ?”