- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 700 เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม
ฟรี บทที่ 700 เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม
ฟรี บทที่ 700 เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม
บทที่ 700 เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม
ทันทีที่ฉินหมิงพูดจบ บรรยากาศก็เงียบกริบลงทันตาเห็น ราวกับมีเวทปิดเสียงทำงานอยู่
ใต้ต้นเสวียนหวง เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มหล่นลงพื้น
ในบรรดามหาปราชญ์ มีบางคนที่ลุกพรวดขึ้นมาทันทีด้วยความไม่พอใจ
กลุ่มยอดฝีมือไร้เทียมทานจากต่างยุคต่างสมัย ก็พากันตวัดสายตามองมาอย่างรวดเร็ว
พวกเขารู้สึกว่า ไอ้เด็กนี่มันจะโอหังเกินไปแล้วนะ
"เจ้านี่คงขาดประสบการณ์การถูกเคี่ยวกรำอย่างแสนสาหัสสินะ" นี่คือสิ่งที่พวกเขาสื่อสารกันผ่านสายตา หลังจากที่มองหน้ากันไปมา
เห็นได้ชัดเลยว่า พวกผู้อาวุโสเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว บางคนถึงกับเตรียมจะลงสนามไปสั่งสอนมหาปราชญ์รุ่นหลังคนนี้ซะหน่อย
ถ้าเป็นไปได้ พวกเขาก็อยากจะรุมกระทืบเจิ้งกวงให้ยับ เพื่อให้มันรู้ซึ้งถึงคำว่า 'เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เหนือคนย่อมมีคน'
ผู้อาวุโสสามท่านที่ไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ในยุคสมัยของตัวเอง ได้ก้าวออกมาข้างหน้าแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องต่อแถวรอต่อจากต้วนอินซะแล้วล่ะ
เพราะมหาปราชญ์หนุ่มแห่งอารามจิ้นอิน ได้กระโดดลงสนามไปเรียบร้อยแล้ว
"เจ้าน้องหกนี่มันน่าโดนเตะก้านคอจริงๆ!" มู่สือเหนียนเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
โจวเทียนบ่นอุบ "น้องหกไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนจนคนเขาหมั่นไส้กันทั้งบางแบบนี้ ไม่กลัวโดนรุมกินโต๊ะรึไงนะ? ข้าว่าวันนี้มันต้องโดนซัดจนน่วมแน่ๆ!"
หนิวอู๋เหวยปั้นหน้าเคร่งเครียด หน้าวัวๆ ของเขาดูจริงจังสุดๆ พลางเอ่ย "ข้าก็อยากจะเตะมันเหมือนกัน!"
เขารู้สึกว่า เจ้าน้องหกนี่มันจะกร่างเกินไปหน่อยแล้ว
ขงหยวนสิงมีสีหน้าแปลกประหลาด ถ้าเกิดมีการรุมประชาทัณฑ์กันขึ้นมาจริงๆ เขาก็กำลังคิดอยู่ว่าจะกระโดดเข้าไปร่วมวงแจกสักสองสามตีนดีไหม
เสวียนซื่อครุ่นคิดในใจ ถ้าจังหวะเหมาะๆ ล่ะก็ ไม่ต้องไปทน ไม่ต้องไปยอม ไม่ต้องหลบเลี่ยงมันแล้ว เข้าร่วมวงสหบาทาไปเลยก็แล้วกัน
คำพูดเพียงประโยคเดียวของฉินหมิง กลับส่งผลกระทบไปถึงทุกคนที่อยู่ใต้ต้นเสวียนหวง
ย้อนกลับไปแปดพันปีก่อน ในขอบเขตปรมาจารย์ มีใครสามารถทำให้ข้าลิ้มรสความพ่ายแพ้ได้บ้าง?
ลวี่หวงรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาจับใจ เมื่อเทียบกับวิสัยทัศน์ของเจิ้งกวงแล้ว 'กระบอกเสียงอวยเจิ้งกวง' อย่างนางก็ยังถือว่าอ่อนหัดนัก
ต้วนอินสวมชุดคลุมสีดำสนิท เนื้อผ้าเปล่งประกายแสงสลัว ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน เมื่อเขาก้าวเดินแหวกอากาศออกมา ก็แผ่กลิ่นอายความสง่างามที่ดูเหนือธรรมชาติ
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินหมิง สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไปเล็กน้อย เกิดมาไม่เคยเจอใครโอหังและจองหองเท่านี้มาก่อนเลย อวดดีชะมัด!
เขามาบรรลุธรรมใต้ต้นเสวียนหวง จนเขตแดนวิชาอาคมพัฒนาเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบแล้ว ในช่วงเวลาที่ความมั่นใจพุ่งทะลุปรอทแบบนี้ จะไปทนฟังคำพูดโอ้อวดของคู่ต่อสู้ได้ยังไงกัน?
สายลมยามราตรีพัดมา ชุดคลุมสีดำของต้วนอินปลิวไสวไปตามลม เขาเผยสีหน้าเย็นชา พลางเอ่ยว่า "แปดพันปีงั้นรึ? เอาแค่ด่านแปดปีนี่ให้รอดก่อนเถอะ เจ้ายังผ่านไปไม่ได้เลย"
เขากลับมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะล้างแค้น จิตวิญญาณการต่อสู้ลุกโชนสุดๆ พลางเอ่ยว่า "วันนี้ ข้าจะดับความโอหังของเจ้าให้สิ้นซาก จะขอเป็นตัวแทนของปราชญ์รุ่นก่อนมาสั่งสอนเจ้าให้หลาบจำ แล้วจะจับเจ้ากดหัวโขกคำนับขอขมาพวกเขาซะ"
ฉินหมิงในชุดขาวบริสุทธิ์เหนือโลกีย์ เอามือซ้ายไพล่หลัง สีหน้าเรียบเฉยพลางเอ่ย "ไอ้ขี้แพ้ชวนตี ยังกล้ามาทำปากดีอีกรึ? อีกอย่าง เจ้าน่ะเป็นแค่ตัวเจ้าเอง อย่าบังอาจไปเป็นตัวแทนของใครเลย"
พอต้วนอินได้ยินแบบนั้น บุคลิกสง่างามและเยือกเย็นของเขาก็ยิ่งทวีความเย็นชามากขึ้นไปอีก เขาไม่อยากจะไปพูดถึงการต่อสู้ครั้งก่อน ที่เขามองว่าอีกฝ่ายแค่โชคดีบังเอิญชนะไปได้เท่านั้น จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันว่า "พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เข้ามาสู้กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!"
ทั้งสองคนเดินตามกันออกไปให้ห่างจากบริเวณต้นเสวียนหวง ต้วนอินคิดว่าครั้งก่อนเขาประมาทเกินไป เอาข้อด้อยของตัวเองไปสู้กับจุดแข็งของศัตรู จนทำให้ต้องจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถ ศึกครั้งนี้เขาจะต้องกอบกู้ชื่อเสียงของตัวเองกลับคืนมาให้ได้ และจะคว่ำคู่ต่อสู้ลงให้ราบคาบด้วยวิธีที่เด็ดขาดที่สุด
"ศิษย์พี่ต้วนจะลงมือแล้ว น่าตื่นเต้นจริงๆ ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้มากความ เขาจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำให้เห็น สมแล้วที่เป็นมหาปราชญ์หนุ่มที่โดดเด่นที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา!"
เหล่าศิษย์แกนนำบางส่วนของอารามจิ้นอิน เมื่อเห็นภาพนี้ จิตใจก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที
พวกเขาก็เหมือนกับต้วนอินนั่นแหละ ที่ต่างก็มีความอัดอั้นตันใจสะสมอยู่เต็มอก
ทั้งสองคนต่างก็ทะลวงด่านมาหมาดๆ และกำลังจะเปิดศึกดวลเดือดกันเป็นครั้งที่สองแล้ว ศึกครั้งนี้จะต้องสั่นสะเทือนฟ้าดิน และจะเป็นการเปิดฉากการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างแน่นอน!
ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี ผู้คนมากมายต่างก็ชะเง้อคอมองมาที่นี่ การเผชิญหน้ากันราวกับเข็มปะทะรวงข้าว (สำนวน: ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน) การต่อสู้ครั้งที่สองนี้ จะต้องดุเดือดเผ็ดมันกว่าครั้งก่อนหลายเท่าตัวแน่ๆ ก็แหงล่ะ มีคนหนึ่งกำลังกระหายอยากจะพิสูจน์ตัวเองใจจะขาดอยู่นี่นา
ไม่ว่าจะเป็นคนของสิบสองนิกายแห่งอารามเสวียนหวง หรือผู้บำเพ็ญเพียรจากอารามอื่นๆ ต่างก็จ้องมองตาเป็นมัน
แม้แต่บรรดาลูกศิษย์ที่กำลังอยู่บนเส้นทางทดสอบ พยายามตะเกียกตะกายเข้าใกล้ต้นเสวียนหวง ก็ยังต้องหยุดฝีเท้า แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็พบว่ามหาปราชญ์ทั้งสองได้พุ่งทะยานทะลุชั้นเมฆขึ้นไปแล้ว
ภายนอก ถึงขั้นมีคนตั้งโต๊ะรับพนัน เปิดรับแทงกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว
ชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศในบริเวณนี้ก็คึกคักและร้อนระอุขึ้นมาทันที การเอาสองมหาปราชญ์ที่อายุน้อยที่สุดมาเปรียบเทียบกัน มันก็เป็นประเด็นร้อนแรงที่คนให้ความสนใจกันมากอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเขากำลังจะเปิดศึกซัดกันนัวต่อหน้าสาธารณชนอีกต่างหาก!
"ตั้งตารอดูเลยล่ะ!" หลายคนควักเอาผลึกความทรงจำออกมา เตรียมบันทึกภาพการต่อสู้ระดับมหาปราชญ์ที่รับรองว่าจะต้องเป็นที่ฮือฮาอย่างแน่นอน
ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี ต้วนอินมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง สำหรับเขาแล้ว นี่มันคือการชิงชัยบนวิถีเต๋าเลย
ถ้าไม่สามารถคว่ำเจิ้งกวงลงได้ เขาคงต้องอกแตกตายด้วยความแค้นแน่ๆ
"พวกเราขออยู่เคียงข้างท่านชั่วคราวนะ!" มีคนตะโกนขึ้นมา
"สหายต้วน ต้องทนให้ได้นะ วันนี้ท่านไม่ได้สู้เพียงลำพัง ด้านหลังท่านยังมีมหาปราชญ์อีกหลายท่านคอยหนุนหลังอยู่นะ"
ในวินาทีนี้ พอต้วนอินหันขวับกลับไปมอง เขาก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เพราะคนที่พูดนั่น ไม่ใช่สวีหยวนพี่น้องร่วมสาบานของเขา แต่กลับเป็น... โจวเทียน!
หน้าของเขาดำทะมึนขึ้นมาทันที นี่มันกะจะมาล้อเลียนหรือเยาะเย้ยเขาหรือยังไงกัน?
โจวเทียนเอ่ยต่อ "นี่ข้าพูดจากใจจริงเลยนะ หวังว่าเจ้าจะยื้อเอาไว้ให้ได้นานๆ หน่อย"
มู่สือเหนียนเองก็พยักหน้าเห็นด้วย พลางเอ่ย "สหายต้วน งัดเอาฝีมือที่แท้จริงของเจ้าออกมาแสดงให้พวกเราเห็นหน่อยเถอะ เอาให้สุดกำลังเลยนะ"
"ซัดมันเลย!" คำพูดของหนิวอู๋เหวยนั้นสั้นกระชับและได้ใจความที่สุด
ต้วนอินถึงกับพูดไม่ออก การที่เขาได้รับการสนับสนุนแบบเฉพาะกิจจากพวกตัวร้ายแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ ส่วนสวีหยวน มหาปราชญ์แห่งอารามหยวนซวีที่เป็นพี่น้องร่วมสาบานของเขา ก็ถึงกับมุมปากกระตุก สีหน้าแข็งค้างไปเลย นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย!?
นางมารเจียงกลับดูผ่อนคลายสุดๆ นั่งไขว่ห้างด้วยเรียวขายาวๆ อยู่ใต้ต้นเสวียนหวง เอามือเท้าคางขาวเนียน รอชมการต่อสู้อย่างสบายอารมณ์
ส่วนซือเยี่ยหลีกำลังอมยิ้มกลั้นขำ รู้สึกว่าการตีกันเองในหมู่พี่น้องร่วมสาบานแบบนี้มันช่างน่าดูชมซะเหลือเกิน
เส้นด้ายแห่งกรรมถักทอประสานกัน บิดเบือนมิติว่างเปล่า
"สยบไอ้คนโอหัง เพื่อพิสูจน์ความแน่วแน่แห่งวิถีเต๋าของข้า!" ต้วนอินมีสีหน้ามุ่งมั่น แววตาสาดประกายเจิดจ้า ไฟแค้นในใจเขาที่ลุกโชนมาจนถึงตอนนี้ ทำให้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เดือดพล่านถึงขีดสุดแล้ว
ฉินหมิงทำหน้าขึงขังพลางเอ่ย "ศึกครั้งก่อน อันที่จริงมันก็คือช่วงเวลาที่เจ้าได้เข้าใกล้ข้ามากที่สุดในชีวิตนี้แล้วล่ะ การจบลงอย่างงดงามแบบนั้น มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าแล้วนะ จะรนหาที่ตายมาสู้กันอีกทำไม? ไม่ฉลาดเอาซะเลย"
เขาปั้นหน้าเคร่งเครียด พูดจาสั่งสอนด้วยความหวังดี (ประชด) เทศนาคู่ต่อสู้ต่อหน้าธารกำนัลซะงั้น
เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาสองเส้นบนหน้าผากของต้วนอิน เขารู้สึกจริงๆ นะว่า ถึงแม้คู่ต่อสู้คนนี้จะหน้าตาหล่อเหลาสง่างามราวกับหยก แต่คำพูดคำจาและการกระทำแต่ละอย่างของมันนี่ช่างกวนส้นและน่าหมั่นไส้สุดๆ ไปเลย
เหล่าศิษย์แกนนำของอารามจิ้นอินต่างก็รู้สึกไม่พอใจ ศึกครั้งก่อนศิษย์พี่ต้วนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้นะ ดันถูกเจิ้งกวงพูดเย้ยหยันว่าเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดในชีวิตซะงั้น!?
"เกิดมาไม่เคยเห็นใครโอหังและจองหองเท่านี้มาก่อนเลย!"
"ศิษย์พี่ต้วนต้องสยบมันให้ได้นะ!"
นอกจากพวกขี้โมโหพวกนี้แล้ว คนอื่นๆ ก็เริ่มมีอารมณ์ร่วมไปด้วยเหมือนกัน
"นี่... ฝีปากของมหาปราชญ์เจิ้งกวงนี่ร้ายกาจใช่เล่นเลยแฮะ"
"ครั้งนี้ต้วนอินจะได้ใช้ความถนัดของตัวเองในการต่อสู้แล้ว ศึกครั้งนี้ใครจะหมู่ใครจะจ่า ก็ยังเดาไม่ออกหรอก เจิ้งกวงชักจะมั่นหน้าเกินไปแล้ว"
ผู้คนภายนอกต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
เบื้องหน้าต้นเสวียนหวง โจวเทียนเอ่ยขึ้น "คำพูดของเจ้าน้องหกถึงมันจะฟังดูเป็นตัวร้ายไปหน่อย และชวนให้คนหมั่นไส้ก็เถอะ แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ สิ่งที่เขาพูดมันก็มีเหตุผลอยู่หลายส่วนเลยนะ"
มู่สือเหนียนปรายตามองเขาแวบหนึ่ง พลางเอ่ย "ตามความหมายของเจ้าก็คือ สิ่งที่เขาพูดมา... มันถูกต้องทั้งหมดเลยงั้นรึ?"
หนิวอู๋เหวยที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น "รอให้เขาสยบพี่สามให้หมอบ ปราบพี่ใหญ่ แล้วก็ไปโค่นล้มปราชญ์รุ่นก่อนทั้งสิบห้าคนของอารามเสวียนหวงได้ก่อนเถอะ ข้าถึงจะเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดมันมีเหตุผลจริงๆ"
มู่สือเหนียนหันขวับไปถาม "น้องห้า ตกลงเจ้าอยู่ฝั่งไหนกันแน่เนี่ย? นี่เจ้าคิดจริงๆ หรือ ว่ามันจะสามารถซัดข้าจนหมอบได้น่ะ?"
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ฉินหมิงในชุดขาวสะอาดราวหิมะ ดูราวกับเซียนที่ตัดขาดจากโลกโลกีย์ ไม่แปดเปื้อนธุลีแดง ตอนนี้เขาเอ่ยขึ้นว่า "งัดเอาไม้ตายทั้งหมดของเจ้าออกมาซะ ไม่อย่างนั้นถ้าข้าเอาจริงขึ้นมา เจ้าจะไม่มีโอกาสได้ใช้อีกเลยนะ"
วันนี้ หลังจากที่เขาทะลวงด่านสำเร็จ จิตใจก็สว่างไสวปลอดโปร่ง ดูภายนอกเหมือนกำลังจะซัดกับต้วนอิน แต่จริงๆ แล้ว เขากะจะมาหยั่งเชิงดูความสามารถของอารามจิ้นอินต่างหาก เพื่อจะได้เตรียมรับมือในวันข้างหน้า
สำหรับเขาแล้ว คู่ต่อสู้ตรงหน้านี้ ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยสักนิด เขาพุ่งเป้าไปที่พวกเฒ่าประหลาดที่อยู่เบื้องหลังต้วนอินต่างหาก วันนี้เขาตั้งใจจะมาศึกษาดูวิชาอาคมต่างๆ ของอารามแห่งนี้ให้ทะลุปรุโปร่งไปเลย
หน้าของต้วนอินเขียวปัด คำพูดและการกระทำของอีกฝ่ายมันจะอวดดีเกินไปแล้ว ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด ไม่ได้มองว่าการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการดวลแบบเอาเป็นเอาตายเลยด้วยซ้ำ!
ก่อนจะเริ่มศึกเลือดสาดแบบนี้ อีกฝ่ายยังกล้ามาทำตัวเต๊ะจุ๊ยอยู่อีก!
ครั้งนี้ ต้วนอินยืนอยู่ไกลลิบ ทิ้งระยะห่างให้ปลอดภัยที่สุด และเขาก็เริ่มลงมือแล้ว!
เส้นด้ายแห่งกรรมซ่อนเร้นร่องรอย แผ่ขยายออกไปอย่างเงียบเชียบ พุ่งตรงเข้าหาฉินหมิง
วิถีการเคลื่อนที่ของมันนั้นลึกลับยากจะหยั่งถึง ไม่โจมตีกายเนื้อ ไม่ทำลายของวิเศษ แต่มันพุ่งตรงเข้าไปพัวพันกับจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ กัดกร่อนดวงชะตา และทำลายรากฐานวิถีเต๋าโดยตรง!
เคล็ดวิชากำลังแผ่ขยาย สามารถสังหารสุดยอดอัจฉริยะได้สบายๆ
อาจกล่าวได้ว่า ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีที่ดูเหมือนจะสงบนิ่ง ไร้คลื่นลมใดๆ แต่ความจริงแล้ว กลับมีวิชาลับต้องห้ามอันน่าสะพรึงกลัวซุกซ่อนอยู่ หากใครเผลอไปแตะต้องเส้นด้ายแห่งกรรมเข้าล่ะก็ สถานเบาก็คือทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ดวงซวยขั้นสุด ส่วนสถานหนักก็คือทางเดินขาดสะบั้น จิตใจและดวงชะตาแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
นี่แหละคือความน่ากลัวของอารามจิ้นอิน แม้แต่นิกายระดับสูงก็ยังไม่อยากจะไปตอแยกับพวกเขา เพราะบางวิชามันช่างลึกลับซับซ้อนเกินคาดเดา ป้องกันได้ยากสุดๆ ฉินหมิงเองก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของมันมาบ้างแล้ว เขาถึงได้อยากจะลองเอาตัวเองไปเป็นหนูทดลองดูสักตั้งไงล่ะ
ถ้าเกิดวันดีคืนดี โดนยอดฝีมือจากอารามนี้ลอบกัดขึ้นมา แล้วเขาไม่ได้เตรียมตัวป้องกันเอาไว้ล่ะ จะทำยังไง?
วันนี้ เขาจึงอยากจะมาทดสอบความร้ายกาจของอารามนี้ดูหน่อย แล้วค่อยหาวิธีรับมือในภายหลัง
ตู้มมม! ภายนอกร่างของเขามีรูปลักษณ์แท้จริงสุริยันปรากฏขึ้น ดูราวกับกงล้อเทพเจ้าอมตะลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ส่องแสงเจิดจรัสแสบตา ครอบคลุมร่างของเขาเอาไว้ ป้องกันเส้นด้ายแห่งกรรมที่มองไม่เห็นนั้นได้อย่างชะงัด
มุมปากของฉินหมิงกระตุกยิ้มบางๆ ถือว่าน่าพอใจทีเดียว ขนาดเขาไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน รูปลักษณ์แท้จริงก็ยังผสานเข้ากับร่างกาย และกางเกราะป้องกันให้ทันทีเลยแฮะ
แผดเผาแผ่นฟ้า เส้นด้ายแห่งกรรมขาดสะบั้นลง ในตอนนั้นเอง ปราณโกลาหลในเลือดเนื้อของเขาก็ปะทุขึ้น อัดแน่นไปด้วยพลังด้านลบศักดิ์สิทธิ์สิบสี และหลอมรวมเข้ากับรูปลักษณ์แท้จริง ดูราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน
ฉินหมิงลอบประเมินผลอย่างเงียบๆ "อืมมม พลังด้านลบเสวียนหวงที่เพิ่งหลอมรวมเข้าไปใหม่นี่มันเจ๋งจริงๆ แฮะ ทำให้ปราณโกลาหลของข้ายกระดับขึ้นไปอีกขั้นเลย ผลลัพธ์ที่ได้... มันเกินคาดไปเยอะเลยล่ะ"
ในเวลานี้ ปราณโกลาหลรูปแบบใหม่ของเขา ที่กำลังสั่นพ้องกับรูปลักษณ์แท้จริง สามารถป้องกันการกัดกร่อนจากเส้นด้ายแห่งกรรมได้สบายๆ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะสวนกลับเลยด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถสลายสุดยอดวิชาอาคมของอีกฝ่ายไปได้ง่ายๆ
'วิชาอาคมใดๆ ก็มิอาจกล้ำกราย' มันเป็นยังไงน่ะรึ? ตอนนี้ฉินหมิงได้สัมผัสกับมันอย่างลึกซึ้งแล้วล่ะ
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม เอามือข้างหนึ่งไพล่หลัง พลางเอ่ย "มหาปราชญ์ต้วน นี่เจ้ากำลังเกาหยากไย่ให้ข้าอยู่รึไง? เอาใหม่สิ!"
"จะหยามกันเกินไปแล้วนะเว้ย!" ต้วนอินหน้าดำทะมึน รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังดูถูกเขาอย่างแรง นี่มันจะโอหังเกินไปหน่อยแล้ว
ฉินหมิงส่ายหน้าดิก พลางเอ่ย "เปล่าซะหน่อย ข้ากำลังใช้คุณธรรมเข้าข่มต่างหากล่ะ อุตส่าห์ให้โอกาสเจ้าตั้งเยอะตั้งแยะแล้วนะ"
ทันใดนั้น ต้วนอินก็ตวาดลั่น ประสานมุทราสุดพิสดาร พร้อมกับร่ายมนตร์คาถา ชักนำเอาสสารลึกลับจากฟ้าดินลงมา นั่นคือพลังแห่งกรรมอันน่าสะพรึงกลัวชนิดหนึ่ง
เขาชี้นิ้วไปที่ฉินหมิง ชั่วพริบตา ม่านราตรีก็ระเบิดออก มีพลังน่าหวาดผวาที่มองไม่เห็นร่วงหล่นลงมา ทำเอาทุกคนใจสั่น รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก และต้องถอยร่นไปตามๆ กัน
เขากำลังชักนำ 'กรรม' มาเพิ่มบาปกรรมให้กับคู่ต่อสู้อย่างลับๆ และจะประเคนมันทั้งหมดไปให้เจิ้งกวงรับไว้แต่เพียงผู้เดียว
แต่ทว่า การทำแบบนี้มันก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย อารามนี้ศึกษาเรื่องกรรม การงัดเอาวิชานี้มาใช้รับมือกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ตัวเขาเองก็ต้องรับผลกระทบจนตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด แถมมุมปากยังมีเลือดไหลซึมออกมาด้วย
นี่คือวิชาต้องห้ามที่สูบอายุขัยของตัวเอง ฆ่าศัตรูได้ แต่ก็ต้องทำร้ายตัวเองไปด้วย!
สีหน้าของฉินหมิงเริ่มตึงเครียดขึ้นมา เขาสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายที่มองไม่เห็น พุ่งเข้ากระแทกอย่างรุนแรง
นี่มันไม่เหมือนกับวิชาอาคมแบบมีรูปร่างที่เขาเคยเจอมาเลย มันแปลกประหลาดสุดๆ เขาสัมผัสได้เลยว่า ในโลกหมอกราตรีอันกว้างใหญ่นี้ อารามต่างๆ คงมีไพ่ตายซ่อนอยู่เพียบแน่ๆ
เขาไม่ได้รีบตอบโต้ในทันที แต่แกล้งทำเป็นเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราว ว่ากำลังโดนวิชาต้องห้ามลอบโจมตีอยู่ เพื่อดูว่าปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของร่างกายจะเป็นยังไง
"ข้าสัมผัสได้ล่วงหน้าแล้ว ว่าเจตนาร้ายนี่มันพุ่งตรงทะลวงเข้าไปถึงจิตวิญญาณเลย นี่มัน... กรรม!" ฉินหมิงเคยสัมผัสกับเพลิงกรรมมาแล้ว แต่อารามจิ้นอินนั้นมีความลึกลับซับซ้อนกว่า วิชาที่งัดออกมาใช้ก็เป็นวิชาชั้นสูงทั้งนั้น
"แต่สำหรับข้าแล้ว แค่นี้ยังไม่พอที่จะเป็นภัยคุกคามถึงชีวิตหรอก" ฉินหมิงมั่นใจว่า อีกฝ่ายไม่มีทางลอบสังหารเขาแบบเงียบๆ ได้อย่างแน่นอน
วินาทีต่อมา ภายนอกร่างของเขาก็มีเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ลุกโชนขึ้นมาถึงเจ็ดชนิด ไม่ว่าจะเป็น เพลิงชิงเทียน เพลิงชำระโลก หรือเพลิงมารหกวิถี
สิ่งที่เรียกว่าพลังกรรม ถูกชำระล้างและแผดเผาจนมอดไหม้ไปในพริบตา บาปกรรมรอบตัวฉินหมิงสูญสลายไปจนหมดสิ้น ไม่สามารถทำอันตรายเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน ต้วนอินที่อยู่ไกลออกไป ก็ต้องเผชิญกับผลสะท้อนกลับ เขาอ้าปากกระอักเลือดสีดำทะมึนออกมาคำโต
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ? ยังไม่ได้ปะทะกันเลย ทำไมมหาปราชญ์ต้วนถึงกระอักเลือดซะแล้วล่ะ?"
ลูกศิษย์หน้าใหม่หลายคนยังดูการต่อสู้ระดับนี้ไม่ออก
"วิชาของอารามจิ้นอินนั้นล้ำลึกเกินไป แค่ยืนอยู่นอกสนามรบ ไม่ต้องแตะตัวคู่ต่อสู้ก็สามารถสังหารศัตรูได้แล้ว แต่มหาปราชญ์เจิ้งกวงกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า สามารถสลายวิกฤตินั้นไปได้อย่างง่ายดาย"
หลายคนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ พอเห็นฉากนี้ก็ถึงกับสูดหมอกราตรีเข้าปอดด้วยความหนาวเหน็บ
ต้วนอินไม่เก่งงั้นหรือ? ไม่ใช่เลย!
หลายคนกำลังคิดอยู่ว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเองไปยืนอยู่ตรงจุดที่เจิ้งกวงยืนอยู่ จะรับมือยังไง? เผลอๆ คงตายตกไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!
"วิชาของอารามจิ้นอินนี่... น่ากลัวชะมัด!" เหล่าผู้สืบทอดหลักบางคนถึงกับหน้าถอดสี วิชาแบบนั้นมันรับมือยากจริงๆ ขนาดพวกผู้อาวุโสรุ่นก่อนก็ยังแอบหวั่นใจ พวกเขาไม่ได้กลัวต้วนอินหรอกนะ แต่กลัวความลี้ลับซับซ้อนของวิชาจากอารามนี้ต่างหาก มันป้องกันยากจริงๆ หลายคนถึงกับยอมรับเลยว่า ต้วนอินสมแล้วที่เป็นสุดยอดอัจฉริยะ ไม่เสียแรงที่มีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้
แต่ก็ต้องบอกว่า เจิ้งกวงนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า มหาปราชญ์หน้าใหม่ที่กำลังเจิดจรัสผู้นี้ แข็งแกร่งซะจนทำให้ต้วนอินดูหมองลงไปเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
เขาใช้ท่าไม้ตายไปถึงสี่กระบวนท่าติดๆ กัน แต่ก็คว้าน้ำเหลว แถมยังโดนผลสะท้อนกลับอีกต่างหาก ในขณะที่ผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน ต้วนอินก็เคลื่อนย้ายพริบตาเปลี่ยนตำแหน่งไปมาหลายครั้ง และกระอักเลือดสีดำออกมาถึงสี่ระลอก
เมื่อครู่ฉินหมิงก็เพิ่งจะเข้าใจ ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ฝังใจและคิดว่าศึกครั้งก่อนตัวเองพ่ายแพ้แบบไม่ยุติธรรม นั่นก็เพราะว่าวิชาของเจ้านี่มันเหมาะกับการโจมตีระยะไกลจริงๆ ร่างกายของต้วนอินตอนนี้เต็มไปด้วยอักษรเซียนถักทอ ทั่วร่างเปล่งประกายแสงเจิดจ้าบาดตา
"ปลูกเหตุ ตัดผล!" ต้วนอินตะโกนลั่นในใจ เส้นผมปลิวไสวบ้าคลั่ง ดวงตาของเขามีผลแห่งวิถีเต๋าลึกลับปรากฏขึ้น หมายจะสังหารคู่ต่อสู้ให้จงได้
ร่างกายของเขาราวกับกำลังลุกไหม้ ใช้ตัวเองเป็น 'เหตุ' เพื่อดึงดูดและตัดเอาวิถีเต๋าแห่งฟ้าดินที่กำลังปั่นป่วนมาใช้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกางเขตแดนวิชาอาคมออกมาจนสุดกำลัง และใช้ภาพกรรมขุนเขาสายน้ำหมื่นลี้เป็นสะพานเชื่อม เพื่อรองรับพลังที่น่าสะพรึงกลัวนั้น
ทุกคนต่างจ้องมองเขม็งตอนที่เขางัดเอาเขตแดนต้องห้ามออกมาใช้ ส่วนฉินหมิงก็ยืนดูเงียบๆ เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ไม่คิดจะเข้าไปขัดขวางด้วยซ้ำ ปล่อยให้อีกฝ่ายกางภาพกรรมขุนเขาสายน้ำหมื่นลี้ออกมากางกั้นฟ้าดิน ราวกับมีโลกอีกใบหนึ่งปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้า ดึงดูดเอาวิถีเต๋าที่กำลังปั่นป่วนให้ถาโถมเข้ามา วิถีเต๋าที่ปั่นป่วนนี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุดของยุคนี้ พวกผู้ฝึกตนรุ่นเก่าหลายคนก็ได้รับผลกระทบจากมัน จนรากฐานพังทลายและกลายเป็นผู้ป่วยหนักกันทั้งนั้น
ต้วนอินใช้วิชาขั้นสุดยอด ดึงดูดวิถีเต๋าที่บ้าคลั่ง ให้มันไหลทะลักลงมาจากมิติว่างเปล่า เพื่อนำมาใช้สยบศัตรู
ฉินหมิงพยักหน้าพลางเอ่ย "เป็นอย่างที่คิดเลย แต่ละอารามระดับสูงในยุคปัจจุบัน ต่างก็กำลังศึกษาหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับวิถีเต๋าแบบนี้ให้ได้ หรือแม้แต่เริ่มนำมันมาประยุกต์ใช้เป็นวิชาโจมตีแล้ว"
เขาเคยได้ยินมานานแล้ว ว่ามีคนกำลังปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่แปลกประหลาดนี้ แถมยังมีคนคิดค้นวิชาดึงเอาวิถีเต๋าที่กำลังปั่นป่วนมาใช้โจมตีคู่ต่อสู้อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉินหมิงเจอเหตุการณ์แบบนี้ อย่างตอนที่อยู่เขตตำหนักดุสิต เขาก็เคยปะทะกับลั่วเส้าฮวาจากองค์กรเสวียนตูโลหิตมาแล้ว นางก็เคยใช้วิชาแบบนี้เล่นงานเขาเหมือนกัน
และวิชานี้ก็ไม่ใช่วิชาใหม่ที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาในยุคปัจจุบันด้วย เพราะมีพวกคนโบราณที่มองการณ์ไกล ได้เริ่มศึกษาเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว
ตอนที่ประตูในร่างของหุ่นหมายเลขสองฟื้นตื่นขึ้นมา เพื่อรับมือกับวิกฤตมังกรนับหมื่นแบกสุสาน มันก็เคยดึงดูดวิถีเต๋าให้สั่นสะเทือน จนกวาดล้างพวกหนอนมังกรระดับเซียนปฐพีไปจนหมดเกลี้ยงมาแล้ว
ฉินหมิงเอ่ย "ไม่ใช่แค่เจ้าคนเดียวหรอกที่รู้ ข้าเองก็เคยศึกษามาบ้างเหมือนกัน" เขาเคยสัมผัสกับมันมาด้วยตัวเอง และเฝ้าสังเกตการณ์มาก็ตั้งหลายครั้ง แล้วจะไม่มีความคิดที่จะลองเอามาใช้บ้างเลยได้ยังไง?
ฉินหมิงว่าต่อ "ข้าให้โอกาสเจ้าลงมือมากพอแล้ว ถ้าไม่มีลูกไม้ไหนอีก ข้าก็จะขอปิดฉากการต่อสู้ครั้งนี้เลยก็แล้วกัน"
ในชั่วพริบตา มือยักษ์ของเขาก็พุ่งแหวกอากาศออกไป ปราณโกลาหลเดือดพล่าน พลังด้านลบศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบชนิด มีพลังด้านลบเสวียนหวงรวมอยู่ด้วย สั่นพ้องประสานกัน หลอมรวมสรรพวิชาเป็นหนึ่งเดียว ฟาดกระหน่ำออกไปข้างหน้าอย่างรุนแรง แผ่กลิ่นอายวิถีเต๋าน่าสะพรึงกลัวออกมา
ในระหว่างกระบวนการนี้ มือขวาของฉินหมิงสั่นไหวอย่างรุนแรง ที่ปลายนิ้วของเขามีคัมภีร์แปรสภาพเป็นหน้ากระดาษร่วงหล่นลงมาและกำลังลุกไหม้ นั่นคือคัมภีร์แท้หลายต่อหลายเล่มที่กำลังสำแดงอานุภาพออกมาพร้อมๆ กัน เผยให้เห็นร่องรอยของวิถีเต๋าอย่างเป็นรูปธรรม
ฝ่ามือนี้ของเขา ทำให้สรรพวิชาที่เขาเชี่ยวชาญเกิดการสั่นพ้อง สั่นสะเทือนไม่หยุด และยังดึงดูดเอาวิถีเต๋าแห่งฟ้าดินลงมา ทำให้พวกมันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงไปด้วย
ในวินาทีนี้ หลายคนถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออก
ฉินหมิงยืนนิ่งอยู่กลางอากาศ สองเท้าไม่เคยขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
แค่เขายื่นมือขวาออกไป ก็แผ่แรงกดดันมหาศาลครอบคลุมไปทั่วฟ้าดิน เบื้องหน้ามีคัมภีร์ปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า อักขระวิถีเต๋าถักทอประสานกัน จุดชนวนให้วิถีเต๋าบนท้องฟ้าปะทุขึ้น ราวกับทางช้างเผือกไหลร่วงหล่นลงมา
"นี่มัน..." ม่านตาของต้วนอินหดเกร็ง คู่ต่อสู้เองก็กำลังดึงดูดวิถีเต๋าอยู่เหมือนกัน แถมยังรุนแรงและบ้าคลั่งกว่าเขาซะอีก!
เสียง ตู้มมม! ดังสนั่น มือยักษ์ของอีกฝ่ายพุ่งทะลวงเข้าไปในภาพกรรมทางช้างเผือก หน้ากระดาษคัมภีร์ที่ปลิวว่อนอยู่ตรงปลายนิ้วนั่นก็ลุกไหม้ จุดชนวนวิถีเต๋าที่ต้วนอินดึงดูดลงมา ภาพกรรมขุนเขาสายน้ำหมื่นลี้ของเขาจึงถูกฉีกทึ้งจนขาดวิ่น ภายใต้เงื้อมมือน่าสะพรึงกลัวนั้น ภาพวิถีเต๋ากลับถูกกระชากขาดราวกับเป็นแค่กระดาษวาดเขียนธรรมดาๆ ใบหนึ่งเท่านั้น!
ต้วนอินร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เขาโดนผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรง เลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด เขตแดนวิชาอาคมของเขาพังทลายลง ภาพกรรมขุนเขาสายน้ำหมื่นลี้ระเบิดกระจุย วิถีเต๋าที่ปั่นป่วนเหล่านั้น กลับกลายเป็นพุ่งเข้าหาและถาโถมใส่ตัวเขาเอง
เสียง แครก! ดังขึ้น ร่างกายของเขาระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"มหาปราชญ์สิ้นชีพ!?" มีคนร้องอุทานด้วยความตกใจ นี่มันเรื่องใหญ่ระดับชาติเลยนะ ถ้าเกิดจัดการไม่ดี อาจจะลุกลามกลายเป็นศึกระหว่างอารามระดับสูงได้เลย
"น่าจะประกอบร่างใหม่ได้แหละ มหาปราชญ์เจิ้งกวงเขารู้เส้นแดงดี" ผู้คนมองเห็นว่า ในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวาน มือยักษ์ของฉินหมิงได้กางออกเพื่อสกัดกั้นวิถีเต๋าที่ปั่นป่วนเอาไว้ บดบังท้องฟ้ายามราตรี เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้ต้องรับแรงกระแทกที่รุนแรงไปกว่านี้
แสงสว่างวาบขึ้น ต้วนอินไปปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้าที่ห่างไกล
ในวินาทีที่วิกฤตมาเยือน เขาได้ใช้วิชาสลับชะตากรรม ยอมบาดเจ็บสาหัสเพื่อหลบหนีออกมา
เขาไม่เคยหวังพึ่งความเมตตาปรานีจากคู่ต่อสู้ในการต่อสู้แบบนี้หรอก จากที่เขารู้มา เจิ้งกวงน่ะเวลาลงมือแต่ละที โหดเหี้ยมอำมหิตสุดๆ
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี มีเพียงหมอกเลือดจางๆ หลงเหลืออยู่ ฉินหมิงเก็บมือยักษ์กลับมา มองไปที่ท้องฟ้าห่างไกล พลางเอ่ย "เห็นไหมล่ะ ต่อให้เจ้าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ข้าก็ไม่ได้ลงมือสังหารเจ้าซะหน่อย เจ้ามันไม่เชื่อใจข้าเองนี่นา ถึงขนาดต้องยอมฉีกร่างตัวเอง ใช้วิชาต้องห้ามหลบหนีไป จนทำให้พลังต้นกำเนิดบาดเจ็บสาหัสแบบนั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลยนะ"
ต้วนอินยืนโงนเงนไปมา ใบหน้าซีดเซียวไม่มีสีเลือดเลยสักนิด ศึกครั้งนี้เขาพ่ายแพ้ยับเยินหมดรูปจริงๆ
เขาแค้นใจสุดๆ ความอัดอั้นตันใจมันพลุ่งพล่าน หน้าอกแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
ลวี่หวงตะโกนลั่น "มหาปราชญ์เจิ้งกวงช่างมีเมตตาธรรมสูงส่งจริงๆ ใช้คุณธรรมเข้าข่ม!"
หลายคนที่ได้ยินนางตะโกนแบบนั้น ก็ถึงกับหน้าแข็งค้างไปตามๆ กัน ยัย 'กระบอกเสียงอวยเจิ้งกวง' นี่อีกแล้ว หน้าด้านหน้าทนจริงๆ คำพูดเลี่ยนๆ แบบนี้ยังกล้าพ่นออกมาได้
ต้วนอินที่กำลังหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ พอได้ยินแบบนั้น ก็ยิ่งตวัดสายตาอาฆาตไปทางลวี่หวง พลางตวาดลั่น "หุบปาก!"
ฉินหมิงพอได้ยินแบบนั้น กลับพยักหน้าให้ลวี่หวง ดูเหมือนจะเห็นด้วยสุดๆ พลางเอ่ยว่า "คุณธรรมอยู่ภายใน การต่อสู้แสดงออกภายนอก การใช้คุณธรรมเข้าข่ม มันก็ไม่ได้ผิดอะไรนี่นา ข้าน่ะ... เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมเลยล่ะ!"
ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับอึ้งไปเลย
อดีตเจ้าสำนักแห่งนิกายวั่นฝ่าพยักหน้าหงึกหงัก พลางเอ่ย "อืม… ไม่เลว เจิ้งกวงมีเนื้อแท้ที่บริสุทธิ์และดีงาม ในจังหวะสำคัญ ไม่เพียงแต่จะหยุดมือเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องคู่ต่อสู้อีกต่างหาก นี่สิถึงจะเป็นสง่าราศีที่มหาปราชญ์ในยุคปัจจุบันพึงมี!"
ต้วนอินพอได้ยินคำพูดนั้น ก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาอีกระลอก ร่างกายร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ายามราตรี กระแทกพื้นอย่างจัง
แสงเทพเจิดจรัสสว่างวาบขึ้น เฒ่าประหลาดแห่งอารามจิ้นอินก็พุ่งตัวออกมารับร่างเขาเอาไว้
ถ้าเป็นที่อื่น ต้วนอินคงถูกฉินหมิงสับเละไปตั้งนานแล้ว กลายเป็นหมูป่าดำตัวที่สอง เหยื่อชั้นยอดไปแล้วล่ะ
แต่ที่นี่ทำไม่ได้หรอก ท่ามกลางสายตาผู้คนนับหมื่น ถ้าฉินหมิงขืนไปฆ่ามหาปราชญ์เข้าจริงๆ ผลกระทบที่จะตามมามันจะใหญ่หลวงเกินไป
"นั่นคือต้วนอิน อดีตมหาปราชญ์ที่อายุน้อยที่สุดเชียวนะ ไม่คิดเลยว่าจะพ่ายแพ้เร็วขนาดนี้ หรือว่าเจิ้งกวงจะกลายเป็นผู้ไร้พ่ายในวันนี้ซะแล้ว?"
"ผลงานของมหาปราชญ์เจิ้งกวงนี่มันน่าทึ่งสุดๆ ไปเลย ในขอบเขตปรมาจารย์ คงจะหาคู่ต่อสู้มาต่อกรด้วยยากแล้วล่ะ"
"ย้อนกลับไปแปดพันปีก่อน... หรือว่าที่เขาพูดมันจะเป็นความจริง!?"
ภายนอกมีเสียงฮือฮาดังระงม ผู้คนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ทันใดนั้น ก็มีร่างในชุดขาวก้าวเข้ามาในสนามรบ ด้านหลังศีรษะของเขามีกงล้อแห่งกาลเวลาทอแสงเจิดจรัสแสบตา
มู่สือเหนียนเหินเวหาพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรี
แทบจะในเวลาเดียวกัน สวีหยวนในชุดสีเขียวก็มาถึง และไปปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้าเช่นกัน
ดวงตาของเขาลึกล้ำ ท่าทางสุขุมหนักแน่น ราวกับขุนเขาที่ตั้งตระหง่าน แผ่แรงกดดันอันมหาศาลออกมา
ด้านหลังของเขา ปรากฏภาพนิมิตเลือนรางของสรรพสิ่งในยุคปฐมกาล ราวกับความโกลาหลที่กำลังก่อตัว
ในขณะเดียวกัน หนิวอู๋เหวย โจวเทียน เสวียนซื่อ ขงหยวนสิง และคนอื่นๆ ต่างก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเช่นกัน
ใบหน้าของฉินหมิงแข็งค้างไปเล็กน้อย ทำไมถึงรู้สึกว่า... คนพวกนี้กะจะมารุมกินโต๊ะเขาเลยล่ะเนี่ย?
นี่กะจะใช้ฐานะของตัวเอง มารุมกระทืบเขาคนเดียวงั้นรึ?
ฉินหมิงคิดว่ามันไม่น่าจะถึงขั้นนั้นหรอก สวีหยวนกับโจวเทียน มู่สือเหนียน ไม่ถูกกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อยู่กันคนละขั้ว ไม่มีทางร่วมมือกันได้หรอก
ดังนั้น เขาจึงสงบสติอารมณ์ลง พลางเอ่ยว่า "มีใครบ้างที่อยากจะลงมือ? ข้ารับคำท้าทั้งหมดเลย!"
ในตอนนั้นเอง ใต้ต้นเสวียนหวง ปราชญ์รุ่นก่อนทั้งสิบห้าคนก็เคลื่อนย้ายพริบตา พุ่งขึ้นมาบนท้องฟ้ายามราตรีเช่นกัน
ใบหน้าของฉินหมิงถึงกับชะงักกึก ถึงเขาจะเปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมก็เถอะ แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะมาโดนรุมกินโต๊ะจากคนตั้งมากมายขนาดนี้นะโว้ย เขาไม่ได้คิดจะสู้เดี่ยวท้าชนยอดฝีมือทั้งหมดนี่ซะหน่อย!
จากนั้น นางมารเจียงและซือเยี่ยหลีก็เหินเวหาตามขึ้นมา
"อาจารย์เจิ้งกวง ถ้าท่านจะสู้เดี่ยวท้าดวลมหาปราชญ์ทุกคนล่ะก็ ข้ายินดีช่วยท่านนะ"
ซือเยี่ยหลีในชุดแดงปลิวไสว รอยยิ้มของนางช่างเย้ายวนใจเกินบรรยาย เห็นได้ชัดเลยว่านางกำลังจะราดน้ำมันเข้ากองไฟ
"อย่าเพิ่งมาป่วนตอนนี้ได้ไหม!" ฉินหมิงแอบส่งเสียงทางจิตไปดุ
แต่ในจังหวะนรกแตกแบบนี้ 'กระบอกเสียงอวยเจิ้งกวง' อันดับหนึ่งอย่างลวี่หวง ดันตะโกนขึ้นมาอีกว่า "ความห้าวหาญของท่านเจิ้งกวง ไร้เทียมทานทะลุพันปี!"