เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์

ฟรี บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์

ฟรี บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์


บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์

“มาแล้วงั้นรึ?”

ฉินหมิงแหงนหน้าขึ้นทันควัน จ้องมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีที่มืดมิดทะมึน

ยามนี้ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมถึงขีดสุด โดยเฉพาะช่วงหลังมานี้ที่สภาพร่างกายและจิตใจอยู่ในระดับเหนือธรรมดา เข้าสู่สภาวะรู้แจ้งทางจิตใจอยู่ตลอดเวลา

ฉินหมิงมองปราดเดียวก็เห็นว่าที่ปลายขอบฟ้าไกลลิบ ท่ามกลางสายหมอกดำหนาทึบ มีร่างเลือนลางสายหนึ่งลอยล่องอยู่ และกำลังจับจ้องมาที่เขา

“เป็นเขานี่เอง!”

ในฐานะตัวแปรประหลาดวัยเพียงยี่สิบสามปีที่เคยสับสังหารมหาปราชญ์มาแล้ว ขอบเขตสุดขั้ววิถีที่ฉินหมิงก้าวเดินนั้นกว้างขวางและลึกซึ้งน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

เหมือนอย่างตอนนี้ ต่อให้จะมีหมอกหนาขวางกั้น เขาก็ยังแยกแยะออกว่านั่นคือยอดฝีมือที่เคยเข้าขัดขวางสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกคนนั้น

ภายในหมอกดำ มีร่างกำยำยืนตระหง่านอยู่ในวงรัศมีสีทองจางๆ ร่างกายของเขาดูโปร่งแสงคล้ายจะสลายไปได้ทุกเมื่อ เขากำลังไอโขลกออกมาไม่หยุด และมีเลือดสีทองอ่อนหยดลงจากปาก

เขาถูกซัดจนเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ หรือว่านี่คือการแผ่ซ่านออกมาเพียงหนึ่งในเศษเสี้ยวพลังจิตหยางแท้กันแน่?

แต่ไม่ว่าจะมองยังไง สภาพของคนผู้นี้ก็ดูย่ำแย่เต็มที

“มันมาแล้ว!” เสียงนั้นดังขึ้นข้างหูฉินหมิง น้ำเสียงนั้นแหบแห้งและสั่นเครือคล้ายคนกำลังจะขาดใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

หลังจากนั้น ร่างนั้นก็เลือนหายไปในหมอกราตรี

ฉินหมิงรู้ดีว่าเขาหมายถึงใคร สิ่งมีชีวิตสุดสยองที่คลานออกมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตาตนนั้นมาถึงแล้วจริงๆ และกำลังวนเวียนอยู่แถวนี้

แต่ว่า คนที่อยู่ในรัศมีแสงสีทองคนนั้นแท้จริงแล้วคือใครกันแน่?

สิ่งเดียวที่พอบอกได้คือเขาเป็นบุรุษ

ต่อให้ฉินหมิงจะมีสัมผัสที่เหนือชั้นแค่ไหน ก็ยังไม่อาจมองเห็นหน้าตาของเขาได้ชัดเจน

หรือว่าคนผู้นี้จะมาจากตระกูลลึกลับนั่นจริงๆ?

แต่ฉินหมิงครุ่นคิดแล้วก็ส่ายหน้า ตอนที่เขาเพิ่งเดินออกมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตา แม้จะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะตกอยู่ในสายตาของคนพวกนั้นเร็วขนาดนี้มั้ง?

อีกอย่าง เคล็ดวิชาที่เขาฝึกฝนอยู่ก็ไม่ใช่คัมภีร์หลักของตระกูลนั้นเสียหน่อย

ถ้าตระกูลนั้นหมายหัวเขาจริงๆ ก็คงรู้อยู่เต็มอกว่าเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ ไม่ใช่คนในตระกูลอย่างแน่นอน

ดวงตาของฉินหมิงดูลึกล้ำ ครู่ต่อมาเขาก็จัดการรายงานเรื่องนี้ทันที

พวกสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งกลุ่มต่างก็รู้อยู่แล้วว่า เซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายตนนั้นวนเวียนอยู่แถวนี้ตลอด

สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจมากกว่าคือที่มาของร่างสีทองคนนั้น มีการส่งคนไปตรวจสอบร่องรอยในอากาศอย่างเงียบเชียบในทันที

“เป็นคนคนนั้นจริงๆด้วย ยอดฝีมือที่เคยปะทะกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก”

หลังจากเปรียบเทียบกลิ่นอายพลังแล้ว ในไม่ช้าก็ได้คำตอบที่ชัดเจน

หญิงชราผมขาวโพลนหน้าตาซีดเหลืองเอ่ยขึ้นว่า “ยายเฒ่าขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ คนที่หนุนหลังเจ้ามาแล้วล่ะเด็กน้อย ดูท่าเขาจะให้ความสำคัญกับเจ้าไม่เบาเลยนะ”

ฉินหมิงไม่พูดอะไร แค่รายงานตามความจริงเท่านั้น

คนอื่นจะคิดยังไงนั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องมานั่งกังวล

ส่วนผลลัพธ์ที่ตามมา อย่างน้อยก็น่าจะเป็นผลดีกับตัวเขามากกว่าผลเสียล่ะนะ

กลางดึกคืนนั้น ขณะที่ฉินหมิงกำลังฝึกตนอย่างสงบ เขากลับรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่บอกไม่ถูกซึมลึกเข้ามาลางๆ หากไม่ใช่เพราะเขามีสัมผัสเทพที่เหนือกว่าคนทั่วไปล่ะก็ คงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด

ทว่ามันก็มีเพียงแค่นั้น

ผ่านไปอีกสี่วันติดต่อกัน ทุกอย่างยังคงเงียบกริบไม่มีความเคลื่อนไหว

ฉินหมิงรับรู้ได้ถึงความรอบคอบและใจเย็นของพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าพวกนั้น อีกฝ่ายลืมตาแดงก่ำท่ามกลางความมืดมิดจ้องมองมาที่เขาแท้ๆ แต่กลับยังคงนิ่งเฉยไม่ลงมือสักที

เขาไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะกายเนื้อที่แท้จริงถูกเขาเก็บซ่อนไว้ในเศษผ้าขี้ริ้วตั้งนานแล้ว ส่วนสติสัมปชัญญะก็เกาะติดอยู่บนนั้นเหมือนกัน

ส่วนร่างรากบัววิเศษของเขานั้น กระทั่งเศษเสี้ยววิญญาณก็ไม่ได้ทิ้งไว้เลยแม้แต่นิดเดียว เขาอาศัยการสั่นพ้องของพลังเพื่อควบคุมทุกอย่างเอาไว้

ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย หรือภัยพิบัติทั้งมวลจะรุมเร้าเข้ามาพร้อมกัน เขาก็สามารถยืนหยัดอย่างองอาจได้ ความตายมันน่ากลัวตรงไหนกัน?

ในยามราตรีตื้น หรือก็คือช่วงกลางวัน ทุกครั้งที่มีแขกมาเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือรุ่นอาวุโสหรือผู้สืบทอดหลักระดับสูง บรรดาตาเฒ่าที่ซุ่มอยู่จะตื่นตัวอย่างหนัก

น่าเสียดายที่ทุกอย่างราบรื่นเกินไป ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่าง

ฉินหมิงที่นอนเล่นอยู่บนเก้าอี้หวายถึงกับเผลอสัปหงกไปซะงั้น

วิหคเพลิงเขียวเข้ามาช่วยจัดห้องให้ฉินหมิง นางถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน เมื่อพบว่า ว่าที่ท่านเขยกำลัง ‘ทบทวนบทเรียนเก่าเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่’ อีกแล้ว ในมือของเขาถือผลึกความทรงจำและจ้องมองมันอย่างใจจดใจจ่อ

วิหคเพลิงเขียวแอบชำเลืองมองแวบหนึ่ง เห็นภาพนางมารเจียงในชุดกระโปรงสีดำ ขับเน้นรูปร่างสุดเย้ายวนกำลังร่ายรำวิชามารฟ้าอยู่ในห้องลับ

จากนั้นนางก็เห็นมหาปราชญ์ซือเยี่ยหลีในชุดขาวราวหิมะสะอาดสะอ้าน ชายเสื้อกว้างสะบัดพัดหมอกเซียน กำลังร่ายระบำเมฆาราตรีจันทรา ดูจากสภาพแวดล้อมแล้วน่าจะเป็นตอนงานเลี้ยงคราวก่อนที่ร่ายรำในห้องพักรับรองนั่นแหละ

วิหคเพลิงเขียวรู้สึกตะลึงจนบอกไม่ถูก นี่มันเวลาไหนกันแล้ว? บรรยากาศช่วงนี้ตึงเครียดจะตายไป แต่ท่านซ่างหวงกลับยังมีอารมณ์สุนทรีย์มานั่งดูสาวร่ายรำอยู่อีกเนี่ยนะ?

นางมารชุดดำหนึ่งคน เทพธิดาชุดขาวอีกหนึ่งคน สองรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มันช่างเจริญหูเจริญตาเสียจริง

ฉินหมิงดูจบก็พยักหน้าเบาๆ

ในใจของวิหคเพลิงเขียวไม่อาจสงบลงได้ นี่หรือคือสภาวะจิตใจของมหาปราชญ์? ยิ่งเจอเรื่องใหญ่ยิ่งต้องนิ่งสงบ ใจแข็งประดุจหินผาจริงๆ

ฉินหมิงปรายตามองนางนิ่งๆ แล้วพูดว่า “อย่าได้ฟุ้งซ่านไป ข้ากำลังฝึกวิชาอยู่ การมองรูปลักษณ์ภายนอกเพื่อขัดเกลาจิตวิญญาณภายใน”

“เรื่องนี้... รบกวนท่านมหาปราชญ์ช่วยชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ” วิหคเพลิงเขียวรีบขอคำปรึกษาอย่างนอบน้อม

“ไร้ซึ่งความปรารถนา จึงจะเห็นถึงความมหัศจรรย์” ฉินหมิงตอบกลับไปสั้นๆ

วิหคเพลิงเขียวฟังแล้วคิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นโบ ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องราววุ่นวายขณะเดินออกไปจากที่นี่

“เป็นอีกหนึ่งวันที่งดงามและเรียบง่ายซะเหลือเกิน” ฉินหมิงลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ

ช่วงนี้เขาไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลยสักนิด วางตัวได้นิ่งสุดๆ

จากนั้น เขาก็ออกไปเยี่ยมเยียนสหาย

แต่เขาคิดว่าในช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ ควรจะเลี่ยงการพบปะกับหนิวอู๋เหวย โจวเทียน และมู่สือเหนียนจะดีกว่า

ฉินหมิงมุ่งหน้าไปยังนิกายเซียนเทียน ตั้งใจจะไปพบปะสังสรรค์กับเสวียนซื่อและขงหยวนสิง

“อะไรนะ หมอนั่นมางั้นเรอะ?” เสวียนซื่อหน้าถอดสี เขาเป็นคนวงในย่อมรู้ดีว่าไอ้คนคนนี้ในตอนนี้ คือตัวอันตรายระดับโลก

ยามนี้เปรียบเสมือนความเงียบสงบก่อนพายุใหญ่จะพัดกระหน่ำ การเปลี่ยนแปลงที่ชวนให้อึดอัดใจอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แล้วในฐานะ ‘ตัวล่อเป้า’ อย่างมหาปราชญ์เจิ้งกวง ทำไมถึงยังกล้าเดินเตร่ไปมาแบบนี้กันเล่า?

ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ไอ้ผู้ฝึกวิชามารเจิ้งกวงคนนี้ไม่ยอมไปหาพี่น้องร่วมสาบานของตัวเอง แต่ดันจะมาขอมาดื่มเหล้ากับพวกเขานี่สิ

“มันจะเกินไปแล้วนะเว้ย!”

“ไม่เจอ! บอกมันไปว่าพวกเรากำลังปิดด่านบำเพ็ญอยู่!”

เสวียนซื่อและขงหยวนสิงปฏิเสธที่จะเจอหน้า ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย? พวกเขาขี้หดตดหายกลัวว่าจะโดนกวาดล้างจนสิ้นซากไปด้วยกันน่ะสิ

ส่วนหนิงจิ่วเสวี่ยยิ่งหน้าซีดเผือด นางรู้สึกหวาดกลัวมหาปราชญ์ที่อายุน้อยที่สุดคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ

“น้องหก มาดื่มด้วยกันสิ เจ้าเคยบอกว่าจะเลี้ยงเนื้อวาฬดำไม่ใช่รึ? ของอร่อยระดับเทพขนาดนั้น จนป่านนี้พวกพี่ๆ ยังไม่ได้ชิมเลยนะ” มู่สือเหนียนส่งกระแสจิตมาได้ถูกจังหวะพอดี

ก่อนหน้านี้ฉินหมิงมัวแต่ยุ่งกับการเตรียมร่างรากบัววิเศษ จะไปมีเวลาที่ไหนมาเลี้ยงเหล้าพวกเขากันล่ะ?

ส่วนตอนนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ย่อมไม่เหมาะที่จะอยู่ด้วยกันนานๆ

บรรดาพี่น้องร่วมสาบานที่เห็นน้องหกยอมเสี่ยงตายเป็นแนวหน้า ต่างก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าในภายภาคหน้า พวกเขาจะต้องรู้สึกละอายใจยิ่งกว่านี้กับความละอายใจที่มีอยู่ในตอนนี้แน่ๆ

ฉินหมิงส่ายหัว ปฏิเสธคำชวนของหนิวอู๋เหวยและโจวเทียนไป

ส่วนซือเยี่ยหลีก็ส่งสารมาบอกว่าเพิ่งจะได้ระบำสุนัขจิ้งจอกสวรรค์มาใหม่ อยากชวนเขาไปดูด้วยกัน

แม้ฉินหมิงจะตาเป็นประกายและแอบหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ต้องใช้ความอดกลั้นอย่างสูงเพื่อปฏิเสธนางไป

กลางดึกคืนนั้น พลังจิตหยางแท้ของฉินหมิงที่เกาะอยู่บนเศษผ้าขี้ริ้วก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

จากนั้นเขาก็ได้เห็นฉากที่ประหลาดสุดๆ ร่างรากบัววิเศษของเขาที่นั่งขัดสมาธิอยู่ จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มีสาเหตุ

นี่มันเหลือกินเหลือใช้จริงๆ!

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือลางบอกเหตุของหายนะที่กำลังจะมาเยือน

สิ่งมีชีวิตสุดสยองที่คลานออกมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตาเริ่มลงสนามรบอย่างเป็นทางการแล้ว มันกำลังแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมอยู่ในความมืด

แต่ว่าที่นี่มีค่ายกลระดับสูงสุดคุ้มครองอยู่ไม่ใช่รึไง?

ฉินหมิงกับร่างกายนั้นยังคงอยู่ในสภาวะสั่นพ้อง

แต่เขากลับพบว่า เมื่อร่างรากบัววิเศษโดนมนตร์สะกด สติสัมปชัญญะหลักของเขากลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยสักนิด

หากไม่ได้มองดูเหตุการณ์นี้ในฐานะคนนอกล่ะก็ เขาคงไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองแน่

ฉินหมิงลองทดสอบดู พบว่าหากเขาสั่นพ้องอีกครั้ง เขาก็ยังควบคุมร่างกายนั้นได้อยู่ แต่เขาก็ทำเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้วู่วามทำอะไรบุ่มบ่าม

ในวินาทีนั้น เขาสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นลึกลับที่แผ่วเบาจนแทบสังเกตไม่ได้ มันทะลวงผ่านความว่างเปล่า ฝ่าม่านค่ายกลเข้ามาเพื่อกวักมือเรียกขานร่างกายของเขา

เจ้าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกนั่นไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่มันซ่อนตัวอยู่ไกลๆ และใช้เคล็ดวิชาลับที่ไม่มีใครรู้จักเพื่อเรียกเขาไปหา

ส่งผลให้ร่างกายของเขาขยับไปเองเหมือนแมลงเม่าที่หลงแสงไฟ วิ่งเข้าหาความตายโดยไม่รู้ตัว

ฉินหมิงเฝ้าดูอย่างเงียบๆโดยไม่เข้าไปขัดขวาง

เขาเชื่อว่าถ้าเขาจะออกจากที่นี่จริงๆ บรรดาตาเฒ่าพวกนั้นต้องรู้สึกตัวแน่ๆ นี่มันก็ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ถึงเวลาต้องเปิดฉากพายุถล่มกันได้แล้วมั้ง?

แต่ทว่า ในขณะที่ฉินหมิงไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเลย ร่างรากบัววิเศษกลับไม่ได้เดินจากไปไหน

ร่างกายนั้นขยับเขยื้อนไร้เสียงราวกับวิญญาณร้าย เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจก แล้วหมุนคอไปมาเสียงดัง กร๊อบ! กร๊อบ! จากนั้นเขาก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชาใส่กระจก

ไกลออกไป บนผ้าเก่าๆผืนนั้น จิตวิญญาณของฉินหมิงนิ่งสงบดั่งบ่อน้ำโบราณที่สะท้อนแสงจันทร์ รักษาความเงียบงันเอาไว้

เศษผ้าโลหะประหลาดผืนนี้ช่างวิเศษเลิศเลอจริงๆ มีประโยชน์มหาศาล ขอเพียงฉินหมิงไม่ขยับตัว มันก็จะช่วยบดบังทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากเจ้าของชั่วคราวของเศษผ้าผืนนี้แล้ว คนนอกไม่มีทางมองเห็นมันได้เลย

เห็นได้ชัดว่าเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายตนนั้นที่อยู่อีกฝากของค่ายกลระดับสูงสุด มีพลังในการควบคุมที่จำกัด มันไม่ได้ส่งแสงแห่งพลังจิตที่แท้จริงเข้ามา เพียงแต่ใช้มนตร์เรียกขานพิเศษเท่านั้น

ร่างรากบัววิเศษของฉินหมิงยืนทำท่าทางประหลาดๆ หน้ากระจกอยู่สองสามท่า ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิมอย่างเงียบเชียบ และจมดิ่งสู่ความสงบอีกครั้ง

“นี่มันแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น มันกำลังสังเกตการณ์อยู่ คราวหน้ามันคงจะเริ่มลงมือจริงๆแล้วล่ะ”

ฉินหมิงทำเป็นไม่รู้เรื่องราว แล้วก็นอนหลับไปอย่างสบายใจ

เขารู้สึกว่าไอ้สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวนี้มันระแวงเกินเหตุ จะตกมันขึ้นมาติดเบ็ดนี่ช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ

จะมานั่งระวังโจรทุกวันมันก็ใช่ที่ เขาคิดว่าต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม ให้มันจบๆกันไปได้แล้ว

ดังนั้นคราวนี้เขาเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ซ้ำกลางวันยังอุตส่าห์ออกไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูง เพื่อสร้างโอกาสที่เหมาะสมให้สิ่งมีชีวิตสุดสยองนั่นลงมือได้ถนัดขึ้น

ฉินหมิงสอบถามจากศิษย์นิกายวั่นฝ่าว่า “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีแขกจากอารามทางไกลมาเยือน ข้าอยากจะไปพบปะพวกเขาสักหน่อย”

อารามจิ้นอินและอารามหยวนซวี สองนิกายที่เก่งกาจและมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า พื้นที่ที่พวกเขาปกครองนั้นอยู่ใกล้กับส่วนลึกของโลกหมอกราตรีมาก ไม่คิดเลยว่าคราวนี้จะยอมมาช่วยด้วย

พวกเขาเป็นกลุ่มยอดฝีมือที่อารธรรมนักเดินทางไปชักชวนมาช่วยเป็นการชั่วคราว

“ไม่รู้ว่าสองอารามนี้จะมีมหาปราชญ์มาด้วยหรือเปล่านะ”

แต่ผลปรากฏว่า เมื่อฉินหมิงไปขอเข้าพบ เขากลับโดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยอีกครั้ง คนจากทั้งสองอารามทำราวกับเห็นเขาเป็นตัวเชื้อโรคที่ต้องรีบหนีไปให้ไกล ไม่อยากจะเอาหน้ามาปะทะกับเขาเลยสักนิด

ศิษย์คนหนึ่งบอกกับเขาว่า “พวกท่านเหล่านั้นปิดด่านบำเพ็ญไปหมดแล้วขอรับ”

แถมยังมีระดับสูงบางคนแอบเตือนเขาอ้อมๆ ว่าให้อยู่เงียบๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัวหน่อย อย่าไปก่อเรื่องวุ่นวายเลย

ตอนนี้ฉินหมิงไม่ว่าจะไปหาใคร ก็ทำให้คนนั้นรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อไปหมด

มู่สือเหนียนเผยสีหน้าเรียบเฉยอย่างหาได้ยาก แล้วเอ่ยว่า “อารามจิ้นอิน... หึ ไอ้ที่ว่ากันว่าเป็นมหาปราชญ์ที่อายุน้อยที่สุดของพวกเขาน่ะ พอมาเทียบกับน้องหกแล้ว เรื่องอายุนี่โดนขยี้เละไม่มีชิ้นดีเลย ไม่รู้ว่าหมอนั่นมาด้วยหรือเปล่า”

โจวเทียนก็ทำเสียงเย็นชา “ตอนนี้ยังอันตรายอยู่ หมอนั่นคงยังไม่มาหรอก รอให้ถึงเวลาแบ่งผลประโยชน์เมื่อไหร่ รับรองว่าโผล่หน้ามาคนแรกแน่”

มู่สือเหนียนพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ร่วมสาบานของมันจะตามมาด้วยไหมนะ น่าเสียดายที่พี่หญิงใหญ่ติดธุระต้องเดินทางไปไกล!”

โจวเทียนเอ่ยขึ้น “คราวนี้ ถ้าน้องหกได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์มาบ้าง จะสามารถทะลวงด่านได้อีกครั้งในเวลาอันสั้นไหมนะ? ถึงตอนนั้นเขาก็จะเข้าใกล้ระดับปรมาจารย์ขั้นปลายแล้ว พลังรบจะพุ่งพ่านขนาดไหนกัน? พี่หญิงใหญ่กับพี่รองไม่มา แล้วเขาจะสู้ไหวไหม...”

. . . . . . . .

ในยามราตรีตื้น สิบสองนิกายแห่งอารามเสวียนหวงสว่างไสวราวกับกลางวัน เวลาฉินหมิงออกไปไหนมาไหน เรียกได้ว่าภูตผีปีศาจยังต้องหลีกทางให้ บรรดาบุคคลสำคัญต่างก็รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขาตอนนี้กันหมด ทุกคนต่างพากันหลบหน้าหลบตาจนไม่เห็นเงา

ตลอดทั้งช่วงกลางวัน แม้เขาจะเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย

ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหน ก็มียอดฝีมือแอบติดตามคุ้มกันอยู่ในเงามืดตลอดเวลา

กลางดึกคืนนั้น ร่างกายของฉินหมิงจู่ๆก็ขยับ ลุกขึ้นยืนตัวตรงแข็งทื่อ

เขาเคลื่อนที่อย่างไร้สุ้มเสียง เท้าไม่แตะพื้น ลอยละลิ่วออกไปนอกบ้านพัก

ขณะเดินผ่านกระจก เขาก็แสยะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทั้งประหลาดและสยดสยองจนบรรยายไม่ถูก วินาทีนั้นราวกับผีร้ายฟื้นคืนชีพในยามดึกสงัด ชวนให้ขนหัวลุกชันจริงๆ

ฉินหมิงจ้องมองภาพเหตุการณ์สยองขวัญที่ตัวเองกำลังแสดงอยู่ บอกไม่ถูกเลยว่ามันเป็นความรู้สึกยังไง

นี่ถ้าเป็นกายเนื้อจริงๆของเขาที่เสียการควบคุมล่ะก็ มันคงจะน่าขนพองสยองเกล้าสุดๆ ไปเลยล่ะ

ถึงจะเป็นอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาจริงๆ ป้องกันยังไงก็ไม่พ้น ที่นี่มีค่ายกลระดับสูงสุดอยู่แท้ๆ แต่กลับหยุดยั้งสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่น่ากลัวตัวนั้นไม่ได้งั้นเหรอ?

ร่างกายของฉินหมิงเบาหวิวราวกับหุ่นกระดาษ ลอยไปตามลมยามค่ำคืน ข้ามผ่านเส้นทางที่ปลอดภัยไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ไปสะกิดโดนข้อห้ามของค่ายกลระดับสูงสุดเลยแม้แต่น้อย

“มาแล้ว!”

“สภาพของเด็กคนนั้นดูไม่ปกตินะ หรือว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่างไปแล้ว?”

“สมกับที่เป็นเซียนสวรรค์จริงๆ ขนาดไม่แตะต้องค่ายกล แต่อาศัยความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดก็ยังสามารถล่าเป้าหมายได้สำเร็จ”

ท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาคู่แล้วคู่เล่าเริ่มลืมขึ้น มีทั้งสายตาเย็นชาและสายตาที่ตื่นเต้น โดยเฉพาะพวกตาเฒ่าบางคนถึงกับตาเป็นประกายสีเขียววาบ ราวกับมองเห็นเนื้ออมตะชิ้นโตอยู่ตรงหน้า

กลุ่มยอดฝีมือไม่มีใครหวาดกลัวเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายเลยสักนิด ตรงกันข้าม ทุกคนกลับตื่นเต้นและเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

“บางทีมันอาจจะแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราคิดไว้ก็ได้นะ!” มีคนเอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงดุดันเพื่อเตือนสติ

“มันกำลังใช้เคล็ดวิชาลับตกเจิ้งกวงขึ้นไปติดเบ็ด วิธีการแบบนี้มันช่างเหมือนกับยอดคนระดับสูงสุดบนพื้นโลกในอดีตที่ใช้ตกสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกไม่มีผิดเลย”

ทันใดนั้น ทุกคนก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

“ไม่ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก วิธีการของมันยังมีจุดบกพร่องอยู่ เทียบชั้นกับคนรุ่นก่อนไม่ได้หรอก แต่การที่มันสามารถใช้ไม้ตายก้นหีบของขอบเขตใหญ่ที่เจ็ดออกมาได้ ก็ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมากทีเดียว”

ท่ามกลางความมืดมิด กลุ่มตาเฒ่าพากันเร้นกายหายตัวไป แล้วพุ่งตรงไปยังต้นกำเนิดพลังที่อยู่ในทะเลหมอกราตรีอย่างเงียบเชียบ

ภายนอกอารามเสวียนหวง ท้องฟ้าดำมืดระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว โลกยามราตรีที่มืดมิดดั่งห้วงเหวลึกกลับสว่างวาบราวกับตอนกลางวันชั่วขณะหนึ่ง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าครั้งนี้เล่นใหญ่ขนาดไหน

พวกตาเฒ่าแกะรอยตามไปจนถึงต้นตอ ยืนยันตำแหน่งสุดท้ายได้สำเร็จ แล้วก็เปิดฉากจู่โจมสิ่งมีชีวิตสุดสยองนั่นทันที

พวกเขามั่นใจว่าตัวตนระดับนี้ย่อมต้องมีวิธีรักษาชีวิตแน่ๆ คงไม่โดนซัดหมัดเดียวระเบิดจนไม่เหลือซากหรอก

ในระหว่างนั้น มีคนเรียกใช้กระบี่เซียนที่ฉีกกระชากม่านฟ้า ฟันเส้นด้ายไร้รูปลักษณ์ที่เชื่อมระหว่างเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายกับร่างกายของฉินหมิงจนขาดสะบั้น เพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการควบคุม

“ล้อมล่ามัน!”

ในเมื่อไม่สามารถล่อเหยื่อเข้าไปในสมรภูมิที่เตรียมไว้ได้ ก็ต้องงัดแผนสำรองออกมาใช้ หลายคนรีบเรียกใช้ธงค่ายกลเพื่อปิดผนึกความว่างเปล่าในทันที

“ไม่ถูก มันเร็วจนน่ากลัว มันฝ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว”

“ชิบหายแล้ว เจิ้งกวงโดนมันตกไปได้แล้ว”

ผู้คนสัมผัสได้ว่าเส้นด้ายไร้รูปลักษณ์ที่ขาดไปกลับมาเชื่อมต่อกันใหม่ ฉินหมิงถูกกระชากขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง มุ่งตรงไปยังร่างที่ลอยเด่นอยู่เหนือทะเลหมอกราตรี

ทันใดนั้น ตาเฒ่าบางคนก็หน้าดำทมึน เอ่ยว่า “ถ้ามันทำสำเร็จจริงๆ พวกเราคงไม่มีหน้าไปสู้ใครแล้วล่ะ!”

สิ่งมีชีวิตขอบเขตใหญ่ที่แปดในยุคนี้ ต่อให้เป็นมังกรก็ต้องขดตัว ต่อให้เป็นเสือก็ต้องหมอบราบ ยอดฝีมือรุมกันเยอะขนาดนี้ มีเหรอจะทำงานพลาด?

ในแผนการของพวกเขา การที่ไม่มียอดฝีมือฝั่งตัวเองตายเลยแม้แต่คนเดียวถือเป็นเรื่องปกติ

เซียนสวรรค์เสื่อมสลาย ระดับพลังตกลงมาแล้ว ไม่มีทางหนีพ้นการลุมล้อมสังหารครั้งนี้ไปได้หรอก

วิ้ง!

วงล้อหยินหยางพาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี ฟันเส้นด้ายไร้รูปลักษณ์นั่นจนขาดอีกครั้ง

ทว่าในวินาทีต่อมา เส้นด้ายที่ขาดก็กลับมาเชื่อมกันอีกรอบ

“เส้นด้ายแห่งโชคชะตา! เมื่อมันเชื่อมต่อกันแล้ว ถ้าไม่ใช้วิธีพิเศษก็ไม่มีทางฟันให้ขาดได้!” ตาเฒ่าคนหนึ่งโพล่งออกมาด้วยความตกใจ

ถ้าเกิดเจิ้งกวงโดนตกไปได้จริงๆล่ะก็ งานนี้ได้กลายเป็นตัวตลกกันหมดแน่

ยอดฝีมือระดับหน้าตาของแต่ละสำนัก ร่วมมือกันแต่กลับทำอะไรสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวเดียวไม่ได้เนี่ยนะ?

ฉินหมิงเองก็ร้อนใจเหมือนกัน เขาอุตส่าห์ยอมเอาตัวเองเข้าแลก ยอมเป็นเหยื่อล่อมาตลอด แต่พวกนี้กลับยังจัดการเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายไม่ได้สักที จะต้องให้รอไปถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย?

“ข้าจัดการเอง!” สัตว์อสูรกาลเวลาเฒ่าเอ่ยปาก

กงล้อแห่งกาลเวลาพุ่งทะยานออกไป แสงแห่งกาลเวลาพวยพุ่ง อักขระวิถีเต๋าแห่งกาลเวลาถักทอประสานกัน ท่ามกลางแสงสว่างน่าเกรงขาม เส้นด้ายตกปลาเส้นนั้นก็ถูกตัดขาดจนได้

ร่างของฉินหมิงร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วง โดยที่เขายังคงนิ่งสงบไม่ขยับเขยื้อนเลยตลอดทาง

ในขณะเดียวกัน กลุ่มตาเฒ่าก็พุ่งเข้าใส่เป้าหมายที่อยู่เหนือม่านราตรีทันที

ทว่า จู่ๆฉินหมิงก็ถูกดึงขึ้นไปอีกครั้ง เส้นด้ายแห่งโชคชะตากลับมาเชื่อมกันใหม่ ราวกับว่ามันไม่มีวันถูกตัดขาด

“ฟันอีกสักสองรอบก็น่าจะขาดแล้ว” สัตว์อสูรกาลเวลาเฒ่าเอ่ย

“ให้ข้าจัดการเองเถอะ” อดีตเจ้าสำนักนิกายวั่นฝ่าเรียกใช้ยันต์แผ่นหนึ่ง เสียงระเบิดดังสนั่นส่องสว่างท้องฟ้ายามราตรี ระฆังใบใหญ่พุ่งออกมาจากแผ่นยันต์นั่น

“ระฆังเสวียนหวงในตำนาน!” มีคนร้องอุทานด้วยความตกใจ

ต้องบอกว่าเป็นการใช้คัมภีร์วิชาลับจำลองพลังอันน่าสะพรึงกลัวของระฆังเสวียนหวงออกมามากกว่า แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจำลองอานุภาพของจริงออกมาได้สักกี่ส่วนกันเชียว

เสียงระฆังดังเหง่งหง่างกังวานไปทั่วฟ้าดิน สาดลำแสงออกมาเป็นระลอกคลื่น ตัดขาดเส้นด้ายตกปลานั่นจนกระจุยกระจาย

ในขณะเดียวกัน ระฆังเสวียนหวงก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าเพื่อสยบเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลาย

“ร่างของมันเลือนหายไปแล้ว อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้นะ!” มีคนตะโกนเรียกด้วยความร้อนรน

“วางใจเถอะ มันหนีไปไหนไม่ได้หรอก ในแผนสำรองของพวกเราไม่ได้มีแค่ค่ายกลเดียว ที่ท้องฟ้าบริเวณนี้มีค่ายกลยักษ์ที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณครอบคลุมเอาไว้อยู่ตั้งนานแล้ว”

ถึงที่นี่จะไม่ใช่ถิ่นของสิบสองนิกายเสวียนหวง แต่ก็อยู่ไม่ไกลกันนัก ยังไงก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่พวกเขาคุมอยู่นั่นแหละ

“ฆ่ามัน!”

กลุ่มตาเฒ่าเริ่มเปิดฉากล้อมล่า

“เด็กน้อย ตื่นได้แล้ว เจ้าควรจะกลับไปได้แล้วนะ” มีคนเข้ามาพาตัวฉินหมิงออกจากสมรภูมิรบ

ฉินหมิงยืนมองดูอยู่ไกลๆ ผ่านท้องฟ้ายามราตรี เขาเห็นการตื่นตัวของค่ายกลระดับสูงสุด และเห็นพวกตาเฒ่าทั้งกลุ่มตาเป็นประกายสีเขียว เตรียมพร้อมจะออกล่าเพื่อเปิดฉากงานเลี้ยงสวาปามครั้งใหญ่

“ขนาดเป็นเซียนสวรรค์เสื่อมสลายที่ประเมินแบบต่ำๆแล้วนะเนี่ย พวกนี้ยังเลือดร้อนบ้าระห่ำกันขนาดนี้เลยเหรอ” ฉินหมิงถึงกับอึ้งไปเลย

มีคนเอ่ยขึ้น “บางคนน่ะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว กำลังจะตายอยู่รอมร่อ พอมาเห็นความหวังที่จะต่ออายุขัยได้แบบนี้ มีเหรอจะไม่ตื่นเต้น?”

ในสนามล่า ร่างที่น่าสะพรึงกลัวนั่นแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ มันพุ่งชนไปทั่ว พยายามทำลายค่ายกล และยังพยายามจะฉีกม่านราตรีเพื่อจะทะลวงความว่างเปล่าหนีไปให้ได้

แต่ทว่า กลุ่มตาเฒ่าที่กำลังบ้าคลั่ง กลับดูจะสติแตกยิ่งกว่ามันซะอีก พวกเขาเริ่มเปิดฉากเก็บเกี่ยวเหยื่ออย่างไร้ความปรานี

ภายใต้การครอบคลุมของค่ายกลขนาดยักษ์ ทางหนีทีไล่ของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวนั้นถูกปิดตายไปหมดทุกทาง

สุดท้าย ที่นั่นก็เต็มไปด้วยเลือดที่สาดกระเซ็น ฟ้าดินถล่มทลาย ม่านฟ้าถูกซัดจนระเบิดออก เห็นทะเลดาวจากโลกภายนอกสะท้อนออกมาลางๆ

คลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัว และภาพเหตุการณ์ยิ่งใหญ่อลังการนั่น ต่อให้มองจากที่ไกลๆ ก็ยังทำให้คนใจสั่นสะท้านและรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างรุนแรง

เวลานี้ ท่ามกลางขุนเขานับหมื่น เหล่านกนักล่าและสัตว์ร้ายทั้งหลายต่างพากันหมอบกราบตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นดิน

บนท้องฟ้ายามราตรี มีห่าฝนโลหิตตกลงมา ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก

“ไม่ถูก... นี่มันร่างจำแลง ไม่ใช่ร่างจริง!” ตาเฒ่าคนหนึ่งหน้าดำทมึน

คนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกตัวเหมือนกัน แต่ละคนหน้าซีดเผือดดูไม่ได้เลย

“ไม่เป็นไร ดำเนินการขั้นต่อไป!” มีคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง

“ศึกครั้งนี้พวกเราได้แก่นแท้พลังของมันมามากพอแล้ว สามารถตามแกะรอยหาที่อยู่ของร่างจริงได้ ทุกคนเตรียมตัวสำหรับศึกนองเลือดครั้งต่อไปได้เลย!”

ไม่ต้องสงสัยเลย พวกเขาพกเอาอาวุธระดับยอดสมบัติมาด้วย สามารถตามแกะรอยหาต้นตอได้จนถึงที่สุด คราวนี้จะตรึงเป้าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวนั้นให้ดิ้นไม่หลุดเลยทีเดียว

“ดูทรงแล้วน่าจะเป็นสัตว์มงคลกลายพันธุ์ เลือดบริสุทธิ์ของมันน่ะประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ!”

“ทุกคน ยืนยันตำแหน่งได้แล้ว พวกเรา... ตรึงเป้ามันเรียบร้อย!”

“ฆ่ามัน!”

ชั่วพริบตา พวกเขาก็เปิดประตูหมอกราตรี และพุ่งทะยานออกไปสังหารเหยื่อที่อยู่ไกลออกไป

“ข้าจะส่งเจ้ากลับไปเอง” มีคนพาฉินหมิงกลับมาส่งที่อารามเสวียนหวง

ต้องยอมรับเลยว่า กลุ่มตาเฒ่าจากดินแดนระดับสูงสุดสำนักต่างๆ พวกนี้มีวิชาน่าทึ่งจริงๆ ต่อให้จะอยู่ห่างออกไปเป็นล้านลี้ ก็ยังสามารถแกะรอยตามหาตัวตนที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตตัวนั้นจนเจอ

“ดีมาก อยู่ที่นี่จริงๆด้วย!”

“หลังจากที่มันฝ่าฝืนข้ามมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตา อาการบาดเจ็บของมันก็สาหัสมากอยู่แล้ว วันนี้แหละคือเวลาลงทัณฑ์มัน!”

ทุกคนตรึงเป้าหมายได้สำเร็จ มันคือสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่เผยร่างจริงออกมา เกล็ดโลหะหนาเตอะ ทั่วทั้งร่างดำไหม้เกรียม ไม่ว่ามันจะพยายามบินหนีหรือฉีกความว่างเปล่าแค่ไหน ก็ไม่อาจสลัดหลุดจากพวกนักล่าได้ ถูกบีบให้ต้องเปิดศึกตัดสินกับทุกคน

มันแค่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นเถ้าธุลีไปได้ในพริบตา

“ไอ้สัตว์ประหลาดนี่... มันเก่งกาจจนน่าขนลุก ทุกคนระวังตัวด้วย!”

แต่ทว่า ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า กลิ่นอายแห่งความเสื่อมสลายบนตัวมันนั้นเข้มข้นจนเกินไปแล้ว

“น่าสมเพชนัก ข้าอุตส่าห์ครองความเป็นใหญ่มาทั้งชีวิต เป็นถึงราชันย์ขอบเขตใหญ่ที่แปด แต่กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของพวกสวะขอบเขตใหญ่ที่เจ็ดกลุ่มนี้น่ะรึ?” มันทอดถอนใจออกมาอย่างโศกเศร้า

คงต้องบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่อาศัยพลังของตัวเองข้ามฝั่งมาจากอีกฝากหนึ่งได้นั้น ตบะของมันสูงส่งจนหลุดกรอบ และน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดจริงๆ

ราตรีมืดมิด ฉินหมิงกลับมาถึงที่พักของเขาแล้ว

ยอดฝีมือที่มาส่งเขา รีบออกเดินทางไกลทันทีเพื่อไปร่วมปฏิบัติการล่าสังหาร

“ในที่สุดทุกอย่างก็กำลังจะจบลงแล้วสินะ” ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง

คืนนี้ มียอดฝีมืออยู่ตั้งมากมายแท้ๆ แต่เขาก็เกือบจะโดนตกไปติดเบ็ดซะแล้ว

ทั้งที่ฝ่ายเขาเป็นคนคิดจะตกเซียนสวรรค์ แต่กลับเกือบจะโดนอีกฝ่ายฉกไปซะเอง

ช่วงหลังเที่ยงคืน คลื่นพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวจากแดนไกลส่งตรงมาถึงอารามเสวียนหวงอย่างชัดเจน มาถึงจุดนี้ทุกคนต่างก็รับรู้กันหมดแล้ว ว่าเหล่ายอดฝีมือจำนวนมากกำลังออกล่าเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายอยู่

ฉินหมิงก็ได้รับแจ้งข่าวเช่นกัน ว่าพวกตาเฒ่าล้อมกรอบร่างจริงของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกนั่นไว้ได้แล้ว และกำลังเปิดฉากเก็บเกี่ยว!

เขาแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทุกอย่างใกล้จะจบสิ้นลงแล้ว การโดนเซียนสวรรค์เสื่อมสลายจ้องจะงาบแบบนี้ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปใครจะไปทนไหว จิตใจต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา

จู่ๆ ภายในห้องลับก็มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบสงัดนี้ มันทำให้ฉินหมิงรู้สึกหนังหัวระเบิดจนขนหัวลุกชันไปหมด

“เจ้า...” ฉินหมิงรีบหันขวับไปมองทันที

“เด็กน้อย ข้ายังอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา” เสียงที่ทั้งแก่ชราและเย็นเยียบ พกพาคลื่นพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวดังพวยพุ่งขึ้นมาภายในห้องลับแห่งนี้ ราวกับภูเขาถล่มคลื่นยักษ์ซัดสาด บดขยี้ดวงวิญญาณให้สั่นสะท้าน

ฉินหมิงม่านตาหดเกร็ง เขามองเห็นหมอกดำทะมึน และพบร่างที่ดำเกรียมไปทั้งตัว

เซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง? ทั้งที่ร่างจริงของมันโดนล้อมไว้อยู่แท้ๆ

ตามหลักแล้วมันควรจะอยู่ที่แดนไกล กำลังถูกไล่ล่าสังหารอยู่ไม่ใช่เหรอ

ฉินหมิงพยายามตั้งสติให้มั่นคง แล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าเจ้าทำสำเร็จแล้วงั้นรึ? บางทีพวกยอดฝีมืออาจจะยังซุ่มรออยู่ก็ได้นะ เจ้าต่างหากที่ประเมินพลาดแล้ว”

ท่ามกลางความมืดมิดเหมือนมีผีร้ายกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ความเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้ากระดูก เซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายค่อยๆ บีบขยับเข้าหาฉินหมิง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบว่า “ประเมินพลาดอะไรกัน? ข้าไม่เคยจากไปไหนเลยต่างหากล่ะ”

จบบทที่ ฟรี บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว