- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์
ฟรี บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์
ฟรี บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์
บทที่ 690 ตกเซียนสวรรค์
“มาแล้วงั้นรึ?”
ฉินหมิงแหงนหน้าขึ้นทันควัน จ้องมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีที่มืดมิดทะมึน
ยามนี้ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมถึงขีดสุด โดยเฉพาะช่วงหลังมานี้ที่สภาพร่างกายและจิตใจอยู่ในระดับเหนือธรรมดา เข้าสู่สภาวะรู้แจ้งทางจิตใจอยู่ตลอดเวลา
ฉินหมิงมองปราดเดียวก็เห็นว่าที่ปลายขอบฟ้าไกลลิบ ท่ามกลางสายหมอกดำหนาทึบ มีร่างเลือนลางสายหนึ่งลอยล่องอยู่ และกำลังจับจ้องมาที่เขา
“เป็นเขานี่เอง!”
ในฐานะตัวแปรประหลาดวัยเพียงยี่สิบสามปีที่เคยสับสังหารมหาปราชญ์มาแล้ว ขอบเขตสุดขั้ววิถีที่ฉินหมิงก้าวเดินนั้นกว้างขวางและลึกซึ้งน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
เหมือนอย่างตอนนี้ ต่อให้จะมีหมอกหนาขวางกั้น เขาก็ยังแยกแยะออกว่านั่นคือยอดฝีมือที่เคยเข้าขัดขวางสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกคนนั้น
ภายในหมอกดำ มีร่างกำยำยืนตระหง่านอยู่ในวงรัศมีสีทองจางๆ ร่างกายของเขาดูโปร่งแสงคล้ายจะสลายไปได้ทุกเมื่อ เขากำลังไอโขลกออกมาไม่หยุด และมีเลือดสีทองอ่อนหยดลงจากปาก
เขาถูกซัดจนเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ หรือว่านี่คือการแผ่ซ่านออกมาเพียงหนึ่งในเศษเสี้ยวพลังจิตหยางแท้กันแน่?
แต่ไม่ว่าจะมองยังไง สภาพของคนผู้นี้ก็ดูย่ำแย่เต็มที
“มันมาแล้ว!” เสียงนั้นดังขึ้นข้างหูฉินหมิง น้ำเสียงนั้นแหบแห้งและสั่นเครือคล้ายคนกำลังจะขาดใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
หลังจากนั้น ร่างนั้นก็เลือนหายไปในหมอกราตรี
ฉินหมิงรู้ดีว่าเขาหมายถึงใคร สิ่งมีชีวิตสุดสยองที่คลานออกมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตาตนนั้นมาถึงแล้วจริงๆ และกำลังวนเวียนอยู่แถวนี้
แต่ว่า คนที่อยู่ในรัศมีแสงสีทองคนนั้นแท้จริงแล้วคือใครกันแน่?
สิ่งเดียวที่พอบอกได้คือเขาเป็นบุรุษ
ต่อให้ฉินหมิงจะมีสัมผัสที่เหนือชั้นแค่ไหน ก็ยังไม่อาจมองเห็นหน้าตาของเขาได้ชัดเจน
หรือว่าคนผู้นี้จะมาจากตระกูลลึกลับนั่นจริงๆ?
แต่ฉินหมิงครุ่นคิดแล้วก็ส่ายหน้า ตอนที่เขาเพิ่งเดินออกมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตา แม้จะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าจะตกอยู่ในสายตาของคนพวกนั้นเร็วขนาดนี้มั้ง?
อีกอย่าง เคล็ดวิชาที่เขาฝึกฝนอยู่ก็ไม่ใช่คัมภีร์หลักของตระกูลนั้นเสียหน่อย
ถ้าตระกูลนั้นหมายหัวเขาจริงๆ ก็คงรู้อยู่เต็มอกว่าเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ ไม่ใช่คนในตระกูลอย่างแน่นอน
ดวงตาของฉินหมิงดูลึกล้ำ ครู่ต่อมาเขาก็จัดการรายงานเรื่องนี้ทันที
พวกสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งกลุ่มต่างก็รู้อยู่แล้วว่า เซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายตนนั้นวนเวียนอยู่แถวนี้ตลอด
สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจมากกว่าคือที่มาของร่างสีทองคนนั้น มีการส่งคนไปตรวจสอบร่องรอยในอากาศอย่างเงียบเชียบในทันที
“เป็นคนคนนั้นจริงๆด้วย ยอดฝีมือที่เคยปะทะกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก”
หลังจากเปรียบเทียบกลิ่นอายพลังแล้ว ในไม่ช้าก็ได้คำตอบที่ชัดเจน
หญิงชราผมขาวโพลนหน้าตาซีดเหลืองเอ่ยขึ้นว่า “ยายเฒ่าขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ คนที่หนุนหลังเจ้ามาแล้วล่ะเด็กน้อย ดูท่าเขาจะให้ความสำคัญกับเจ้าไม่เบาเลยนะ”
ฉินหมิงไม่พูดอะไร แค่รายงานตามความจริงเท่านั้น
คนอื่นจะคิดยังไงนั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องมานั่งกังวล
ส่วนผลลัพธ์ที่ตามมา อย่างน้อยก็น่าจะเป็นผลดีกับตัวเขามากกว่าผลเสียล่ะนะ
กลางดึกคืนนั้น ขณะที่ฉินหมิงกำลังฝึกตนอย่างสงบ เขากลับรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่บอกไม่ถูกซึมลึกเข้ามาลางๆ หากไม่ใช่เพราะเขามีสัมผัสเทพที่เหนือกว่าคนทั่วไปล่ะก็ คงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
ทว่ามันก็มีเพียงแค่นั้น
ผ่านไปอีกสี่วันติดต่อกัน ทุกอย่างยังคงเงียบกริบไม่มีความเคลื่อนไหว
ฉินหมิงรับรู้ได้ถึงความรอบคอบและใจเย็นของพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าพวกนั้น อีกฝ่ายลืมตาแดงก่ำท่ามกลางความมืดมิดจ้องมองมาที่เขาแท้ๆ แต่กลับยังคงนิ่งเฉยไม่ลงมือสักที
เขาไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะกายเนื้อที่แท้จริงถูกเขาเก็บซ่อนไว้ในเศษผ้าขี้ริ้วตั้งนานแล้ว ส่วนสติสัมปชัญญะก็เกาะติดอยู่บนนั้นเหมือนกัน
ส่วนร่างรากบัววิเศษของเขานั้น กระทั่งเศษเสี้ยววิญญาณก็ไม่ได้ทิ้งไว้เลยแม้แต่นิดเดียว เขาอาศัยการสั่นพ้องของพลังเพื่อควบคุมทุกอย่างเอาไว้
ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย หรือภัยพิบัติทั้งมวลจะรุมเร้าเข้ามาพร้อมกัน เขาก็สามารถยืนหยัดอย่างองอาจได้ ความตายมันน่ากลัวตรงไหนกัน?
ในยามราตรีตื้น หรือก็คือช่วงกลางวัน ทุกครั้งที่มีแขกมาเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือรุ่นอาวุโสหรือผู้สืบทอดหลักระดับสูง บรรดาตาเฒ่าที่ซุ่มอยู่จะตื่นตัวอย่างหนัก
น่าเสียดายที่ทุกอย่างราบรื่นเกินไป ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่าง
ฉินหมิงที่นอนเล่นอยู่บนเก้าอี้หวายถึงกับเผลอสัปหงกไปซะงั้น
วิหคเพลิงเขียวเข้ามาช่วยจัดห้องให้ฉินหมิง นางถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน เมื่อพบว่า ว่าที่ท่านเขยกำลัง ‘ทบทวนบทเรียนเก่าเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่’ อีกแล้ว ในมือของเขาถือผลึกความทรงจำและจ้องมองมันอย่างใจจดใจจ่อ
วิหคเพลิงเขียวแอบชำเลืองมองแวบหนึ่ง เห็นภาพนางมารเจียงในชุดกระโปรงสีดำ ขับเน้นรูปร่างสุดเย้ายวนกำลังร่ายรำวิชามารฟ้าอยู่ในห้องลับ
จากนั้นนางก็เห็นมหาปราชญ์ซือเยี่ยหลีในชุดขาวราวหิมะสะอาดสะอ้าน ชายเสื้อกว้างสะบัดพัดหมอกเซียน กำลังร่ายระบำเมฆาราตรีจันทรา ดูจากสภาพแวดล้อมแล้วน่าจะเป็นตอนงานเลี้ยงคราวก่อนที่ร่ายรำในห้องพักรับรองนั่นแหละ
วิหคเพลิงเขียวรู้สึกตะลึงจนบอกไม่ถูก นี่มันเวลาไหนกันแล้ว? บรรยากาศช่วงนี้ตึงเครียดจะตายไป แต่ท่านซ่างหวงกลับยังมีอารมณ์สุนทรีย์มานั่งดูสาวร่ายรำอยู่อีกเนี่ยนะ?
นางมารชุดดำหนึ่งคน เทพธิดาชุดขาวอีกหนึ่งคน สองรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มันช่างเจริญหูเจริญตาเสียจริง
ฉินหมิงดูจบก็พยักหน้าเบาๆ
ในใจของวิหคเพลิงเขียวไม่อาจสงบลงได้ นี่หรือคือสภาวะจิตใจของมหาปราชญ์? ยิ่งเจอเรื่องใหญ่ยิ่งต้องนิ่งสงบ ใจแข็งประดุจหินผาจริงๆ
ฉินหมิงปรายตามองนางนิ่งๆ แล้วพูดว่า “อย่าได้ฟุ้งซ่านไป ข้ากำลังฝึกวิชาอยู่ การมองรูปลักษณ์ภายนอกเพื่อขัดเกลาจิตวิญญาณภายใน”
“เรื่องนี้... รบกวนท่านมหาปราชญ์ช่วยชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ” วิหคเพลิงเขียวรีบขอคำปรึกษาอย่างนอบน้อม
“ไร้ซึ่งความปรารถนา จึงจะเห็นถึงความมหัศจรรย์” ฉินหมิงตอบกลับไปสั้นๆ
วิหคเพลิงเขียวฟังแล้วคิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นโบ ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องราววุ่นวายขณะเดินออกไปจากที่นี่
“เป็นอีกหนึ่งวันที่งดงามและเรียบง่ายซะเหลือเกิน” ฉินหมิงลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ
ช่วงนี้เขาไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลยสักนิด วางตัวได้นิ่งสุดๆ
จากนั้น เขาก็ออกไปเยี่ยมเยียนสหาย
แต่เขาคิดว่าในช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ ควรจะเลี่ยงการพบปะกับหนิวอู๋เหวย โจวเทียน และมู่สือเหนียนจะดีกว่า
ฉินหมิงมุ่งหน้าไปยังนิกายเซียนเทียน ตั้งใจจะไปพบปะสังสรรค์กับเสวียนซื่อและขงหยวนสิง
“อะไรนะ หมอนั่นมางั้นเรอะ?” เสวียนซื่อหน้าถอดสี เขาเป็นคนวงในย่อมรู้ดีว่าไอ้คนคนนี้ในตอนนี้ คือตัวอันตรายระดับโลก
ยามนี้เปรียบเสมือนความเงียบสงบก่อนพายุใหญ่จะพัดกระหน่ำ การเปลี่ยนแปลงที่ชวนให้อึดอัดใจอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แล้วในฐานะ ‘ตัวล่อเป้า’ อย่างมหาปราชญ์เจิ้งกวง ทำไมถึงยังกล้าเดินเตร่ไปมาแบบนี้กันเล่า?
ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ไอ้ผู้ฝึกวิชามารเจิ้งกวงคนนี้ไม่ยอมไปหาพี่น้องร่วมสาบานของตัวเอง แต่ดันจะมาขอมาดื่มเหล้ากับพวกเขานี่สิ
“มันจะเกินไปแล้วนะเว้ย!”
“ไม่เจอ! บอกมันไปว่าพวกเรากำลังปิดด่านบำเพ็ญอยู่!”
เสวียนซื่อและขงหยวนสิงปฏิเสธที่จะเจอหน้า ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย? พวกเขาขี้หดตดหายกลัวว่าจะโดนกวาดล้างจนสิ้นซากไปด้วยกันน่ะสิ
ส่วนหนิงจิ่วเสวี่ยยิ่งหน้าซีดเผือด นางรู้สึกหวาดกลัวมหาปราชญ์ที่อายุน้อยที่สุดคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ
“น้องหก มาดื่มด้วยกันสิ เจ้าเคยบอกว่าจะเลี้ยงเนื้อวาฬดำไม่ใช่รึ? ของอร่อยระดับเทพขนาดนั้น จนป่านนี้พวกพี่ๆ ยังไม่ได้ชิมเลยนะ” มู่สือเหนียนส่งกระแสจิตมาได้ถูกจังหวะพอดี
ก่อนหน้านี้ฉินหมิงมัวแต่ยุ่งกับการเตรียมร่างรากบัววิเศษ จะไปมีเวลาที่ไหนมาเลี้ยงเหล้าพวกเขากันล่ะ?
ส่วนตอนนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ย่อมไม่เหมาะที่จะอยู่ด้วยกันนานๆ
บรรดาพี่น้องร่วมสาบานที่เห็นน้องหกยอมเสี่ยงตายเป็นแนวหน้า ต่างก็รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าในภายภาคหน้า พวกเขาจะต้องรู้สึกละอายใจยิ่งกว่านี้กับความละอายใจที่มีอยู่ในตอนนี้แน่ๆ
ฉินหมิงส่ายหัว ปฏิเสธคำชวนของหนิวอู๋เหวยและโจวเทียนไป
ส่วนซือเยี่ยหลีก็ส่งสารมาบอกว่าเพิ่งจะได้ระบำสุนัขจิ้งจอกสวรรค์มาใหม่ อยากชวนเขาไปดูด้วยกัน
แม้ฉินหมิงจะตาเป็นประกายและแอบหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ต้องใช้ความอดกลั้นอย่างสูงเพื่อปฏิเสธนางไป
กลางดึกคืนนั้น พลังจิตหยางแท้ของฉินหมิงที่เกาะอยู่บนเศษผ้าขี้ริ้วก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
จากนั้นเขาก็ได้เห็นฉากที่ประหลาดสุดๆ ร่างรากบัววิเศษของเขาที่นั่งขัดสมาธิอยู่ จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มีสาเหตุ
นี่มันเหลือกินเหลือใช้จริงๆ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือลางบอกเหตุของหายนะที่กำลังจะมาเยือน
สิ่งมีชีวิตสุดสยองที่คลานออกมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตาเริ่มลงสนามรบอย่างเป็นทางการแล้ว มันกำลังแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมอยู่ในความมืด
แต่ว่าที่นี่มีค่ายกลระดับสูงสุดคุ้มครองอยู่ไม่ใช่รึไง?
ฉินหมิงกับร่างกายนั้นยังคงอยู่ในสภาวะสั่นพ้อง
แต่เขากลับพบว่า เมื่อร่างรากบัววิเศษโดนมนตร์สะกด สติสัมปชัญญะหลักของเขากลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยสักนิด
หากไม่ได้มองดูเหตุการณ์นี้ในฐานะคนนอกล่ะก็ เขาคงไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองแน่
ฉินหมิงลองทดสอบดู พบว่าหากเขาสั่นพ้องอีกครั้ง เขาก็ยังควบคุมร่างกายนั้นได้อยู่ แต่เขาก็ทำเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้วู่วามทำอะไรบุ่มบ่าม
ในวินาทีนั้น เขาสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นลึกลับที่แผ่วเบาจนแทบสังเกตไม่ได้ มันทะลวงผ่านความว่างเปล่า ฝ่าม่านค่ายกลเข้ามาเพื่อกวักมือเรียกขานร่างกายของเขา
เจ้าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกนั่นไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่มันซ่อนตัวอยู่ไกลๆ และใช้เคล็ดวิชาลับที่ไม่มีใครรู้จักเพื่อเรียกเขาไปหา
ส่งผลให้ร่างกายของเขาขยับไปเองเหมือนแมลงเม่าที่หลงแสงไฟ วิ่งเข้าหาความตายโดยไม่รู้ตัว
ฉินหมิงเฝ้าดูอย่างเงียบๆโดยไม่เข้าไปขัดขวาง
เขาเชื่อว่าถ้าเขาจะออกจากที่นี่จริงๆ บรรดาตาเฒ่าพวกนั้นต้องรู้สึกตัวแน่ๆ นี่มันก็ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ถึงเวลาต้องเปิดฉากพายุถล่มกันได้แล้วมั้ง?
แต่ทว่า ในขณะที่ฉินหมิงไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเลย ร่างรากบัววิเศษกลับไม่ได้เดินจากไปไหน
ร่างกายนั้นขยับเขยื้อนไร้เสียงราวกับวิญญาณร้าย เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจก แล้วหมุนคอไปมาเสียงดัง กร๊อบ! กร๊อบ! จากนั้นเขาก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชาใส่กระจก
ไกลออกไป บนผ้าเก่าๆผืนนั้น จิตวิญญาณของฉินหมิงนิ่งสงบดั่งบ่อน้ำโบราณที่สะท้อนแสงจันทร์ รักษาความเงียบงันเอาไว้
เศษผ้าโลหะประหลาดผืนนี้ช่างวิเศษเลิศเลอจริงๆ มีประโยชน์มหาศาล ขอเพียงฉินหมิงไม่ขยับตัว มันก็จะช่วยบดบังทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากเจ้าของชั่วคราวของเศษผ้าผืนนี้แล้ว คนนอกไม่มีทางมองเห็นมันได้เลย
เห็นได้ชัดว่าเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายตนนั้นที่อยู่อีกฝากของค่ายกลระดับสูงสุด มีพลังในการควบคุมที่จำกัด มันไม่ได้ส่งแสงแห่งพลังจิตที่แท้จริงเข้ามา เพียงแต่ใช้มนตร์เรียกขานพิเศษเท่านั้น
ร่างรากบัววิเศษของฉินหมิงยืนทำท่าทางประหลาดๆ หน้ากระจกอยู่สองสามท่า ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิมอย่างเงียบเชียบ และจมดิ่งสู่ความสงบอีกครั้ง
“นี่มันแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น มันกำลังสังเกตการณ์อยู่ คราวหน้ามันคงจะเริ่มลงมือจริงๆแล้วล่ะ”
ฉินหมิงทำเป็นไม่รู้เรื่องราว แล้วก็นอนหลับไปอย่างสบายใจ
เขารู้สึกว่าไอ้สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวนี้มันระแวงเกินเหตุ จะตกมันขึ้นมาติดเบ็ดนี่ช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
จะมานั่งระวังโจรทุกวันมันก็ใช่ที่ เขาคิดว่าต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม ให้มันจบๆกันไปได้แล้ว
ดังนั้นคราวนี้เขาเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ซ้ำกลางวันยังอุตส่าห์ออกไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูง เพื่อสร้างโอกาสที่เหมาะสมให้สิ่งมีชีวิตสุดสยองนั่นลงมือได้ถนัดขึ้น
ฉินหมิงสอบถามจากศิษย์นิกายวั่นฝ่าว่า “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีแขกจากอารามทางไกลมาเยือน ข้าอยากจะไปพบปะพวกเขาสักหน่อย”
อารามจิ้นอินและอารามหยวนซวี สองนิกายที่เก่งกาจและมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า พื้นที่ที่พวกเขาปกครองนั้นอยู่ใกล้กับส่วนลึกของโลกหมอกราตรีมาก ไม่คิดเลยว่าคราวนี้จะยอมมาช่วยด้วย
พวกเขาเป็นกลุ่มยอดฝีมือที่อารธรรมนักเดินทางไปชักชวนมาช่วยเป็นการชั่วคราว
“ไม่รู้ว่าสองอารามนี้จะมีมหาปราชญ์มาด้วยหรือเปล่านะ”
แต่ผลปรากฏว่า เมื่อฉินหมิงไปขอเข้าพบ เขากลับโดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยอีกครั้ง คนจากทั้งสองอารามทำราวกับเห็นเขาเป็นตัวเชื้อโรคที่ต้องรีบหนีไปให้ไกล ไม่อยากจะเอาหน้ามาปะทะกับเขาเลยสักนิด
ศิษย์คนหนึ่งบอกกับเขาว่า “พวกท่านเหล่านั้นปิดด่านบำเพ็ญไปหมดแล้วขอรับ”
แถมยังมีระดับสูงบางคนแอบเตือนเขาอ้อมๆ ว่าให้อยู่เงียบๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัวหน่อย อย่าไปก่อเรื่องวุ่นวายเลย
ตอนนี้ฉินหมิงไม่ว่าจะไปหาใคร ก็ทำให้คนนั้นรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อไปหมด
มู่สือเหนียนเผยสีหน้าเรียบเฉยอย่างหาได้ยาก แล้วเอ่ยว่า “อารามจิ้นอิน... หึ ไอ้ที่ว่ากันว่าเป็นมหาปราชญ์ที่อายุน้อยที่สุดของพวกเขาน่ะ พอมาเทียบกับน้องหกแล้ว เรื่องอายุนี่โดนขยี้เละไม่มีชิ้นดีเลย ไม่รู้ว่าหมอนั่นมาด้วยหรือเปล่า”
โจวเทียนก็ทำเสียงเย็นชา “ตอนนี้ยังอันตรายอยู่ หมอนั่นคงยังไม่มาหรอก รอให้ถึงเวลาแบ่งผลประโยชน์เมื่อไหร่ รับรองว่าโผล่หน้ามาคนแรกแน่”
มู่สือเหนียนพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ร่วมสาบานของมันจะตามมาด้วยไหมนะ น่าเสียดายที่พี่หญิงใหญ่ติดธุระต้องเดินทางไปไกล!”
โจวเทียนเอ่ยขึ้น “คราวนี้ ถ้าน้องหกได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์มาบ้าง จะสามารถทะลวงด่านได้อีกครั้งในเวลาอันสั้นไหมนะ? ถึงตอนนั้นเขาก็จะเข้าใกล้ระดับปรมาจารย์ขั้นปลายแล้ว พลังรบจะพุ่งพ่านขนาดไหนกัน? พี่หญิงใหญ่กับพี่รองไม่มา แล้วเขาจะสู้ไหวไหม...”
. . . . . . . .
ในยามราตรีตื้น สิบสองนิกายแห่งอารามเสวียนหวงสว่างไสวราวกับกลางวัน เวลาฉินหมิงออกไปไหนมาไหน เรียกได้ว่าภูตผีปีศาจยังต้องหลีกทางให้ บรรดาบุคคลสำคัญต่างก็รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขาตอนนี้กันหมด ทุกคนต่างพากันหลบหน้าหลบตาจนไม่เห็นเงา
ตลอดทั้งช่วงกลางวัน แม้เขาจะเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย
ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหน ก็มียอดฝีมือแอบติดตามคุ้มกันอยู่ในเงามืดตลอดเวลา
กลางดึกคืนนั้น ร่างกายของฉินหมิงจู่ๆก็ขยับ ลุกขึ้นยืนตัวตรงแข็งทื่อ
เขาเคลื่อนที่อย่างไร้สุ้มเสียง เท้าไม่แตะพื้น ลอยละลิ่วออกไปนอกบ้านพัก
ขณะเดินผ่านกระจก เขาก็แสยะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทั้งประหลาดและสยดสยองจนบรรยายไม่ถูก วินาทีนั้นราวกับผีร้ายฟื้นคืนชีพในยามดึกสงัด ชวนให้ขนหัวลุกชันจริงๆ
ฉินหมิงจ้องมองภาพเหตุการณ์สยองขวัญที่ตัวเองกำลังแสดงอยู่ บอกไม่ถูกเลยว่ามันเป็นความรู้สึกยังไง
นี่ถ้าเป็นกายเนื้อจริงๆของเขาที่เสียการควบคุมล่ะก็ มันคงจะน่าขนพองสยองเกล้าสุดๆ ไปเลยล่ะ
ถึงจะเป็นอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาจริงๆ ป้องกันยังไงก็ไม่พ้น ที่นี่มีค่ายกลระดับสูงสุดอยู่แท้ๆ แต่กลับหยุดยั้งสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่น่ากลัวตัวนั้นไม่ได้งั้นเหรอ?
ร่างกายของฉินหมิงเบาหวิวราวกับหุ่นกระดาษ ลอยไปตามลมยามค่ำคืน ข้ามผ่านเส้นทางที่ปลอดภัยไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ไปสะกิดโดนข้อห้ามของค่ายกลระดับสูงสุดเลยแม้แต่น้อย
“มาแล้ว!”
“สภาพของเด็กคนนั้นดูไม่ปกตินะ หรือว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่างไปแล้ว?”
“สมกับที่เป็นเซียนสวรรค์จริงๆ ขนาดไม่แตะต้องค่ายกล แต่อาศัยความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดก็ยังสามารถล่าเป้าหมายได้สำเร็จ”
ท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาคู่แล้วคู่เล่าเริ่มลืมขึ้น มีทั้งสายตาเย็นชาและสายตาที่ตื่นเต้น โดยเฉพาะพวกตาเฒ่าบางคนถึงกับตาเป็นประกายสีเขียววาบ ราวกับมองเห็นเนื้ออมตะชิ้นโตอยู่ตรงหน้า
กลุ่มยอดฝีมือไม่มีใครหวาดกลัวเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายเลยสักนิด ตรงกันข้าม ทุกคนกลับตื่นเต้นและเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
“บางทีมันอาจจะแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราคิดไว้ก็ได้นะ!” มีคนเอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงดุดันเพื่อเตือนสติ
“มันกำลังใช้เคล็ดวิชาลับตกเจิ้งกวงขึ้นไปติดเบ็ด วิธีการแบบนี้มันช่างเหมือนกับยอดคนระดับสูงสุดบนพื้นโลกในอดีตที่ใช้ตกสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกไม่มีผิดเลย”
ทันใดนั้น ทุกคนก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“ไม่ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก วิธีการของมันยังมีจุดบกพร่องอยู่ เทียบชั้นกับคนรุ่นก่อนไม่ได้หรอก แต่การที่มันสามารถใช้ไม้ตายก้นหีบของขอบเขตใหญ่ที่เจ็ดออกมาได้ ก็ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมากทีเดียว”
ท่ามกลางความมืดมิด กลุ่มตาเฒ่าพากันเร้นกายหายตัวไป แล้วพุ่งตรงไปยังต้นกำเนิดพลังที่อยู่ในทะเลหมอกราตรีอย่างเงียบเชียบ
ภายนอกอารามเสวียนหวง ท้องฟ้าดำมืดระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว โลกยามราตรีที่มืดมิดดั่งห้วงเหวลึกกลับสว่างวาบราวกับตอนกลางวันชั่วขณะหนึ่ง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าครั้งนี้เล่นใหญ่ขนาดไหน
พวกตาเฒ่าแกะรอยตามไปจนถึงต้นตอ ยืนยันตำแหน่งสุดท้ายได้สำเร็จ แล้วก็เปิดฉากจู่โจมสิ่งมีชีวิตสุดสยองนั่นทันที
พวกเขามั่นใจว่าตัวตนระดับนี้ย่อมต้องมีวิธีรักษาชีวิตแน่ๆ คงไม่โดนซัดหมัดเดียวระเบิดจนไม่เหลือซากหรอก
ในระหว่างนั้น มีคนเรียกใช้กระบี่เซียนที่ฉีกกระชากม่านฟ้า ฟันเส้นด้ายไร้รูปลักษณ์ที่เชื่อมระหว่างเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายกับร่างกายของฉินหมิงจนขาดสะบั้น เพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการควบคุม
“ล้อมล่ามัน!”
ในเมื่อไม่สามารถล่อเหยื่อเข้าไปในสมรภูมิที่เตรียมไว้ได้ ก็ต้องงัดแผนสำรองออกมาใช้ หลายคนรีบเรียกใช้ธงค่ายกลเพื่อปิดผนึกความว่างเปล่าในทันที
“ไม่ถูก มันเร็วจนน่ากลัว มันฝ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว”
“ชิบหายแล้ว เจิ้งกวงโดนมันตกไปได้แล้ว”
ผู้คนสัมผัสได้ว่าเส้นด้ายไร้รูปลักษณ์ที่ขาดไปกลับมาเชื่อมต่อกันใหม่ ฉินหมิงถูกกระชากขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง มุ่งตรงไปยังร่างที่ลอยเด่นอยู่เหนือทะเลหมอกราตรี
ทันใดนั้น ตาเฒ่าบางคนก็หน้าดำทมึน เอ่ยว่า “ถ้ามันทำสำเร็จจริงๆ พวกเราคงไม่มีหน้าไปสู้ใครแล้วล่ะ!”
สิ่งมีชีวิตขอบเขตใหญ่ที่แปดในยุคนี้ ต่อให้เป็นมังกรก็ต้องขดตัว ต่อให้เป็นเสือก็ต้องหมอบราบ ยอดฝีมือรุมกันเยอะขนาดนี้ มีเหรอจะทำงานพลาด?
ในแผนการของพวกเขา การที่ไม่มียอดฝีมือฝั่งตัวเองตายเลยแม้แต่คนเดียวถือเป็นเรื่องปกติ
เซียนสวรรค์เสื่อมสลาย ระดับพลังตกลงมาแล้ว ไม่มีทางหนีพ้นการลุมล้อมสังหารครั้งนี้ไปได้หรอก
วิ้ง!
วงล้อหยินหยางพาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี ฟันเส้นด้ายไร้รูปลักษณ์นั่นจนขาดอีกครั้ง
ทว่าในวินาทีต่อมา เส้นด้ายที่ขาดก็กลับมาเชื่อมกันอีกรอบ
“เส้นด้ายแห่งโชคชะตา! เมื่อมันเชื่อมต่อกันแล้ว ถ้าไม่ใช้วิธีพิเศษก็ไม่มีทางฟันให้ขาดได้!” ตาเฒ่าคนหนึ่งโพล่งออกมาด้วยความตกใจ
ถ้าเกิดเจิ้งกวงโดนตกไปได้จริงๆล่ะก็ งานนี้ได้กลายเป็นตัวตลกกันหมดแน่
ยอดฝีมือระดับหน้าตาของแต่ละสำนัก ร่วมมือกันแต่กลับทำอะไรสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวเดียวไม่ได้เนี่ยนะ?
ฉินหมิงเองก็ร้อนใจเหมือนกัน เขาอุตส่าห์ยอมเอาตัวเองเข้าแลก ยอมเป็นเหยื่อล่อมาตลอด แต่พวกนี้กลับยังจัดการเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายไม่ได้สักที จะต้องให้รอไปถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย?
“ข้าจัดการเอง!” สัตว์อสูรกาลเวลาเฒ่าเอ่ยปาก
กงล้อแห่งกาลเวลาพุ่งทะยานออกไป แสงแห่งกาลเวลาพวยพุ่ง อักขระวิถีเต๋าแห่งกาลเวลาถักทอประสานกัน ท่ามกลางแสงสว่างน่าเกรงขาม เส้นด้ายตกปลาเส้นนั้นก็ถูกตัดขาดจนได้
ร่างของฉินหมิงร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วง โดยที่เขายังคงนิ่งสงบไม่ขยับเขยื้อนเลยตลอดทาง
ในขณะเดียวกัน กลุ่มตาเฒ่าก็พุ่งเข้าใส่เป้าหมายที่อยู่เหนือม่านราตรีทันที
ทว่า จู่ๆฉินหมิงก็ถูกดึงขึ้นไปอีกครั้ง เส้นด้ายแห่งโชคชะตากลับมาเชื่อมกันใหม่ ราวกับว่ามันไม่มีวันถูกตัดขาด
“ฟันอีกสักสองรอบก็น่าจะขาดแล้ว” สัตว์อสูรกาลเวลาเฒ่าเอ่ย
“ให้ข้าจัดการเองเถอะ” อดีตเจ้าสำนักนิกายวั่นฝ่าเรียกใช้ยันต์แผ่นหนึ่ง เสียงระเบิดดังสนั่นส่องสว่างท้องฟ้ายามราตรี ระฆังใบใหญ่พุ่งออกมาจากแผ่นยันต์นั่น
“ระฆังเสวียนหวงในตำนาน!” มีคนร้องอุทานด้วยความตกใจ
ต้องบอกว่าเป็นการใช้คัมภีร์วิชาลับจำลองพลังอันน่าสะพรึงกลัวของระฆังเสวียนหวงออกมามากกว่า แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจำลองอานุภาพของจริงออกมาได้สักกี่ส่วนกันเชียว
เสียงระฆังดังเหง่งหง่างกังวานไปทั่วฟ้าดิน สาดลำแสงออกมาเป็นระลอกคลื่น ตัดขาดเส้นด้ายตกปลานั่นจนกระจุยกระจาย
ในขณะเดียวกัน ระฆังเสวียนหวงก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าเพื่อสยบเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลาย
“ร่างของมันเลือนหายไปแล้ว อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้นะ!” มีคนตะโกนเรียกด้วยความร้อนรน
“วางใจเถอะ มันหนีไปไหนไม่ได้หรอก ในแผนสำรองของพวกเราไม่ได้มีแค่ค่ายกลเดียว ที่ท้องฟ้าบริเวณนี้มีค่ายกลยักษ์ที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณครอบคลุมเอาไว้อยู่ตั้งนานแล้ว”
ถึงที่นี่จะไม่ใช่ถิ่นของสิบสองนิกายเสวียนหวง แต่ก็อยู่ไม่ไกลกันนัก ยังไงก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่พวกเขาคุมอยู่นั่นแหละ
“ฆ่ามัน!”
กลุ่มตาเฒ่าเริ่มเปิดฉากล้อมล่า
“เด็กน้อย ตื่นได้แล้ว เจ้าควรจะกลับไปได้แล้วนะ” มีคนเข้ามาพาตัวฉินหมิงออกจากสมรภูมิรบ
ฉินหมิงยืนมองดูอยู่ไกลๆ ผ่านท้องฟ้ายามราตรี เขาเห็นการตื่นตัวของค่ายกลระดับสูงสุด และเห็นพวกตาเฒ่าทั้งกลุ่มตาเป็นประกายสีเขียว เตรียมพร้อมจะออกล่าเพื่อเปิดฉากงานเลี้ยงสวาปามครั้งใหญ่
“ขนาดเป็นเซียนสวรรค์เสื่อมสลายที่ประเมินแบบต่ำๆแล้วนะเนี่ย พวกนี้ยังเลือดร้อนบ้าระห่ำกันขนาดนี้เลยเหรอ” ฉินหมิงถึงกับอึ้งไปเลย
มีคนเอ่ยขึ้น “บางคนน่ะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว กำลังจะตายอยู่รอมร่อ พอมาเห็นความหวังที่จะต่ออายุขัยได้แบบนี้ มีเหรอจะไม่ตื่นเต้น?”
ในสนามล่า ร่างที่น่าสะพรึงกลัวนั่นแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ มันพุ่งชนไปทั่ว พยายามทำลายค่ายกล และยังพยายามจะฉีกม่านราตรีเพื่อจะทะลวงความว่างเปล่าหนีไปให้ได้
แต่ทว่า กลุ่มตาเฒ่าที่กำลังบ้าคลั่ง กลับดูจะสติแตกยิ่งกว่ามันซะอีก พวกเขาเริ่มเปิดฉากเก็บเกี่ยวเหยื่ออย่างไร้ความปรานี
ภายใต้การครอบคลุมของค่ายกลขนาดยักษ์ ทางหนีทีไล่ของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวนั้นถูกปิดตายไปหมดทุกทาง
สุดท้าย ที่นั่นก็เต็มไปด้วยเลือดที่สาดกระเซ็น ฟ้าดินถล่มทลาย ม่านฟ้าถูกซัดจนระเบิดออก เห็นทะเลดาวจากโลกภายนอกสะท้อนออกมาลางๆ
คลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัว และภาพเหตุการณ์ยิ่งใหญ่อลังการนั่น ต่อให้มองจากที่ไกลๆ ก็ยังทำให้คนใจสั่นสะท้านและรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างรุนแรง
เวลานี้ ท่ามกลางขุนเขานับหมื่น เหล่านกนักล่าและสัตว์ร้ายทั้งหลายต่างพากันหมอบกราบตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นดิน
บนท้องฟ้ายามราตรี มีห่าฝนโลหิตตกลงมา ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก
“ไม่ถูก... นี่มันร่างจำแลง ไม่ใช่ร่างจริง!” ตาเฒ่าคนหนึ่งหน้าดำทมึน
คนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกตัวเหมือนกัน แต่ละคนหน้าซีดเผือดดูไม่ได้เลย
“ไม่เป็นไร ดำเนินการขั้นต่อไป!” มีคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“ศึกครั้งนี้พวกเราได้แก่นแท้พลังของมันมามากพอแล้ว สามารถตามแกะรอยหาที่อยู่ของร่างจริงได้ ทุกคนเตรียมตัวสำหรับศึกนองเลือดครั้งต่อไปได้เลย!”
ไม่ต้องสงสัยเลย พวกเขาพกเอาอาวุธระดับยอดสมบัติมาด้วย สามารถตามแกะรอยหาต้นตอได้จนถึงที่สุด คราวนี้จะตรึงเป้าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกตัวนั้นให้ดิ้นไม่หลุดเลยทีเดียว
“ดูทรงแล้วน่าจะเป็นสัตว์มงคลกลายพันธุ์ เลือดบริสุทธิ์ของมันน่ะประเมินค่าไม่ได้เลยล่ะ!”
“ทุกคน ยืนยันตำแหน่งได้แล้ว พวกเรา... ตรึงเป้ามันเรียบร้อย!”
“ฆ่ามัน!”
ชั่วพริบตา พวกเขาก็เปิดประตูหมอกราตรี และพุ่งทะยานออกไปสังหารเหยื่อที่อยู่ไกลออกไป
“ข้าจะส่งเจ้ากลับไปเอง” มีคนพาฉินหมิงกลับมาส่งที่อารามเสวียนหวง
ต้องยอมรับเลยว่า กลุ่มตาเฒ่าจากดินแดนระดับสูงสุดสำนักต่างๆ พวกนี้มีวิชาน่าทึ่งจริงๆ ต่อให้จะอยู่ห่างออกไปเป็นล้านลี้ ก็ยังสามารถแกะรอยตามหาตัวตนที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตตัวนั้นจนเจอ
“ดีมาก อยู่ที่นี่จริงๆด้วย!”
“หลังจากที่มันฝ่าฝืนข้ามมาจากดินแดนเปลี่ยนชะตา อาการบาดเจ็บของมันก็สาหัสมากอยู่แล้ว วันนี้แหละคือเวลาลงทัณฑ์มัน!”
ทุกคนตรึงเป้าหมายได้สำเร็จ มันคือสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่เผยร่างจริงออกมา เกล็ดโลหะหนาเตอะ ทั่วทั้งร่างดำไหม้เกรียม ไม่ว่ามันจะพยายามบินหนีหรือฉีกความว่างเปล่าแค่ไหน ก็ไม่อาจสลัดหลุดจากพวกนักล่าได้ ถูกบีบให้ต้องเปิดศึกตัดสินกับทุกคน
มันแค่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นเถ้าธุลีไปได้ในพริบตา
“ไอ้สัตว์ประหลาดนี่... มันเก่งกาจจนน่าขนลุก ทุกคนระวังตัวด้วย!”
แต่ทว่า ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า กลิ่นอายแห่งความเสื่อมสลายบนตัวมันนั้นเข้มข้นจนเกินไปแล้ว
“น่าสมเพชนัก ข้าอุตส่าห์ครองความเป็นใหญ่มาทั้งชีวิต เป็นถึงราชันย์ขอบเขตใหญ่ที่แปด แต่กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของพวกสวะขอบเขตใหญ่ที่เจ็ดกลุ่มนี้น่ะรึ?” มันทอดถอนใจออกมาอย่างโศกเศร้า
คงต้องบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่อาศัยพลังของตัวเองข้ามฝั่งมาจากอีกฝากหนึ่งได้นั้น ตบะของมันสูงส่งจนหลุดกรอบ และน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดจริงๆ
ราตรีมืดมิด ฉินหมิงกลับมาถึงที่พักของเขาแล้ว
ยอดฝีมือที่มาส่งเขา รีบออกเดินทางไกลทันทีเพื่อไปร่วมปฏิบัติการล่าสังหาร
“ในที่สุดทุกอย่างก็กำลังจะจบลงแล้วสินะ” ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง
คืนนี้ มียอดฝีมืออยู่ตั้งมากมายแท้ๆ แต่เขาก็เกือบจะโดนตกไปติดเบ็ดซะแล้ว
ทั้งที่ฝ่ายเขาเป็นคนคิดจะตกเซียนสวรรค์ แต่กลับเกือบจะโดนอีกฝ่ายฉกไปซะเอง
ช่วงหลังเที่ยงคืน คลื่นพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวจากแดนไกลส่งตรงมาถึงอารามเสวียนหวงอย่างชัดเจน มาถึงจุดนี้ทุกคนต่างก็รับรู้กันหมดแล้ว ว่าเหล่ายอดฝีมือจำนวนมากกำลังออกล่าเซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายอยู่
ฉินหมิงก็ได้รับแจ้งข่าวเช่นกัน ว่าพวกตาเฒ่าล้อมกรอบร่างจริงของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกนั่นไว้ได้แล้ว และกำลังเปิดฉากเก็บเกี่ยว!
เขาแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทุกอย่างใกล้จะจบสิ้นลงแล้ว การโดนเซียนสวรรค์เสื่อมสลายจ้องจะงาบแบบนี้ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปใครจะไปทนไหว จิตใจต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
จู่ๆ ภายในห้องลับก็มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบสงัดนี้ มันทำให้ฉินหมิงรู้สึกหนังหัวระเบิดจนขนหัวลุกชันไปหมด
“เจ้า...” ฉินหมิงรีบหันขวับไปมองทันที
“เด็กน้อย ข้ายังอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา” เสียงที่ทั้งแก่ชราและเย็นเยียบ พกพาคลื่นพลังงานที่น่าสะพรึงกลัวดังพวยพุ่งขึ้นมาภายในห้องลับแห่งนี้ ราวกับภูเขาถล่มคลื่นยักษ์ซัดสาด บดขยี้ดวงวิญญาณให้สั่นสะท้าน
ฉินหมิงม่านตาหดเกร็ง เขามองเห็นหมอกดำทะมึน และพบร่างที่ดำเกรียมไปทั้งตัว
เซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง? ทั้งที่ร่างจริงของมันโดนล้อมไว้อยู่แท้ๆ
ตามหลักแล้วมันควรจะอยู่ที่แดนไกล กำลังถูกไล่ล่าสังหารอยู่ไม่ใช่เหรอ
ฉินหมิงพยายามตั้งสติให้มั่นคง แล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าเจ้าทำสำเร็จแล้วงั้นรึ? บางทีพวกยอดฝีมืออาจจะยังซุ่มรออยู่ก็ได้นะ เจ้าต่างหากที่ประเมินพลาดแล้ว”
ท่ามกลางความมืดมิดเหมือนมีผีร้ายกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ความเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้ากระดูก เซียนสวรรค์ที่กำลังเสื่อมสลายค่อยๆ บีบขยับเข้าหาฉินหมิง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบว่า “ประเมินพลาดอะไรกัน? ข้าไม่เคยจากไปไหนเลยต่างหากล่ะ”