- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- ฟรี บทที่ 645 บ้าบิ่นยิ่งกว่ามหาปราชญ์
ฟรี บทที่ 645 บ้าบิ่นยิ่งกว่ามหาปราชญ์
ฟรี บทที่ 645 บ้าบิ่นยิ่งกว่ามหาปราชญ์
บทที่ 645 บ้าบิ่นยิ่งกว่ามหาปราชญ์
ท้องฟ้าสีครามกระจ่างใส ผืนดินสีเหลืองทองดุจผืนผ้าใบ สายฝนละอองเงินสาดโปรยปรายลงมา
เมิ่งจืออวี่ ไท่อี และคนอื่นๆ หยุดฝีเท้าลง พวกเขามองเห็นจุดหมายปลายทางอยู่เบื้องหน้าแล้ว
ภูเขาขาดขนาดมหึมาโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาเพียงเล็กน้อย แท่นบูชาโบราณที่ผุพังตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว ถูกฝังครึ่งหนึ่งอยู่ใต้กองเถ้าถ่านและชั้นดิน
ดินแดนเปลี่ยนชะตาอันลี้ลับแห่งนี้ ไม่มีหมอกราตรีหนาทึบปกคลุม มีเพียงท้องฟ้าสีครามกระจ่างใส พื้นดินราวกับถูกฉาบด้วยทองคำ เปล่งประกายแสงสีรุ้งเรืองรอง
หนิวอู๋เหวยทำหน้าเคร่งขรึม พลางเอ่ย "ในจินตนาการของข้า ที่นี่น่าจะมีไอชั่วร้ายพุ่งทะลุฟ้า มีผีสางนางไม้เพ่นพ่านไปทั่ว ไม่คิดเลยว่ามันจะเงียบสงบ แถมยังดูงดงามขนาดนี้"
สายฝนละอองโปรยปรายลงมาบนร่างของพวกเขา ทำให้รู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ
"นี่มัน... พลังวิเศษที่เป็นรูปธรรม!"
สายฝนแต่ละหยดยาวเหยียด ราวกับเส้นด้ายสีเงินที่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าสีครามเบื้องบน เชื่อมต่อท้องฟ้าและพื้นดินสีเหลืองทองเข้าด้วยกัน
กลุ่มของฉินหมิงมองเห็นป้ายหินหักๆ ริมทาง บนนั้นมีลวดลายอักขระสลักอยู่ ลายเส้นพริ้วไหวราวกับมังกรผงาด หงส์สยายปีก ไม่รู้ว่าเป็นอักษรเซียนโบราณจากยุคสมัยไหน
ทุกคนสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ เพราะอักษรเซียนเหล่านั้นแฝงไปด้วยแก่นแท้แห่งวิถีเต๋า ทำให้คนรุ่นหลังสามารถทำความเข้าใจได้
"สรรพสิ่งถือกำเนิดจากฟ้า สรรพสัตว์ถือกำเนิดจากบรรพบุรุษ นี่คือเหตุผลที่ต้องเคารพเทิดทูนเบื้องบน การบวงสรวงผืนดิน ถือเป็นการตอบแทนรากเหง้าและรำลึกถึงจุดกำเนิด"
ทุกคนหยุดฝีเท้าลง จ้องมองข้อความบนป้ายหินอย่างตั้งใจ
ในอดีต ยอดฝีมือจากยอดสำนักเทพเซียนเคยบดขยี้เศษซากปรักหักพังทุกชิ้นที่นี่จนกลายเป็นผุยผง ดินทุกเม็ดถูกหลอมละลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่คิดเลยว่าพอมันฟื้นคืนชีพขึ้นมา แม้แต่ป้ายหินหักๆ ก็ยังงอกกลับขึ้นมาได้
กลุ่มของฉินหมิงเดินหน้าต่อไป ค่อยๆ เข้าใกล้ภูเขาขาดที่ถูกปกคลุมไปด้วยสายฝนละอองเงิน
ตอนที่มองจากที่ไกลๆ ยังไม่รู้สึกว่ามันใหญ่โตเท่าไหร่นัก แต่พอเข้ามาใกล้ ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่หน้าทันที
พอมองจากเส้นขอบฟ้า มันดูเหมือนตอไม้โบราณขนาดยักษ์ที่เหลือทิ้งไว้หลังจากโค่นต้นไม้ใหญ่ โผล่พ้นชั้นดินขึ้นมาแค่นิดเดียว
แต่พอมาถึงตรงหน้า ถึงได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ตระการตาของมันอย่างแท้จริง มันตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองช่างต่ำต้อยด้อยค่าราวกับมดปลวก
พวกเขาเหาะเหินเดินอากาศขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องเดินไปตามทางบนภูเขาหรอก พุ่งทะยานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ กะคร่าวๆ แล้ว น่าจะสูงกว่าพื้นดินถึงเก้าพันเมตรเลยทีเดียว
โจวเทียนเอ่ยขึ้น "นี่มันแค่ตอไม้หักๆ เองหรือเนี่ย?"
มู่สือเหนียนก็ถอนหายใจด้วยความทึ่ง "แล้วร่างต้นฉบับของมันจะใหญ่โตมโหฬารขนาดไหนกันล่ะ?"
ฉินหมิงก็มีสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน พอเข้ามาใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่า มันใหญ่โตอลังการจนเกินกว่าจะจินตนาการได้
บนภูเขาขาด มีรอยร้าวขนาดมหึมาอยู่เต็มไปหมด พอเข้าไปดูใกล้ๆ รอยแยกพวกนั้นดูราวกับหุบเหวลึกที่ทอดยาวไปสู่สถานที่ปริศนา
เมื่อพวกเขาขึ้นไปถึงบนภูเขา ก็พบว่าบริเวณรอยตัดนั้นกว้างขวางใหญ่โตมาก ดูเหมือนที่ราบผืนใหญ่ แต่ก็มีรอยร้าวตัดสลับกันไปมา
แท่นบูชาขนาดยักษ์ เจดีย์หินสูงตระหง่าน อาคารเก่าแก่ทรุดโทรม ล้วนอยู่ในสภาพผุพังเสียหายหนัก ครึ่งหนึ่งพังทลายลงมา รอบๆ เต็มไปด้วยเถ้าถ่าน และชั้นดินที่ดูเหมือนโลหะประหลาดสีทอง แถมยังมีดินสีเลือดปะปนอยู่ด้วยบางส่วน
พอมาถึงที่นี่ พวกเขารู้สึกเหมือนมดที่พลัดหลงเข้ามาในโลกของยักษ์ แค่เศษซากปรักหักพังชิ้นเดียวก็ยังกว้างตั้งครึ่งจั้ง (1.65 เมตร)
"นี่คือดินแดนเปลี่ยนชะตาหรือ คัมภีร์แท้อยู่ที่ไหนกันล่ะ?" หนิวอู๋เหวยกวาดสายตามองไปรอบๆ
ฉินหมิงเบิกเนตรแห่งการผลัดกาย จิตใจสว่างไสวแจ่มแจ้ง พริบตานั้นเขาก็มองเห็นปราณปฐพีลอยกรุ่น หมุนวนอยู่กลางอากาศ ลอยอวลอยู่รอบทิศทาง
เมิ่งจืออวี่เอ่ยขึ้น "ที่นี่เป็นแค่ทางเข้าเท่านั้นแหละ"
ฉินหมิงถอนหายใจด้วยความทึ่ง พลางเอ่ย "สถานที่เริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่และอลังการขนาดนี้ เบื้องหลังของมันจะเชื่อมต่อไปสู่ดินแดนแบบไหนกันนะ?"
เหวินหลิงซีที่เดินทางมากับพวกเขาก็เอ่ยขึ้น "มหาปราชญ์หัววัว ปรมาจารย์สุดโฉด พวกเจ้าก็มองดูให้เต็มตาเถอะ เผื่อไม่ได้กลับมา จะได้เก็บเอาไว้คิดถึงได้"
นางยังคงผูกใจเจ็บเรื่องที่ทั้งสองคนฉวยโอกาสเรียกนางว่าหลานสาว และตั้งตัวเป็นท่านอาของนาง
"หลานสาวหลิงซี ช่างซุกซนจริงๆ เลยนะ!"
"หลานสาว อย่าพูดจาเป็นลางร้ายสิ"
นี่คือคำตอบกลับแบบนิ่งๆ ของทั้งสองคน ทำเอาเหวินหลิงซีฟังแล้วถึงกับแก้มป่องด้วยความโกรธ
เบื้องหลังของพวกเขา ยังมีธงผืนใหญ่หลายผืน ทอดเงาขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ ภายในมีขุมกำลังยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยที่คอยติดตามพวกเขามา
ฉินหมิงสงสัยว่า แมลงจักรพรรดิอาจจะซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นก็ได้
ด้านหลังของซากปรักหักพัง ปราณปฐพีค่อยๆ ลอยกรุ่นขึ้นมา มันคือหมอกสีขาวหนาทึบ ที่ค่อยๆ บดบังท้องฟ้าสีครามกระจ่างใสไปทีละนิด
กลุ่มคนเริ่มฮือฮากระสับกระส่าย ต่างก็จ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ
ที่นั่นดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับภูเขาด้านหลัง แต่ก็ดูเหมือนจะสร้างเป็นเส้นทางลับเส้นใหม่ เชื่อมต่อไปยังสถานที่ปริศนา
ไท่อีก้าวออกมาข้างหน้า คลี่คลายบรรยากาศตึงเครียด พลางเอ่ย "ดูจากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา การรวมตัวกันแบบพวกเรา น่าจะสามารถถอนตัวกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน"
กลุ่มคนออกเดินทาง เดินตรงเข้าไปในหมอกสีขาวหนาทึบ
ณ ที่แห่งนี้ มีเงาดำจำนวนมากพุ่งทะยานผ่านไปมา มีทั้งเทพเจ้าแขนด้วน และอัศวินไร้หัว ส่งเสียงร้องโหยหวนน่าขนลุก พุ่งแหวกอากาศไปมา
ฉินหมิงเตรียมตัวมาดี อ่านข้อมูลมาเยอะแยะแล้ว เขารู้ดีว่าไม่ต้องไปสนใจพวกมันหรอก
ตอนนี้ เขาก้าวเข้ามาด้วยร่างจริงของตัวเอง ยังไม่ถึงเวลาที่จะเชิญจักรพรรดิแมลงออกมาโรง ถ้าเกิดมาเจออุปสรรคตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเดินทางล่ะก็ งานนี้คงอันตรายสุดๆ แบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องฝืนเดินหน้าต่อไปแล้วล่ะ
ไม่นานหมอกสีขาวก็จางหายไป พวกเขาก็มาถึงดินแดนเปลี่ยนชะตาแล้ว
ที่นี่ วิถีเต๋าร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝน แต่กลับปั่นป่วนวุ่นวายสุดๆ ทำให้หลายคนรู้สึกเลือดลมเดือดพล่าน สนามพลังจิตถูกกระแทกอย่างรุนแรง
ในเงามืดด้านหลังธงผืนใหญ่ มีเสียงร้องครางดังขึ้น ตาเฒ่าบางคนทนไม่ไหว ถึงกับกระอักเลือดออกมากองใหญ่
ทว่า ไท่อีกลับเผยสีหน้ายินดี กัดฟันอดทนต่อแรงกระแทกอันดุดันของวิถีเต๋า พลางเอ่ย "เรียบร้อย ดินแดนเปลี่ยนชะตา ก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบัน มันส่งผลกระทบต่อที่นี่อย่างมหาศาลเลยล่ะ"
"ใช่แล้วล่ะ" เมิ่งจืออวี่พยักหน้า นางเป็นถึงปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังเจอแรงกระแทกอย่างหนัก ในตอนแรกนั้น ผมสีม่วงของนางถึงกับปลิวไสว ร่างกายซวนเซแทบจะล้ม
โชคดีที่นางตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว สูดลมหายใจเข้าลึก ใช้เคล็ดวิชาโคจรพลังลึกลับ สีหน้าที่เคยซีดเผือดก็เริ่มมีเลือดฝาด และค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ
มู่สือเหนียนหันกลับมา พลางเอ่ย "ทุกคนอดทนไว้นะ แค่บริเวณรอยต่อของทั้งสองดินแดนเท่านั้นแหละที่วิถีเต๋าจะปั่นป่วนรุนแรงที่สุด ทนไปสักพักก็ดีขึ้นแล้ว"
ฉินหมิงตระหนักได้ทันทีว่า ในกลุ่มคนพวกนี้ มียอดฝีมือจากราชสำนักปีศาจแฝงตัวอยู่ด้วย ดูเหมือนว่าพี่สามกับพี่สี่ก็เตรียมตัวมาพร้อมสรรพเหมือนกัน
หนิวอู๋เหวยส่งกระแสจิต "ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว มีแค่พวกเราสองคนนี่แหละที่หัวเดียวกระเทียมลีบ ต้องตั้งสติให้มั่น และทำตัวให้ระมัดระวังที่สุดนะ"
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ หลังจากผ่านพื้นที่บริเวณนั้นมาได้ ความผันผวนของวิถีเต๋าก็ลดความรุนแรงลง กลับมาใกล้เคียงกับโลกภายนอกแล้ว
บนป้ายหินหักๆ ริมทาง มีตัวอักษรแปดตัวสลักอยู่: ดินแดนเปลี่ยนชะตา เชื่อมต่อเส้นทางอายุยืนยาว
โจวเทียนจ้องมองมัน พลางเอ่ย "หมายความว่ายังไง นี่คือเส้นทางอายุยืนยาวงั้นหรือ?"
เบื้องหน้า ท้องฟ้าสูงส่ง แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ดูราวกับทุ่งหญ้ารกร้าง ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นหรอมแหรม หมอกราตรีลอยอวล มองไปไกลๆ ก็จะเห็นสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์เดินเพ่นพ่านไปมา
เมิ่งจืออวี่เอ่ยถาม "ทุกท่าน เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหม?"
"พร้อมแล้ว"
"ฆ่า!" สิ้นเสียงตะโกนก้องฟ้าสะเทือนดิน กลุ่มมหาปราชญ์ก็บุกตะลุยเข้าไปในส่วนลึกของทุ่งหญ้ารกร้าง
ด้านหลังของพวกเขา ธงผืนใหญ่สะบัดพริ้วไหวตามแรงลม ติดตามพวกเขาไปติดๆ
ทันใดนั้น ฉินหมิง, โจวเทียน และคนอื่นๆ ก็ถูกเงามืดปกคลุม ถูกธงหลายผืนด้านหลังบดบังเอาไว้จนมิด
พริบตานั้น พวกเขาก็หายตัวไปจากจุดนั้น
ทว่า ในสายตาของคนนอก กลุ่มคนเหล่านี้ยังคงเดินหน้าบุกตะลุยต่อไป ธงด้านหลังสะบัดพริ้วไหว เงาคนและม้าเคลื่อนไหววูบวาบ ติดตามพวกเขาบุกตะลุยเข้าไปในส่วนลึกของหมอกราตรี
ฉินหมิงมองเห็นได้ชัดเจนว่า กองทัพที่กำลังไกลออกไปนั้น แท้จริงแล้วล้วนเป็นยันต์กระดาษทั้งสิ้น ในชั่วพริบตา พวกมันก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ดูมีชีวิตชีวาราวกับมีชีวิตจริง กลายร่างเป็นตัวแทนของพวกเขา
นี่ต้องเป็นยันต์เทพที่เซียนปฐพีเป็นคนลงมือสร้างขึ้นมาเองกับมือแน่ๆ
"โฮกก!" ในส่วนลึกของทุ่งหญ้ารกร้าง สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์คำรามลั่นฟ้า กระทืบภูเขาหินจนแหลกละเอียด แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่กองทัพนั้น
ในดินแดนแห่งนั้น แสงกระบี่และเงาดาบฟาดฟันกันอย่างดุเดือด กระบี่บินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เคล็ดวิชาลับระเบิดพลัง อักขระเวทน่าสะพรึงกลัวถูกสลักลงกลางอากาศ ที่นั่นกลายเป็นลานประหารนองเลือด ฝนเลือดสาดกระเซ็น
สงครามปะทุขึ้น กองทัพที่สร้างจากยันต์กระดาษดูเหมือนจะมีพลังรบพุ่งทะลุหลอด บุกตะลุยเจาะทะลวงผ่านไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ธงหลายผืนปกคลุมพวกฉินหมิงและโจวเทียนเอาไว้ ทำให้พวกเขาหายตัวไปจากโลกความจริงอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ร่องรอยให้ติดตาม
ไท่อีเอ่ยขึ้น "มีหางตามมาด้วย"
ตอนที่อยู่เมืองเหยากวง ก็มีคนจับตาดูพวกเขาอยู่แล้ว พวกนั้นอาศัยของวิเศษช่วยปกปิดร่องรอย แล้วแอบสะกดรอยตามมาจนถึงที่นี่
ต่อให้จะแข็งแกร่งระดับเมิ่งจืออวี่, ไท่อี และพวกรุ่นใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในธง ก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงคนที่แอบตามมาข้างหลัง ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติเลย
แต่ใจคนน่ะ มันก็เหมือนๆกันมาตั้งแต่โบราณกาลนั่นแหละ พวกเขาสามารถคาดเดาสถานการณ์บางอย่างล่วงหน้าได้
ช่วงนี้ พวกเขาจงใจเปิดเผยร่องรอย แถมยังแกล้งปล่อยข่าวรั่วไหลออกไป เพื่อบอกให้โลกภายนอกรู้ว่าดินแดนเปลี่ยนชะตาเพิ่งจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา นี่แหละคือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าไปสำรวจ
แน่นอนว่า มีหลายกลุ่มคนหูผึ่งตาตั้ง รีบแห่กันไปเป็นทัพหน้าเบิกทางให้
ทว่า ก็ยังมีองค์กรใหญ่ๆ และขุมกำลังมหาอำนาจบางแห่ง ที่ยังคงจับตาดูพวกเขาอย่างเงียบๆ รอให้กลุ่มหกมหาปราชญ์บุกเข้าไปเบิกทางให้ก่อน แล้วตัวเองค่อยตามเข้าไป
ไท่อีเอ่ย "พวกเราจะฮุบผลประโยชน์ไว้คนเดียวหมดไม่ได้หรอก ต้องมีคนแอบตามหลังพวกเรามาแน่ๆ แต่พวกเราก็ไม่มีทางปล่อยให้ใครหน้าไหนมาเดินนำหน้าพวกเราไปได้หรอก"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "แต่ทว่า ถ้าคิดจะเอาพวกเรามาเป็นโล่กำบังล่ะก็ คนพวกนั้นคงคิดตื้นเกินไปแล้วล่ะ พวกเราไม่มีทางยอมให้พวกมันได้ทำตามใจชอบหรอก"
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ผ่านไปครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ก็มีกลุ่มคนปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขามีกำลังพลแข็งแกร่ง กลิ่นอายสังหารรุนแรง เดินแหวกม่านหมอกออกมา แล้วก็บุกตะลุยตรงดิ่งไปยังเส้นขอบฟ้า
มู่สือเหนียนมีสีหน้าตกตะลึง พลางเอ่ย "นั่นคนของค่ายเทพแห่งความเชื่อรึ"
ไท่อีเผยสีหน้าแปลกใจ เขาไม่ได้รู้สึกแปลกหน้ากับค่ายนี้เลยสักนิด เขาเคยเข้าร่วมศึกนองเลือดของขุมกำลังมหาอำนาจมาแล้วด้วยซ้ำ ยอดดินแดนระดับสูงที่ว่านี้... เอาเข้าจริงๆ มันก็ค่อนข้างจะ... อ่อนหัดไปหน่อยนะ
มุมปากของฉินหมิงยกยิ้มขึ้น ไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าองค์กรที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องใช้กำลังแบบนี้ จะโผล่มาฉวยโอกาสที่นี่ด้วย
และแล้ว กลุ่มคนก็พากันซุ่มซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนตลอดค่อนวัน นั่งดูพวกกลุ่มคนกว่าสิบกลุ่มทยอยกันบุกเข้าไปข้างใน
"มีแต่พวกชอบฉวยโอกาสทั้งนั้น!" โจวเทียนถอนหายใจ
"พี่สี่ นี่ท่านกำลังหลอกด่าใครอยู่หรือเปล่า?" ฉินหมิงนัยน์ตาดูลึกล้ำ จ้องมองเขาเขม็ง
โจวเทียนรีบโบกมือปฏิเสธ "น้องหก ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้าสักหน่อย"
ฉินหมิงรู้สึกว่า ต่อไปในอนาคต กลุ่มเฉพาะกิจกลุ่มนี้ควรจะรับสมาชิกเพิ่มบ้าง หวังว่าจะดึงพวกหน้าใหม่ๆเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย ให้เป็นเจ็ดมหาปราชญ์ แปดมหาปราชญ์ไปเลย เขาไม่อยากจะรั้งตำแหน่งน้องหกหรอกนะ ชื่อมันฟังดูน่าเกลียดเกินไป
ในวันนั้น มีบางกลุ่มก็ใช้วิธีเดียวกับพวกเขา แอบซ่อนตัวอยู่บนเส้นทางข้างหน้า แล้วปล่อยหุ่นเชิดให้บุกตะลุยเข้าไปในส่วนลึกของทุ่งหญ้ารกร้าง
เมิ่งจืออวี่และไท่อีนำกลุ่มซุ่มซ่อนตัวอยู่อย่างใจเย็น รอจนกระทั่งผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ รอให้ขบวนต่างๆ ผ่านไปจนหมด พวกสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ในทุ่งหญ้ารกร้างเริ่มบางตาลง พวกเขาถึงได้ค่อยๆ เดินทอดน่องออกมา
เหวินหลิงซีเอ่ยขึ้น "ด้านหลังอาจจะมีกลุ่มอื่นตามมาอีกนะ"
ไท่อีกล่าว "ช้าไปก็ไม่ดี ข้ากลัวว่าถ้าไม่ออกเดินทางตอนนี้ สัตว์ประหลาดจากพื้นที่อื่นอาจจะแห่กันมาสมทบอีก"
ฉินหมิงเห็นด้วย "นั่นสิ"
เสียงคำรามดังกึกก้องแว่วมา แพะภูเขาดำขนาดยักษ์ที่มีหัวเหลืออยู่แค่ครึ่งเดียว กระทืบภูเขาหินจนพังทลาย แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มคน บนหัวของมันเหลือเขาขนาดยักษ์อยู่เพียงข้างเดียว บนเขานั้นมีซากศพเสียบประจานอยู่ เลือดสาดกระเซ็น
"ฟัน!"
เมิ่งจืออวี่สะบัดมือเบาๆ คมมีดแสงก็พุ่งทะยานออกไป ฟันแพะภูเขาดำที่สูงหลายร้อยเมตรขาดครึ่งท่อนในดาบเดียว ตุ้บ! ร่างใหญ่โตล้มตึงลงกับพื้น เลือดไหลทะลักราวกับสายน้ำ
ไท่อีเอ่ย "มันไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว ดูเหมือนพวกผีดิบเดินได้เลย แต่พลังรบค่อนข้างจะร้ายกาจอยู่นะ"
เดินไปได้ไม่ถึงสองลี้ ก็เจอลิงยักษ์สีเงินที่สูงถึงห้าร้อยเมตร ถือค้อนยักษ์อยู่ในมือ มันขว้างอาวุธขนาดยักษ์นั้นเข้าใส่กลุ่มคนจากระยะไกลอย่างดุดัน
ดูจากรูปร่างที่ใหญ่โตของมันแล้ว ต่อให้ไม่มีพลังจิตหยางแท้ แต่แค่พละกำลังอันป่าเถื่อนของมันก็น่าสะพรึงกลัวพออยู่แล้ว
ลองคิดดูสิ ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ แถมยังมีเคล็ดวิชาอาคมอีกด้วย มันจะต้องเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวสุดๆ แน่ๆ
ไท่อีใช้นิ้วชี้ไปข้างหน้า อักขระจาก 'คัมภีร์หมื่นอสนีไท่ชู' ก็แผ่ขยายออกไปราวกับตาข่ายยักษ์ คลุมค้อนยักษ์เอาไว้ แล้วลามไปถึงตัวลิงยักษ์สีเงิน พริบตานั้น สายฟ้าและไฟก็ปะทุขึ้น กลิ่นเหม็นไหม้ลอยโชยมาแต่ไกล
ตู้ม! ลิงยักษ์สีเงินแหลกสลายกลายเป็นผุยผง สุดท้ายก็กลายเป็นแค่เศษถ่านดำๆ
ตลอดทางพวกเขาก้าวเดินไปอย่างราบรื่น ทุ่งหญ้ารกร้างที่เคยมีเสียงคำรามดังกึกก้องอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้พวกสัตว์ประหลาดที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ถูกกลุ่มคนข้างหน้าจัดการเปิดทางไปให้หมดแล้ว
"มีสัตว์ประหลาดระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งปะปนอยู่ด้วย!" หนิวอู๋เหวยมีสีหน้าเคร่งขรึม
เขามองเห็นวัวเพลิงตัวหนึ่ง นอนตายอยู่ในบ่อลาวา ถึงแม้ว่าร่างเนื้อของมันจะฉีกขาดเป็นชิ้นๆ แต่ก็ไม่ได้ถูกไฟเผาไหม้จนหมดเกลี้ยง
"สามารถสกัดเอาหยดเลือดบริสุทธิ์ออกมาได้ไหม?" โจวเทียนก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ
ไท่อีส่ายหน้า "ไม่ได้หรอก มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายที่หนาแน่นมาก"
มู่สือเหนียนกางพัดกระดาษออกดังพรึ่บ พลางเอ่ย "ต้องขอบคุณกลุ่มคนข้างหน้าที่ช่วยเบิกทางให้พวกเราจริงๆ"
ปราณปฐพีสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง สุดปลายทุ่งหญ้ารกร้างคือเขตแดนแห่งใหม่ มองทะลุม่านหมอกเข้าไป จะเห็นแสงไฟริบหรี่ ราวกับว่ามีหมู่บ้านตั้งอยู่ตรงนั้น
ในเวลานี้เอง แผ่นดินก็สั่นสะเทือน ภูเขาเลื่อนลั่น สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์หลายตัวพุ่งพรวดออกมา ร่างกายโชกเลือด กลิ่นอายสังหารรุนแรง
เมิ่งจืออวี่ร้องเตือน "เตรียมพร้อมรบ!"
หนิวอู๋เหวยเบิกเนตรเทวะ พลางเอ่ย "ผิดปกติแล้ว!"
ในชั่วพริบตา คนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน
ฉินหมิงถึงกับได้เห็นคนรู้จักเก่าด้วยซ้ำ... สัตว์ประหลาดห้าสี
ในอดีต ตอนที่เกิดศึกนองเลือดของขุมกำลังมหาอำนาจ เจ้านี่มันปากดีพูดจาโอหังที่สุด แต่พอถึงเวลาคับขันจริงๆ มันกลับวิ่งหนีเร็วกว่าใครเพื่อน ถึงขั้นเคยหลอกใช้นักพรตเตี๋ย, ราชาเนตรเทวะ และคนอื่นๆ มาแล้ว
ตอนนี้ มันกำลังเกาะหางของสัตว์เทพอายุมากตัวหนึ่ง เท่ากับว่ารั้งท้ายอยู่ในอันดับสอง แล้วหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้
เห็นได้ชัดเลยว่า ค่ายเทพแห่งความเชื่อพ่ายแพ้ราบคาบ ตอนนี้กำลังฝ่าวงล้อมเลือดออกมา
พอทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน คนของค่ายเทพแห่งความเชื่อบางส่วนก็ถึงกับงุนงงไปเลย หกมหาปราชญ์ไม่ใช่ว่าบุกเข้าไปข้างในตั้งนานแล้วหรือไง? นี่ก็ผ่านมาตั้งวันนึงแล้ว ทำไมถึงได้มาเจอกันอยู่ข้างนอกอีกล่ะ?
"ช่างกล้านัก!"
"พวกเจ้า..."
สัตว์เทพอายุมากที่วิ่งนำหน้าอยู่ไม่กี่ตัว โกรธจัดขึ้นมาทันที
ทว่า พวกมันเพิ่งจะปลดปล่อยคลื่นพลังน่าสะพรึงกลัวออกมา ในเงามืดด้านหลังธงหลายผืนของพวกเมิ่งจืออวี่และไท่อี ก็มีเสียงหัวเราะเยาะของพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าดังแว่วมา
"สหายนักพรต ยินดีที่ได้พบ!"
"สหายนักพรต ลากันตรงนี้นะ"
กลุ่มสัตว์เทพรีบเปลี่ยนท่าทีทันที พวกมันกระทืบพื้นจนแหลกละเอียด ทำลายม่านหมอกราตรี แล้วพุ่งทะยานหนีไปอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์มันบีบบังคับ พวกมันก็ทำได้แค่โกรธแล้วก็โกรธอีก สุดท้ายก็ต้องยอมดับไฟแค้นในใจลงไป
ไม่ต้องสงสัยเลย ในกลุ่มนั้นมียอดฝีมือระดับสูงปะปนอยู่ด้วย แต่พวกเขาก็พยายามควบคุมตัวเองอย่างหนัก ใช้พลังแค่ในระดับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แล้ววิ่งหนีเตลิดไปบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว
หนิวอู๋เหวยมองตามแผ่นหลังของพวกมัน พลางเอ่ย "ค่ายเทพแห่งความเชื่ออุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งไกล เพื่อมาจดจำเส้นทางเฉยๆ หรือเนี่ย? ตลกชะมัด"
ฉินหมิงย่อมมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็นในเรื่องนี้ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า "ทุกครั้งที่ค่ายเทพแห่งความเชื่อจัดทัพใหญ่โตทีไร มักจะเป็นพวกประเภท 'ฟ้าร้องดังแต่ฝนตกน้อย (เก่งแต่ปาก)' ตลอดเลยนะ"
การต่อสู้ที่มีพวกมันร่วมด้วย ต่อให้จะเป็นศึกนองเลือด เลือดสาดขนาดไหน แต่มันก็มักจะมีความตลกขบขันปะปนอยู่เสมอ
"ช่างเป็นพวกมีความสามารถเสียจริง" เฉียนเฉิงก็มองตามแผ่นหลังของพวกมัน พร้อมกับถอนหายใจออกมา
"ไปกันเถอะ!" เมิ่งจืออวี่เร่งเร้า
กลุ่มคนเดินทะลวงผ่านม่านหมอก แสงไฟริบหรี่ที่เห็นตอนแรก จู่ๆ ก็ดับพรึ่บลงในชั่วพริบตา ฟ้าดินมืดสนิทไปหมด มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง
"สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว!" ไท่อีเอ่ยเสียงเข้ม
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟ้าดินก็เริ่มมีแสงสว่าง ไม่ใช่แสงไฟจากหมู่บ้านพวกนั้น แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้ายามราตรี พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางฟ้า พร้อมกับหมู่ดาวส่องประกายระยิบระยับ
"นี่คือท้องฟ้ายามราตรีของจริงปรากฏขึ้นมาแล้วหรือ?"
"นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?"
พวกตาเฒ่าที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของธงหลายผืน เริ่มจะนั่งไม่ติดที่กันแล้ว แต่ละคนมีแววตาดุดันเปล่งประกาย
หมู่บ้านบนพื้นดินไม่ได้มืดสนิทอีกต่อไปแล้ว ภายใต้แสงจันทร์และหมู่ดาวที่สอดประสานกัน ทำให้มันดูเลือนลางน่าพิศวง
เหวินหลิงซีเอ่ยขึ้น "ข้าว่ามันแปลกๆ อยู่นะ"
นางเคยอ่านอักษรนกเฟิ่งหวงมาแล้ว ย่อมรู้เรื่องราวในอดีตของดินแดนเปลี่ยนชะตามาบ้าง
เมิ่งจืออวี่ขมวดคิ้วแน่น พลางเอ่ย "หรือว่านี่คือปัญหาใหญ่ หมู่บ้านมาขวางทางพวกเราเอาไว้งั้นหรือ?"
ไกลออกไป มีเสียงสะอื้นไห้ดังแว่วมา ช้างเผือกหกงา และพังพอน ที่มีขนาดตัวแตกต่างกันลิบลับ แต่กลับมีชะตากรรมคล้ายคลึงกัน ถูกแขวนคอห้อยโตงเตงอยู่บนต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้าน แกว่งไกวไปมาตามสายลมยามค่ำคืน
สัตว์ประหลาดสองตัวนั้นถูกแขวนคออยู่ที่นั่น จู่ๆ ก็ตายด้วยการผูกคอซะงั้น
"ทำไมข้าถึงรู้สึกแน่นคอจังเลยนะ?" โจวเทียนขยับปกเสื้อให้หลวมขึ้น
ไท่อีมีสีหน้าเคร่งขรึม พลางเอ่ย "ดูเหมือนหมู่บ้านธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดาเลย แฝงไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์"
เมิ่งจืออวี่เอ่ย "ดินแดนเปลี่ยนชะตาอาจจะมีจิตวิญญาณอยู่ก็ได้ คงคิดว่าพวกเรากำลังจะฉวยโอกาส ก็เลยลงโทษพวกเรา"
นางกับเฉียนเฉิงมองหน้ากัน ต่างก็รู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะร้ายแรงขึ้นมาแล้ว
เพิ่งจะก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ก็ต้องมาปะทะกับพลังแห่งกฎเกณฑ์ซะแล้ว อันตรายสุดๆ
"เอาไงดี เปลี่ยนเส้นทางกันไหม?" ไท่อีหันไปถามความเห็นจากทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทุกคนในที่นี้เข้าใจความหมายของเขาดี เขาหมายถึงจะละทิ้งเส้นทางแห่งความจริง แล้วเปลี่ยนไปใช้เส้นทางโบราณแห่งภาพลวงตาแทน
ทุกรายละเอียดของดินแดนเปลี่ยนชะตา ล้วนเกี่ยวพันกับความเป็นความตายของพวกเขาทั้งสิ้น
ดังนั้น ก่อนที่จะเข้ามา ทุกคนต่างก็ศึกษาข้อมูลกันมาอย่างหนัก
บนเส้นทางแห่งความจริง จะมีสิ่งมีชีวิตระดับพลังต่างๆ ปรากฏตัวออกมา แถมยังมีระเบียบกฎเกณฑ์แปลกๆ โผล่มาให้เห็นด้วย ภัยอันตรายสารพัดยากที่จะป้องกันได้
บนเส้นทางลึกลับนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง หรือผู้ฝึกตนระดับเจ็ดทิวาซ้อนทับ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ คนที่เข้ามาจะต้องใช้ฝีมือของตัวเองฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้
ส่วนเส้นทางโบราณแห่งภาพลวงตาอีกเส้นหนึ่ง ค่อนข้างจะ 'ยุติธรรม' กว่า เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนที่ระดับพลังยังไม่ถึง แต่มีพรสวรรค์สูงส่งโดยเฉพาะ
แต่ถึงอย่างนั้น ที่นั่นก็ยังคงอันตรายอยู่ดี เพราะบนเส้นทางเส้นนั้น ล้วนมีแต่สิ่งมีชีวิตที่เคยเข้ามาในดินแดนเปลี่ยนชะตาในอดีตปรากฏตัวออกมาแบบสุ่ม ถ้าโชคร้ายไปเจอสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพระดับจักรพรรดิปีศาจเข้าล่ะก็ รับรองว่าสนุกแน่
ถ้าไปเจอไท่ซ่าง หรือจ้าวเมืองอวี้จิงเข้าล่ะก็ คงได้ร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่ๆ
ไท่อีส่ายหน้า พลางเอ่ย "ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องกังวลไป จักรพรรดิปีศาจ, ไท่ซ่าง, จ้าวเมืองอวี้จิง ถ้าพวกเขาเคยมาที่นี่จริง ด้วยฝีมือระดับทลายฟ้าของพวกเขา คงไม่มีทางไปเดินบนเส้นทางโบราณแห่งภาพลวงตาหรอก ร้อยทั้งร้อยต้องเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความจริง แล้วบุกตะลุยทะลวงผ่านไปได้สบายๆ อยู่แล้ว"
เมิ่งจืออวี่เอ่ยขึ้น "งั้นลองเข้าไปดูก่อนก็แล้วกัน หลังจากสังเกตสถานการณ์ดูแล้ว ค่อยตัดสินใจอีกที"
เหวินหลิงซีก็พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้วล่ะ เส้นทางทั้งสองสายนี้สามารถสลับสับเปลี่ยนไปมาได้ จะเดินสลับกันไปมา หรือเลือกเดินไปทีละทางก็ไม่มีปัญหา งั้นพวกเราก็เข้าไปแอบดูกันก่อนเถอะ"
ทุกคนในกลุ่มพยักหน้าเห็นด้วย
โจวเทียนเริ่มลนลาน "รีบๆ หน่อยเถอะ ข้ารู้สึกเหมือนมีเชือกรัดคออยู่เลย มันรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วเนี่ย"
ไท่อีปลอบใจ "ไม่ต้องกังวลไปหรอก พวกเรายังไม่ได้เหยียบเข้าไปในหมู่บ้าน กฎเกณฑ์ต่างๆ ยังอยู่ในช่วงก่อตัว ยังไม่ถูกกระตุ้นขึ้นมากะทันหันหรอก"
เขาเดินไปที่หน้าหมู่บ้าน เพื่อจะไปสัมผัสกับป้ายเขตแดน ต้องกระตุ้นลวดลายอักขระตรงนั้น ถึงจะสามารถเข้าไปในเส้นทางโบราณแห่งภาพลวงตาได้
ทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่ป้ายหินหักๆ และมองเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนนั้น: หมู่บ้านผู้เฒ่าอายุวัฒนะ
มีคนบ่นพึมพำออกมาจากเงามืดด้านหลังธง "หมู่บ้านชื่อประหลาดอะไรเนี่ย?"
หนิวอู๋เหวยทำหน้าเคร่งขรึม พลางเอ่ย "ผู้เฒ่าอายุวัฒนะผูกคอตายเพราะเบื่อชีวิต นี่มันลางบอกเหตุจุดจบชัดๆ"
วิ้ง! ป้ายเขตแดนหน้าหมู่บ้านสว่างวาบขึ้นมา พริบตานั้น กลุ่มคนก็หายตัวไปจากจุดเดิม เข้าสู่พื้นที่ที่มีหมอกปกคลุม และก้าวเข้าสู่เส้นทางโบราณแห่งภาพลวงตา
ที่นี่คือดินดำ มีหนามแหลมขึ้นอยู่เต็มไปหมด รอยแยกขนาดมหึมาราวกับห้วงเหวลึกแบ่งแยกแผ่นดินออกจากกัน มีรัศมีแห่งกฎเกณฑ์เปล่งประกายอยู่ กระจายอยู่ทั่วรอยแยก แถมยังพุ่งสูงขึ้นไปบนฟ้า ทำให้ไม่สามารถข้ามไปได้
ทว่า บนรอยแยกขนาดมหึมานั้น มีสะพานโบราณแห่งหนึ่งทอดข้ามอยู่ ถึงแม้จะเป็นโครงสร้างไม้ที่ดูโยกเยกเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าสามารถเดินข้ามไปได้ โดยไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาขวางกั้น
กลุ่มของฉินหมิงยืนอยู่ฝั่งนี้ของรอยแยก ทอดสายตามองไปฝั่งตรงข้าม
ณ ที่แห่งนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้จากที่ไกลๆ จนมาถึงริมฝั่ง
เหวินหลิงซีเบิกตากว้าง สาดประกายลวดลายวิถีเซียนออกมา พลางเอ่ย "นั่นคนยุคโบราณหรือ?"
โจวเทียนก็ลังเลอยู่เหมือนกัน "ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า ไม่ใช่การแปรสภาพของวิถีเต๋านะ พวกเขากลับดูเหมือน... คนเป็นๆ เลยล่ะ!"
ฉินหมิงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ!"
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสั่นพ้องกับอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตบางตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ด้วย ซึ่งมันเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรง
ไท่อีเอ่ยขึ้น "พวกเขาคือสิ่งมีชีวิตจากซากปรักหักพังยามราตรี!"
พวกสัตว์ประหลาดเฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ใต้เงามืดของธง มีสีหน้าเคร่งขรึม พลางเอ่ย "ใช่แล้วล่ะ แถมยังเป็นสิ่งมีชีวิตจากซากปรักหักพังยามราตรีในระดับสูงด้วย!"
ฝั่งตรงข้าม กลุ่มคนแผ่ซ่านกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมา ไม่มีใครอ่อนแอเลยสักคน มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ธรรมดา
คนที่เดินนำหน้าอยู่คือกลุ่มสิ่งมีชีวิตวัยหนุ่มสาว มีทั้งหมดสิบคนพอดี แต่ละคนโดดเด่นเป็นสง่า มีทั้งมนุษย์, เห็ดยักษ์ที่มีดวงตาสีทองอยู่เต็มไปหมด, สัตว์ร้ายที่ก่อตัวจากโลหะเหลวเดือดดาล ซึ่งแต่ละตัวก็แตกต่างกันไป
แน่นอนว่า ส่วนใหญ่จะเป็นรูปร่างมนุษย์
ยอดฝีมือหนุ่มสาวทั้งสิบคน ผู้นำคือชายหญิงคู่หนึ่ง ชายสวมชุดคลุมยาวสีทอง คิ้วเข้มดั่งกระบี่ นัยน์ตาสุกใสดั่งดวงดาว หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ส่วนหญิงสวมชุดคลุมยาวสีเงิน งดงามดั่งหญิงงามล่มเมือง รูปร่างหน้าตาแทบจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ถ้าดูแค่รัศมีอำนาจและท่วงท่าสง่างาม พวกเขาก็ดูเหนือกว่ากลุ่มหกมหาปราชญ์ซะอีก
โจวเทียนเอ่ยเสียงเข้ม "ในสิบคนนี้ มีคนระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งอยู่ด้วย มิน่าล่ะถึงได้แผ่ซ่านกลิ่นอายทรงพลังออกมาขนาดนี้"
ไท่อีเอ่ยขึ้น "จะกลัวอะไรกันเล่า เส้นทางโบราณแห่งภาพลวงตาเป็นการประลองกันด้วยพรสวรรค์ ไม่ได้เน้นเรื่องระดับพลังซะหน่อย"
มู่สือเหนียนเอ่ย "อาจจะเป็นเพราะพวกเขาเป็นคนเป็นๆ ก็เลยต้องทำตามกฎของที่นี่ด้วยหรือเปล่านะ?"
เมิ่งจืออวี่เอ่ย "น่าจะทำตามกฎแหละ ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว"
ฉินหมิงใจลอยไปชั่วขณะ ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอสิ่งมีชีวิตจากซากปรักหักพังยามราตรีที่นี่ เขาไม่ได้รู้สึกแปลกหน้ากับสถานที่แห่งนั้นเลยสักนิด เคยไปมาตั้งหลายครั้ง แถมยังทิ้งผู้ติดตามเอาไว้ที่นั่นด้วย
ฝั่งตรงข้าม สิ่งมีชีวิตจากซากปรักหักพังยามราตรีกำลังพูดคุยกันอยู่
"น่าสนใจดีนะ ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเหยื่อที่เป็นๆ ที่นี่ด้วย"
"ดินแดนเปลี่ยนชะตาเพิ่งจะเริ่มฟื้นคืนชีพ ก็ดึงดูดพวกภูตผีปีศาจมากันเพียบเลย แต่ดูเหมือนจะอ่อนแอไปหน่อยนะ ทนรับการโจมตีไม่ไหวหรอก"
สิ่งมีชีวิตสิบตัวที่ดูยังหนุ่มยังแน่น ต่างก็มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว
ชายหญิงคู่ที่เดินนำหน้า บนหน้าผากของพวกเขามีเปลวเพลิงสีเงินลุกโชน กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม ตัดสลับกันไปมากลางอากาศ ทอดสายตามองกลุ่มคนฝั่งตรงข้ามด้วยความหยิ่งยโส
พวกเขาวางมาดสูงส่ง แฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ตาเฒ่าจากราชสำนักปีศาจคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังธง มีสีหน้าเคร่งขรึม ร้องเตือนว่า "สถานการณ์ไม่ค่อยดีเลย พวกเขาน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากสวรรค์ชั้นที่สิบแปดขึ้นไปแน่ๆ!"
สมกับเป็นผู้อาวุโสของราชสำนักปีศาจจริงๆ แค่เห็นสัญลักษณ์บนหน้าผากของชายหญิงคู่หนุ่มสาวนั้น ก็สามารถระบุที่มาของพวกเขาได้ทันที แสดงให้เห็นถึงรากฐานอันแข็งแกร่งของราชสำนักปีศาจ ที่ต้องเคยบุกตะลุยเข้าไปถึงซากปรักหักพังยามราตรีสวรรค์ชั้นที่สิบแปดขึ้นไปแล้ว
ซากปรักหักพังยามราตรีมีทั้งหมดสามสิบหกชั้นฟ้า ไม่ได้หมายความว่ายิ่งอยู่ชั้นสูง สิ่งมีชีวิตก็จะยิ่งแข็งแกร่งเสมอไป
ท้ายที่สุดแล้ว สวรรค์แต่ละชั้นก็มียอดฝีมือระดับสูงซ่อนอยู่ทั้งนั้น
แต่ถ้าดูในภาพรวมแล้ว ยิ่งขึ้นไปชั้นสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเท่านั้น
สิ่งมีชีวิตจากซากปรักหักพังยามราตรีที่อยู่เหนือสวรรค์ชั้นที่สิบแปดขึ้นไป ยอดอัจฉริยะที่อยู่ท่ามกลางพวกเขานั้น ย่อมต้องอันตรายสุดๆ แน่นอน
ฝั่งตรงข้าม ในบรรดายอดฝีมือหนุ่มสาวเหล่านั้น มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ก็พอจะมีความรู้อยู่บ้างนี่นา ไม่ถือว่าเป็นพวกกบในกะลาซะทีเดียว"
ท่าทางแบบนั้น กลิ่นอายแบบนั้น ไม่ได้เห็นกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอยู่ในสายตาเลยสักนิด
โจวเทียนแทบจะตะโกนใส่หน้าพวกเขาว่า: ไปตายซะ
สมาชิกของกลุ่มนั้น ห้าวหาญดุดันยิ่งกว่าน้องหกของเขาซะอีก
ฉินหมิงมีสีหน้าเคร่งขรึม เพราะเขามองเห็นภาพที่คุ้นเคย ด้านหลังยอดฝีมือหนุ่มสาวทั้งสิบคน มีเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงสดตั้งอยู่ ตอนที่เมืองอวี้จิงพังทลายลง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดิน เขาเคยเห็นเกี้ยวหลังนี้มาแล้ว
ตอนนั้น คนหามเกี้ยวทั้งสี่คนที่แบกเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงสดหลังนี้มา ต่างก็เรียกผู้หญิงที่อยู่ข้างในว่า: เซียนสวรรค์
"สถานการณ์ผิดปกติแล้ว" ฉินหมิงรีบแจ้งให้ทุกคนทราบอย่างรวดเร็วและกระชับ ว่าในนั้นน่าจะมีสัตว์ประหลาดระดับเซียนสวรรค์ซ่อนอยู่
"ข้า... ขอถอนคำพูด!" โจวเทียนรีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน
เมิ่งจืออวี่เอ่ย "ไม่ต้องกลัวไปหรอก สภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบันมันเป็นแบบนี้แหละ ในโลกนี้ไม่มีเซียนสวรรค์อีกต่อไปแล้ว ซากปรักหักพังยามราตรีก็ไม่เว้น อย่างมากก็เป็นแค่สุดยอดเซียนปฐพีเท่านั้นแหละ"
จากนั้น นางก็กล่าวเสริมว่า "ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มันประลองกันด้วยพรสวรรค์ต่างหาก"
ไท่อีมีสีหน้าเคร่งขรึม เพราะฝั่งตรงข้ามไม่ได้มีแค่เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงสดหลังเดียว แต่ยังมีรถม้าสีดำ, โลงศพสีม่วงขนาดมหึมา, เกี้ยวหงส์สวรรค์ และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนแล้วแต่หลุดกรอบทั้งนั้น!
ในเงามืดด้านหลังธง ผู้อาวุโสของราชสำนักปีศาจเอ่ยเสียงเข้ม "รีบออกจากที่นี่เถอะ ถ้าหากเป็นเซียนสวรรค์จริงๆ ต่อให้ตบะจะถดถอยลงมา ก็ยังเป็นถึงสุดยอดเซียนปฐพีอยู่ดี!"
ไท่อีจ้องมองฝั่งตรงข้ามอย่างพิจารณา ท้ายที่สุดก็เดินเงียบๆ ไปข้างหน้า หมายจะไปสัมผัสป้ายเขตแดนริมรอยแยก เพื่อกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง
"ไสหัวไปซะ!"
ทว่า สิ่งมีชีวิตฝั่งตรงข้ามกลับไม่ไว้หน้าเลยสักนิด ถึงกับตวาดไล่ตรงๆ แบบนี้เลย
"โคตรแม่มเอ๊ย พวกเจ้าจะกร่างเกินไปแล้วนะ!" โจวเทียนโมโหจัด เป็นถึงมหาปราชญ์ ใครหน้าไหนจะกล้าดูถูกเขาล่ะ? ไม่เคยโดนหยามหน้าขนาดนี้มาก่อนเลย
"มิพอใจงั้นรึ งั้นก็ทนเอาไว้ซะ!"
"มิเช่นนั้น ก็ข้ามมารับความตายเสียตรงนี้!"
ฝั่งตรงข้าม สิ่งมีชีวิตหนุ่มสาวจากซากปรักหักพังยามราตรีตอบกลับมาอย่างเย็นชา
"น้องหก หากวัดกันเพียงแค่พรสวรรค์ศักยภาพ เจ้าจะทนไหวรึ?" โจวเทียนหันไปมองวายร้ายจอมบ้าคลั่งในใจเขาโดยตรง... แสงสว่างแห่งความยุติธรรมที่อ่อนโยนและเมตตา (เจิ้งกวง)