เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 643 อี้หมิง (เปลี่ยนชะตา)

บทที่ 643 อี้หมิง (เปลี่ยนชะตา)

บทที่ 643 อี้หมิง (เปลี่ยนชะตา)


บทที่ 643 อี้หมิง (เปลี่ยนชะตา)

แมลงจักรพรรดิสวมชุดเกราะโลหะสีดำทะมึนปิดบังแม้กระทั่งใบหน้า เผยให้เห็นเพียงนัยน์ตาสีทองที่สาดประกายแสงคมปลาบดุดัน แผ่ซ่านกลิ่นอายคุกคามผู้คนอย่างไม่เกรงใจใคร

พริบตานั้น บรรยากาศในห้องโถงก็เย็นยะเยือกขึ้นมาทันที

แสงไฟจากโคมไฟที่หัวมังกรบนเสามังกรพันขนาดใหญ่ก็ดูหม่นแสงลง ควันกำยานที่พ่นออกมาจากจงอยปากนกกระเรียนสำริดก็ราวกับหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ

บรรดาผู้บริหารระดับสูงของขุมกำลังมหาอำนาจในเมืองเซียนเหยากวง ไม่ว่าจะเป็นตระกูลไป๋, ตระกูลจี้ หรือตระกูลมู่ ต่างก็รีบก้าวออกมาทักทายปราศรัย เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด ไม่ให้บรรยากาศกร่อยจนเกินไป

ไกลออกไป เมิ่งจืออวี่ในชุดกระโปรงยาวสีม่วง ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวโค้งเว้าให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น มือเรียวขาวผ่องของนางประคองจอกสุราทรงสูงเอาไว้ นางไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ชูจอกสุราขึ้นเบาๆ เป็นการทักทายแมลงจักรพรรดิเท่านั้น

ท่าทีที่ดูสบายๆ แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจของนาง ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดลงได้อย่างง่ายดาย ช่างดูแตกต่างจากแมลงจักรพรรดิอย่างสิ้นเชิง ยิ่งประกอบกับรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองของนางด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกชื่นชมและประทับใจได้ง่ายๆ

เสียงชนแก้วและเสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง บางส่วนเดินเข้าไปหาแมลงจักรพรรดิ แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินเข้าไปหาเมิ่งจืออวี่มากกว่า

"นั่นคือแมลงจักรพรรดิเชียวนะ ปกติได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยเห็นตัวจริงเลย ผ่านไปเป็นร้อยเป็นพันปี ถึงจะโผล่มาให้เห็นสักครั้ง"

สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่ชายหนุ่มในชุดเกราะโลหะสีดำ ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยบรรดาตาเฒ่าทั้งหลาย พวกเขามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แฝงไปด้วยความยำเกรง และอยากจะเข้าไปสืบเสาะข้อมูล

"มาในสถานการณ์แบบนี้ แถมยังใส่ชุดเกราะมาเต็มยศอีก กลิ่นอายดินปืนคลุ้งไปหมด จะมีเรื่องกับเผ่าแมลงแห่งความฝันหรือเปล่าเนี่ย?"

"ไม่น่าจะถึงขั้นนั้นหรอกมั้ง"

"ตกลงว่านี่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังเผ่าพันธุ์หนึ่ง หรือว่าเป็นแค่แมลงประหลาดบางชนิดที่วิวัฒนาการจนก้าวข้ามขีดจำกัด กลายมาเป็นแมลงจักรพรรดิกันแน่?"

หลายคนซุบซิบนินทา แอบพูดคุยกันอย่างลับๆ ต่างก็รู้สึกว่าแมลงจักรพรรดิผู้นี้ช่างลึกลับเหลือเกิน

แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า เหนือกว่าแมลงจักรพรรดิ ยังมีบรรพบุรุษแมลงอยู่อีก

และเหนือกว่าบรรพบุรุษแมลง ก็ยังมีแมลงวิถีเต๋าอยู่อีกขั้นหนึ่ง

"บรรพบุรุษแมลงน่ะหรือ... เกินจะจินตนาการได้เลยล่ะ สามารถทำให้แมลงประหลาดทุกชนิดยอมสยบได้ เป็นเผ่าพันธุ์ต้องห้ามที่แท้จริง ตามบันทึกที่มีอยู่ อย่างน้อยๆ ก็ไม่เคยปรากฏตัวมาห้าพันปีแล้วล่ะมั้ง"

ส่วนแมลงวิถีเต๋านั้น แม้แต่ตาเฒ่าสัตว์ประหลาดหลายคนก็ยังตั้งข้อสงสัยเลยว่า ตกลงว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า? ยากที่จะหาคำตอบได้จริงๆ

"เมิ่งจืออวี่ช่างร้ายกาจจริงๆ ถึงกับสามารถเอาชนะแมลงจักรพรรดิที่มีอันดับสูงกว่าได้"

"ถ้าหากอ้างอิงจาก 'ทฤษฎีการก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิต' ล่ะก็ ในท้ายที่สุด นางก็มีโอกาสที่จะกลายร่างเป็นแมลงบรรพบุรุษได้เลยนะ"

สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่หญิงสาวผู้งดงามสง่าและเลอโฉมคนนั้น แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางบุคคลระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง นางก็ยังคงดูเป็นธรรมชาติและไม่เคอะเขินเลยแม้แต่น้อย

มีคนส่ายหน้า พลางเอ่ย "ข้าไม่เชื่อเรื่องทฤษฎีการกลายพันธุ์ข้ามสายพันธุ์หรอก"

ตามตำนานเล่าขาน บรรพบุรุษแมลงนั้นทรงพลังไร้เทียมทาน มีสถานะเป็นผู้ปกครองสูงสุด แมลงประหลาดชนิดอื่นยากที่จะท้าทายได้

"ไม่ว่าจะเป็นแมลงจักรพรรดิ หรือเผ่าแมลงแห่งความฝัน ก็ไม่น่าจะใช่คู่ต่อสู้ของบรรพบุรุษแมลงหรอก"

"เรื่องนี้ก็พูดยาก ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งเผ่าแมลงแห่งความฝัน, แมลงจักรพรรดิ และบรรพบุรุษแมลง ต่างก็เคยขึ้นเป็นจักรพรรดิแมลงผู้ยิ่งใหญ่มาแล้วทั้งนั้น ช่องว่างระหว่างพลังอาจจะไม่ได้ห่างชั้นอย่างที่เจ้าคิดก็ได้"

"นั่นก็เพราะบรรพบุรุษแมลงไม่ได้ปรากฏตัวไงล่ะ เผ่าแมลงแห่งความฝันกับแมลงจักรพรรดิ ถึงได้มีโอกาสแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิแมลงได้"

"เจ้าจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าบรรพบุรุษแมลงไม่ได้ปรากฏตัวมาห้าพันปีแล้วจริงๆ? บางทีอาจจะเคยแอบปรากฏตัวเงียบๆ แต่กลับโดนแมลงประหลาดชนิดอื่นเอาชนะไปได้ ก็เลยต้องกบดานซ่อนตัวไปก็ได้นะ"

ทันใดนั้น ก็มีคนรีบห้ามปรามบทสนทนาเหล่านี้ทันที "เบาๆ หน่อย เรื่องพวกนี้เอามาพูดซี้ซั้วไม่ได้นะ!"

นั่นก็เพราะ ตำนานเกี่ยวกับบรรพบุรุษแมลงนั้น มันทั้งพิสดารและน่าสะพรึงกลัวเกินไป ไม่ควรนำมาวิพากษ์วิจารณ์ส่งเดช

ที่หน้าแผ่นหินสูงครึ่งคน โจวเทียนกำลังยืนขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก ในฐานะมหาปราชญ์ พรสวรรค์ของเขาย่อมสูงส่งจนน่าตกใจอยู่แล้ว ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับตัวอักษรที่ดูเหมือนยันต์ผีพวกนี้ เขากลับขมวดคิ้วแน่น ไม่สามารถทำความเข้าใจอะไรได้เลย

"นี่มันคัมภีร์สวรรค์จริงๆ หรือเนี่ย?" เขาเริ่มจะสงสัยขึ้นมาแล้ว

ต่อให้เป็นสุดยอดคัมภีร์แท้ที่ยากที่สุด เขาก็น่าจะพอทำความเข้าใจได้แค่ผิวเผินบ้างสิ

ผู้อาวุโสของอารยธรรมนักเดินทางก้าวออกมา พลางเอ่ย "คัมภีร์สวรรค์เล่มนี้ ตามปกติแล้วสิบปีถึงจะนำออกมาจัดแสดงให้คนภายนอกชมสักครั้ง ลองนับดูแล้ว ครั้งก่อนเพิ่งจะผ่านไปแค่แปดปีเอง ถือว่าเป็นกรณีพิเศษก็แล้วกัน"

แผ่นหินพวกนี้ถูกขุดพบมาได้หลายร้อยปีแล้ว แต่คนในสำนักของพวกเขาไม่มีใครสามารถไขความลับได้เลย ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมานี้ ถึงเพิ่งจะเริ่มนำออกมาให้คนนอกดู

มู่สือเหนียนก้าวเข้าไป แล้วนั่งขัดสมาธิลงหน้าแผ่นหินทันที

เขาฝึกวิชา 'กงล้อแห่งกาลเวลา' จนสำเร็จ ก้าวเข้าสู่เขตแดนแห่งกาลเวลา มีพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่เหนือล้ำเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้

เขาใช้มือสัมผัสแผ่นหิน แผ่ซ่านพลังแห่งกาลเวลาออกมาเป็นสาย ราวกับกำลังย้อนรอยอดีต เพื่อสืบเสาะหาอะไรบางอย่าง

ผู้อาวุโสของอารยธรรมนักเดินทางเลิกคิ้วขึ้น พลางเอ่ย "เบามือหน่อยนะ อย่าทำให้คัมภีร์สวรรค์เสียหายล่ะ"

"ไม่ต้องห่วง" มู่สือเหนียนตอบรับ

คนที่ลงสนามไปทำความเข้าใจเริ่มน้อยลง แต่คนที่มุงดูอยู่กลับเยอะขึ้นเรื่อยๆ

"เอ๊ะ นักพรตเผิงก็ลงสนามไปทำความเข้าใจด้วยเหมือนกันแหะ"

ผู้นำรุ่นเยาว์ของเผ่าสวรรค์ สวมชุดนักพรตลายหยินหยาง สีหน้าเคร่งขรึม ยืนนิ่งอยู่หน้าแผ่นหิน ภายในดวงตามีลวดลายหยินหยางสอดประสานกัน อักขระอสนีบาตเปล่งประกาย

ฉินหมิงและหนิวอู๋เหวยก็อยู่แถวๆ นั้นเหมือนกัน กำลังยืนดูอยู่รอบนอกฝูงชน

"เสี่ยวจี้ สองคนนี้คือ..." ชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบปีคนหนึ่ง พอเห็นฉินหมิงและหนิวอู๋เหวย ก็หันไปมองจี้ซิงหรัน

"สองท่านนี้คือพี่น้องร่วมสาบานของมหาปราชญ์โจวขอรับ" จี้ซิงหรันแนะนำอย่างเป็นทางการ

ในขณะเดียวกัน ก็สังเกตเห็นได้ชัดเจนเลยว่า เขาค่อนข้างจะเคารพนอบน้อมต่อชายหนุ่มคนนี้เป็นพิเศษ

"คนผู้นี้คือบิดาของเหวินหลิงซี เป็นถึงปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เลยนะขอรับ" จี้ซิงหรันแอบกระซิบบอกมหาปราชญ์ทั้งสองคนที่อยู่ข้างๆ

ฉินหมิงประหลาดใจ สองพ่อลูกคู่นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คนหนึ่งเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของภูมิภาคนี้ ส่วนอีกคนก็ก้าวไปถึงระดับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว รากฐานของตระกูลช่างแข็งแกร่งจริงๆ

ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ใบหน้ายังดูหนุ่มแน่น ให้ความสำคัญกับฉินหมิงและหนิวอู๋เหวยเป็นอย่างมาก จึงเป็นฝ่ายแนะนำตัวก่อน "ตาเฒ่าอย่างข้า มีนามว่าเหวินฉงกวง"

"คารวะ พี่เหวิน" ฉินหมิงประสานมือคารวะ มุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ

หนิวอู๋เหวยเข้าใจทันที พี่น้องสายมารนี่มัน... แค้นนี้ต้องชำระจริงๆ

เขาเองก็รู้สึกชื่นชม และอยากจะระบายความในใจออกมาตรงๆ เหมือนกัน

ทันใดนั้น ใบหน้าวัวอันเคร่งขรึมก็พยายามฝืนยิ้มออกมา พลางเอ่ย "พี่เหวิน พอข้าเห็นหน้าท่าน ก็รู้สึกถูกชะตา ราวกับรู้จักกันมานานเลยล่ะ"

ในระหว่างที่พูด เขาก็เอื้อมมือไปตบไหล่เฒ่าเหวินด้วย

เหวินฉงกวงแอบคิดในใจ ข้าอายุร้อยกว่าปีแล้วนะ กลับโดนเด็กรุ่นหลังสองคนนี้มาเรียกเป็นพี่น้องซะงั้น

ต่อให้สองคนนี้จะเป็นมหาปราชญ์ แต่เรื่องลำดับอาวุโสเนี่ย... มันก็ห่างกันเกินไปหน่อยนะ

เหวินฉงกวงย่อมรู้ภูมิหลังของทั้งสองคนนี้มาก่อนแล้ว ถึงได้เป็นฝ่ายเข้ามาตีสนิทด้วย

เขายิ้มรับ พลางเอ่ย "พวกเจ้าล้วนเป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจ โดดเด่นเหนือคนรุ่นเดียวกัน ตาเฒ่าอย่างข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับพวกเจ้าทั้งสอง"

เขาจงใจเน้นคำว่า 'คนหนุ่ม' แล้วก็ 'ตาเฒ่า' เพื่อดึงลำดับอาวุโสให้กลับมาเป็นปกติ

ท้ายที่สุดแล้ว เหวินหลิงซีลูกสาวของเขาก็ไม่ได้อายุน้อยกว่าสองคนนี้เลย แถมยังเป็นถึงระดับสูงในบรรดาเต้าจื่อของอารยธรรมผู้ฝึกเซียนอีกด้วย เขาย่อมมีคุณสมบัติพอที่จะถูกเรียกว่าเป็นผู้อาวุโส

"พี่เหวิน ท่านเกรงใจกันเกินไปแล้ว" ฉินหมิงเอ่ยยิ้มๆ น้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

"พี่ชาย จะมามัวเกรงใจกันอยู่ทำไมล่ะ?" หนิวอู๋เหวยตบไหล่เหวินฉงกวงอีกครั้ง

เฒ่าเหวินถึงกับยิ้มเจื่อนไปเลย สองคนนี้มั่นใจในตัวเองสูงเกินไป หรือว่าเป็นพวกตีสนิทคนเก่งกันแน่? ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจเลยจริงๆ

ฉินหมิงปรายตามองไปทางเหวินหลิงซีอย่างเป็นธรรมชาติ นางถูกผู้คนห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง ไม่ได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ทางฝั่งนี้เลย

เหวินฉงกวงเอ่ย "น้องชายทั้งสองล้วนเป็นคนตรงไปตรงมา การที่ข้าได้ผูกมิตรกับพวกเจ้า ถือเป็นเกียรติของข้าจริงๆ"

หนิวอู๋เหวยกล่าว "พี่ชาย พวกเราเป็นคนกันเองทั้งนั้น ข้ารู้สึกถูกชะตากับท่านจริงๆ นะ"

เขาตัดสินใจแล้วว่า จะเดินตามรอยน้องหก ทำตัวตีสนิทเป็นพี่น้องกับเฒ่าเหวินนี่แหละ เดี๋ยวค่อยให้เหวินหลิงซีจอมหยิ่งยโสคนนั้น มาเรียกพวกเขาสองคนว่า 'ท่านอา' ทีหลัง

ผ่านไปไม่นาน ฉินหมิงกับหนิวอู๋เหวยก็กอดคอคล้องแขนกับเหวินฉงกวงซะแล้ว

จี้ซิงหรันที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ถึงกับทำหน้าไม่ถูก เขาไม่เคยเห็นใครที่เพิ่งเจอกันแป๊บเดียว แต่กลับสนิทสนมกันไวขนาดนี้มาก่อนเลย

เขาไม่รู้เลยว่า ควรจะอิจฉาหรือสงสารเฒ่าเหวินดี

เขาที่คอยติดตามดูสถานการณ์มาตลอด ย่อมเดาออกอยู่แล้วว่า มหาปราชญ์ทั้งสองคนนี้ตั้งใจทำแบบนี้แน่ๆ พวกเขาอยากจะเป็น... ท่านอา ของเหวินหลิงซี เพื่อสั่งสอนที่นางทำตัวเสียมารยาทใส่

ฉินหมิงหัวเราะ "พี่เหวิน พวกเรามีวาสนาต่อกันจริงๆนะ ท่านดูสิ ข้าชื่อเจิ้งกวง ท่านชื่อฉงกวง"

เหวินฉงกวงยิ้มเจื่อน แอบคิดในใจ: ข้าอยากหาลูกเขย ไม่ได้อยากหาพี่น้อง ไอ้หนุ่ม ข้าล่ะแอบอยากได้เจ้ามาเป็นเขยอยู่นะเว้ย

ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมจู่ๆ ลูกสาวถึงได้หนีกลับมา แถมยังเป็นฝ่ายเสนอเองด้วยว่าอยากจะลองหาคู่บำเพ็ญเพียรดู เรื่องนี้ทำให้เขาปวดหัวและกลุ้มใจมาตลอดช่วงเวลานี้

ในสายตาของเขา ลูกสาวของเขามีอนาคตที่รุ่งโรจน์สดใสรออยู่ สถานะในอารยธรรมผู้ฝึกเซียนก็สูงส่งส่ง จะมารีบร้อนแต่งงานแบบนี้ได้ยังไง?

. . . . . . . .

เฉียนเฉิงมองไปที่แมลงจักรพรรดิ แล้วก็หันไปมองเมิ่งจืออวี่ ก่อนจะส่งกระแสจิตว่า "พี่หญิงใหญ่ ยอดเยี่ยมไปเลย ได้เห็นยันต์ผีบนแผ่นหินนั่นอย่างราบรื่น ท่านคงไม่ได้จะมาแทงข้างหลังพวกเราหรอกใช่ไหม?"

เมิ่งจืออวี่ตอบกลับ "พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันนะ กลุ่มพันธมิตรมหาปราชญ์แบบนี้ ถ้าในอนาคตพี่น้องทุกคนสามารถผงาดขึ้นมาได้อย่างราบรื่น พวกเราก็คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มันจะกลายเป็นองค์กรที่ทรงพลังสุดๆ ไปเลยล่ะ"

นางหยุดไปเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ "อีกอย่างนะ การรู้หลบหลีกภัยพิบัติ หลีกหนีเคราะห์ร้าย มันเป็นความสามารถพิเศษประจำเผ่าพันธุ์ของข้าอยู่แล้ว องค์กรมหาปราชญ์มีอนาคตที่สดใสรออยู่ ถ้ามองในแง่ของผลประโยชน์ เจ้าคิดว่าข้าจะยอมทำลายอนาคตอันสดใสของตัวเองทิ้งไปง่ายๆ หรือ?"

เฉียนเฉิงพยักหน้า "งั้นก็ดี หวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะราบรื่นนะ อืม เผิงจ้วน(อักษรนกเฟิ่งหวง) ก็น่าจะมาถึงแล้วล่ะ ข้าต้องไปดูสักหน่อย"

หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในห้องโถงใหญ่ หลายคนเบียดเสียดกันเข้าไปข้างหน้า เพราะเมิ่งจืออวี่ลงสนามแล้ว นางเข้าไปทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์บนแผ่นหินด้วยตัวเอง

เหวินหลิงซีพร้อมด้วยกลุ่มผู้ติดตาม ก็เดินเข้ามาดูใกล้ๆ เหมือนกัน

ในตอนนี้เอง พวกเขาก็สังเกตเห็นฉินหมิงกับหนิวอู๋เหวยที่กำลังคุยกันอย่างออกรสกับเหวินฉงกวง

ยอดฝีมือหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น "สองคนนั้นช่างฉวยโอกาสเก่งจริงๆ พอโดนคนข้างกายแม่นางเหวินปฏิเสธ ก็ดันไปตีสนิทพัวพันกับผู้อาวุโสเหวินซะงั้น"

ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากยอดสำนักเทพเซียนระดับสูง และรู้ดีว่าการจะได้แต่งงานกับบุคคลระดับเต้าจื่อในตำนานนั้นเป็นเรื่องยากยิ่งนัก แต่เขาก็ยังไม่อยากจะถอดใจยอมแพ้ง่ายๆ

ว่าที่ผู้สืบทอดหลักจากแดนไกลอีกคนหนึ่ง ที่ค่อนข้างจะหยิ่งผยอง ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "แบบนี้มันเกินไปหน่อยนะ!"

"ทุกท่าน อย่าพูดจาซี้ซั้วนะ สองคนนั้นอย่าไปแหยมด้วยเด็ดขาด!" อัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งเมืองเหยากวงคนหนึ่ง รีบส่งกระแสจิตเตือนคนรู้จักทันที

"ท่านพ่อ" เหวินหลิงซีเดินเข้ามาใกล้ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้ารูปไข่ขาวผ่องกระจ่างใส นัยน์ตาสุกใสดั่งน้ำพุใสสะอาด บุคลิกดูเย็นชาและสูงส่ง

รูปโฉมของนางโดดเด่นสะดุดตาจริงๆ หาที่ติไม่ได้เลย

ยากที่จะจินตนาการได้เลยว่า บุคคลระดับเต้าจื่อของอารยธรรมผู้ฝึกเซียนอันแข็งแกร่ง ทำไมถึงได้หนีกลับมาบ้านเกิด แล้วยังจะรีบแต่งงานอีกต่างหาก

"เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้า หมดสิทธิ์แล้ว ไม่ต้องตามมาอีก" หญิงสาวที่อยู่ข้างกายเหวินหลิงซี ชี้มือไล่คนไปหลายคน

จากนั้น นางก็ขมวดคิ้ว หันไปมองฉินหมิงและหนิวอู๋เหวย พลางเอ่ย "ข้าจำได้ว่า พวกเจ้าสองคนโดนปฏิเสธไปตั้งนานแล้วนี่ อย่ามาเล่นลูกไม้ให้เสียเวลาเปล่าเลย"

หนิวอู๋เหวยสวนกลับทันควัน "เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร พญายมหรือผู้พิพากษาหรือไง? ถึงได้ถือกฎแห่งความเป็นตาย คอยขีดฆ่าชื่อคนอื่นเพื่อตัดสินความเป็นตายแบบนี้น่ะ?"

"พี่ใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?" ฉินหมิงหันไปมองปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เหวินฉงกวง

เฒ่าเหวินแนะนำ "นี่คือเหวินหลิงซี ลูกสาวข้าเอง"

กลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พอได้ยินทั้งสามคนเรียกกันเป็นพี่เป็นน้อง ก็ถึงกับแข็งเป็นหินไปเลย

หนิวอู๋เหวยเอ่ย "พี่ชาย มีคนกำลังเอาลูกสาวท่านมาเร่ขายอยู่หรือ?"

หญิงสาวที่อยู่ข้างกายเหวินหลิงซี มือขวาสั่นเทิ้ม พู่กันแทบจะร่วงหลุดมือ

โจวเทียนและมู่สือเหนียน หลังจากทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์ล้มเหลว ก็ถอยออกมาจากบริเวณแผ่นหิน พอเห็นฉินหมิงและหนิวอู๋เหวย ก็รีบเดินเข้ามาหาทันที

"น้องห้า น้องหก พวกเจ้าไม่ลองเข้าไปดูหน่อยหรือ?"

"ด้วยพรสวรรค์ของพวกเจ้า อาจจะได้อะไรกลับมาบ้างก็ได้นะ"

พอสองมหาปราชญ์เอ่ยปาก ก็ทำเอาคนที่อยู่แถวนั้นเงียบกริบด้วยความตกตะลึง

สถานการณ์มันเป็นยังไงกันแน่? โจวเทียนกับมู่สือเหนียนทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่กลับยกย่องสองคนนี้ซะขนาดนั้นเลยหรือ?

ความจริงแล้ว มหาปราชญ์หลายคนเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมืองเหยากวงเมื่อคืนนี้เอง

นอกจากจี้ซิงหรัน, มู่จิ่งเซิง, สาวเผ่ามังกร และคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คนที่เคยได้สัมผัสกับพวกเขา และเอาเรื่องตัวตนของฉินหมิงกับหนิวอู๋เหวยไปเล่าให้คนใกล้ตัวฟังแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลย

มีคนสงสัย จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "มหาปราชญ์ทั้งสอง พวกเขาคือ..."

ตอนนี้ในโลกภายนอก ผู้คนเคยได้ยินแต่ชื่อเสียงของสี่มหาปราชญ์เท่านั้น เรื่องการร่วมสาบานของหกมหาปราชญ์ยังไม่แพร่หลายออกไป

มู่สือเหนียนเอ่ยขึ้น "นี่คือพี่น้องร่วมสาบานคนใหม่ของพวกเรา หนิวอู๋เหวยคือศิษย์ลับที่มาจากตำหนักดุสิต เป็นอนาคตปรมาจารย์เต๋า"

"ซี๊ดด!" พริบตานั้น กลุ่มคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก

สถานะของปรมาจารย์เต๋าเนี่ย มันสูงส่งยิ่งกว่ามหาปราชญ์ซะอีกนะ

มนุษย์หัววัวที่อยู่ตรงหน้า มีภูมิหลังยิ่งใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ? ถึงขั้นเคยโดนเข้าใจผิดว่าเป็นวัวเขียวลากรถของโจวเทียนกับมู่สือเหนียนด้วยซ้ำ

มู่สือเหนียนแนะนำต่อ "นี่คือน้องหกของข้า มหาปราชญ์เจิ้งกวง หรือที่เรียกกันว่าปรมาจารย์แสนดี เพิ่งจะอายุครบยี่สิบสามปีไปหมาดๆ"

เดิมทีผู้คนคิดว่า มหาปราชญ์ที่อยู่รั้งท้าย สถานะก็น่าจะด้อยลงมาหน่อย

อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่น่าจะเทียบชั้นกับหนิวอู๋เหวยที่มีศักยภาพระดับปรมาจารย์เต๋าได้

ทว่า พอได้ยินอายุของเขา ทุกคนก็ถึงกับแข็งเป็นหิน ยืนอึ้งอยู่กับที่

ยี่สิบสามปี... ล้อเล่นหรือเปล่า? ก่อนอายุสามสิบ การจะก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอดหลักระดับปรมาจารย์ก็ถือว่ายากเย็นแสนเข็ญแล้ว แล้วเขาในวัยนี้ กลายเป็นมหาปราชญ์ไปได้ยังไงกัน?

แม้แต่เหวินหลิงซีที่เย่อหยิ่งทระนง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะจับจ้องไปที่ฉินหมิง และพิจารณาดูเขาอย่างละเอียด

ส่วนผู้หญิงที่อยู่ข้างกายนาง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ก็ถึงกับสติหลุดไปเลย พู่กันและสมุดในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

"มายืนอออะไรกันอยู่ตรงนี้ล่ะ?" โจวเทียนเอ่ยขึ้น

ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เหวินฉงกวง ก็โบกมือไล่ "แยกย้ายกันไปเถอะ"

พริบตานั้น คนกลุ่มนั้นที่อยู่รอบตัวเหวินหลิงซี ก็รู้สึกเหมือนได้รับนิรโทษกรรม ต่างพากันสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผู้หญิงที่ยืนอึ้งอยู่ ก็รีบสับซอยเท้าหนี กลืนหายเข้าไปในฝูงชนทันที

หนิวอู๋เหวยแสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "นี่น่ะหรือลูกสาวของพี่ใหญ่?"

เหวินฉงกวงพยักหน้า "ลูกสาวข้าเองแหละ"

ความจริงแล้ว เขาภูมิใจในตัวลูกสาวมาก ท้ายที่สุดแล้ว เหวินหลิงซีก็มีพรสวรรค์สูงลิ่ว จนกลายเป็นบุคคลระดับสูงในบรรดาเต้าจื่อของโลกผู้ฝึกเซียนไปแล้ว อนาคตของนางก็อาจจะไม่ด้อยไปกว่าคนพวกนี้ที่อยู่ตรงหน้าเลย

ฉินหมิงยิ้มบางๆ พลางเอ่ย "หลานสาวเหวินมีรูปโฉมงดงามดั่งหงส์สวรรค์จริงๆ"

เหวินฉงกวงครุ่นคิดในใจ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะมาผูกมิตรเป็นพี่เป็นน้องซะหน่อย ข้าอยากจะมาหาลูกเขยต่างหาก! แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้กลายมาเป็นพี่เป็นน้องกันไปได้ แถมยังหา 'ท่านอา' มาให้ลูกสาวตั้งสองคนอีก

เห็นได้ชัดเลยว่า เหวินหลิงซีไม่พอใจเอามากๆ สองคนนี้อายุน้อยกว่านางซะอีก แล้วจะมาเป็นท่านอาของนางได้ยังไงกัน?

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพูดถึงพรสวรรค์และศักยภาพในอนาคตแล้ว นางก็ไม่ได้หวาดหวั่นคนพวกนี้เลยสักนิด

"พี่เจิ้งกวง พี่หนิว" นางเอ่ยขึ้นมาตรงๆ เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามแก้ไขลำดับอาวุโสให้ถูกต้อง

โจวเทียนหัวเราะร่วน "พวกเจ้าคุยกันไปเถอะ พวกเราจะไปดูพี่หญิงใหญ่บรรลุธรรมแล้ว"

เขาหันหลังกลับ เดินจากไปพร้อมกับมู่สือเหนียน

เหวินฉงกวงทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงแอบส่งกระแสจิตว่า "น้องเจิ้งกวง น้องหนิว บอกตามตรงเลยนะ ตาเฒ่าอย่างข้าอยากจะหาลูกเขยให้ลูกสาวน่ะ"

หนิวอู๋เหวยเอ่ย "ข้าดูจากโหงวเฮ้งของหลานสาวแล้ว ไม่น่าจะหาคู่ยากหรอกมั้ง?"

เหวินฉงกวงตอบ "ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมนางถึงกลับมา นี่เป็นความต้องการของนางเองน่ะ"

ฉินหมิงแอบถามจี้ซิงหรัน "ผู้หญิงคนนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?"

จี้ซิงหรันรีบตอบ "น่าจะสามสิบต้นๆ นะขอรับ"

ฉินหมิงหันไปคุยกับหนิวอู๋เหวย "ข้าดูจากลักษณะของนางแล้ว อาจจะมีศักยภาพระดับมหาปราชญ์จริงๆ ก็ได้นะ แต่ดูเหมือนร่างกายจะมีปัญหาอะไรสักอย่างน่ะ"

"หนึ่งในผู้นำรุ่นเยาว์ในอนาคตของอารยธรรมผู้ฝึกเซียนเลยหรือ?" หนิวอู๋เหวยตกใจมาก

เขาไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าแขกที่มาร่วมงานคืนนี้ จะมีภูมิหลังยิ่งใหญ่กันขนาดนี้

ก็เพราะเหตุนี้แหละ ทั้งสองคนถึงได้รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ

จากนั้น ฉินหมิงกับหนิวอู๋เหวยก็เริ่มแอบซุบซิบกัน แถมยังไม่ยอมเข้ารหัสป้องกันด้วยนะ

"เหวินหลิงซีมีพรสวรรค์สูงส่งขนาดนี้ แต่พี่เหวินกลับรีบร้อนอยากจะให้ลูกสาวแต่งงานออกไป ในนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ"

"หรือว่านางกำลังจะตาย ก็เลยกลับมาเพราะหวังอยากจะทิ้งทายาทเอาไว้ให้เร็วที่สุดหรอกนะ?"

"หรือว่านางแอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับยอดฝีมือระดับสูงของอารยธรรมผู้ฝึกเซียน แล้วดันโดนเมียหลวงจับได้ ก็เลยโดนเฉดหัวออกจากสำนัก แล้วตอนนี้นางก็กำลังตั้งท้องอยู่ ก็เลยหนีกลับมาคลอดลูกเงียบๆ?"

"น่าจะกลับมาหาคนรับช่วงต่อแหงๆ"

ฉินหมิงทำหน้าตาย ส่วนหนิวอู๋เหวยก็ทำหน้าขรึม การ 'แอบซุบซิบ' ของทั้งสองคนนี้มันชุ่ยสุดๆ ยอดฝีมือที่อยู่ใกล้ๆ ถ้าตั้งใจฟังล่ะก็ รับรองว่าได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ

พริบตานั้น สายตาของเหวินหลิงซีก็ตวัดมามองราวกับคมดาบ แทบจะแล่เนื้อพวกเขาออกมาเป็นชิ้นๆ

ด้วยระดับตบะของนางแล้ว ย่อมต้องได้ยินทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว นี่มันจงใจนินทาระยะประชิดกันชัดๆ!

"หรืออาจจะมีสาเหตุอื่นก็ได้นะ อย่างเช่น... นางอาจจะเป็นนักบุญหญิงของนิกายเหอฮวน (นิกายรัก) ก็ได้นะ?"

"ถ้าเป็นแบบนั้น พี่เหวินก็คงมีลูกเขยเป็นโขยงเลยล่ะ"

. . . . . . . .

การ 'ซุบซิบนินทา' เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทำให้เหวินหลิงซีหมดความอดทน แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาตรงนั้นเลย

"น้องห้า น้องหก" ไท่อีเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถึงกับพยักหน้าทักทายเหวินหลิงซีด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น เฉียนเฉิงยังหันไปทักทายเหวินหลิงซีด้วยว่า "อาจารย์ของเจ้าสบายดีไหม?"

"สบายดีเจ้าค่ะ" เหวินหลิงซีตอบรับ

พอเฒ่าเหวินเห็นว่า พี่รองในกลุ่มหกมหาปราชญ์ก็รู้จักกับลูกสาวของเขาด้วย ก็ถึงกับยืนอึ้งไปเลย นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?

เฉียนเฉิงแอบส่งกระแสจิต "การเดินทางมาสำรวจขุมทรัพย์ในครั้งนี้ ถึงแม้จะมีเป้าหมายเพื่อ 'อี้หมิง'(เปลี่ยนชะตา) ก็เถอะ แต่วิธีการของเจ้ามันไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือ? หาคู่บำเพ็ญเพียร เพื่อมา 'เปลี่ยนชะตา' รับเคราะห์แทนเนี่ยนะ มันออกจะเกินไปหน่อยนะ"

เหวินหลิงซีตอบกลับอย่างสง่าผ่าเผย "ข้าตั้งใจจะหาพวกคนชั่วช้าสามานย์น่ะเจ้าค่ะ ถือซะว่าเป็นการผดุงคุณธรรมแทนสวรรค์ก็แล้วกัน"

นางเองก็ 'ซุบซิบ' แบบเปิดเผยเหมือนกัน ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรเลย

จากนั้น นางก็ชี้ไปที่ฉินหมิงและหนิวอู๋เหวย พลางเอ่ย "ข้ามีตัวเลือกอยู่ในใจแล้วเจ้าค่ะ สองคนนี้หน้าตาท่าทางดูชั่วร้ายสุดๆ แค่สุ่มเลือกมาสักคน ก็ตรงตามความต้องการของข้าเป๊ะเลย"

นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย? คำว่า 'อี้หมิง' ฟังดูคุ้นหูจังเลยนะ

พริบตานั้น หนิวอู๋เหวยก็นึกถึงตอนที่อยู่ในลานประมูลใต้ดิน ที่มีคนทุ่มเงินก้อนโตเพื่อตามหาเบาะแสของ 'อี้หมิง'

ฉินหมิงเองก็ชะงักไปเหมือนกัน นั่นมันเนื้อหาหลักของคัมภีร์เปลี่ยนชะตานี่นา

ในขณะเดียวกัน ทั้งเขาและหนิวอู๋เหวยต่างก็ตระหนักได้ว่า การที่บุคคลปริศนาประกาศตั้งค่าหัวราคาสูงลิ่วเพื่อตามหาเบาะแสของ 'อี้หมิง' ในลานประมูลใต้ดินนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ

นี่คือการ 'รู้ทิศทางลมก่อนใคร' มีคนเตรียมตัวล่วงหน้ามานานแล้ว เริ่มกว้านรวบรวมข้อมูลต่างๆ เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

หนิวอู๋เหวยเอ่ยขึ้น "พี่รอง เดี๋ยวท่านต้องอธิบายเรื่องนี้ให้พวกเราฟังแบบละเอียดๆ เลยนะ จนถึงตอนนี้มีแค่ข้ากับน้องหกนี่แหละ ที่ยังมืดแปดด้านไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย"

ไท่อีพยักหน้า "ไม่มีปัญหา"

เขาส่งสัญญาณว่า อยากจะขอคุยกับเหวินหลิงซีเป็นการส่วนตัวสักหน่อย

ก่อนจะจากไป ฉินหมิงและหนิวอู๋เหวยก็หันไปกอดคอคล้องแขนเฒ่าเหวินอีกครั้ง ทำตัวสนิทสนมกลมเกลียวเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา ทำเอาเหวินหลิงซีมองจนตาขวาง ไฟแทบจะลุกท่วมตา

เมิ่งจืออวี่ส่งกระแสจิตมาว่า "น้องหก เจ้าอยากจะมาร่วมทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์กับข้าไหมล่ะ?"

ฉินหมิงรีบตื่นตัวทันที ก่อนจะถามกลับไปว่า "ยืมร่างบรรลุธรรมหรือ?"

เขาแอบกังวลว่ามันจะมีพันธสัญญาอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า กลัวว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะต้องกลายเป็นพวกพึ่งพาอาศัยกันไปตลอดชีวิต

เมิ่งจืออวี่สัมผัสได้ถึงความลังเลของเขา จึงเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าเจ้ากังวลก็ช่างมันเถอะ การร่วมมือกับคนอื่นในครั้งนี้ อันที่จริงมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนักหรอก"

ฉินหมิงพยักหน้าอย่างเด็ดขาด "ในเมื่อข้าไม่อาจช่วยเหลือพี่เมิ่งได้ งั้นก็ช่างมันเถอะ"

เมิ่งจืออวี่ประกาศต่อหน้าฝูงชน "ข้าต้องการห้องเงียบๆ สักห้อง ที่ไม่มีใครมารบกวน เพื่อจะได้ตั้งใจทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์"

ตอนนี้นางเป็นถึงปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว แถมยังมีศักยภาพระดับมหาปราชญ์อีก ต่อให้เป็นพวกระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งทั่วไป พอมาเจอนางก็ยังต้องเกรงใจเลย

ดังนั้น ถ้านางร้องขออะไร ก็คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธง่ายๆ หรอก

แม้แต่เจ้าของแผ่นหินอย่างตาเฒ่าสัตว์ประหลาดจากอารยธรรมนักเดินทาง ก็ยังพยักหน้าตกลงเลย

เมิ่งจืออวี่เข้าไปในนั้นนานมาก จนกระทั่งถึงตอนดึกดื่นค่อนคืน ถึงได้เดินออกมาจากห้องลับ นางดูสดชื่นมีชีวิตชีวา ราวกับว่าได้บรรลุอะไรบางอย่างแล้ว

"ข้าขอเข้าไปลองดูบ้างนะ"

หลายคนเริ่มนั่งไม่ติดที่ อยากจะทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์ดูบ้าง

ชายชราคนหนึ่งเอ่ยขึ้น "ให้พวกยอดอัจฉริยะกับตัวแปรประหลาดเข้าไปลองดูก่อนเถอะ"

หลังจากนั้นไม่นาน หนิวอู๋เหวยก็ก้าวออกไปอย่างไม่เกรงใจใคร แล้วเดินตรงเข้าไปข้างในทันที

แน่นอนว่า เขาตกลงกับฉินหมิงไว้ล่วงหน้าแล้ว น้องหกให้เขาเป็นคนเข้าไปหยั่งเชิงดูก่อน

ผลสุดท้าย หนิวอู๋เหวยก็ขมวดคิ้วแน่น เดินออกมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

"ไม่มีร่องรอยพลังจิตหลงเหลืออยู่เลย ข้าอ่านยันต์ผีพวกนั้นไม่ออก มันไม่ใช่คัมภีร์ทั่วไป ยากที่จะทำความเข้าใจได้" นี่คือความรู้สึกจริงๆ ของเขา ซึ่งเขาก็บอกเล่าให้ฉินหมิงฟังทั้งหมด

"งั้นข้าขอเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน" ฉินหมิงลุกขึ้นยืน แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าแย่งกับเขา

ภายในห้องเงียบ แผ่นหินขนาดครึ่งตัวคนดูเก่าแก่โบราณมาก มีทั้งหมดห้าแผ่นวางเรียงรายอยู่

ฉินหมิงครุ่นคิด "นี่มัน... ไม่ใช่ว่าเป็นแผ่นหินปูพื้นหลุมศพในสุสานยักษ์ของใครหรอกนะ?"

ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ ภูมิหลังของมันต้องยิ่งใหญ่มากแน่ๆ

ฉินหมิงเริ่มต้นด้วยการคัดลอกสัญลักษณ์ที่ดูคล้ายรอยเลื้อยของแมลงหรือมังกรเหล่านั้นเอาไว้ จดจำมันทั้งหมด ต่อให้เขาจะไม่เข้าใจ อ่านไม่ออก แต่หลังจากนี้เขาก็สามารถเอาไปถามฮุ่ยจ่างหรือร่มฉัตรสีเหลืองได้

เขาเริ่มทำการสั่นพ้อง เพื่อขุดคุ้ยหาความจริง

ผ่านไปไม่นาน ฉินหมิงก็เริ่มขมวดคิ้ว เขาปะติดปะต่อความคิดลางๆ ของยอดฝีมือไร้เทียมทานบนแผ่นหินนี้ได้แล้ว แต่มันกลับเลือนลางเกินกว่าจะจับใจความได้

"เวลาผ่านมานานเกินไปหรือเปล่านะ อารมณ์ของยอดฝีมือในยุคโบราณถึงได้เลือนลางขนาดนี้"

เขาลองพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

ทันใดนั้น ดวงตาของฉินหมิงก็เปล่งประกายเจิดจ้า พลางเอ่ย "ผิดปกติแล้ว นี่มันเหมือนมีคนจงใจตัดขาดอารมณ์พวกนี้ทิ้งไป ราวกับกำลังป้องกันไม่ให้คนอย่างข้าตามสืบรอยอดีตได้เลยนี่นา"

เรื่องนี้ชักจะน่ากลัวเกินไปแล้ว! มีคนคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วหรือว่าจะมีคนอย่างเขามาสืบเสาะ?

ฉินหมิงนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่นาน ในที่สุดก็ยอมล้มเลิกความคิดที่จะไล่ตามอารมณ์จากยุคโบราณกาลอันแสนยาวนานนั้นไป

เขาเปลี่ยนมาศึกษาอารมณ์ที่สับสนปนเปและดูยุ่งเหยิงพวกนี้แทน หวังว่าจะสามารถขุดเจอทองคำแท้ที่ซ่อนอยู่ได้บ้าง

อารมณ์พวกนี้เป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังทิ้งเอาไว้ ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ด้านลบทั้งนั้น

นั่นก็เพราะ คนพวกนั้นทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์ล้มเหลว ต่างก็รู้สึกหงุดหงิดใจกันทั้งนั้น

เขาค่อยๆ ย้อนรอยดูทีละฉากๆ ซึ่งต้องใช้พลังใจอย่างมหาศาล

ในที่สุด ฉินหมิงก็ค้นพบข้อมูลที่มีค่าเข้าจนได้

เขามองเห็นแมลงจักรพรรดิ และได้ยินเสียงพึมพำของคนผู้นี้

"นี่คือตัวอักษรที่บรรพบุรุษแมลงทิ้งเอาไว้ มีเพียงเผ่าพันธุ์แมลงที่สืบสายเลือดใกล้ชิดกับบรรพบุรุษเท่านั้นถึงจะทำความเข้าใจได้"

ในที่สุด ฉินหมิงก็รู้แล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครสามารถไขความลับของยันต์ผีพวกนี้ได้เลย

แมลงจักรพรรดิที่เขาเห็นในตอนนี้ ดูสงบนิ่งเยือกเย็นมาก ไม่เหมือนกับท่าทีที่ดุดันและคุกคามผู้คนตอนที่อยู่ในห้องโถงใหญ่เลย

เขาดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง หลุดพ้นจากโลกีย์ ไม่ยินดียินร้าย

"เมิ่งจืออวี่ ข้าเอาแผ่นหินมาให้เจ้าตามสัญญาแล้วนะ"

พอฉินหมิงเห็นฉากนี้ และได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบานี้ เขาก็ถึงกับสะท้านไปทั้งตัว เผ่าแมลงแห่งความฝันแอบสมคบคิดกับแมลงจักรพรรดิหรือเนี่ย?

เขารีบพลิกดูฉากต่อไป เพื่อค้นหาความจริง ไม่นานเขาก็ได้เห็นเมิ่งจืออวี่

"ในอดีต บรรพบุรุษแมลงเข้าไปในนั้น แต่คนที่กลับออกมากลับกลายเป็นแมลงวิถีเต๋า ตกลงว่ามันคือการพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตา หรือว่าโดนสวมรอยแทนที่กันแน่?" ความคิดของเมิ่งจืออวี่นั้นสับสนวุ่นวาย ความคิดแบบนี้มันชวนให้รู้สึกขนลุกจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 643 อี้หมิง (เปลี่ยนชะตา)

คัดลอกลิงก์แล้ว