- หน้าแรก
- สามก๊ก: ข้า หม่าซู่ ปรารถนาเพียงความตาย
- บทที่ 715 - เวทีของจงโฮย
บทที่ 715 - เวทีของจงโฮย
บทที่ 715 - เวทีของจงโฮย
บทที่ 715 - เวทีของจงโฮย
◉◉◉◉◉
"จัดการเป็นอย่างไรบ้าง"
จงโฮยมองดูเปลวเพลิงที่ลุกโชนไปทั่วเมือง เฝ้าดูความวุ่นวายของเยี่ยเฉิงด้วยสายตาเย็นชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นร่างผู้คนมากมายวุ่นวายกับการดับไฟท่ามกลางกองเพลิง จงโฮยถึงขั้นรู้สึกเพลิดเพลินกับภาพตรงหน้านี้เสียด้วยซ้ำ
"เรียนนายท่าน ทุกอย่างเตรียมการไว้พร้อมสรรพเเล้ว นักรบพลีชีพสามร้อยนายถูกส่งออกไปวางเพลิงทั่วทุกแห่งในทันที พร้อมทั้งตะโกนก้องพร้อมกัน ยามนี้ทำให้เยี่ยเฉิงกว่าครึ่งเมืองเกิดความวุ่นวายเเล้วขอรับ"
คนสนิทที่อยู่ข้างกายประสานมือรายงานอย่างตั้งใจ
"เป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ หลังจากตะโกนก้องว่า "ผู้สังหารฮ่องเต้คือสุมาเจียว" ตลอดทาง เหล่าทหารที่เฝ้าเมืองต่างก็ทำอะไรไม่ถูก ส่วนพวกตระกูลใหญ่ต่างก็หลบซ่อนตัวอยู่แต่ในจวน ตราบใดที่พวกเราไม่เข้าไปใกล้เขตจวนของพวกเขา พวกเขาก็จะนั่งดูพวกเราทำตามอำเภอใจอยู่นอกเขตจวน"
"อาศัยจังหวะนี้ คนของพวกเราจึงรีบวางเพลิง พร้อมทั้งปล่อยตัวนักโทษที่ถูกคุมขังออกมาจนหมดสิ้นขอรับ"
"น่าเสียดายที่คนของพวกเรามีไม่พอ มิฉะนั้นเมื่อผ่านพ้นคืนนี้ไป เยี่ยเฉิงคงจะไม่เหลือซากเเล้ว"
"ดีมาก" จงโฮยพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างลำพองใจ
"ทำได้ไม่เลว ไม่เสียแรงที่ข้าเฝ้าวางแผนมาหลายปี ยามนี้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลงานเเล้วเสียที"
"น่าเสียดายเพียงเเต่เฉิงจี้คงต้องกลายเป็นหมากที่ถูกทิ้งเสียแล้ว ข้ายังค่อนข้างชอบขุนศึกที่ไร้สมองผู้นี้อยู่บ้างแท้ๆ"
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้สึกของสุมาเจียวนั้นถูกต้อง เขากำลังถูกคนเล่นงานเข้าเสียแล้ว และคนที่วางแผนเล่นงานเขาก็คือคนที่ทำหน้าที่เป็นมือซ้ายมือขวาให้เขามาโดยตลอดนั่นเอง
ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ จงโฮยคือผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง ตั้งแต่การพลั้งมือสังหารโจฝาง การปล่อยก้วนชิวเจี้ยนออกมา ไปจนถึงการผลักดันให้เยี่ยเฉิงวุ่นวายถึงเพียงนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของจงโฮยทั้งสิ้น
และผู้ที่ดำเนินการเรื่องเหล่านี้ ก็คือนักรบพลีชีพหลายร้อยคนที่จงโฮยลอบเลี้ยงดูไว้หลังจากที่เข้าสวามิภักดิ์ต่อตระกูลสุมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เพราะคนที่เชี่ยวชาญการลอบเลี้ยงนักรบพลีชีพนั้น ไม่ได้มีเพียงสุมาสูเพียงคนเดียว
และด้วยอาศัยนักรบพลีชีพหลายร้อยนายนี้เอง จงโฮยจึงสามารถทำภารกิจสี่สลึงปราบพันชั่งได้สำเร็จ ในช่วงเวลาเพียงครึ่งคืน จงโฮยก็สามารถทำให้เมืองหลวงแห่งโจวุ่ยนี้วุ่นวายจนกลายเป็นหม้อต้มข้นได้
"นายท่าน พวกเราทำเช่นนี้ จะดูไม่ค่อยเป็นธรรมไปบ้างหรือไม่ขอรับ" คนสนิทคนหนึ่งมองดูความวุ่นวายของเยี่ยเฉิง พร้อมเอ่ยถามด้วยความลังเล
"เพราะอย่างไรท่านซือถูก็ยังค่อนข้าง..."
"ค่อนข้างดูแลข้าอย่างนั้นหรือ" จงโฮยเลิกตาขึ้น มองด้วยสายตาดูแคลนก่อนจะตอบกลับไป
"หากเขาเต็มใจจะดูแลข้าจริงๆ คราวนั้นก็ควรจะเอ่ยปากช่วยสักคำ ก่อนที่บิดาสารเลวของเขาจะบีบบังคับให้พ่อข้าไปรนหาที่ตาย"
เห็นได้ชัดว่า วิธีการปกปิดเรื่องการตายของจงอิ้วในคราวนั้นของตระกูลสุมานั้นช่างหยาบโลนยิ่งนัก จงโฮยตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ได้ยินข่าวคราวมาว่า บิดาที่ได้รับฉายาว่าเป็นของถูกราคาถูกของตนนั้นถูกคนวางแผนสังหารจนตาย
ดังนั้นเมื่อจงโฮยเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทุกคนต่างก็พากันเงียบกริบไปทันที
"สรุปคือ พวกเจ้าทุกคนจงตั้งสติให้ดี เร่งมือไปวางเพลิงเสีย ทำให้สถานการณ์ยิ่งวุ่นวายเท่าไหร่ยิ่งดี เมื่อได้ศีรษะบนบ่าของสุมาเจียวมาเเล้ว พวกเราก็จะมุ่งหน้าลงใต้ไปสวามิภักดิ์ต่อกองทัพฮั่น เมื่อนั้นการจะได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในราชสำนักฮั่นย่อมมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น"
สำหรับบรรยากาศที่หนักอึ้งของผู้คนรอบข้าง จงโฮยกลับเป็นผู้ที่ไม่แยแสที่สุด เขาเพียงแค่โบกมือสั่งการด้วยรอยยิ้ม
หากจะพูดกันตามตรง จงโฮยไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งกับบิดาที่แทบไม่มีความทรงจำหลงเหลืออยู่ในสมองผู้นั้นมากนัก ทว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือยามนี้ จงโฮยสามารถใช้ข้ออ้างนี้ในการล้างแค้นสุมาเจียวได้
นี่ต่างหากคือเรื่องสำคัญ
สำหรับจงโฮย ความแค้นของบิดา การชิงอำนาจในโจวุ่ย ความจริงแล้วล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเรือลำที่กำลังจะจมลำนี้ จะไปเทียบอะไรได้กับเรือลำใหญ่ที่กำลังกางใบเรือออกเดินทางกันเล่า
ดังนั้นตั้งแต่เริ่มต้น เป้าหมายของจงโฮยคือการอาศัยโอกาสนี้แสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่ เขาต้องใช้ความสามารถของตนออกมาให้ถึงขีดสุด พร้อมทั้งกำจัดตระกูลสุมาซึ่งเป็นตระกูลที่จี้ฮั่นเกลียดชังที่สุดลงเสียให้สิ้น เมื่อนั้นเขาจึงจะมีโอกาสได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากสวามิภักดิ์ต่อกองทัพฮั่น
ส่วนตระกูลสุมา ตัวตนของโจวุ่ย หรือแม้แต่เยี่ยเฉิง ล้วนเป็นเพียงเวทีที่ใช้แสดงความสามารถของเขาเท่านั้นเอง
"จริงสิ อาศัยโอกาสนี้ ส่งคนไปค้นหาเชื้อพระวงศ์ตระกูลโจให้ข้าที" จงโฮยเดินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันกลับไปสั่งการด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
"ขอเพียงพบว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ตระกูลโจ ไม่ว่าชายหรือหญิงให้ประหารทิ้งให้หมด ในยามที่กองทัพฮั่นมาถึง ข้าไม่อนุญาตให้เมืองเยี่ยเฉิงมีคนแซ่โจเหลือรอดอยู่แม้แต่คนเดียว"
ในเมื่อจะแสดงละครก็ต้องทำให้ครบชุด ยามนี้ภาพลักษณ์ของเขาคือขุนนางผู้จงรักภักดีและมีความกตัญญูที่คิดถึงต้าฮั่นและแก้แค้นแทนบิดา มิหนำซ้ำในฐานะประเทศศัตรูที่รบพุ่งกันมาหลายสิบปี ต้าฮั่นย่อมต้องเกลียดชังตระกูลโจเข้าไส้เป็นแน่
ประจวบเหมาะที่เขาจะได้ใช้โอกาสนี้จัดการให้จบสิ้นไปในคราวเดียว
จงโฮยวางแผนเช่นนี้ พร้อมก็นำนักรบพลีชีพทั้งหมดของตนลงสู่สมรภูมิแห่งความวุ่นวายในเยี่ยเฉิงนี้ด้วยตนเอง
และในมุมมืดที่พวกเขาคาดไม่ถึง โจเมาที่ยังเยาว์วัยได้แต่เอามืออุดปากตนเองไว้เพื่อบังคับไม่ให้มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่าน้ำตากลับไหลรินออกมาไม่หยุดเสียเเล้ว
บางที นี่อาจจะเป็นวิบัติที่ถูกกำหนดไว้ให้แก่ตระกูลโจของพวกเขาเเล้วกระมัง
…………
…………
…………
"เจ้าคนเสียสติผู้นี้ สุดท้ายก็ตายเสียทีสินะ"
เมื่อมองดูก้วนชิวเจี้ยนที่ถูกแทงจนพรุนไปทั้งร่างล้มลงในที่สุด สุมาเจียวจึงได้เช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากพร้อมกับลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก เพียงขุนพลเฒ่าที่ดูอ่อนแอเพียงคนเดียว กลับสามารถซัดคนสนิทของเขาจนหมอบไปได้หลายสิบคน ช่างราวกับเตียนอวี้กลับชาติมาเกิดเสียจริง โดยเฉพาะการโต้กลับครั้งสุดท้ายก่อนตายนั่น เกือบจะแทงถูกตัวสุมาเจียวเข้าให้แล้ว
มองออกได้เลยว่า ก้วนชิวเจี้ยนนั้นเสียสติไปแล้วจริงๆ เขาต้องการจะปลิดชีพสุมาเจียวด้วยตนเองให้ได้
ในที่สุดก็กำจัดก้วนชิวเจี้ยนได้เสียที สุมาเจียวถึงเพิ่งจะมีอารมณ์ไปสนใจว่ายามนี้เยี่ยเฉิงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สิ่งที่ทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อก็คือ เพลิงไหม้ใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่กองกำลังป้องกันเยี่ยเฉิงกลับยังไม่ปรากฏตัวออกมาจนถึงยามนี้ ในจุดที่เขามองเห็นได้ สุมาเจียวกลับไม่เห็นเงาร่างของกองทหารรักษาพระองค์แม้แต่คนเดียว
แม้ในช่วงเวลานี้ทั่วทั้งเยี่ยเฉิงจะวุ่นวายอย่างยิ่งเพื่อเตรียมการย้ายเมืองหลวง ทว่าเวลาผ่านไปนานถึงเพียงนี้กองทหารรักษาพระองค์กลับยังไร้ร่องรอย นั่นย่อมบ่งบอกถึงปัญหาได้แล้ว
จงโฮยที่เป็นผู้บัญชาการพิทักษ์กลาง บัดซบเอ๊ย
จนกระทั่งถึงตอนนี้ สุมาเจียวถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา เขาถูกคนเล่นงานเข้าเสียแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น จงโฮยผู้นี้เห็นได้ชัดว่ามีความทะเยอทะยานสูงยิ่ง ไม่เพียงแต่จะวางแผนเล่นงานเขา แต่ยังวางแผนเล่นงานทุกคนในเยี่ยเฉิงอีกด้วย
เมื่อมองดูสภาพความวุ่นวายของเยี่ยเฉิง สุมาเจียวรู้สึกเหมือนตนเองด้านชาไปหมดแล้ว หากทำได้ เขาคิดว่าการเชือดคอตัวเองตายอยู่ตรงนี้ไปเลยอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า
ทว่านั่นก็เป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้น สุมาเจียวยังคงเป็นคนที่กลัวความเจ็บปวดอยู่มาก
"ท่านซือถู พวกเรา..."
"เลิกเรียกข้าว่าซือถูเถิด มหาเว่ยได้พินาศสิ้นเเล้วในคืนนี้ และจะไม่มีซือถูอีกต่อไปแล้ว" สุมาเจียวส่ายหัว ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวอย่างยิ่ง
"เรื่องราวมาถึงขั้นนี้เเล้ว รีบเผ่นหนีก่อนเถิด รีบส่งคนไปแจ้งข่าวแก่พี่ใหญ่ พวกเราทิ้งเยี่ยเฉิงเเล้วกลับไปอี้จิงกันก่อน"
ทว่าในขณะที่สุมาเจียวคิดจะเผ่นหนี ทางทิศของประตูทิศใต้พลันเกิดเสียงอึกทึกครึกโครมขึ้นมา เมื่อมองไปแต่ไกล เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังควบม้าพุ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
และผู้ที่นำทัพมานั้น ย่อมต้องเป็นจงโฮยที่กำลังรีบร้อนมาล้างแค้นสุมาเจียวนั่นเอง
"สุมาเจียว เจ้าโจรเเย่งชิงอำนาจผู้สังหารฮ่องเต้ วันนี้ข้าขอทำตามเจตนารมณ์แห่งสวรรค์ ทำเพื่อราษฎร กลับตัวกลับใจมาเเทนฟ้าสังหารคนสารเลวที่สวรรค์และปฐพีไม่อาจละเว้นอย่างเจ้าเสีย"
[จบแล้ว]