เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 490 - ในเมื่อออกมาแล้ว, งั้นก็มาเริ่มยกที่สองกันเถอะ!

บทที่ 490 - ในเมื่อออกมาแล้ว, งั้นก็มาเริ่มยกที่สองกันเถอะ!

บทที่ 490 - ในเมื่อออกมาแล้ว, งั้นก็มาเริ่มยกที่สองกันเถอะ!


บทที่ 490 - ในเมื่อออกมาแล้ว, งั้นก็มาเริ่มยกที่สองกันเถอะ!

"หยุดนะ!!"

จากภายในพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจว มีสุรเสียงของมหาจักรพรรดิที่แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยวดังแว่วมา ดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง ทลายชั้นฟ้านับหมื่นลี้

จากภายในขุมกำลังโบราณทั้งสองฝ่าย มีท่อนแขนที่ดูราวกับถูกสร้างขึ้นจากมหาเต๋านานัปการยื่นออกมา หมายจะต้านทานค้อนนี้ของอู่เสี่ยวเสี่ยวเอาไว้

นัยน์ตาของอู่เสี่ยวเสี่ยวสาดประกายตื่นเต้น นางรวบรวมพละกำลังทั้งหมดในร่างกาย อัดฉีดเข้าไปในค้อนยักษ์สีดำทมิฬ ทำให้มันยิ่งทวีความใหญ่โตและน่าเกรงขาม คลื่นพลังที่แผ่ซ่านออกมาก็มากพอที่จะบดขยี้ห้วงอวกาศ บดขยี้มหาเต๋าแห่งฟ้าดินได้เลย!

ตู้ม!

ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน แรงอัดอากาศอันถึงขีดสุดก็กวาดม้วนออกไปอย่างรุนแรง!

ค้อนยักษ์สีดำทมิฬที่อู่เสี่ยวเสี่ยวแบ่งออกเป็นสองนั้น ถูกท่อนแขนที่ยื่นออกมาจากพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวสกัดกั้นเอาไว้ได้ชั่วคราวเสียจริงๆ

ต่อให้ท่อนแขนของพวกเขาจะถูกแรงกระแทกจนเกิดรอยร้าวเต็มไปหมด ราวกับจะแตกสลายไปในวินาทีถัดมา แต่ก็ถือว่าสกัดกั้นเอาไว้ได้จริงๆ

"แค่นี้ยังไม่พอหรอกนะ แหลกไปซะ!!" อู่เสี่ยวเสี่ยวหัวเราะร่า ลวดลายเต๋าอันเก่าแก่รอบกายหมุนวน สอดประสานกับลวดลายเต๋าอันเก่าแก่บนค้อนยักษ์สีดำทมิฬทั้งสองด้าม อาบย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ราวกับถูกอาบด้วยปราณโลหิตอันมหาศาล ระเบิดพลังขึ้นอีกครั้ง พละกำลังน่าสะพรึงกลัวจนทำให้ทั่วทั้งทวีปเสินโจวต้องสั่นสะเทือน!

เพล้ง!

"อ๊าก!!"

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับค้อนยักษ์สีดำทมิฬที่ทวีความน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า ท่อนแขนทั้งสองข้างที่เดิมทีก็แตกร้าวอยู่แล้ว ก็แตกสลายไปในพริบตา

ยังไม่ทันที่จะได้กลายเป็นละอองเลือด ก็ถูกค้อนยักษ์สีดำทมิฬที่ทุบลงมากระแทกจนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ซ้ำยังทุบลงบนม่านพลังค่ายกลที่ครอบคลุมน่านฟ้าของพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวด้วยพลังที่ยังไม่ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย!

ภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวราวกับแผ่นฟ้าถล่มลงมา บดบังดวงอาทิตย์ จนฟ้าดินมืดมิดไปหมดนั้น ทำเอาผู้คนนับไม่ถ้วนในพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวถึงกับตกใจจนเข่าอ่อน ล้มทรุดลงกับพื้น เผลอหลับตาปี๋ไม่กล้ามองดูอีก

ทว่า ค่ายกลของพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวนั้น ได้ถูกกางออกอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ตอนที่คนของภูเขาวั่งเฉินมาถึงแล้ว

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหนึ่งในขุมกำลังรากฐานของขุมกำลังโบราณที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน ต่อให้จะเป็นค้อนนี้ของอู่เสี่ยวเสี่ยว ก็ทำได้เพียงแค่ทำให้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่บนพื้นผิวของมันเท่านั้น แล้วจากนั้น... ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย วินาทีต่อมารอยร้าวเหล่านั้นก็กลับคืนสู่สภาพเดิม หนำซ้ำยังมีพลังกฎเกณฑ์รวมตัวกัน หมายจะสะท้อนกลับไปทำร้ายผู้ที่เป็นเจ้าของค้อนนี้ด้วย

"น่าเสียดาย..."

เมื่อเห็นเช่นนั้น อู่เสี่ยวเสี่ยวก็ทำได้เพียงดึงพลังกลับมาอย่างนึกเสียดาย

เมื่อปราศจากพลังของนาง ค้อนยักษ์สีดำทมิฬทั้งสองด้ามก็สูญเสียความน่าเกรงขามอันน่าสะพรึงกลัวนั้นไป มันหดตัวเล็กลง และกลับมาอยู่ในอุ้งมือของอู่เสี่ยวเสี่ยวอีกครั้ง

นางไม่ได้จากไปในทันที ค้อนยักษ์สีดำทมิฬทั้งสองด้ามยังคงชี้ตรงไปยังอาณาเขตของขุมกำลังโบราณทั้งสองฝ่าย

"ในเมื่อพวกเจ้าออกมาแล้ว งั้นก็มาเริ่มยกที่สองกันเถอะ!"

เมื่อเห็นมหาจักรพรรดิสององค์ที่มีสีหน้าเย็นชา เคร่งขรึม และแขนขาดไปคนละข้าง กำลังค่อยๆ ก้าวออกมาจากห้วงมิติ นัยน์ตาของอู่เสี่ยวเสี่ยวก็สาดประกายร้อนแรง นางอยากจะเลียนแบบบรรพชนจักรพรรดิตัดธุลี ที่เพิ่งจะพิสูจน์เต๋าก็สามารถสังหารมหาจักรพรรดิได้ สร้างตำนานอันเป็นอมตะให้กับตัวเองบ้าง

ประจวบเหมาะที่มหาจักรพรรดิทั้งสององค์นั้นก็มีความคิดคล้ายๆ กัน อยากจะสังหารคนรุ่นหลังที่ทั้งแข็งแกร่งและเย่อหยิ่งผู้นี้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีอันยาวนานของขุมกำลังตนเอง

ในวันนี้ ทวีปเสินโจวก็ยังคงคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

……

เรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนทวีปเสินโจวนั้น เยี่ยชิงอวิ๋นยังไม่รับรู้

ในเวลานี้เขานอนอยู่ในโลงศพโกลาหล สองมือวางประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ลมหายใจสม่ำเสมอ ดูสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าแท้จริงแล้ว จิตสำนึกของเขาได้จดจ่ออยู่กับมหาเต๋าของตนเอง และกำลังแบกรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

"การแผดเผามหาเต๋านี่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดไว้จริงๆ ด้วยแฮะ"

ณ สถานที่ลึกลับแห่งหนึ่งที่ซึ่งเพลิงเต๋ากำลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง จิตสำนึกของเยี่ยชิงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น อดทนต่อความเจ็บปวดอันแสนสาหัสจากการที่เพลิงเต๋าแผดเผา ปล่อยให้เพลิงเต๋าแผดเผากลิ่นอายเต๋าอันไร้ขอบเขตที่ล่องลอยอยู่ทั่วบริเวณนี้จนมอดไหม้

ทว่ากลิ่นอายเต๋าเหล่านี้กลับไม่ได้สูญสลายไปไหน แต่กลับค่อยๆ เผยให้เห็นแสงเซียนริบหรี่ออกมาท่ามกลางการแผดเผาของเพลิงเต๋า มันเล็กจิ๋วเสียจนแทบจะมองไม่เห็น แต่กลับน่าประหลาดใจตรงที่มันสามารถเมินเฉยต่อเพลิงเต๋าได้ และหลอมรวมเข้ากับแสงเซียนริบหรี่ดวงอื่นๆ คล้ายกับกำลังจะก่อตัวเป็นสิ่งล้ำค่าบางอย่างที่อยู่เหนือสรรพสิ่ง

ทว่า สิ่งล้ำค่าที่กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมานี้กลับไม่เสถียรเอาเสียเลย

ต่อให้เยี่ยชิงอวิ๋นจะพยายามรวบรวมมันอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม แต่ในชั่วขณะหนึ่ง มันก็ส่งเสียงดังกึกก้อง และระเบิดออกเป็นชิ้นๆ

การตีกลับที่เกิดขึ้นตามมา ส่งผลให้จิตสำนึกของเยี่ยชิงอวิ๋นได้รับบาดเจ็บสาหัสในพริบตา เขากระอักเลือดวิญญาณที่ใสกระจ่างดุจคริสตัลออกมาไม่น้อย ร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากจิตสำนึกก็ดูเลือนรางลงไปบ้าง

"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่สามารถรวบรวมรูปลักษณ์เบื้องต้นของปราณเซียนขึ้นมาได้ล่ะ ทำผิดพลาดตรงขั้นตอนไหนกันนะ"

เยี่ยชิงอวิ๋นกลืนเลือดวิญญาณที่พุ่งทะลักขึ้นมาในคอลงไป รู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง

เขาทำตามวิธีที่เยียนเอ๋อร์บอกมาทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัดแล้วแท้ๆ แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถรวบรวมได้แม้กระทั่งรูปลักษณ์เบื้องต้นของปราณเซียน เป็นเพราะขาด 'จังหวะ' ที่ว่านั้นไปอย่างนั้นหรือ?

เยี่ยชิงอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น ทว่าเพลิงเต๋าที่ลุกโชนอยู่รอบกาย บีบบังคับให้เขาต้องเก็บความสงสัยในใจเอาไว้ก่อน แล้วหันมาใช้วิชาเปิดใช้เคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ ปราณมารพลุ่งพล่าน ราวกับสัตว์ร้ายเทาเที่ยที่กำลังกลืนกินเพลิงเต๋ารอบๆ ตัวเข้าไป

เพลิงเต๋าเหล่านี้ที่ตามหลักการแล้ว ไม่น่าจะสามารถถูกแยกออกไปได้ หรือดับมอดลงได้ กลับถูกเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์กลืนกินเข้าไปทีละน้อยๆ จนหายไปจากสถานที่แห่งนี้จริงๆ

นี่เป็นสิ่งที่เยี่ยชิงอวิ๋นค้นพบโดยบังเอิญในชั่วขณะหนึ่ง ว่าเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์สามารถกลืนกินเพลิงเต๋าที่แผดเผามหาเต๋าเข้าไปได้ด้วย

นี่มันน่าทึ่งมากเลยนะ

ต้องรู้ไว้ด้วยว่า เมื่อเริ่มทำการทะลวงระดับ เพลิงเต๋าก็จะจุดประกายขึ้นมาเอง ต่อให้การรวบรวมปราณเซียนจะล้มเหลว เพลิงเต๋าก็จะยังคงแผดเผาอยู่ภายในมหาเต๋าต่อไป จนกว่าจะแผดเผามหาเต๋าและตัวบุคคลนั้นให้มอดไหม้เป็นจุล เพลิงเต๋าถึงจะยอมสลายไป

แต่ผลลัพธ์ก็คือ เคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์กลับสามารถกลืนกินเพลิงเต๋าเหล่านี้เข้าไปได้ทั้งหมด ก่อนที่มันจะแผดเผามหาเต๋าจนหมดสิ้น ซึ่งนี่หมายความว่าอย่างไร เยี่ยชิงอวิ๋นย่อมเข้าใจดีที่สุด

ต่อให้เขาจะทะลวงระดับล้มเหลว และถูกพลังตีกลับ เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องตายตกตามไปด้วย และนี่ก็คือเหตุผลที่เยี่ยชิงอวิ๋นกล้าที่จะทดลองทะลวงระดับดู ทั้งๆ ที่ยังไม่มีจังหวะในการทะลวงระดับเลยก็ตาม

โลกภายนอก ภายในโลงศพโกลาหลโบราณ เยี่ยชิงอวิ๋นเบิกตาขึ้นอย่างฉับพลัน

"ครั้งนี้มันวู่วามเกินไปหน่อยแฮะ ต่อให้จะไม่ตาย แต่ความอันตรายของเพลิงเต๋าก็ยังคงสูงมากอยู่ดี แค่สัมผัสโดนเพียงนิดเดียว ก็มากพอที่จะทำให้จิตสำนึกของข้าได้รับบาดเจ็บแล้ว หากรุนแรงกว่านี้ บางทีจิตสำนึกของข้าอาจจะเลื่อนลอย และเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้เลย"

เยี่ยชิงอวิ๋นสรุปประสบการณ์ในครั้งนี้ และพบว่าต่อให้จะสามารถกลืนกินเพลิงเต๋าได้ แต่ในระหว่างกระบวนการทะลวงระดับนั้น ก็ยังคงอันตรายมากอยู่ดี

หากยังเตรียมตัวมาไม่ดีพอ ทางที่ดีก็อย่าเพิ่งทดลองทะลวงระดับอีกเลยดีกว่า

"จังหวะงั้นหรือ เมื่อไหร่มันถึงจะมาถึงกันนะ"

ก่อนหน้านี้ เยี่ยชิงอวิ๋นก็เคยถามเย่ว์จื่อเยียนมาแล้วว่าจังหวะนั้นมันคืออะไร ผลลัพธ์ก็คือ อีกฝ่ายกลับตอบมาแบบกำกวมว่า ไม่สามารถบอกได้ ต้องทำความเข้าใจเอาเอง

พฤติกรรมทำตัวเป็นนักสร้างปริศนาแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเป็นสิ่งที่ควรบอก เยียนเอ๋อร์ก็จะต้องบอกอย่างแน่นอน การที่ไม่ยอมบอกเขา คิดว่าก็คงจะเป็นความหวังดีต่อตัวเขานั่นแหละ

และในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เยี่ยชิงอวิ๋นก็ไม่ได้ปล่อยให้ความสงสัยเรื่องจังหวะผ่านไปเฉยๆ

เขาสงสัยว่าจังหวะนั้นมันน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง ทว่าในรายละเอียดแล้ว มันก็ยังคงมืดแปดด้าน ราวกับมีหมอกหนาทึบมาบดบังอยู่เบื้องหน้า คล้ายกับดอกไม้ในกระจกเงาจันทร์ในน้ำ ที่ไม่อาจมองทะลุปรุโปร่งได้เลย

"ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บก่อนก็แล้วกัน"

เมื่อสัมผัสได้ถึงรอยร้าวแห่งเต๋าที่เกิดจากการถูกพลังตีกลับ เยี่ยชิงอวิ๋นก็หลับตาลงอีกครั้ง ฝั่งหนึ่งฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ฝั่งหนึ่งก็ครุ่นคิดถึงจังหวะที่ว่านั้น

……

การบำเพ็ญเพียรไร้ซึ่งกาลเวลา ในโลกมนุษย์ผ่านไปหนึ่งร้อยปีแล้ว

ในช่วงร้อยปีนี้ ผู้คนนับไม่ถ้วนบนทวีปเสินโจวยังคงเหม่อลอย ราวกับยังไม่หลุดพ้นจากเหตุการณ์บางอย่าง

เมื่อร้อยปีก่อน อู่เสี่ยวเสี่ยวแห่งภูเขาวั่งเฉินได้พิสูจน์เต๋าเป็นมหาจักรพรรดิ ทันทีที่นางพิสูจน์เต๋าสำเร็จ นางก็ไปดักรออยู่ที่หน้าประตูของราชวงศ์เสินโจวและพุทธศาสนา

ไม่เพียงแต่จะสังหารยอดฝีมือไปมากมาย และสยบภาพเงาของมหาจักรพรรดิไปถึงสององค์แล้วเท่านั้น ต่อให้จะเป็นมหาจักรพรรดิสององค์ที่ปรากฏตัวออกมาด้วยร่างจริงในภายหลัง หลังจากที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่หลายวัน ท้ายที่สุดก็ถูกนางสยบลงได้ สร้างชื่อเสียงอันไร้เทียมทานให้กับอู่เสี่ยวเสี่ยว

มีข่าวลือว่า หลังจากที่สยบมหาจักรพรรดิทั้งสององค์ลงได้ ภายในราชวงศ์เสินโจวและพุทธศาสนาก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น คล้ายกับมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าลงมือ โดยพุ่งเป้าไปที่อู่เสี่ยวเสี่ยว

ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ รู้เพียงแค่ว่าท้ายที่สุดแล้วอู่เสี่ยวเสี่ยวก็สามารถเดินทางกลับภูเขาวั่งเฉินได้อย่างปลอดภัย คิดว่าในการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย พุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวคงจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่

ผ่านเหตุการณ์นี้ พุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจว ก็ถือว่าได้เป็นศัตรูกับภูเขาวั่งเฉินอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และก็ยังรวมไปถึงราชสำนักอสูรที่เป็นพันธมิตรของภูเขาวั่งเฉินด้วย

ในปัจจุบันนี้ ขอเพียงยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของทั้งสี่ขุมกำลังนี้มาพบเจอกัน ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ก็จะต้องเข้าห้ำหั่นกันในทันที

ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจว ต้องการจะสังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของภูเขาวั่งเฉินและราชสำนักอสูร เพื่อล้างแค้นให้กับเหล่ายอดฝีมือที่ร่วงหล่นไปในอดีต

ส่วนยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของภูเขาวั่งเฉินนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก รู้เพียงแค่ว่าคนของพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวคือศัตรูของสำนัก และในเมื่อเป็นศัตรู ก็จะต้องสังหารให้สิ้นซากโดยไม่ปรานี

ส่วนทางฝั่งยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของราชสำนักอสูรนั้น เป็นเพราะราชสำนักอสูรและภูเขาวั่งเฉินได้ทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกัน พวกเขาจึงเลือกที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกับยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของภูเขาวั่งเฉิน

โดยไม่รู้ตัว การเข่นฆ่ากันของคนรุ่นเยาว์กลับดุเดือดรุนแรงยิ่งกว่าในอดีตมากมายนัก ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่า คงจะมีขุมกำลังบางกลุ่มคอยชักใยอยู่เบื้องหลังเป็นแน่

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 490 - ในเมื่อออกมาแล้ว, งั้นก็มาเริ่มยกที่สองกันเถอะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว