- หน้าแรก
- ตัวร้ายสายหื่นที่มีระบบ ข้าไม่ได้รุก แต่นางเอกบุกมาเอง
- บทที่ 460 - ก้อนไฟน้อย เจ้าคนทรยศ!
บทที่ 460 - ก้อนไฟน้อย เจ้าคนทรยศ!
บทที่ 460 - ก้อนไฟน้อย เจ้าคนทรยศ!
บทที่ 460 - ก้อนไฟน้อย เจ้าคนทรยศ!
"หืม?"
อู่เสี่ยวเสี่ยวที่เดินทางกลับมาพร้อมกับกลุ่มคนของภูเขาวั่งเฉิน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างลังเล
เมื่อครู่นี้ นางรู้สึกเหมือนสัมผัสได้ถึงสายตาบางอย่าง ที่จ้องจะกลืนกินนางเข้าไป ทำให้รู้สึกขนลุกขนพอง
ทว่าในวินาทีถัดมา ความรู้สึกนี้กลับหายวับไป ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาของนางเท่านั้น
"ก้อนไฟน้อย เมื่อครู่นี้เจ้าสัมผัสอะไรได้บ้างไหม?" อู่เสี่ยวเสี่ยวเอ่ยถามในใจ
"สัมผัสหรือ? ไม่มีนี่นา" ก้อนไฟน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความระแวดระวังว่า "เมื่อครู่เจ้าสัมผัสอะไรได้หรือ?"
"เปล่า น่าจะเป็นข้าคิดไปเองล่ะมั้ง?" น้ำเสียงของอู่เสี่ยวเสี่ยวแฝงความไม่แน่ใจ
แม้ก้อนไฟน้อยจะเป็นเพียงเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินดวงหนึ่ง แต่แก่นแท้ของนางกลับแข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสแห่งภูเขาวั่งเฉินทุกคน ณ สถานที่แห่งนี้เสียอีก ขนาดยังไม่รู้สึกอะไรเลย แล้วนางที่เป็นแค่ระดับนักบุญจะไปสัมผัสอะไรได้ล่ะ
แต่อู่เสี่ยวเสี่ยวก็ไม่กล้าฟันธงเสียทีเดียว เผื่อว่านางสัมผัสได้ถูกต้องขึ้นมาล่ะ
"คิดไปเองอย่างนั้นหรือ?" ก้อนไฟน้อยจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่เมื่อเห็นนางทุ่มเทสัมผัสไปทั่ว ก็รู้ได้ทันทีว่า นางไม่เชื่อเสียมากกว่า
บางทีอาจเป็นเพราะท่าทีของก้อนไฟน้อยที่ไม่ได้คิดจะปิดบัง บรรดาผู้อาวุโสของภูเขาวั่งเฉิน ณ สถานที่แห่งนั้นจึงหันไปมองอู่เสี่ยวเสี่ยวด้วยความสงสัย หรืออาจจะพูดได้ว่ากำลังมองก้อนไฟน้อยในร่างนางต่างหาก
ไม่รู้ว่าสื่อสารอะไรกัน ผู้อาวุโสแห่งภูเขาวั่งเฉินสองสามท่านดวงตาสั่นไหว เริ่มมีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาอย่างลับๆ
บรรยากาศที่เคร่งเครียดทำให้อัจฉริยะของภูเขาวั่งเฉินหลายคนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ต่างมองหน้ากัน และเห็นความลังเลในดวงตาของอีกฝ่าย
เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?
ข้าจะไปรู้ได้ไงล่ะ
คงมีศัตรูอยู่แถวนี้ล่ะมั้ง
แม้พวกนางจะไม่ได้ส่งเสียง แต่เพียงแค่สบตากัน ก็สื่อสารกันได้ดีกว่าคำพูดนับพันหมื่นคำ
ในชั่วพริบตา ผู้คนของภูเขาวั่งเฉินทั้งหมดก็เริ่มตั้งท่าระมัดระวังตัว แม้แต่นกที่บินผ่านไปมายังถูกตรวจสอบไปหมื่นแปดพันรอบ จนรู้ว่ามันเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย รวมถึงโครงสร้างร่างกายทุกซอกทุกมุมถูกวิเคราะห์จนทะลุปรุโปร่ง
หลังจากที่พวกนางจากไป นกตัวนั้นก็ถึงกับแข็งทื่อไปเลย เกรงว่ามันคงคิดไม่ถึงว่าแค่บินออกมาเที่ยวเล่น ร่างกายอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของมันจะถูกพรากไปเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ บรรดาหญิงสาวจึงระแวดระวังมาตลอดทาง จนกระทั่งกลับมาถึงภูเขาวั่งเฉิน แต่กลับพบว่า... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อเห็นเช่นนั้น อู่เสี่ยวเสี่ยวถึงกับไม่กล้าสบตากับใคร นางเอ่ยขอโทษคำหนึ่งแล้วรีบวิ่งกลับยอดเขาตัดธุลีด้วยความเร็วที่ยากจะจินตนาการ
จนกระทั่งได้เหยียบลงบนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของยอดเขาตัดธุลี นางถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ก้อนไฟน้อย ข้าจบเห่แล้วใช่ไหมเนี่ย" อู่เสี่ยวเสี่ยวทำหน้าเหมือนคนหมดอะไรตายอยาก
ครั้งนี้ดันสร้างเรื่องหน้าแตกขึ้นมา ทำเอานางรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก
"ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่เรื่องเล็กน้อย พวกนางไม่ถึงกับมีความคิดเป็นอื่นกับเจ้าเพียงเพราะเรื่องแค่นี้หรอกน่า" ก้อนไฟน้อยปลอบโยน
ปลอบไปปลอบมา อู่เสี่ยวเสี่ยวถึงได้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
แต่ดูจากท่าทางของนางแล้ว ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ นางคงไม่กล้าก้าวเท้าออกจากยอดเขาตัดธุลีเป็นแน่
"ไปฝึกฝนก่อนก็แล้วกัน"
อู่เสี่ยวเสี่ยวไม่ได้เข้าไปในตำหนักจักรพรรดิตัดธุลี แต่มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่นางเคยฝึกฝนมาก่อน
น่าเสียดาย ที่มีใครบางคนหมายหัวนางมาตั้งนานแล้ว จะยอมปล่อยให้นางหนีไปได้อย่างไร
"เสี่ยวเสี่ยว เข้ามาสิ"
เสียงทุ้มนุ่มที่ดังขึ้นข้างหู ทำให้อู่เสี่ยวเสี่ยวชะงักฝีเท้า ความหวังที่จะรอดตัวไปได้สลายหายไปจนหมดสิ้น
"เจ้าค่ะ บรรพชนจักรพรรดิตัดธุลี"
อู่เสี่ยวเสี่ยวรับคำอย่างจนใจ หมุนตัวมุ่งหน้าไปยังตำหนักจักรพรรดิตัดธุลี
"บรรพชนจักรพรรดิ ไม่ทราบว่าที่ท่านเรียกเสี่ยวเสี่ยวมา มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?"
ภายในตำหนัก เมื่อได้พบกับบรรพชนจักรพรรดิตัดธุลี อู่เสี่ยวเสี่ยวก็เอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
"เสี่ยวเสี่ยว เจ้าทำภารกิจที่ข้ามอบหมายให้สำเร็จแล้วหรือยัง?" เยี่ยชิงอวิ๋นตอบไม่ตรงคำถาม
"เอ่อ เรื่องนี้..."
ภายใต้การจ้องมองของเยี่ยชิงอวิ๋น อู่เสี่ยวเสี่ยวก็ก้มหน้าตอบด้วยความหดหู่ว่า "ยังเจ้าค่ะ"
"แต่มันมีเหตุผลนะเจ้าคะ!" นางเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หวังจะอธิบาย แต่ก็ถูกเยี่ยชิงอวิ๋นพูดแทรกเสียก่อน
"ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร ทำไม่สำเร็จก็คือทำไม่สำเร็จ" เยี่ยชิงอวิ๋นจ้องมองนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เสี่ยวเสี่ยว เจ้าคิดจะหนีการลงโทษอย่างนั้นหรือ"
"เสี่ยวเสี่ยวไม่กล้าเจ้าค่ะ"
อู่เสี่ยวเสี่ยวก้มหน้าลง ราวกับยอมรับชะตากรรมของตนเองโดยสมบูรณ์
แต่แท้จริงแล้ว ในใจนางกำลังร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากก้อนไฟน้อยอย่างบ้าคลั่ง
"ช่วยด้วย ก้อนไฟน้อย!"
"ข้าไม่กล้า" เสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของก้อนไฟน้อยดังขึ้น
นางไม่อยากถูกท่านผู้นั้นว่าเอาว่าเป็นเด็กไม่ดีหรอกนะ
"ลงโทษแบบอื่นได้หมดเลย แต่เอาแบบนั้นไม่ได้นะ!!"
"ก้อนไฟน้อย พวกเราอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี เจ้าทนเห็นเด็กสาววัยแรกรุ่นอย่างข้าถูกบรรพชนจักรพรรดิรังแกได้ลงคอเชียวหรือ..." อู่เสี่ยวเสี่ยวทำหน้าตาน่าสงสาร
"เอ่อ เรื่องนี้..." ก้อนไฟน้อยใจอ่อนลง
ท่านตัดธุลีดูเหมือนจะอายุสองพันกว่าปีแล้ว ส่วนเสี่ยวเสี่ยวอายุยังไม่ถึงร้อยปีเลย การจะฝึกฝนด้วยกัน มันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะจริงๆ นั่นแหละ
"งั้น ข้าจะลองดูแล้วกัน..."
"ก้อนไฟน้อย เจ้าช่าง... ฮือๆ..." อู่เสี่ยวเสี่ยวดีใจจนน้ำตาไหล
นางรู้อยู่แล้ว ว่าก้อนไฟน้อยรักนาง
……
"ก้อนไฟน้อย เจ้าคนทรยศ!"
ยังคงอยู่ในตำหนักจักรพรรดิตัดธุลี ทว่าสถานที่ กลับเปลี่ยนมาเป็นภายในห้องบรรทมแทน
อู่เสี่ยวเสี่ยวนอนคว่ำหน้าอยู่บนตั่งนุ่ม กัดฟันแน่นจนผ้าปูที่นอนแทบขาด เสียงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจเล็ดลอดออกมาจากลำคอ
นางประมาทไป ไม่นึกเลยว่าพอเผชิญหน้ากับท่านผู้นั้น ก้อนไฟน้อยจะพ่ายแพ้ราบคาบในเวลาไม่นาน ซ้ำร้ายยังแปรพักตร์ไปอยู่ฝั่งตรงข้าม มาช่วยดันบั้นท้ายนางอีก!
"เสี่ยวเสี่ยว ข้าก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอกนะ"
ก้อนไฟน้อยในร่างมนุษย์คุกเข่าอยู่ด้านหลังเยี่ยชิงอวิ๋น ใบหน้าขาวผ่องดูเยาว์วัยเต็มไปด้วยความละอายใจ ทว่ามือกลับไม่ยอมหยุด ยังคงช่วยดันไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
"เจ้าก็รู้นี่ ว่าข้าเบิกสติปัญญาได้ก็เพราะท่านตัดธุลี สำหรับข้าแล้ว บุญคุณนี้มันยิ่งใหญ่มาก ข้า... ข้าจะขัดคำสั่งของท่านตัดธุลีได้อย่างไรกัน"
"เจ้าก็ทนๆ เอาหน่อยเถอะ การได้ฝึกฝนกับท่านตัดธุลี ก็ถือเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ!"
ในตอนนี้ ก้อนไฟน้อยกลับเป็นฝ่ายเกลี้ยกล่อมให้อู่เสี่ยวเสี่ยวยอมทุ่มเทให้กับการฝึกฝนอย่างเต็มที่แทนเสียอย่างนั้น
อู่เสี่ยวเสี่ยวไม่พูดอะไร ดวงตาฉ่ำน้ำ สองแก้มแดงระเรื่อ หว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยความยั่วยวนขึ้นมาเล็กน้อย
นางไม่อยากสนใจก้อนไฟน้อยแล้ว นางก็เหมือนกับบรรพชนจักรพรรดิตัดธุลีนั่นแหละ เป็นคนเลวเหมือนกันทั้งคู่!
"ก้อนไฟน้อย บรรพชนอย่างข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ เจ้าเป็นเด็กดีมากเลย" เยี่ยชิงอวิ๋นเอ่ยชม
"ข้าไม่ได้ดีอย่างที่ท่านพูดหรอกเจ้าค่ะ"
ก้อนไฟน้อยหันหน้าหนีด้วยความขัดเขิน เท้าเปล่าคู่เล็กน่ารักทั้งสองข้างถูกันไปมา บ่งบอกถึงความปิติยินดีที่อยู่ภายในใจ
แม้ว่านางจะเบิกสติปัญญามานับพันปีแล้ว แต่เวลาส่วนใหญ่ก็เอาแต่อุดอู้อยู่ในสถานที่ที่ตนถือกำเนิดขึ้นมา เรียกได้ว่าแทบจะไม่รู้อะไรเลย
จนกระทั่งได้พบกับอู่เสี่ยวเสี่ยว ชีวิตของนางถึงได้มีสีสันขึ้นมา
พูดง่ายๆ ก็คือ จะบอกว่านางเป็นเด็กคนหนึ่งก็ไม่ผิดนัก
เป็นเด็ก ก็เลยหลอกง่าย เยี่ยชิงอวิ๋นพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็ทำเอานางหลงเชื่อจนหัวปักหัวปำ ทำตัวว่าง่ายเสียจนเยี่ยชิงอวิ๋นยังรู้สึกเกรงใจ
"มานี่สิ ข้ามีรางวัลให้" เยี่ยชิงอวิ๋นที่กำลังฝึกฝนอยู่ หยิบเอาเมล็ดพันธุ์เพลิงวิญญาณและเพลิงศักดิ์สิทธิ์สองสามชนิดออกมาจากร่างกาย
พวกนี้คือของรางวัลระบบที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรที่เขาเคยได้มา เอามาให้ก้อนไฟน้อยกินเล่นตอนนี้ก็เหมาะเจาะพอดี
เมื่อเห็นเมล็ดพันธุ์เพลิงพวกนั้น ดวงตากลมโตของก้อนไฟน้อยก็เป็นประกายวิบวับ
สำหรับนางแล้ว แม้ว่าคุณภาพของเมล็ดพันธุ์เพลิงพวกนี้จะเทียบกับนางไม่ได้เลย แต่มันก็สามารถเป็นสารอาหารช่วยให้นางเติบโตได้
"งั้น ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ ง่ำ!"
ปากเล็กสีแดงระเรื่ออ้ากว้าง กลืนเมล็ดพันธุ์เพลิงที่เยี่ยชิงอวิ๋นนำออกมาเข้าไปจนหมด ความอร่อยที่แผ่ซ่านอยู่เต็มปาก ทำเอาใบหน้าของก้อนไฟน้อยเต็มไปด้วยความสุข
"อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ ท่านตัดธุลี" แม้เมื่อก่อนอู่เสี่ยวเสี่ยวจะเคยป้อนเมล็ดพันธุ์เพลิงให้นางมามากมาย แต่ของที่เยี่ยชิงอวิ๋นป้อนให้นาง ก้อนไฟน้อยกลับรู้สึกว่ามันช่างแตกต่างออกไป
"วันหลังก็ทำตัวว่าง่ายๆ อีกนะ เมล็ดพันธุ์เพลิงพวกนี้ เจ้าอยากได้เท่าไหร่ก็มีให้ไม่อั้น" เยี่ยชิงอวิ๋นยิ้มตาหยี วาดฝันให้นางอย่างสวยหรู
"อื้อๆ ข้าจะทำตัวว่าง่ายเจ้าค่ะ"
ก้อนไฟน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ทั้งยังออกแรงดันไปข้างหน้าอย่างขะมักเขม้นยิ่งขึ้น ทำเอาอู่เสี่ยวเสี่ยวส่งเสียงร้องอู้อี้ ราวกับกำลังร้องไห้อยู่อย่างไรอย่างนั้น
สรุปก็คือ ก้อนไฟน้อยมีความสุขมาก เยี่ยชิงอวิ๋นพึงพอใจมาก มีเพียงโลกที่อู่เสี่ยวเสี่ยวต้องเจ็บปวดเท่านั้นที่ถือกำเนิดขึ้น
(จบแล้ว)