- หน้าแรก
- ตัวร้ายสายหื่นที่มีระบบ ข้าไม่ได้รุก แต่นางเอกบุกมาเอง
- บทที่ 450 - อัจฉริยะระดับแนวหน้า!
บทที่ 450 - อัจฉริยะระดับแนวหน้า!
บทที่ 450 - อัจฉริยะระดับแนวหน้า!
บทที่ 450 - อัจฉริยะระดับแนวหน้า!
ท่ามกลางหมู่ดาวอันไร้ขอบเขต
แสงดาวอันเจิดจรัสนับไม่ถ้วนสอดประสานเข้าด้วยกัน จนท้ายที่สุดก็รวมตัวกันกลายเป็นภาพวาดที่งดงามตระการตา
"นี่น่ะหรือคือแท่นดารา!"
อู่เสี่ยวเสี่ยวที่ติดตามกลุ่มคนของภูเขาวั่งเฉินมาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ค่ายกลแท่นสี่เหลี่ยมอันโดดเด่นสะดุดตาและกว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ปรากฏขึ้นสู่สายตาของนาง
เมื่อได้เห็นแท่นดาราที่ใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
"ก้อนไฟน้อย เจ้าออกมาจากที่นี่อย่างนั้นหรือ?" อู่เสี่ยวเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามก้อนไฟน้อยภายในร่าง
"ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ร่วงหล่นลงมาที่นี่ ดูจากตำแหน่งแล้วน่าจะเป็นแถบดินแดนทักษิณโน่น" ก้อนไฟน้อยปฏิเสธ
"ดินแดนทักษิณ..."
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดก้อนไฟน้อยถึงออกมาจากฝั่งนั้น แต่อู่เสี่ยวเสี่ยวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะความสนใจของนางถูกดึงดูดไปยังผู้มาเยือนจากอีกสองฝ่ายแล้ว
ในจำนวนนั้น ฝ่ายหนึ่งล้วนเป็นพระสงฆ์ที่ห่มจีวร ประสานมือสองข้าง และปากพร่ำสวดอมิตาภพุทธะ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนของพุทธศาสนา
อีกฝ่ายหนึ่งทั่วร่างเต็มไปด้วยปราณมังกรแห่งวิถีจักรพรรดิไหลเวียน บนใบหน้าของทุกคนล้วนแฝงไว้ด้วยความมั่นใจและหยิ่งทะนง กลิ่นอายเหนือล้ำกว่าคนของราชวงศ์อื่นๆ ไปไกลลิบ หยกพกที่ห้อยอยู่ตรงเอวซึ่งดูราวกับเป็นทวีปย่อส่วน เผยให้เห็นถึงความทะเยอทะยานอย่างไม่คิดจะปิดบัง
ไม่ต้องเดาก็รู้ ว่าพวกเขาคือคนจากราชวงศ์เสินโจว
"ระดับพลังก็ไม่เท่าไหร่นี่นา"
อู่เสี่ยวเสี่ยวมองข้ามพวกตาแก่ที่ดูออกชัดเจนว่าเป็นคนรุ่นก่อน แล้วกวาดตามองดูบรรดาอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหนุ่มสาว
อืม พลังฝีมือถือว่าไม่เลว แต่ก็ยังสู้ข้าไม่ได้อยู่ดี
นี่ไม่ใช่เพียงลางสังหรณ์ในเงามืดเท่านั้น แต่ยังเป็นความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นที่อู่เสี่ยวเสี่ยวมีต่อตนเองด้วย
คนอื่นๆ ของภูเขาวั่งเฉินก็พบเห็นคนของพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวเช่นกัน แววตาของพวกนางสั่นไหวเล็กน้อย ลึกเข้าไปในดวงตาปรากฏความเย็นชาวาบผ่าน
คนของราชสำนักอสูรที่อยู่ไม่ไกลจากพวกนางนัก ปลดปล่อยปราณอสูรพุ่งทะยานขึ้นฟ้า อสูรโบราณรุ่นเยาว์จากหลายเผ่าพันธุ์ต่างก็แสดงท่าทีท้าทายไปยังขุมกำลังโบราณทั้งสองฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
ในอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักอสูรและขุมกำลังโบราณทั้งสามฝ่ายนั้นไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย หากไม่ใช่เพราะภูเขาวั่งเฉินแอบเป็นพันธมิตรกับพวกเขาอย่างลับๆ คนของราชสำนักอสูรกลุ่มนี้ก็อาจจะถือโอกาสท้าทายภูเขาวั่งเฉินไปด้วยเลยก็เป็นได้
สายตาที่ไม่คิดจะปิดบังของบรรดาคนรุ่นเยาว์แห่งราชสำนักอสูร ก็ดึงดูดสายตาของคนจากพุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวเช่นกัน
สำหรับเรื่องนี้ ภายนอกบรรดาผู้คนจากพุทธศาสนาก็พยักหน้าตอบรับอย่างอ่อนโยน แผ่ซ่านไมตรีจิตไปให้พวกเขา
ส่วนคนของราชวงศ์เสินโจวกลับมีแววตาสงบนิ่ง ประจันหน้ากับคนของราชสำนักอสูรอย่างไม่ยอมลดละ
ในชั่วขณะนั้น คนจากขุมกำลังอื่นๆ ที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติของสถานที่แห่งนี้ ต่างก็แอบจับจ้องสายตามาที่นี่ แต่ละคนมีความคิดแตกต่างกันไป ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
"พุทธศาสนาและราชวงศ์เสินโจวต่างก็ส่งอัจฉริยะระดับแนวหน้ามาด้วยนะเนี่ย"
บนเส้นทางแสงสีทองที่เป็นของภูเขาวั่งเฉิน
ผู้อาวุโสเสวี่ยสะบัดแขนเสื้อ กางค่ายกลเก็บเสียงรอบบริเวณ ก่อนจะเอ่ยกับผู้อาวุโสท่านอื่นอย่างใจเย็น
ดวงตาสวยเฉี่ยวของนางทอดมองไปยังทิศทางที่คนของราชวงศ์เสินโจวและพุทธศาสนาตั้งอยู่ด้วยสายตาล้ำลึก
"องค์ชายสามแห่งเสินโจว ตี้หลงเสียง ผู้ครอบครองกายาเต๋าจักรพรรดิ พกพาโชควาสนามังกรที่แท้จริงมาตั้งแต่กำเนิด เคยเอาชนะอัจฉริยะมากมายของราชวงศ์เสินโจวมาแล้ว ได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์เสินโจว หรือแม้กระทั่งถูกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตอนกลาง"
"พุทธบุตรหลิงฉานจื่อ แม้จะมีกายาสามัญ แต่ก็มีดวงตาแห่งปัญญาที่สามารถมองทะลุเหตุและผลได้ มีวิธีการที่แปลกประหลาด เมื่อนำไปเทียบกับบรรดาพุทธบุตรพุทธธิดาในพุทธศาสนายุคปัจจุบัน ก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าเช่นกัน"
"หึ นี่คิดจะลองข่มอัจฉริยะของภูเขาวั่งเฉินเราสักหน่อยหรือ?"
ทันทีที่ผู้อาวุโสเสวี่ยกล่าวจบ ก็มีผู้อาวุโสของภูเขาวั่งเฉินคนหนึ่งแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"อัจฉริยะระดับแนวหน้าของภูเขาวั่งเฉินเรา เป็นสิ่งที่พวกเขาจะนำมาเทียบเคียงได้หรือ" ผู้อาวุโสที่กล่าววาจามีสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น
คำพูดของนางไม่ได้เป็นการยกย่องสำนักของตนเอง แต่เป็นเพียงการบอกเล่าความจริงเท่านั้น
ด้วยโชควาสนามากมายที่บรรพชนจักรพรรดิตัดธุลีเคยนำมาให้ ประกอบกับการสนับสนุนทรัพยากรจากโลกมิหลัวแทบทั้งใบ ปัจจุบันภูเขาวั่งเฉินได้ผลัดเปลี่ยนรูปโฉมไปทั้งระบบแล้ว อัจฉริยะที่ปรากฏตัวขึ้นมานั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน
และบรรดาอัจฉริยะระดับแนวหน้าที่สามารถเหยียบย่ำอัจฉริยะคนอื่นๆ แล้วก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงภายในภูเขาวั่งเฉินได้นั้นยิ่งไม่ธรรมดา แต่ละคนล้วนเป็นสัตว์ประหลาด หากนำไปไว้ในโลกภายนอก ย่อมต้องถูกยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในการพิสูจน์เต๋าอย่างแน่นอน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอัจฉริยะลึกลับอย่างอู่เสี่ยวเสี่ยวที่คลุกคลีอยู่บนยอดเขาตัดธุลีมาตลอดทั้งปี
การที่ได้รับความสำคัญจากบรรพชนจักรพรรดิ หากจะบอกว่านางคืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของภูเขาวั่งเฉินในยุคปัจจุบัน เป็นบุคคลที่สามารถก้าวข้ามเทพธิดาไปได้ ก็คงไม่มีใครปฏิเสธ
"เอาล่ะ" ผู้อาวุโสเสวี่ยกวาดตามองพวกนางอย่างสงบนิ่ง "หลังจากเข้าไปแล้ว ให้ทำตามแผนที่วางไว้"
"อืม"
"เข้าใจแล้ว"
บรรดาผู้อาวุโสภูเขาวั่งเฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม ต่างก็พยักหน้ารับ
ประจวบเหมาะกับที่ในเวลานี้ ประตูของแท่นดาราที่เชื่อมต่อไปยังทวีปโบราณโกลาหลก็ได้เปิดออกแล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้น คนจากขุมกำลังต่างๆ ก็พากันใช้วิชาและก้าวเข้าไปภายในนั้น
ในขณะเดียวกัน
เยี่ยชิงอวิ๋นที่อยู่ห่างไกลออกไปในตำหนักจักรพรรดิตัดธุลี ก็เบิกเนตรขึ้นอย่างกะทันหัน
"เข้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ..." เขาพึมพำในใจ
เมื่อครู่นี้ ด้วยวิธีที่เขาฝังเอาไว้ในร่างของหญิงสาวเหล่านั้น ทำให้เขาได้รับรู้ว่า เหล่าหญิงสาวของภูเขาวั่งเฉินที่เดินทางไป ได้เข้าสู่ทวีปโบราณโกลาหลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นนะ"
"ท่านบรรพชนจักรพรรดิ~~"
ในระหว่างที่เยี่ยชิงอวิ๋นกำลังใจลอยอยู่นั้น หญิงงามในชุดกระโปรงยาวสีบัวครามที่อยู่ในอ้อมกอดของเขากลับส่งเสียงโอดครวญออกมา
ซูเสวียนฉือ เจ้าสำนักคนปัจจุบันยู่ปาก เงยหน้าอันงดงามที่แดงระเรื่อและยังมีอารมณ์ตกค้างอยู่ออกมา เผยให้เห็นถึงความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง "ฝึกฝนกับข้าอยู่แท้ๆ ท่านบรรพชนจักรพรรดิจะใจลอยได้อย่างไรกันเจ้าคะ"
"หรือว่าท่านบรรพชนจักรพรรดิชี้แนะการฝึกฝนมามากเกินไป จนทำให้ความสนใจในตัวเสวียนฉือลดน้อยลงแล้วหรือเจ้าคะ" ดวงตาของนางเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา นัยน์ตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนมีน้ำตาปริ่ม ราวกับจะร้องไห้ออกมาในวินาทีถัดไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยชิงอวิ๋นก็ลูบเรือนผมอันนุ่มสลวยของหญิงงามในอ้อมกอด "พวกนางเพิ่งจะเข้าสู่ทวีปโบราณโกลาหลไปน่ะ"
คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียว เป็นการอธิบายเหตุผลที่เขาใจลอยเมื่อครู่
บนใบหน้าของซูเสวียนฉือเผยให้เห็นถึงความกระจ่างแจ้ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้งแล้วกล่าวว่า
"ท่านบรรพชนจักรพรรดิกำลังเป็นห่วงพวกนางหรือเจ้าคะ? ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว พวกที่ขวางหูขวางตาเหล่านั้นจะต้องถูกเสวี่ยเอ๋อร์และคนอื่นๆ จัดการจนหมดสิ้น ท่านวางใจได้เลยเจ้าค่ะ"
มือเรียวงามที่อ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกของนางทาบทับอยู่บนแก้มทั้งสองข้างของเยี่ยชิงอวิ๋น แววตาคล้ายกับแฝงความหลงใหลคลั่งไคล้เอาไว้ "ตอนนี้ท่านเพียงแค่จับจ้องสายตามาที่เสวียนฉือก็พอแล้ว เสวียนฉือยังต้องการการชี้แนะอย่างสุดกำลังจากท่านอยู่นะเจ้าคะ"
พูดพลาง นางก็เป็นฝ่ายรุกเข้าหาเพื่อทำการฝึกฝน ในขณะเดียวกันก็คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของเยี่ยชิงอวิ๋นอย่างระมัดระวัง เตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนท่าทางการฝึกฝนของตนเองได้ทุกเมื่อ เพื่อให้คนตรงหน้าได้รับความพึงพอใจในการฝึกฝนอย่างถึงขีดสุด
การตอบสนองความต้องการของบรรพชนจักรพรรดิ คือหน้าที่ของพวกนางในฐานะอนุชน ย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง
เยี่ยชิงอวิ๋นหลุบตาลง ในใจอดไม่ได้ที่จะบังเกิดความรู้สึกจนใจขึ้นมาเล็กน้อย
เจ้าสำนักตรงหน้านี้ แตกต่างจากที่เขาคิดไว้ในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
ภายนอกดูอ่อนโยน ทั้งยังรับช่วงสานต่อสิ่งที่เจ้าสำนักรุ่นก่อนทำค้างเอาไว้ กวาดล้างบรรยากาศอันแปลกประหลาดภายในภูเขาวั่งเฉิน ดึงทุกสิ่งให้กลับเข้าสู่ร่องรอยเดิม ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นเจ้าสำนักที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่า ต่อมาเยี่ยชิงอวิ๋นก็ได้รับรู้ว่า เจ้าสำนักที่ชื่อซูเสวียนฉือผู้นี้ ที่ลงมือกวาดล้างบรรยากาศภายในสำนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำนัก แต่อีกส่วนหนึ่งกลับเป็นเพราะเขา
พูดง่ายๆ ก็คือ อนุชนผู้นี้เป็นติ่งแฟนคลับเดนตายของเขา มีความปรารถนาที่จะครอบครองสูงมาก นางจะรู้สึกไม่ชอบใจคนที่ต้องการจะเข้าสู่ตำหนักจักรพรรดิตัดธุลีโดยสัญชาตญาณ ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้ผลักดันสิ่งที่เจ้าสำนักรุ่นก่อนเคยทำเอาไว้ เพื่อต้องการตัดความเพ้อฝันของใครบางคนทิ้งไป
ท้ายที่สุดแล้ว บางครั้งเมื่อเยี่ยชิงอวิ๋นรู้สึกเบื่อหน่ายจากการนั่งนิ่งๆ แล้วอยากจะขยับเขยื้อนร่างกาย ศิษย์ที่ยังมีระดับการฝึกฝนต่ำต้อย ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเข้าสู่ตำหนักจักรพรรดิตัดธุลีเสียทีเดียว
ส่วนซูเสวียนฉือกลับตัดโอกาสนี้ทิ้งไป ทำให้อนุญาตให้เฉพาะคนรุ่นก่อนที่มีระดับการฝึกฝนลึกล้ำ และก้าวลงจากตำแหน่งแล้วเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าสู่ตำหนักจักรพรรดิตัดธุลีได้
เมื่อนำไปเทียบกับในอดีต คนที่สามารถเข้าสู่ตำหนักจักรพรรดิตัดธุลีได้นั้นมีน้อยลงไปบ้าง เชื่อว่านี่ก็คือสิ่งที่ซูเสวียนฉือต้องการจะเห็นเช่นกัน
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้นางยังมีระดับพลังอ่อนด้อย ไม่อาจขัดขวางไม่ให้คนรุ่นก่อนที่เกษียณตัวเองแล้วเข้าสู่ตำหนักจักรพรรดิตัดธุลีได้ และก็ไม่อาจขัดขวางเรื่องนี้ได้เช่นกัน
แน่นอนว่า หากในอนาคตนางแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นมากๆๆ แล้วล่ะก็ ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางจะเกิดความคิดที่ไม่ควรมีขึ้นมาอีกหรือไม่
ตัวอย่างเช่น การให้ผู้ที่สละตำแหน่งในภายหลังเข้าไปอยู่ในดินแดนบรรพชนเกาะวั่งเฉิน แทนที่จะเข้าไปในตำหนักจักรพรรดิตัดธุลี
จากความเข้าใจที่เยี่ยชิงอวิ๋นมีต่อซูเสวียนฉือ นางอาจจะทำแบบนี้จริงๆ ก็ได้
แต่เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แล้วเขาจะยอมยืนดูมันเกิดขึ้นได้อย่างไรกันล่ะ
"ภายในสำนักมีสายสุดโต่ง ย่อมต้องมีสายที่ประนีประนอมและมีความอดกลั้นสูง จุดประสงค์ของพวกนางคือการฝึกฝนแบบหมู่คณะ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนในสำนักให้มากขึ้น พวกนางจึงขัดแย้งกับพวกเสวียนฉือมาตั้งแต่กำเนิด ถึงเวลานั้นก็ปล่อยให้พวกนางห้ำหั่นกันเองก็แล้วกัน"
เยี่ยชิงอวิ๋นคิดในใจ และอดไม่ได้ที่จะเกิดความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
เขาก็อยากจะเห็นอนุชนพวกนี้ห้ำหั่นกันเหมือนกัน เชื่อว่าถึงตอนนั้นฉากเหตุการณ์จะต้องน่าตื่นตาตื่นใจมากอย่างแน่นอน
(จบแล้ว)