- หน้าแรก
- ตัวร้ายสายหื่นที่มีระบบ ข้าไม่ได้รุก แต่นางเอกบุกมาเอง
- บทที่ 391 - พุทธศาสนาแดนประจิม, พระพุทธะโบราณจินกัง
บทที่ 391 - พุทธศาสนาแดนประจิม, พระพุทธะโบราณจินกัง
บทที่ 391 - พุทธศาสนาแดนประจิม, พระพุทธะโบราณจินกัง
บทที่ 391 - พุทธศาสนาแดนประจิม, พระพุทธะโบราณจินกัง
เยี่ยชิงอวิ๋นและบรรพชนจักรพรรดิอีกสองท่านหันไปมองบรรพชนจักรพรรดิวั่งเฉิน พวกเขารู้สึกประหลาดใจมากที่นางเอ่ยถึงขุมกำลังเก่าแก่อย่างพุทธศาสนาในดินแดนประจิมออกมา
เยี่ยชิงอวิ๋นอยากจะถามบรรพชนจักรพรรดิวั่งเฉินว่านางจับสัมผัสผิดไปหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของนาง ประกอบกับนึกถึงนิสัยของนาง เขาก็ต้องจมอยู่ในห้วงความคิด
หากสิ่งที่บรรพชนจักรพรรดิวั่งเฉินพูดเป็นความจริง นั่นก็แปลว่าจักรพรรดิมารสวรรค์มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนางั้นหรือ?
"จักรพรรดิมารสวรรค์ที่ฝึกฝนวิถีมาร กลับมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนางั้นหรือ ข้าจำได้ว่าในบรรดาทาสมารของมัน ก็มีคนของพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อยเลยไม่ใช่หรือไง?"
"ทั้งๆ ที่มีความแค้นต่อกันขนาดนี้ แต่กลับร่วมมือกันได้เนี่ยนะ?"
เมื่อคิดได้ดังนั้น เยี่ยชิงอวิ๋นก็จ้องมองไปยังโถมารกลืนสวรรค์ เขาอยากจะรู้ว่าในความทรงจำของจักรพรรดิโลหิต จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้างหรือไม่
เมื่อคิดจะทำก็ลงมือทำทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เยี่ยชิงอวิ๋นก็ลดมือลง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ วันๆ เอาแต่หลับใหลอยู่ในร่างของจักรพรรดิมารสวรรค์แท้ๆ แต่กลับคิดจะครอบครองร่างของมันเนี่ยนะ เอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?"
"แต่ในความทรงจำของจักรพรรดิโลหิต ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับการร่วมมือกันระหว่างจักรพรรดิมารสวรรค์และพุทธศาสนาในดินแดนประจิมอยู่จริงๆ"
"แถมจักรพรรดิมารสวรรค์ก็รู้ว่าข้ามีโถมารกลืนสวรรค์และเคล็ดวิชามารกลืนสวรรค์ แต่มันกลับไม่ยอมฟันดาบสุดท้ายเพื่อสังหารจักรพรรดิโลหิตก่อนที่ข้าจะกลืนกินเข้าไป กลับปล่อยให้ข้ากลืนกินเข้าไปซะงั้น มันไม่เคยสงสัยเลยหรือไงว่า ข้าอาจจะสามารถดึงเอาความทรงจำออกมาจากหัวของจักรพรรดิโลหิตได้น่ะ?"
"หากมันเคยสงสัย เช่นนั้นความหมายที่แฝงอยู่ก็น่าคิดพิลึกเลยล่ะ"
ความคิดของเยี่ยชิงอวิ๋นแล่นปราดเปรียว ความเป็นไปได้ต่างๆ นานาผุดขึ้นมาในหัว
แต่ไม่นาน เขาก็สะกดข่มความคิดเหล่านั้นลง และเลิกคิดถึงมัน
ไม่ว่ายังไง ก็แค่จัดให้จักรพรรดิมารสวรรค์และพุทธศาสนาเป็นศัตรูก็สิ้นเรื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น...
แววตาของเยี่ยชิงอวิ๋นดูลึกล้ำ ในความทรงจำของจักรพรรดิโลหิต มีของที่มีค่าอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ
หากไม่ได้ดูความทรงจำของจักรพรรดิโลหิต เขาก็คงไม่มีทางรู้เลยว่า ทวีปโบราณโกลาหลที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งโชควาสนานั้น จะมีสิ่งมีชีวิตลึกลับพรรค์นั้นดำรงอยู่ด้วย
"ท่านบรรพชน ตอนนี้ข้าได้พิกัดที่ตั้งที่แน่นอนของโลกพรรคมารมาแล้ว ก่อนจะกลับไปที่สำนัก พวกเราแวะไปจัดการเรื่องของพรรคมารกันก่อนดีไหมครับ"
เยี่ยชิงอวิ๋นหันกลับมา เอ่ยกับบรรพชนจักรพรรดิทั้งสามที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิดเช่นกัน
จากการค้นดูความทรงจำของจักรพรรดิโลหิต ทำให้เยี่ยชิงอวิ๋นรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการอัญเชิญเงาแท่นบูชาเชื่อมมิติ วิธีการหลบเลี่ยงการปิดกั้นของแท่นบูชา และวิธีการเดินทางไปยังโลกแดนมารอย่างแม่นยำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ กวาดล้างพรรคมารให้สิ้นซาก เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม กับขุมกำลังที่เคยสร้างปัญหาให้เขามาแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น บรรพชนจักรพรรดิทั้งสามก็สะกดข่มความคิดในใจลง และพยักหน้ารับ: "ตกลง"
พวกนางย่อมรู้ดีว่าระหว่างพรรคมารและภูเขาวั่งเฉินมีความบาดหมางกันอยู่ไม่น้อย และเคยสร้างปัญหาให้กับภูเขาวั่งเฉินมาแล้ว
ในเมื่อตอนนี้มีโอกาส พวกนางก็ไม่รังเกียจที่จะใช้ความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า เข้ากวาดล้างภัยคุกคามใหญ่ให้สิ้นซาก
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ทั้งสี่คนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ร่างของพวกเขาค่อยๆ เลือนหายไป และอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา
...
ดินแดนประจิม
ที่นี่มีวิถีแห่งเต๋านับหมื่นพันสายสอดประสานกัน ก่อเกิดเป็นภาพอันเจริญรุ่งเรือง
ทว่า สิ่งที่แตกต่างจากดินแดนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงก็คือ ขุมกำลังส่วนใหญ่ในดินแดนแห่งนี้ ล้วนเป็นขุมกำลังสายวิถีพุทธทั้งสิ้น
และพุทธศาสนาก็คือขุมกำลังที่เก่าแก่และแข็งแกร่งที่สุด ณ ที่แห่งนี้ มีขุมกำลังนับไม่ถ้วนยอมศิโรราบ และขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่า 'แดนบรรพชนหมื่นพุทธ' เป็นขุมอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีพุทธบนโลกใบนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ภูเขาหลิงซาน
นี่คือสถานที่ตั้งของพุทธศาสนา
มองออกไป จะได้ยินเสียงสวดมนต์ลอยมาตามลม แสงสีทองสาดส่องนับร้อยล้านสาย เจดีย์ล้ำค่าฝูถูหลายองค์ลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ แผ่ซ่านแสงแห่งพุทธะที่ช่วยชำระล้างจิตใจ
ณ ส่วนลึกของพุทธศาสนา มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ได้รับการขนานนามว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ซวีหมี ซึ่งเป็นดินแดนอันสูงส่งในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีพุทธนับไม่ถ้วน และหลังจากผ่านพ้นกาลเวลามาเนิ่นนาน ในที่สุดวันนี้ก็มีคนนอกมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง
เมื่อมองดูคนผู้นี้ ภายนอกเดี๋ยวก็กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามที่แฝงไปด้วยความชั่วร้าย เดี๋ยวก็กลายเป็นมารสาวผู้มีทรวดทรงเย้ายวนใจ เพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่า เขาคือจักรพรรดิมารสวรรค์ที่เพิ่งจะระเบิดแผนผังค่ายกลและหลบหนีมาได้นั่นเอง!
ในตอนนี้ กลิ่นอายของจักรพรรดิมารสวรรค์ดูสงบลงกว่าก่อนหน้านี้มาก หากมองแค่ภายนอก เขาดูเหมือนคนปกติที่ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บจากการตัดแก่นแท้ของตัวเองทิ้งเลยแม้แต่น้อย อานุภาพของมารยังคงน่าเกรงขามดั่งเดิม
แต่สภาพที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้น ก็คงมีเพียงจักรพรรดิมารสวรรค์เท่านั้นที่รู้ดีที่สุด
เมื่อได้ยินเสียงสวดมนต์ที่แว่วมาเข้าหู จักรพรรดิมารสวรรค์ก็ยังมีสีหน้าเรียบเฉย มันแผ่พลังไร้รูปออกมากีดกันเสียงสวดมนต์เหล่านั้นเอาไว้ด้านนอก จากนั้นก็ก้าวเดินอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปยังตำหนักหมื่นพุทธะที่อยู่ใจกลางสถานที่แห่งนี้
เมื่อเห็นเช่นนั้น สายตาหลายคู่ที่แอบจับตามองอยู่ที่นี่ก็ทอประกายวูบวาบ แววตาฉายความลังเลออกมาเล็กน้อย
"อมิตาภพุทธะ ศิษย์พี่ทั้งหลาย ประมุขมารสวรรค์ผู้นี้ดูไม่เหมือนคนที่มีอาการบาดเจ็บเลยนะขอรับ"
"ศิษย์น้อง เจ้ามองแค่เปลือกนอกเกินไปแล้ว ประสีกามารสวรรค์ผู้นี้ อย่างน้อยก็เป็นบุคคลระดับเดียวกับพระพุทธะโบราณทั้งสามท่าน จะไม่มีวิชาติดตัวบ้างเลยเชียวหรือ"
"ศิษย์พี่กล่าวถูกต้องแล้วขอรับ"
ตัวตนหลายคนแอบสนทนากันอยู่ในเงามืด พวกเขาคิดว่าตัวเองซ่อนตัวได้มิดชิดแล้ว แต่แท้จริงแล้วกลับตกอยู่ในสายตาของจักรพรรดิมารสวรรค์มาตั้งแต่ต้น
"พวกมดปลวก"
จักรพรรดิมารสวรรค์ลอบเยาะเย้ยในใจ
หากไม่ใช่เพราะที่นี่มีพวกตาเฒ่าใกล้ตายอยู่หลายคน มันคงจับหัวล้านๆ ของพวกนั้นมาเตะเล่นเป็นลูกบอลไปนานแล้ว
มันทำสีหน้าเรียบเฉย เลิกสนใจสิ่งอื่น แล้วก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักหมื่นพุทธะทันที
ภายในตำหนักไร้ซึ่งเสาและคาน ท่ามกลางความว่างเปล่า คล้ายกับมีเงาร่างของพระพุทธรูปนับไม่ถ้วนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ บ้างก็มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา บ้างก็เบิกตากว้างเกรี้ยวกราดดุจเทพวัชระ ดูราวกับว่าภาพสะท้อนจากอดีตกาลได้มาจุติในโลกปัจจุบันก็ไม่ปาน
จักรพรรดิมารสวรรค์ปรายตามองอย่างเรียบเฉย ก่อนจะหันไปจับจ้องยังร่างของนักบวชรูปหนึ่ง ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัวทองคำ ร่างกายอาบไล้ไปด้วยทองคำบริสุทธิ์
นักบวชผู้นี้ไร้ซึ่งคิ้ว ใบหน้าดูอมทุกข์ แสงแห่งพุทธะร่วงหล่นลงมารอบกายเป็นสาย ปกคลุมไปทั่วทั้งตำหนักหมื่นพุทธะ ทำเอาจักรพรรดิมารสวรรค์ถึงกับต้องหรี่ตาลง เกิดความหวาดระแวงขึ้นมาในใจ
นักบวชที่อยู่ตรงหน้ามันผู้นี้ ก็คือหนึ่งในสามพระพุทธะโบราณ ผู้เป็นขุมกำลังรากฐานของพุทธศาสนา... พระพุทธะโบราณจินกัง นั่นเอง
พระพุทธะโบราณจินกังลืมตาพระเนตรขึ้น ทอดพระเนตรมองจักรพรรดิมารสวรรค์ที่เพิ่งมาเยือนด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา
"ดูจากกลิ่นอายของประสีกามารสวรรค์ที่มั่นคงดี แต่แก่นแท้กลับดูไม่ค่อยเสถียรนัก คาดว่าคงจะกำจัดเสี้ยนหนามในกายทิ้งไปแล้วกระมัง?"
เมื่อได้ยินคำพูดที่ฟังดูอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยการหยั่งเชิง จักรพรรดิมารสวรรค์ก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยว่า:
"เรื่องนี้คงต้องขอบคุณวิชาพุทธที่ท่านพระพุทธะโบราณเคยมอบให้ข้า ไม่อย่างนั้น ข้าคงไม่สามารถตบตาจักรพรรดิโลหิต ยกระดับค่ายกลจักรพรรดิ แล้วสังหารมันทิ้งได้หรอก"
"ขอแสดงความยินดีกับประสีกาด้วย"
ทั้งสองคนต่างก็ยิ้มแย้มให้กัน ท่าทีดูเป็นมิตรสุดๆ ใครไม่รู้คงนึกว่าสองคนนี้ซี้กันมากแน่ๆ
ในตอนนั้นเอง พระพุทธะโบราณจินกังก็ค่อยๆ หุบรอยยิ้มลง และเอ่ยถามขึ้นว่า "ไม่ทราบว่าประสีกาพอมองสถานการณ์ของบุคคลผู้นั้นออกหรือไม่?"
จักรพรรดิมารสวรรค์รู้ดีว่าเขาหมายถึงใคร แววตาวูบไหว ก่อนจะเอ่ยตามความจริง: "จักรพรรดินีวั่งเฉินผู้นั้น เข้าใกล้ขอบเขตครึ่งเซียนอย่างมากแล้ว ต่อให้จะเป็นแค่ร่างจำแลง แต่บางครั้งพลังของนางก็พุ่งสูงขึ้นจนแม้แต่ข้ายังต้องหวั่นใจ"
"ในสายตาข้า อีกไม่นาน บนโลกใบนี้ก็คงจะถือกำเนิดครึ่งเซียนขึ้นมาอีกคนแล้วล่ะ"
จักรพรรดิมารสวรรค์เผยรอยยิ้มใสซื่อ ราวกับกำลังดีใจที่จะมีครึ่งเซียนถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกอีกคน
พระพุทธะโบราณจินกังจ้องมองมันอย่างลึกซึ้ง "เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบใจประสีกามารสวรรค์มาก ที่อุตส่าห์ไปสืบข่าวมาให้พุทธศาสนาของเรา"
กล่าวจบ แสงแห่งพุทธะสายหนึ่งรอบกายเขาก็เปล่งประกายเจิดจ้า และส่งมอบของสิ่งหนึ่งไปให้
"นี่คือผลเซียนโพธิ์ของพุทธศาสนาเรา ข้าเชื่อว่ามันน่าจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บในกายของประสีกาได้บ้าง"
"ขอบคุณพระพุทธะโบราณมาก"
จักรพรรดิมารสวรรค์รับมาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับไม่ระแวดระวังสิ่งใด แต่แท้จริงแล้วมันได้ตรวจสอบของสิ่งนี้ไปแล้วเป็นพันๆ รอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีการวางลูกเล่นอะไรซ่อนไว้ มันจึงยอมรับมา และผนึกมันเก็บไว้ในมิติส่วนตัวที่พกติดตัว เพื่อเตรียมจะนำมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งในภายหลัง
"ในเมื่อหมดเวรหมดกรรมต่อกันแล้ว ข้าก็ยังมีเรื่องอื่นต้องไปทำ คงไม่อาจรั้งอยู่ที่สำนักของท่านได้นาน"
จักรพรรดิมารสวรรค์ไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก สายตาหลายคู่ที่แอบจับตามองอยู่ ทำให้มันรู้สึกไม่สบอารมณ์ โดยเฉพาะสายตาคู่หนึ่งที่ทำให้มันรู้สึกกดดันเป็นพิเศษ
ความรู้สึกอึดอัดแบบนี้ จักรพรรดิมารสวรรค์ไม่ชอบเอาเสียเลย
"เชิญประสีกามารสวรรค์ตามสบายเถิด"
ใบหน้าของพระพุทธะโบราณจินกังยังคงอมทุกข์ เขามองดูจักรพรรดิมารสวรรค์เดินจากไปต่อหน้าต่อตา
จนกระทั่งสัมผัสกลิ่นอายของอีกฝ่ายไม่ได้แล้ว แววตาของพระพุทธะโบราณจินกังก็ทอประกายวูบวาบ แสงแห่งพุทธะในตำหนักหมื่นพุทธะสว่างวาบขึ้น บดบังเรื่องราวทั้งหมดภายในไม่ให้เล็ดลอดออกไป
(จบแล้ว)