เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 190 - น่านน้ำแห่งความมืด

บทที่ 190 - น่านน้ำแห่งความมืด

บทที่ 190 - น่านน้ำแห่งความมืด


บทที่ 190 - น่านน้ำแห่งความมืด

"ข่าเหล่ยน่า"

หลินเซี่ยร้องเรียกเบาๆ ทว่าตุ๊กตาเวทมนตร์กลับนั่งกองอยู่บนพื้นคอพับคออ่อนโดยไม่มีการตอบสนองใดๆ

"เธอเป็นอะไรไปน่ะ"

สายตาของหลินเซี่ยกวาดมองไปรอบๆ ทว่ากลับไม่มีใครในห้องสามารถให้คำตอบเขาได้เลย

อาเหลียนใช้เท้าเขี่ยหัวตุ๊กตาเบาๆ ด้วยความกังวลใจ สีหน้าของเสี่ยวชู่ที่ซ่อนตัวอยู่ครึ่งร่างบริเวณกำแพงห้องเริ่มเหม่อลอย ร่างกายของเขาทรุดตัวลงเล็กน้อย

แต่เพียงครู่เดียว เขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้น

"ข้างนอกฟ้ามืดแล้วล่ะ"

"ฟ้ามืดแล้วงั้นหรือ ตอนนี้เพิ่งจะเลยช่วงเที่ยงมาเองนะ"

ชาเอ่อร์ซือสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาลุกขึ้นยืนผลักประตูและเดินออกไปดู

ท้องฟ้าเบื้องนอกมืดสนิทลงอย่างที่เสี่ยวชู่บอกจริงๆ

ชาเอ่อร์ซือเดินอ้อมไปทางท้ายเรือและมองย้อนกลับไป เขาสามารถมองเห็นเส้นแบ่งเขตแดนที่ตัดกันอย่างชัดเจน

อีกฟากหนึ่งของเส้นแบ่งเขตแดนคือผืนทะเลที่มีแสงแดดสาดส่อง ถึงแม้น้ำทะเลจะยังคงเป็นสีดำภายใต้แสงแดด แต่ในเวลานี้มันกลับทอประกายแสงสีทองระยิบระยับ

ส่วนอีกฟากหนึ่งของเส้นแบ่งเขตแดนกลับเป็นท้องฟ้าที่มืดมิดสนิท ราวกับมีเมฆดำทะมึนที่ลอยสูงขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดคอยบดบังท้องฟ้าสีครามและดวงอาทิตย์เอาไว้ ปล่อยให้ความว่างเปล่าและความหนาวเหน็บโปรยปรายลงมา

ผิวน้ำทะเลฝั่งนี้เรียบเนียนราวกับกระจกสีน้ำหมึก ช่างแตกต่างจากผิวน้ำทะเลสีดำที่ถูกแสงแดดสาดส่องอย่างสิ้นเชิง

"เสี่ยวชู่ เอาเรือกลับไปก่อน"

ชาเอ่อร์ซือตะโกนเสียงดังลั่น

เรืออ้าวเหวยลาเริ่มหันหัวกลับ เมื่อแสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องลงมากระทบร่างอีกครั้ง ชาเอ่อร์ซือก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างดังมาจากห้องของหลินเซี่ย

เขาเดินกลับเข้าไปในห้องและเห็นตุ๊กตาเวทมนตร์ของข่าเหล่ยน่ากำลังลุกขึ้นยืนโอนเอนไปมา

"เมื่อกี้พวกเราเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วงั้นหรือ"

เมื่อเห็นชาเอ่อร์ซือเดินกลับเข้ามา ข่าเหล่ยน่าก็เอ่ยถามทันที

"ยังหรอก แต่ก็เกือบจะถึงแล้วล่ะ"

ชาเอ่อร์ซือยกมือขึ้นลูบแขนที่เต็มไปด้วยตุ่มหนังไก่จากการยืนอยู่ในสภาพแวดล้อมอันมืดมิดเมื่อครู่นี้

"เมื่อกี้ฉันขาดการติดต่อกับพวกนายไปเลย แสงของหมู่ดาวสาดส่องไปไม่ถึงที่นั่น"

"ในมุมมองของหมู่ดาว ที่นั่นดูเหมือนรอยด่างสีดำที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยสีสันอันเจิดจ้า ไม่มีแสงสว่างใดสามารถส่องผ่านไปถึงที่นั่นได้เลย"

สถานะของข่าเหล่ยน่าในตอนนี้ยังคงติดๆ ดับๆ เสี่ยวชู่พยายามหาตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อจอดเรือทิ้งไว้ใต้แสงแดด

ชาเอ่อร์ซือหยิบเข็มทิศบอกทางของเรือผู้สดับลมออกมา เข็มทิศยังคงชี้ตรงไปยังทิศทางเดิมอย่างมั่นคงและแทบจะไม่มีการสั่นไหวเลย

สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขากำลังจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เรือผู้สดับลมอยู่ตรงหน้านี้เอง

หากคำนวณจากระยะเวลา พวกเขาคงจอดเรืออยู่ที่นี่มาเกือบสองเดือนแล้วกระมัง

เวลาผ่านไปเนิ่นนานขนาดนี้แล้วยังไม่ได้จากไปไหน บางทีข้างหน้าอาจจะเป็นสถานที่ประสบภัยพิบัติจุดสุดท้ายของเรือผู้สดับลมก็เป็นได้

"การเดินทางต่อจากนี้ไปฉันคงร่วมด้วยไม่ได้แล้วล่ะ"

ตุ๊กตาข่าเหล่ยน่าแกว่งแขนไม้ทั้งสองข้างไปมาเพื่อแสดงถึงความรู้สึกเสียดาย

แน่นอนว่าลึกๆ แล้วเธอรู้สึกกังวลต่อสิ่งที่ไม่รู้มากกว่า

"หากข้างหน้ามีอันตรายมากเกินไป พวกนายก็อย่าฝืนตัวเองเลยนะ องค์กรเหนือสามัญอย่างเป็นทางการของอาณาจักรก็ยังพอพึ่งพาได้อยู่ พวกเขามีประสบการณ์ในการออกสำรวจสิ่งลี้ลับมากกว่า"

"ต้องรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ให้ดี หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้จริงๆ ก็ถอยกลับมาก่อนแล้วค่อยคิดหาทางกันใหม่"

หลังจากเอ่ยจบ ข่าเหล่ยน่าก็บังคับร่างตุ๊กตาให้ไปนั่งลงข้างหมอนของหลินเซี่ยอย่างเงียบๆ

ชาเอ่อร์ซือเดินไปที่ห้องเก็บของเพื่อค้นหาอาวุธที่เหมาะสม หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้น ตอนนี้ก็ถึงตาที่เขาจะต้องออกไปยืนรับหน้าเป็นคนแรกแล้ว

ดูเหมือนว่าในการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาจะผลัดกันบาดเจ็บอ่อนแอคนละทีสองที

หลินเซี่ยให้เสี่ยวชู่ช่วยลากร่างของเขาออกไปดูลาดเลาข้างนอก ท้องฟ้าเบื้องนอกดำมืดไปหมด ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรได้เลย

สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงกลับมานอนเล่นพูดคุยกับข่าเหล่ยน่าในห้องตามเดิม

การเตรียมตัวดำเนินไปอยู่พักหนึ่ง ทั่วทั้งร่างของชาเอ่อร์ซือถูกปกคลุมไปด้วยชุดเกราะเถาวัลย์ที่เสี่ยวชู่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ ทำให้พลังป้องกันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล

เขากระชับมีดสั้นอันคมกริบในมือแน่น ก่อนจะไปยืนอยู่บริเวณหัวเรือพร้อมกับเงือกน้อย เรืออ้าวเหวยลาหันหัวเรือกลับและมุ่งหน้าเข้าสู่น่านน้ำแห่งความมืดอีกครั้ง

เมื่อเรืออ้าวเหวยลาดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง สัญญาณการเชื่อมต่อของข่าเหล่ยน่าก็ถูกตัดขาดไปอีกรอบ อาเหลียนแมวฝันร้ายที่คลุกตัวอยู่แต่ในห้องมาตลอดกลับเดินออกมาย่างกรายด้วยฝีเท้าอันแผ่วเบาจนมาหยุดอยู่ข้างเท้าของชาเอ่อร์ซือ

"ดูเหมือนว่าสถานะของแกจะดีมากเลยนะ"

ชาเอ่อร์ซือก้มมองอาเหลียนที่อยู่ตรงเท้าด้วยความประหลาดใจ

ทั้งเขาและเงือกน้อยต่างก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยที่ต้องอยู่ภายใต้ท้องฟ้าแห่งนี้ ส่วนเสี่ยวชู่ยิ่งเข้าใกล้จุดหมายปลายทางมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น

ทว่าเมื่อมองกลับมาที่อาเหลียน การที่มันเดินทอดน่องอยู่ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิดแห่งนี้ กลับทำให้มันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

"เหมียว"

อาเหลียนร้องตอบอย่างร่าเริงเพื่อเป็นการขานรับ

สิ่งมีชีวิตเหนือสามัญในเผ่าพันธุ์ฝันร้ายมักจะชื่นชอบสภาพแวดล้อมที่มืดมิดอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเหนือสามัญที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งทำให้อาเหลียนรู้สึกสบายตัวเป็นพิเศษ

ราวกับว่ามันได้กลับมาถึงบ้านอย่างไรอย่างนั้น

ก่อนหน้านี้มันพยายามจะสื่อเรื่องนี้ให้ทุกคนรู้แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครฟังภาษามันออกเลย หากไม่ใช่เพราะร่างต้นของข่าเหล่ยน่าเป็นคนสัมผัสตัวมัน ก็คงยากที่จะเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในเสียงร้องของมันได้

จนกระทั่งตอนนี้ ชาเอ่อร์ซือถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าสภาวะจิตใจของอาเหลียนนั้นคึกคักขึ้นเรื่อยๆ

น้ำทะเลรอบด้านค่อยๆ สงบนิ่งลงอย่างไร้ระลอกคลื่น

มีเพียงระลอกคลื่นที่แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างจากการเคลื่อนที่ของเรืออ้าวเหวยลาเท่านั้น

"เสี่ยวชู่ ลองจอดเรือดูก่อน"

ชาเอ่อร์ซือที่ชอบยืนดูระลอกคลื่นอยู่ท้ายเรือสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาจึงรีบร้องเรียกให้เสี่ยวชู่หยุดเรือ

เรืออ้าวเหวยลาเริ่มชะลอความเร็วลง สมอเรืออันหนักอึ้งยังไม่ทันได้ถูกทิ้งลงน้ำ ทั้งลำเรือก็หยุดนิ่งสนิทอยู่บนผิวน้ำภายใต้การควบคุมของเสี่ยวชู่

ทว่าระลอกคลื่นที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของเรือกลับเปลี่ยนรูปร่างไป มันแผ่กระจายออกไปรอบๆ เรืออ้าวเหวยลาที่หยุดนิ่งอย่างสม่ำเสมอเป็นวงกว้าง

มันดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษเมื่ออยู่บนผิวน้ำทะเลสีน้ำหมึกอันว่างเปล่าแห่งนี้

ชาเอ่อร์ซือจ้องมองผิวน้ำทะเล ความรู้สึกกังวลใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง เขาไม่กล้าจอดเรือทิ้งไว้นานเกินไป เพียงแค่สังเกตดูครู่หนึ่งก็สั่งให้เสี่ยวชู่แล่นเรือต่อไปทันที

เข็มทิศบอกทางชี้ตรงแหน่ว ชาเอ่อร์ซือต้องใช้สายตาอันเฉียบแหลมเหนือสามัญของเขาถึงจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนั้นได้

ใกล้เข้ามาแล้ว อยู่ข้างหน้านี้เอง

เขากำเข็มทิศในมือแน่น

ไม่นานนัก อาการสั่นไหวเล็กๆ น้อยๆ ในตอนสุดท้ายก็ดูเหมือนจะหายไป ทว่าท้องทะเลก็ยังคงว่างเปล่า ไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

เรืออ้าวเหวยลายังคงแล่นไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ชาเอ่อร์ซือจ้องมองเข็มทิศบอกทางในมือพลางขมวดคิ้วแน่น

ไม่ถูกสิ หากอิงตามทิศทางที่เข็มทิศชี้ไป เรือผู้สดับลมก็ควรจะอยู่แถวๆ นี้สิ แต่ทำไมถึงมองไม่เห็นอะไรเลยล่ะ

ชาเอ่อร์ซือเงยหน้าขึ้นมอง ท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาลไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง ทัศนวิสัยดีเยี่ยม หากมีสิ่งใดอยู่เขาย่อมมองเห็นได้อย่างแน่นอน

จนกระทั่งเขาก้มหน้าลงไปมองอีกครั้ง ถึงได้พบว่าทิศทางของเข็มทิศได้เปลี่ยนไปแล้ว มันเปลี่ยนไปชี้ยังทิศทางที่อยู่ด้านหลังของพวกเขาแทน

ชาเอ่อร์ซือถึงกับหยุดหายใจ เขาเดินไปที่ท้ายเรืออย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตางุนงงของเงือกน้อย

ในมือของเขากำเข็มทิศบอกทางของเรือผู้สดับลมเอาไว้แน่น สายตาจับจ้องไปยังผิวน้ำทะเลอันเงียบสงบที่พวกเขาเพิ่งแล่นผ่านมา

หากอิงตามทิศทางที่เข็มทิศชี้ ในตอนนี้เรือผู้สดับลมก็ควรจะอยู่ด้านหลังของพวกเขา

เมื่อกี้พวกเขากับเรือลำนั้นอยู่ตำแหน่งเดียวกันพอดี

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 190 - น่านน้ำแห่งความมืด

คัดลอกลิงก์แล้ว