- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดบนเกาะมรณะ พร้อมระบบแจ้งเตือนความตาย
- บทที่ 170 - การไล่ล่า
บทที่ 170 - การไล่ล่า
บทที่ 170 - การไล่ล่า
บทที่ 170 - การไล่ล่า
ใบหน้าเล็กๆ อันคุ้นเคยโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา ดูเหมือนว่าจะรีบเร่งเดินทางมาตลอดทาง ลมหายใจของเงือกน้อยจึงค่อนข้างหอบถี่
"พูลู่"
หลินเซี่ยร้องตะโกนด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ ภายในหัวหวนนึกถึงภาพที่เงือกน้อยต้องต่อกรกับกองทัพผู้ฝังกระดูกอันไร้ที่สิ้นสุดเพียงลำพังในน้ำทะเล เมื่อได้เห็นอีกฝ่ายปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เขาก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอเบ้า
หลินเซี่ยอยากจะลูบหัวเงือกน้อยหรือสวมกอดเธอสักครั้ง ทว่าพอมองดูเปลวไฟที่โหมกระหน่ำอยู่รอบกาย ท้ายที่สุดเขาก็ต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป
"พูลู่ พูลู่"
เงือกน้อยแหวกว่ายวนเวียนรอบตัวหลินเซี่ยด้วยความดีใจ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นอันร่าเริง
เมื่อเทียบกับการที่หลินเซี่ยได้เห็นเธอ การที่เธอได้เห็นหลินเซี่ยมีร่างกายที่สมบูรณ์และปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนนั้น ทำให้เธอดีใจเสียยิ่งกว่า
เพราะก่อนหน้านี้ หลินเซี่ยทั้งถูกฉีกกระชากร่างกายจนเหลือเพียงหัวใจดวงเดียว ทั้งถูกหอคอยกระดูกสีขาวกดทับเอาไว้เบื้องล่าง และท้ายที่สุดยังต้องเผชิญหน้ากับร่างต้นของซ่ายกู่ลี่อันโดยตรงอีกด้วย
การที่เขาสามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ถือเป็นปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง
การรำลึกความหลังระหว่างหนึ่งคนกับหนึ่งปลาดำเนินไปเพียงชั่วพริบตาสั้นๆ หลินเซี่ยรีบชี้ไปยังทิศทางหนึ่งแล้วเอ่ยกับเงือกน้อยว่า
"พูลู่ ซ่ายกู่ลี่อันหนีไปทางนั้น เธอพอจะตามหาเขาได้ไหม"
ร่างต้นของซ่ายกู่ลี่อันหนีรอดพ้นจากขอบเขตการรับรู้ของหลินเซี่ยไปแล้ว แต่คิดว่าทิศทางการหลบหนีของอีกฝ่ายคงไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อได้ยินดังนั้น เงือกน้อยก็ดำดิ่งจิตใจลงสู่ท้องทะเลแห่งนี้ เกลียวคลื่นสั่นไหว คลื่นความผันผวนทั้งหมดไม่ว่าจะมีรูปร่างหรือไร้รูปร่าง ล้วนส่งผ่านกระแสน้ำที่ไหลเวียนเข้าสู่ใจของเธอ
"ได้ พูลู่"
เงือกน้อยที่พูดจาไม่ค่อยฉะฉานตอบรับ
ใบหน้าของหลินเซี่ยเผยให้เห็นความประหลาดใจระคนดีใจ เขาหันไปพูดกับเงือกน้อยว่า
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไล่ตามไปกันเถอะ"
เงือกน้อยพยักหน้า ยอดคลื่นม้วนตัวขึ้นมาบนผิวน้ำ มันห่อหุ้มร่างของเธอและหลินเซี่ยเอาไว้โดยตรง หนึ่งคนกับหนึ่งปลาพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ซ่ายกู่ลี่อันจากไปด้วยความเร็วสูง
บนท้องทะเลสีครามปรากฏเส้นสีขาวที่เกิดจากเกลียวคลื่นอันเกรี้ยวกราด มันทรงพลังและรวดเร็วปานกามนิต
หลินเซี่ยที่ยืนอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นพยายามกดข่มเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่รอบกายให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยลดภาระให้แก่เงือกน้อย
ในฐานะสิ่งมีชีวิตเหนือสามัญ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถรับรู้ถึงการไหลเวียนของพลังงานเหนือสามัญในโลกได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้
เงือกน้อยอาศัยพลังเหนือสามัญของตนเองในการขับเคลื่อนเกลียวคลื่นให้พุ่งทะยานไปข้างหน้า เกลียวคลื่นลูกนี้กับร่างกายมนุษย์เงือกของเธอ ไม่สิ พูดให้ถูกคือร่างกายเงือกนักล่าในปัจจุบันนั้นเข้ากันได้เป็นอย่างดี การเคลื่อนไหวตามปกติแทบจะไม่มีการสูญเสียพลังงานเลย
มีเพียงในยามที่ต้องการเร่งความเร็วเท่านั้น จึงจะทำให้การเผาผลาญพลังงานเหนือสามัญรุนแรงขึ้น
นอกเหนือจากนั้นก็คือการสิ้นเปลืองพลังงานที่เกิดจากการต้องเติมเต็มกระแสน้ำอย่างต่อเนื่อง
กระแสน้ำที่เข้าใกล้หลินเซี่ยยังคงถูกเพลิงเสื่อมทรามแผดเผาจนกลายเป็นไอน้ำ การที่เงือกน้อยต้องพาหลินเซี่ยมุ่งหน้าไปด้วยกัน ถือเป็นการเพิ่มภาระให้เธอไม่น้อยเลยจริงๆ
ในที่สุด หลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ในสายตาของหลินเซี่ยก็ปรากฏเงาร่างของแมงมุมประหลาดที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่บนผิวน้ำ
กระแสน้ำสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นในมือของหลินเซี่ยจากความว่างเปล่า เขาอัญเชิญหอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายออกมา
ทว่าเพียงชั่วพริบตาต่อมา หอกสีเงินที่เว้าแหว่งในมือซ้ายของเขาก็เกิดการปะทะกับเพลิงเสื่อมทรามที่พันธนาการอยู่บริเวณร่างกายซีกซ้าย
พลังเหนือสามัญทั้งสองสายสัมผัสกัน ก่อให้เกิดการระเบิดขึ้นเบาๆ
อานุภาพของการระเบิดไม่ได้รุนแรงนัก ถึงขั้นไม่สามารถทะลวงการป้องกันผิวหนังของหลินเซี่ยและเงือกน้อยได้เลยด้วยซ้ำ
ทว่ามันกลับระเบิดหอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายจนแตกสลายกลายเป็นกระแสน้ำ ดับเพลิงเสื่อมทรามบนร่างกายซีกหนึ่งของหลินเซี่ยไปโดยตรง และในขณะเดียวกันก็ทำลายกระแสน้ำที่เกิดจากทักษะแยกสมุทรของเงือกน้อยจนแหลกละเอียด
"พูลู่"
เหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ร่างกายของเงือกน้อยและหลินเซี่ยเสียสมดุล พวกเขาร่วงหล่นลงไปในทะเลด้วยความทุลักทุเล
น้ำทะเลอันเย็นเยียบซัดสาดร่างกายครึ่งซีกของหลินเซี่ย เพียงไม่นานสัมผัสอันเย็นเยียบก็ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น
เพลิงเสื่อมทรามบนผิวกายของหลินเซี่ยลุกลามขึ้นมาอีกครั้ง มันห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ทั้งหมด ทว่าเปลวไฟที่เดิมทีก็อ่อนแรงลงมากแล้ว ในยามนี้กลับยิ่งริบหรี่ลงไปอีก ราวกับเปลวไฟที่ใกล้จะมอดดับลง
พลังงานเหนือสามัญภายในร่างกายลดทอนลงไปกว่าครึ่งราวกับน้ำลด หลินเซี่ยเข้าใกล้การร่วงหล่นจากระดับขั้นและกลับคืนสู่การเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกก้าวหนึ่งแล้ว
เกลียวคลื่นม้วนตัวเข้ามา มันพยุงร่างของหลินเซี่ยขึ้นมาอีกครั้ง
เงือกน้อยยื่นนิ้วอันขาวเนียนออกมา เธอใช้นิ้วจิ้มผิวหนังชิ้นสุดท้ายบนท่อนแขนของหลินเซี่ยที่ยังไม่ทันถูกเพลิงเสื่อมทรามปกคลุมอย่างระมัดระวัง
เปลวไฟพวยพุ่ง เพลิงเสื่อมทรามที่อยู่รอบๆ พุ่งเข้าโจมตีเธอ ทำเอาเงือกน้อยตกใจจนรีบชักนิ้วกลับแทบไม่ทัน
ชั่วพริบตา มีโอกาสเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
หลินเซี่ยทบทวนความรู้สึกเมื่อครู่นี้ ก่อนที่หอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายจะทำปฏิกิริยากับเพลิงเสื่อมทราม เขามีโอกาสที่จะขว้างมันออกไป
ขอเพียงตนเองเล็งเป้าหมายเอาไว้ล่วงหน้าก็พอ การกระตุ้นพลังของหอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายก็ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา เรื่องเวลายังไงก็ทันถมเถ
"พู ลู่"
ทันทีที่หลินเซี่ยอ้าปาก น้ำทะเลที่ทะลักเข้าไปในปากของเขาก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นไอน้ำไปจนหมดสิ้น เขาพ่นกลุ่มควันออกมาพลางแผดเสียงตะโกน
"ตามหมอนั่น ให้ทันอีกสักรอบ"
เกลียวคลื่นสีขาวมุ่งหน้าออกไปอีกครั้ง มันลดระยะห่างระหว่างพวกเขากับซ่ายกู่ลี่อันด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ และสามารถไล่ตามอีกฝ่ายได้ทัน
เมื่อมองเห็นร่างน้ำทะเลที่ห่อหุ้มกระดูกตรงท่อนหนึ่งเอาไว้จากที่ไกลๆ อีกครั้ง หลินเซี่ยก็ยื่นมือออกไปเล็งเป้าหมายที่กระดูกท่อนนั้น
ไม่มีปัญหา ขอแค่โจมตีให้โดนก็พอแล้ว
จิตวิญญาณของซ่ายกู่ลี่อันเหลือเพียงเศษเสี้ยวเดียว ร่างกายทั้งหมดของเขาก็เหลือเพียงกระดูกความยาวสองร้อยเมตรท่อนนี้เป็นท่อนสุดท้าย
ขอเพียงหอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายโจมตีโดน ก็จะต้องปลิดชีพอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
ร่างกายท่อนบนของหลินเซี่ยโผล่พ้นกระแสน้ำ การพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทำให้สายลมที่พัดปะทะใบหน้าราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนร่างกาย ก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหน่วงๆ
เพลิงเสื่อมทรามที่ลุกโชนถูกสายลมกรรโชกแรงพัดพาจนยืดยาว มันทอดยาวออกไปหลายสิบเมตรโดยไม่ยอมมอดดับ ราวกับปีกสีแดงเพลิง
หลินเซี่ยยื่นแขนซ้ายออกไปเล็งเป้าหมายยังตำแหน่งของซ่ายกู่ลี่อัน ร่างกายที่คล้ายคลึงกับแมงมุมประหลาดของอีกฝ่ายเพิ่งจะเหยียบลงบนผิวน้ำ และในยามนี้ก็กำลังจะกระโดดขึ้นอีกครั้ง
จบสิ้นกันที ซ่ายกู่ลี่อัน
ปัจจัยเหนือสามัญอันเป็นเอกลักษณ์ของนายแห่งมนุษย์เงือกถูกเรียกใช้งาน กระแสน้ำสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ขณะที่หลินเซี่ยกำลังจะคว้าพวกมันเอาไว้เพื่อกำหอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายไว้ในมือ ร่างกายของซ่ายกู่ลี่อันกลับแตกสลายลงบนผิวน้ำอย่างกะทันหัน มันกลายเป็นกระแสน้ำที่แตกฉานซ่านเซ็นและหายไปอย่างไร้ร่องรอย
กระดูกท่อนนั้นที่เก็บรักษาจิตวิญญาณเอาไว้ ก็มุดลงไปในทะเลและหายตัวไปโดยตรงเช่นกัน
เป้าหมายสูญหายไปในทันที
การก่อตัวของหอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายถูกระงับอย่างฉุกเฉิน กระแสน้ำสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าและหายไปในความว่างเปล่า
หลินเซี่ยมองตรงไปเบื้องหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง
สายตาของเขาสามารถมองเห็นซ่ายกู่ลี่อันบนผิวน้ำได้จากระยะไกล ทว่ากลับไม่สามารถมองทะลุชั้นน้ำทะเลเพื่อดูว่ากระดูกที่ร่วงหล่นลงไปของอีกฝ่ายไปอยู่ที่ใด
อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ การที่หลินเซี่ยอัญเชิญหอกฝ่าลาซาที่พังเสียหายออกมาทำให้กวนใจอีกฝ่าย ดังนั้นในตอนที่พวกเขาไล่ตามทันเป็นครั้งที่สอง ซ่ายกู่ลี่อันจึงเปลี่ยนวิธีการหลบหนีในทันที
ไม่ยอมให้แกหนีไปได้แบบนี้หรอก
แววตาของหลินเซี่ยแข็งกร้าว เขาแผดเสียงตะโกน
"พูลู่ หมอนั่นหนีลงทะเลไปแล้ว พวกเราดำลงไป"
ยังพูดไม่ทันจบ คำพูดที่เหลือก็ติดอยู่ในลำคอของหลินเซี่ยเสียแล้ว
เห็นเพียงพลังงานเหนือสามัญรอบกายเงือกน้อยกระเพื่อมไหว เธอยื่นมือทั้งสองข้างออกไปแหวกกระแสน้ำออก
มหาสมุทรทั้งผืนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนในพริบตาต่อหน้าเธอ ท่ามกลางมหาสมุทรที่ถูกแหวกออก กระดูกท่อนหนึ่งที่ปราศจากการพยุงของน้ำทะเล กำลังร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร
[จบแล้ว]