- หน้าแรก
- สูตรลับชานมสะท้านภพ
- บทที่ 24: หอมแก้มสามี
บทที่ 24: หอมแก้มสามี
บทที่ 24: หอมแก้มสามี
บทที่ 24: หอมแก้มสามี
ทันทีที่นางเอ่ยประโยคนี้จบ ฝูงชนก็พากันสูดลมหายใจเข้าลึกอีกระลอก
ช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่ร้ายกาจเสียจริง!
เหมาะสมกันราวกับผีเน่ากับโลงผุโดยแท้!
ในเวลานี้ คู่สามีภรรยาที่ทุกคนต่างยอมรับในความร้ายกาจ กลับยิ้มออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน!
เย่เสี่ยวชุ่ยโกรธจนแทบจะลมจับ!
นับตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครในหมู่บ้านกล้านินทาเย่ชิงเหยียนอีกเลย
ถึงจะมี ก็มีแต่คนกล้าเอ่ยปากชื่นชมนางเท่านั้น!
เมื่อฝูงชนแยกย้ายกันไป เย่ชิงเหยียนและจางถิงก็ผละออกจากบริเวณหน้าบ้านของเย่เสี่ยวชุ่ยเช่นกัน
เย่เสี่ยวชุ่ยจ้องมองแผ่นหลังของทั้งสองที่เดินจากไป มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น
"เย่ชิงเหยียน ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะต้องหาทางจัดการเจ้าและทำให้พี่จางถิงทิ้งเจ้าให้ได้"
นางสาบานกับตัวเองว่าจะต้องเหยียบเย่ชิงเหยียนให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าให้จงได้
เย่ชิงเหยียนไม่ได้รับรู้ถึงความคิดมาดร้ายของเย่เสี่ยวชุ่ยเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าลับตาผู้คนแล้ว นางก็สะบัดมือที่จางถิงกอบกุมไว้ออกทันที
"เจ้าเดินตามข้ามาทำไม?"
ท่าทีของนางเย็นชา ความอ่อนโยนและโอนอ่อนผ่อนตามเมื่อครู่นี้หายไปไหนเสียแล้ว?
เมื่อเห็นภรรยาเปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ จางถิงก็ไม่ได้นึกรำคาญใจ
เขายังคงประดับรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน เอื้อมไปคว้ามือนางมาจับไว้อีกครั้งพลางกล่าวว่า "ท่านย่าเป็นห่วงที่เจ้าต้องออกมาข้างนอกคนเดียว จึงให้ข้าตามมาด้วย"
เย่ชิงเหยียนจนปัญญา นางปรายตามองจางถิงพลางเอ่ย "อยากตามมาก็ตามมา แต่อย่ามาฉวยโอกาสรุ่มร่ามกับข้า"
นางพยายามดึงมือกลับอีกครั้ง ทว่าจางถิงกลับกุมไว้แน่นจนนางไม่อาจสะบัดหลุด
"ภรรยา คนนอกต่างก็ลือกันว่าข้ากลัวเจ้ามาก และถูกเจ้ารังแกอย่างหนัก เพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงอันดีงามของเจ้า เจ้าก็ยอมเดินจับมือกับข้าดีๆ เถิด"
จางถิงกระซิบที่ข้างหูนาง
เย่ชิงเหยียนอยากจะกลอกตาใส่เขาจริงๆ!
แต่นางสู้แรงเขาไม่ได้ จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ดังนั้น ทั้งสองจึงเดินจับมือกันไป ครึ่งเค่อต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงบ้านของลุงซู่เกินที่ท้ายหมู่บ้าน
ชีวิตความเป็นอยู่ของลุงซู่เกินนั้นไม่ค่อยสู้ดีนัก พวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อมมุงฟากที่ทรุดโทรม
ประตูที่ผุพังอยู่แล้วดูราวกับจะพังครืนลงมาเพียงแค่ผลักเบาๆ
เย่ชิงเหยียนยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ ร้องเรียกออกไป "ลุงซู่เกิน อยู่บ้านหรือไม่เจ้าคะ?"
"อยู่ๆ ใครกันล่ะ?"
เสียงทุ้มของบุรุษดังมาจากด้านใน จากนั้นก็มีคนมาเปิดประตู
ชายวัยสี่สิบกว่าที่มีใบหน้ากร้านแดดกร้านลมและรูปร่างค่อมเล็กน้อยเดินออกมา ตามมาด้วยหลี่เอ้อร์ยา ภรรยาของลุงซู่เกิน
หลี่เอ้อร์ยาเองก็อายุสี่สิบกว่าปีเช่นกัน มีเส้นผมสีดอกเลาแซมอยู่ในเรือนผมสีดำประปราย ในวัยสี่สิบปี นางยังไม่ควรจะดูแก่ชราถึงเพียงนี้ ทว่าริ้วรอยกลับปรากฏชัดที่หางตาและหน้าผากแล้ว
เห็นได้ชัดว่าชีวิตของพวกเขายากลำบากเพียงใด
"แม่หนูชิงเหยียน มาทำอะไรที่นี่ล่ะ? เข้ามานั่งข้างในก่อนสิ"
เมื่อเห็นว่าเป็นเย่ชิงเหยียน ลุงซู่เกินก็รีบเชิญนางเข้าไปในบ้านทันที
เย่ชิงเหยียนไม่เล่นตัวและเดินตามเข้าไปในบ้านพร้อมกับจางถิง
ภายในห้องนั้นดูเรียบง่ายยิ่งนัก มีเพียงโต๊ะพังๆ หนึ่งตัวและม้านั่งที่ทรุดโทรมพอๆ กันอีกไม่กี่ตัว
เย่ชิงเหยียนนั่งลงบนม้านั่งตัวหนึ่ง มันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดและเอียงวูบไปตามทิศทางที่นางนั่งเล็กน้อย
นางถึงกับพูดไม่ออกและแอบทอดถอนใจให้กับความยากจนแร้นแค้นในยุคโบราณ
"ลุงซู่เกิน ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะอยากจะวานให้ท่านช่วยสานตะกร้าผลไม้ให้ข้าสักสามสิบใบเจ้าค่ะ"
หลังจากไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับลุงซู่เกินและภรรยาสองสามประโยค นางก็เข้าเรื่องทันที
เมื่อได้ยินว่ามีงานให้ทำ ประกายแห่งความหวังก็วาบผ่านดวงตาอันฝ้าฟางของลุงซู่เกิน
"ตะกร้าผลไม้สามสิบใบเชียวหรือ?"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย "แม่หนูชิงเหยียน เจ้าจะเอาตะกร้าผลไม้มากมายถึงเพียงนี้ไปทำอะไรกัน?"
เย่ชิงเหยียนรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง นางจึงตอบไปตามตรง "ข้าวางแผนจะเปิดร้านในเมืองเจ้าค่ะ เลยต้องใช้ตะกร้าผลไม้มาใส่พวกขนม ผลไม้ และของอื่นๆ ข้ารู้มาว่าฝีมือการสานของท่านนั้นยอดเยี่ยมประณีตนัก จึงได้มาหาท่านนี่แหละเจ้าค่ะ"
"เปิดร้านอย่างนั้นหรือ?"
หลี่เอ้อร์ยารู้สึกแปลกใจ "เหยียนเอ๋อร์ เจ้านี่เก่งกาจจริงๆ แล้วเจ้ากำลังจะเปิดร้านอะไรล่ะ?"
"ร้านขายผลไม้เจ้าค่ะ"
เย่ชิงเหยียนอธิบายอย่างคลุมเครือ "ไม่ทราบว่าลุงซู่เกินพอจะมีเวลาว่างหรือไม่เจ้าคะ? หากเป็นไปได้ ข้าอยากให้ท่านส่งมอบงานภายในห้าวัน หากมันขายดี ข้าอาจจะต้องสั่งเพิ่มอีกในภายหลัง"
"ว่างสิ ว่างแน่นอน"
ลุงซู่เกินรีบตกปากรับคำ เมื่อนึกถึงสภาพครอบครัวที่แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลัง ซ้ำข้าวของที่เขาสานก็ยังขายออกยาก แล้วเหตุใดเขาจะไม่ตกลงเล่า?
ดังนั้น เย่ชิงเหยียนจึงอธิบายรูปร่างหน้าตาของตะกร้าผลไม้ที่นางต้องการ ตกลงราคา จ่ายเงินมัดจำล่วงหน้ายี่สิบอีแปะ แล้วจึงขอตัวลากลับจากบ้านของลุงซู่เกิน
หลังจากสั่งทำตะกร้าผลไม้เรียบร้อยแล้ว เย่ชิงเหยียนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงเผาเครื่องปั้นดินเผาที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก
เจ้าของเตาเผาแห่งนี้ก็เป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลเย่เช่นกัน เป็นชายวัยสามสิบเศษนามว่า เย่เถี่ยจู้
เขามีผิวคล้ำ คิ้วเข้ม ตาโต ดูเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ
เย่ชิงเหยียนทักทายปราศรัยกับเขาสองสามประโยค ก่อนจะหยิบภาพวาดที่เตรียมไว้ออกมา
"พี่เถี่ยจู้ ถ้วยที่ข้าต้องการหน้าตาเป็นแบบนี้เจ้าค่ะ บนถ้วยแต่ละใบ ข้าอยากให้ประทับตัวอักษรสามคำว่า 'ร้อยรสหอม' ลงไปด้วย"
เย่เถี่ยจู้รับภาพวาดไปพิจารณาดู อันที่จริงถ้วยใบนี้มีรูปทรงเรียบง่ายมาก สูงราวๆ สามชุ่น แต่ช่วงกลางมีส่วนโค้งเว้าเข้าหารูปทรงคล้ายเอว และที่ขอบถ้วยมีตัวอักษรคำว่า 'ร้อยรสหอม' ประทับอยู่
ในยุคปัจจุบัน ถ้วยเช่นนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไป มันดูเรียบง่าย หรูหรา และมีสไตล์
ทว่าในสถานที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรเช่นในยุคโบราณ ถ้วยลักษณะนี้กลับถือเป็นของแปลกตาหายาก
"แม่หนูชิงเหยียน ถ้วยใบนี้... ข้าไม่เคยทำรูปทรงแบบนี้มาก่อนเลย ซ้ำยังต้องทำตัวอักษรนูนลงไปอีก ดังนั้นเรื่องค่าใช้จ่าย..."
หลังจากชั่งใจอย่างถี่ถ้วน เย่เถี่ยจู้ก็เอ่ยออกมาด้วยความลำบากใจเล็กน้อย
เย่ชิงเหยียนลูบถุงเงินของนาง ภายในนั้นเหลือเงินก้อนอยู่ไม่มากนัก
แต่นางก็ยังคงกัดฟันพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "เรื่องราคาไม่ใช่ปัญหาเจ้าค่ะ"
สายตาของนางเหลือบไปเห็นจางถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ พลันความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
เมื่อเห็นนางยืนยันหนักแน่น เย่เถี่ยจู้จึงเสนอราคาให้กับนาง ใบละห้าสิบอีแปะ ทั้งสองตกลงกันว่าสินค้าล็อตแรกจำนวนห้าสิบใบ จะมารับในอีกห้าวันข้างหน้า
ก่อนจากไป นางได้มอบเงินหนึ่งตำลึงที่เหลืออยู่เพียงก้อนเดียวให้เย่เถี่ยจู้เป็นค่ามัดจำ
เมื่อเงินหนึ่งตำลึงนี้จากไป นางก็ไม่มีเงินเหลือติดตัวอีกเลย ซ้ำที่บ้านก็ไม่มีเงินเหลือแม้แต่อีแปะเดียว
ระหว่างทางกลับบ้าน ขณะเดินผ่านใต้ต้นไทรใหญ่ในหมู่บ้าน นางก็หยุดเดินและหันไปมองจางถิงด้วยดวงตาเปื้อนยิ้ม
"จางถิง ในเมื่อเจ้าเป็นสามีของข้า และตอนนี้ภรรยาของเจ้ากำลังขัดสนเงินทอง เจ้าไม่ควรจะหาเงินมาให้ข้าบ้างหรือ?"
นางส่งยิ้มกว้างราวกับดอกโบตั๋นที่กำลังเบ่งบาน งดงามหยดย้อยจนแทบจะหยุดลมหายใจ
ทว่าสิ่งที่งดงามเกินไปมักจะมีหนามแหลมคมซ่อนอยู่เสมอ
ทันทีที่จางถิงเห็นรอยยิ้มของนาง เขาก็รู้ทันทีว่าไม่มีเรื่องดีอันใดรออยู่แน่
"ภรรยาต้องการเงินสักเท่าใดเล่า?"
น้ำเสียงของเขานุ่มนวล ราวกับสามีที่เชื่อฟังและว่านอนสอนง่ายอย่างแท้จริง
"ห้าสิบตำลึง"
เย่ชิงเหยียนเอ่ยจำนวนเงินที่ต้องการด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หากถึงวันรับของแล้วเจ้าหาเงินห้าสิบตำลึงมาให้ข้าไม่ได้ล่ะก็ เจ้าก็... ไสหัวไปซะ ข้าไม่ต้องการสามีที่ไม่สามารถช่วยเหลือข้าได้หรอกนะ"
นางยังคงแย้มยิ้ม ดวงตาของนางโค้งงอราวกับจันทร์เสี้ยวบนท้องนภา
จางถิงก้าวเข้าไปใกล้นางอีกก้าวหนึ่ง แล้วยื่นมือออกไปโอบเอวคอดบางของนางเอาไว้
"หากสามีผู้นี้นำเงินห้าสิบตำลึงกลับมาให้ได้ ภรรยาตั้งใจจะตอบแทนสามีอย่างไรหรือ?"
"ข้า..."
ริ้วสีแดงระเรื่อปรากฏขึ้นบนพวงแก้มของเย่ชิงเหยียน ใบหน้าของจางถิงอยู่ห่างจากนางเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
เย่ชิงเหยียนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของเขา และดวงตาที่ดูลึกล้ำราวกับบ่อน้ำโบราณนั้น ก็ซ่อนเร้นความหมายบางอย่างที่นางมิอาจหยั่งถึง
"หากสามีนำเงินห้าสิบตำลึงมาให้ได้ เจ้าหอมแก้มสามีสักฟอดดีหรือไม่?"
ริมฝีปากของจางถิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ!