- หน้าแรก
- โฮสเทลลี้ลับที่ผมตายได้ก็เกิดใหม่ได้แถมหิวขึ้นด้วย
- บทที่ 70 - การเผชิญหน้า
บทที่ 70 - การเผชิญหน้า
บทที่ 70 - การเผชิญหน้า
ในสำนักงานปฏิบัติการพิเศษ นักประดาน้ำลึกคือกองกำลังชั้นยอดที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มงวดและผ่านการฝึกฝนสุดโหดหินจนสามารถโดดเด่นขึ้นมาเหนือกว่าเจ้าหน้าที่ทั่วไป
พวกเขามักจะถูกส่งไปยังสถานที่ที่อันตรายที่สุด เผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยากลำบากที่สุดจนถึงขั้นเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป พวกเขารู้วิธีเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่อันตรายถึงตายบนดวงดาวต่างถิ่น รู้วิธีไล่ล่าสาวกเทวทูตที่บ้าคลั่งในเขตแดนนอกกฎหมาย พวกเขาสามารถบุกทะลวงเข้าไปในมิติลี้ลับเพื่อต่อกรกับตัวตนก่อกำเนิดที่อันตรายที่สุด หรือแม้แต่ดำดิ่งลงไปในฝันร้ายเพื่อช่วยเหลือดวงวิญญาณที่ร่วงหล่นอยู่ในเขาวงกตอันแสนพิลึกพิลั่นซึ่งเกิดจากการผสมปนเปกันของจิตวิญญาณและสติสัมปชัญญะ ... การดำดิ่ง คือการแหวกว่ายจากโลกความเป็นจริงอันเงียบสงบดำดิ่งลงสู่มิติอันมืดมิดเบื้องล่างสติสัมปชัญญะ นั่นคืองานของพวกเขา
แต่บนโลกใบนี้ก็มักจะมีบางสิ่งที่สติปัญญาของมนุษย์ไม่อาจทำความเข้าใจและต่อกรด้วยได้เสมอ แม้แต่นักประดาน้ำลึกที่เก่งกาจที่สุดก็ยังต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้อยู่บ่อยครั้ง
ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้กลับอยู่นอกเหนือประสบการณ์การทำงานของซ่งเฉิง ... หรืออาจจะเกินความคาดหมายของท่านผู้อำนวยการด้วยซ้ำ
นักประดาน้ำลึกทั้งหกคนถูกย้ายออกจาก แท็งก์น้ำ ไปยังพื้นที่ด้านนอกทันทีที่เกิดเรื่อง ระบบปฐมพยาบาลฉุกเฉินในชุดพาวเวอร์อาร์เมอร์ทำงานโดยอัตโนมัติตั้งแต่วินาทีที่พวกเขากลับคืนสู่มิติความเป็นจริง ระบบฉีดสารเคมีในตัวเกราะได้อัดยาระงับการแทรกแซงจิตใจและยาคุ้มกันในปริมาณสูงเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้พวกเขาสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นทีมสนับสนุนก็กรูกันเข้าไปตรวจสอบระดับมลทินในร่างกายของแต่ละคน พร้อมกับยืนยันว่าจิตวิญญาณของพวกเขาได้กลับคืนสู่โลกวัตถุพร้อมกับร่างเนื้อแล้วหรือไม่ ... และเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มี ตัวอะไร อย่างอื่นแอบแฝงติดสอยห้อยตามจิตวิญญาณของพวกเขากลับมาด้วย
ซ่งเฉิงและป่ายหลี่ฉิงยืนขมวดคิ้วมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"โจทย์คณิตศาสตร์เหรอ" หลังจากบรรยากาศเงียบงันไปเนิ่นนาน ในที่สุดซ่งเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะทำลายความเงียบ " ... โจทย์คณิตศาสตร์แทรกซึมเข้าสมองจนทำให้ช็อกได้ขนาดนี้เลยเหรอครับ"
ป่ายหลี่ฉิงส่ายหน้าเบาๆ
"บรรดาศาสตราจารย์ของสถาบันเทอร์ร่า สามารถใช้วิธีอัดฉีดความรู้มหาศาลเข้าสู่สมองของคนธรรมดาเพื่อใช้เป็นอาวุธโจมตีได้ก็จริง แต่มันไม่น่าจะส่งผลลัพธ์แบบนี้ อีกอย่างนักประดาน้ำลึกของเราก็ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเขามีภูมิต้านทานการโจมตีประเภท ความรู้ อยู่แล้ว นอกเหนือจากความสามารถในการเรียนรู้ที่อยู่ในระดับสูง สมองของพวกเขาก็ยังสามารถเข้าสู่สภาวะหลับไหลได้เองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ การยัดเยียดความรู้ ที่เกินกว่าสมองจะประมวลผลไหว"
ซ่งเฉิงขมวดคิ้ว "ท่านหมายความว่า ... "
"โจทย์คณิตศาสตร์ ที่นักประดาน้ำลึกคนนั้นพูดถึงก่อนจะสลบไปอาจจะเป็นแค่ภาพสะท้อนเชิงรูปธรรมที่พวกเขามองเห็นระหว่างการดำดิ่งเท่านั้น ตัวการจริงๆ ที่ทำให้เกิดมลทิน ... น่าจะเป็นสิ่งอื่นต่างหาก" ป่ายหลี่ฉิงพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "สุดทางเดิน ... ไม่มีหุบเขาม่านราตรี ... แต่ทำไมถึงกลายเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ไปได้"
ซ่งเฉิงไม่กล้าพูดอะไรออกไปเพราะกลัวจะขัดจังหวะความคิดของผู้อำนวยการ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ป่ายหลี่ฉิงก็หันกลับมา "เสี่ยวซ่ง คุณยังไม่ได้ไปพบกับ อวี๋เซิง คนนั้นใช่ไหม"
"ครับ ผมตั้งใจจะติดต่อเขาในวันนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นซะก่อน ... "
"คุณไม่ต้องไปแล้วล่ะ" ป่ายหลี่ฉิงสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
...
อวี๋เซิงได้ยินเสียงรบกวนบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ แต่ก็ไม่พบต้นตอของเสียง
ร้านกาแฟมีลูกค้าไม่มากนัก มีลูกค้านั่งจับกลุ่มกันอยู่ตามโต๊ะไกลๆ เพียงสองสามกลุ่ม พนักงานร้านสองคนก็ยืนไถมือถือแก้เบื่ออยู่ไม่ไกล บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างเงียบเหงา
นานๆ ทีก็จะมีคนเหลือบมองมาทางเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ... คงจะสงสัยว่าทำไมชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ ถึงมานั่งก้มหน้าก้มตาปั่นการบ้านมัธยมปลายชุดใหญ่อยู่ในร้านกาแฟแบบนี้
อวี๋เซิงถอนหายใจ เขามองข้อสอบที่เหลืออีกครึ่งปึกพลางรู้สึกปวดเมื่อยมือขึ้นมาตงิดๆ
เขาพยายามเขียนแบบลวกๆ ให้ผ่านๆ ไปแล้ว หลายๆ ข้อก็ปั่นตัวหนังสือยึกยือราวกับยันต์กันผี ทว่ามือของเขาเคยชินกับการพิมพ์คีย์บอร์ดมานานหลายปี ไม่ได้จับปากกาเขียนหนังสือเยอะขนาดนี้มานานแล้ว งานนี้จึงสูบพลังงานเขาไปมากกว่าที่คาดไว้เสียอีก
แต่ก็บอกไม่ได้หรอกนะว่าการมานั่งปั่นการบ้านให้เด็กมัธยมปลายอยู่ที่นี่ กับการพาแม่จิ้งจอกสาวที่ไม่ประสีประสาอะไรเลยไปเดินซื้อเสื้อผ้าในห้าง อย่างไหนมันจะเหนื่อยกว่ากัน
อวี๋เซิงลองคิดดูแล้วก็รู้สึกว่านั่งลอกข้อสอบอยู่ที่นี่ยังจะดีกว่า ... เขาไม่มีความกล้าพอที่จะพาหูหลีเดินเข้าไปในร้านขายชุดชั้นในหรอกนะ มันจะทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโรคจิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหูหลีแสดงท่าทีไร้เดียงสาออกมา เขาคงโดนพนักงานร้านแจ้งตำรวจจับข้อหาโรคจิตแน่ๆ
และในตอนนั้นเองเสียงของไอลีนก็ดังขึ้นในหัวเขา "ไงๆ อวี๋เซิง นายเขียนไปถึงไหนแล้ว"
มือของอวี๋เซิงยังคงจดจ่ออยู่กับการเขียน "เสร็จไปครึ่งนึงแล้ว เด็กมัธยมสมัยนี้เรียนหนักจริงๆ การบ้านจะเยอะอะไรนักหนาเนี่ย!"
"สู้ๆ นะ เมื่อกี้ฉันเพิ่งได้ยินหนูน้อยหมวกแดงบ่นให้ฟังว่าความจริงแล้วหล่อนยังมีการบ้านฟิสิกส์อีกเล่มด้วยนะ แต่ดันลืมเอามา ... "
"ให้หล่อนกลับไปทำเองที่บ้านเลย เรื่องนี้ฉันไม่ยุ่ง" อวี๋เซิงสวนกลับทันควัน "แล้วทางพวกเธอเป็นไงบ้าง ราบรื่นไหม"
"ก็โอเคนะ หูหลีรูดซิปไม่ค่อยเป็น หนูน้อยหมวกแดงก็เลยต้องสอนอยู่นาน ตอนนี้สองคนนั้นเข้าไปในห้องลองเสื้อด้วยกันแล้ว ... ส่วนฉันถูกทิ้งให้นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องลอง" น้ำเสียงของไอลีนฟังดูอารมณ์ดีมาก "หนูน้อยหมวกแดงซื้อกิ๊บติดผมให้ฉันด้วยล่ะ! ซื้อมาจากร้านขายตุ๊กตานะ สีแดงด้วยล่ะ ... "
อวี๋เซิงใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็นึกขึ้นได้ "นั่นมันใช้เงินฉันซื้อนี่หว่า!"
"รู้แล้วน่าๆ" ไอลีนรีบพูดแก้เก้อ "ก็ถือซะว่าเป็นของขวัญที่นายซื้อให้ฉันไง ... ฉันไม่ได้ขออะไรแพงๆ เลยนะ แค่กิ๊บติดผมอันเดียวเอง ไม่ได้แพงอะไรนักหนาหรอก ... "
"เออๆ ก็ไม่ได้ห้ามซื้อสักหน่อย" อวี๋เซิงทั้งขำทั้งโมโห "แค่จะเตือนว่าอย่าช้อปปิ้งกันจนเพลินล่ะ แล้วก็อย่าลืมซื้อพวกของใช้ในห้องน้ำให้หูหลีด้วย แล้วก็ผ้าปูที่นอนกับปลอกผ้านวม จำขนาดได้ใช่ไหม"
"โอ๊ย จำได้สิยะ วางใจได้เลย สมองฉันน่ะ ... " ไอลีนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนสรรพนาม "สมองหูหลีน่ะ ... "
ความเงียบอันแสนอึดอัดบังเกิดขึ้นในหัวของอวี๋เซิง
การทำงานเป็นทีมมันก็แบบนี้แหละ
"เตียงของยัยนั่นขนาดเท่าไหร่นะ" เสียงของไอลีนฟังดูแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด
"เมตรครึ่งคูณสองเมตร" อวี๋เซิงถอนหายใจ "เอาตัวเลขนี้ไปบอกหนูน้อยหมวกแดง ให้หล่อนช่วยจำแทนพวกเธอสองคนไปเลย แล้วก็บอกหล่อนด้วยว่าต้องซื้ออะไรบ้าง หล่อนเป็นเด็กมัธยม สมองดีกว่าพวกเธอแน่นอน"
"อ้อ อื้อ ... "
อวี๋เซิงตัดบทสนทนาทางโทรจิตด้วยความจนใจ เขาก้มหน้าเตรียมจะปั่นข้อสอบต่อ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างรอบตัว
เงียบสงบ รอบกายกลายเป็นเงียบกริบตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แม้แต่เสียงพูดคุยเบาๆ ของลูกค้ากลุ่มน้อยนิดในร้านก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
อวี๋เซิงรีบเงยหน้าขึ้นและกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
เขายังคงอยู่ในร้านกาแฟ
โต๊ะและเก้าอี้จำนวนนับไม่ถ้วนถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทอดยาวไปข้างหน้าและด้านหลังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ร้านกาแฟที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตนี้กลับไม่มีผู้คนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว มองไปจนสุดสายตาก็มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ที่ตั้งเรียงรายต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ
ส่วนทางซ้ายมือของเขาก็คือหน้าต่างที่หันออกสู่ถนน ... ซึ่งตอนนี้หน้าต่างบานนั้นก็ทอดยาวไปข้างหน้าและด้านหลังอย่างไร้ที่สิ้นสุดเช่นกัน ทว่านอกหน้าต่างกลับไม่เห็นทิวทัศน์ของถนนเลย มีเพียงหมอกสีขาวโพลนลอยอวลอยู่เท่านั้น
มีเงาดำขนาดมหึมาบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าอยู่ท่ามกลางสายหมอก บางครั้งพวกมันก็เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หน้าต่างราวกับกำลังจ้องมองเข้ามาในร้านกาแฟ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร เงาดำเหล่านั้นก็มีเพียงโครงร่างที่พร่ามัวเท่านั้น
อวี๋เซิงมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้
แต่ในขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูเดินออกไปจากที่นี่ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม "สวัสดี"
เป็นเสียงผู้หญิงที่ค่อนข้างแหบพร่า ฟังดูอายุน้อย
อวี๋เซิงตกใจเมื่อเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่ตรงข้ามตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอเป็นผู้หญิงอายุไม่น่าจะถึงสามสิบปี ... สวมชุดสูทกระโปรงสีขาวเข้ารูป ผมยาวสีเทามัดหางม้า เธอสวยมาก แต่กลับมีกลิ่นอายของความห่างเหินและเย็นชาแผ่ออกมา
ความสนใจของอวี๋เซิงพุ่งไปที่ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นหลัก เธอมีนัยน์ตาสีเทาอ่อนราวกับไร้สีสัน แม้แต่เส้นแบ่งระหว่างตาดำและตาขาวก็ยังดูเลือนลาง จนมองปราดเดียวก็รู้ว่า ... ไม่น่าจะใช่ดวงตาของมนุษย์ปกติทั่วไป
วินาทีต่อมาอวี๋เซิงก็ต้องตื่นตะลึงกับภาพอันเหลือเชื่อ ... เขาสังเกตเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวของผู้หญิงคนนี้กำลังสูญเสียสีสันไปอย่างรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่โต๊ะและเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด ลามไปถึงพื้นและโต๊ะเก้าอี้บริเวณใกล้เคียง ทุกสิ่งถูกย้อมด้วยสีขาวเทาจางๆ รัศมีการซีดจางนี้แผ่ขยายออกไปไกลกว่าสิบเมตรก่อนจะค่อยๆ เจือจางลง
สุดท้ายก็เหลือเพียงตัวเธอเองและอวี๋เซิงเท่านั้นที่ยังคงมีสีสันตามปกติ
อวี๋เซิงตั้งสติ เขาจำคำพูดของไอลีนได้ ... ในมิติลี้ลับอาจจะมีตัวตนก่อกำเนิดที่มีสติปัญญาปรากฏตัวขึ้น แต่ต่อให้เป็นตัวตนก่อกำเนิดที่เหมือนมนุษย์แค่ไหนก็ยังสามารถสังเกตเห็นลักษณะความผิดปกติที่ไม่ใช่มนุษย์ได้อย่างชัดเจน แม้ผู้หญิงตรงหน้าจะดูแปลกไปบ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงขั้น ผิดปกติจนไม่ใช่คน นั่นหมายความว่าเธอคนนี้น่าจะเป็นมนุษย์
ในเมื่อเป็นมนุษย์แถมยังเข้ามาทักทายเขาก่อน ก็แสดงว่าน่าจะพอคุยกันได้
อวี๋เซิงพับเก็บความคิดที่จะเปิดประตูหนีไปชั่วคราว เขานั่งลงบนเก้าอี้พลางมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย "คุณคือ ... ?"
"ป่ายหลี่ฉิง ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิบัติการพิเศษสังกัดสภาบริหารแห่งแดนเชื่อมต่อ" หญิงสาวฝั่งตรงข้ามพยักหน้าเบาๆ "ต้องขออภัยด้วยที่มาพบคุณในรูปแบบนี้ ... นี่เป็นมาตรการเพื่อรักษาความลับขั้นสูงสุดและเพื่อความปลอดภัยน่ะ"
อวี๋เซิงถึงกับอึ้งไปเลย
สำนักงานปฏิบัติการพิเศษมาหาเขาจริงๆ ด้วย ... แถมยังมาเบอร์ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ ผู้อำนวยการมาเองเลยเนี่ยนะ!
และในขณะที่อวี๋เซิงกำลังอึ้งอยู่นั้น สายตาของป่ายหลี่ฉิงก็กวาดมองไปบนโต๊ะอย่างดูเป็นธรรมชาติ
เธอเหลือบไปเห็นกองข้อสอบที่อวี๋เซิงวางไว้ สีหน้าของเธอแข็งค้างไปทันที
โจทย์คณิตศาสตร์ มีแต่โจทย์คณิตศาสตร์เต็มไปหมด แถมยังเป็นข้อสอบอัตนัยสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัยฉบับจริงอีกต่างหาก
[จบแล้ว]