เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 - บุตรแห่งชื่อตี้

บทที่ 19 - บุตรแห่งชื่อตี้

บทที่ 19 - บุตรแห่งชื่อตี้


เมื่อขยับความคิดเจียงเฉินก็เก็บซ่อนกลิ่นอายของตนเอง จากนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปยังสถานที่ต่อสู้อย่างระมัดระวัง

เดินไปได้ไม่กี่ก้าวภาพของทั้งสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้กันก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเจียงเฉิน

พวกเขาคือชายหนุ่มผู้ห้าวหาญสองคน คนหนึ่งถือกระบี่พริ้วไหว อีกคนหนึ่งกวัดแกว่งง้าวขนาดยาว กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

ชายที่ถือกระบี่มีหน้าผากนูนสูง สันจมูกโด่ง รูปลักษณ์ของเขาดูคล้ายกับใบหน้าของมังกร คิดว่าคนผู้นี้คงจะเป็นหลิวปัง

สาเหตุที่คนรุ่นหลังมักใช้คำว่าใบหน้ามังกรมาบรรยายถึงรูปลักษณ์ของจักรพรรดิ ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากหลิวปังนี่แหละ

เพราะว่าหลิวปังมีใบหน้าดั่งมังกรจริงๆ

จมูกโด่งและมีใบหน้ามังกร นี่คือคำบรรยายรูปลักษณ์ของหลิวปังในหน้าประวัติศาสตร์

หลิวปังว่าไม่ธรรมดาแล้ว คนที่ประมือกับเขายิ่งไม่ธรรมดากว่า รูปร่างสูงแปดฉื่อ ร่างกายกำยำล่ำสัน รูปลักษณ์ดูองอาจน่าเกรงขาม มือถือง้าวป้าหวัง ปลดปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังที่สามารถสะกดใต้หล้าออกมา

โดยเฉพาะดวงตาของเขานั้นดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษ ภายในดวงตาทั้งสองข้างล้วนมีรูม่านตาสองอันซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งเป็นนิมิตที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

นัยน์ตาแฝด!

มีนัยน์ตาแฝดมาแต่กำเนิด คนผู้นี้ก็คือเซี่ยงอวี่

เช่นเดียวกับจักรพรรดิซุ่น เซี่ยงอวี่ก็มีนัยน์ตาแฝดมาแต่กำเนิด

และนี่ก็คือลักษณะของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่!

แน่นอนว่านั่นเป็นคำกล่าวในอดีตชาติของเจียงเฉิน ในโลกใบนี้ นัยน์ตาแฝดย่อมต้องไม่ธรรมดายิ่งกว่า และต้องแฝงไปด้วยพลังอันลึกลับบางอย่างเป็นแน่

"ใครน่ะ!"

ในขณะที่เจียงเฉินกำลังคิดเช่นนั้น จู่ๆ เซี่ยงอวี่ก็แผดเสียงคำรามลั่น เขากวัดแกว่งง้าวยาวในมือแล้วฟาดฟันมายังทิศทางที่เจียงเฉินซ่อนตัวอยู่

"แย่แล้ว เขาพบข้าแล้ว"

เมื่อเห็นเช่นนั้นเจียงเฉินมีหรือที่จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คงเป็นเพราะนัยน์ตาแฝดนั้นมีความสามารถในการมองทะลุความหลอกลวง จึงทำให้เซี่ยงอวี่มองทะลุวิชาพรางตัวและค้นพบร่องรอยของเขาเข้า

เมื่อถูกพบตัวแล้วเจียงเฉินก็ไม่คิดจะหลบซ่อนอีกต่อไป เขาเดินออกมาจากที่ซ่อนโดยตรงและเผชิญหน้ากับร่างของเซี่ยงอวี่ที่กำลังพุ่งเข้ามาพร้อมกับง้าว

"ฮ่าฮ่า!"

"มาได้ดี!"

เจียงเฉินหัวเราะเสียงดังลั่น เขาหยิบคทาเทพสุริยันออกมาแล้วกวัดแกว่งเป็นวงกลมก่อนจะฟาดเข้าใส่เซี่ยงอวี่ที่พุ่งเข้ามา

เสียงดังปัง!

คทากับง้าวปะทะกัน ทั้งสองคนต่างผละถอยออกจากกัน

"เจ้าโจรชั่ว ช่างมีพละกำลังมหาศาลเสียจริง!" เมื่อถอยกลับมายังจุดเดิมและสัมผัสได้ถึงความชาที่แขนทั้งสองข้าง สีหน้าของเซี่ยงอวี่ก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมา

หลายปีมานี้ ในหมู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีใครสามารถต่อกรกับเขาด้วยพละกำลังล้วนๆ ได้อีกแล้ว

แม้แต่หลิวปัง หากไม่ได้มีกระบี่เทพในมือคอยช่วยเหลือ ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างแน่นอน

แต่เจ้าคนที่จู่ๆ ก็โผล่มาตรงหน้านี้กลับสามารถบีบให้เขาถอยร่นได้อย่างง่ายดาย สิ่งนี้ย่อมบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย

เพียงจุดนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เซี่ยงอวี่ต้องให้ความสำคัญแล้ว

"เจ้าก็ไม่เลวเหมือนกัน!"

เจียงเฉินฝืนข่มความรู้สึกไม่สบายที่แขนแล้วตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากดูจากน้ำเสียงแล้ว คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบเสียอีก

แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อครู่นี้เจียงเฉินต่างหากที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพียงแค่ประมือกันครั้งแรกเขาก็สัมผัสได้แล้วว่าเซี่ยงอวี่มีระดับพลังสูงกว่าเขาถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่ อีกฝ่ายอยู่ในขอบเขตหยางเสินระดับสมบูรณ์และกำลังจะบรรลุวิถีแห่งเซียนในอีกไม่ช้า

หากไม่ใช่วิถีแห่งยุทธ์ยุคบรรพกาลแข็งแกร่งพอ การโจมตีเมื่อครู่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เซี่ยงอวี่สังหารเขาได้แล้ว คงไม่เกิดสถานการณ์ที่สูสีกันเช่นนี้แน่

ทว่าดังคำกล่าวที่ว่าแพ้พ่ายแต่ไม่ยอมเสียหน้า แม้ความแข็งแกร่งอาจจะสู้ไม่ได้ แต่เรื่องของกลิ่นอายความน่าเกรงขามจะต้องข่มอีกฝ่ายให้ได้

...

ในขณะที่เจียงเฉินและเซี่ยงอวี่กำลังระแวดระวังซึ่งกันและกันอยู่นั้น หลิวปังที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้นมากระทันหันว่า "ไม่ทราบว่าสหายท่านนี้มีที่มาเช่นไรหรือ"

"หืม" เจียงเฉินหันไปมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะตอบว่า "เจียงเฉินแห่งตระกูลเจียง!"

ที่มาของเขาไม่มีอะไรต้องปิดบัง ตระกูลเจียงไม่ใช่กองกำลังที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ในทางกลับกันตระกูลเจียงยังมีชื่อเสียงอย่างมากในหมู่เผ่าพันธุ์มนุษย์

ท้ายที่สุดแล้วจักรพรรดิปฐพีเสินหนงก็ยังคงอยู่นี่นา!

การบอกชื่อตระกูลเจียงออกไปก็เพียงพอที่จะช่วยให้เจียงเฉินลดความยุ่งยากไปได้มาก

เมื่อได้ยินเช่นนั้นม่านตาของหลิวปังก็หดเกร็งทันที เขาถึงกับอุทานออกมาว่า "ตระกูลเจียงแห่งแม่น้ำเจียงอย่างนั้นหรือ"

พูดจบเขาก็จ้องมองเจียงเฉินเขม็งเพื่อรอคอยคำตอบ

อีกด้านหนึ่งเซี่ยงอวี่เองก็จ้องมองเจียงเฉินเขม็งเช่นกัน

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนี้ล้วนรู้จักตระกูลเจียง

เจียงเฉินพยักหน้าและกล่าวคำตอบที่ทั้งสองคนไม่อยากได้ยินออกมา "ไม่ผิด!"

ชั่วพริบตาสีหน้าของหลิวปังและเซี่ยงอวี่ก็ดูย่ำแย่ขึ้นมาทันที

สำหรับคนที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงต่อใต้หล้าเช่นพวกเขา สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือการล่วงเกินราชวงศ์โบราณอย่างตระกูลเจียง เพราะอิทธิพลของพวกเขาในหมู่เผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นยิ่งใหญ่เกินไป หากทำอะไรพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียวก็จะสามารถสั่นคลอนรากฐานของราชวงศ์ได้เลย

...

"ฮ่าฮ่า!" หลิวปังหัวเราะเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนการเสียกิริยาเมื่อครู่ ใบหน้าของเขากลับมาเปื้อนยิ้มอีกครั้งก่อนจะประสานมือคารวะเจียงเฉิน "ที่แท้ก็เป็นคุณชายจากตระกูลเจียงแห่งยุคโบราณกาลนี่เอง หลิวปังเสียมารยาทแล้ว"

อีกด้านหนึ่งบนใบหน้าของเซี่ยงอวี่ก็ฝืนยิ้มออกมาเช่นกัน เขาพยักหน้าให้เจียงเฉินถือเป็นการทักทายแล้ว

ชื่อของตระกูลเจียงใช้งานได้ดีขนาดนี้เลยหรือ เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสองคนเจียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น ดูเหมือนเขาจะประเมินอิทธิพลของตระกูลเจียงต่ำเกินไปเสียแล้ว

หากตอนนี้เขาใช้ชื่อของตระกูลเจียงบังหน้า เขาจะสามารถรวบรวมกองทัพขนาดใหญ่เพื่อมาแย่งชิงใต้หล้ากับสองคนนี้ได้เลยหรือไม่

ชั่วขณะหนึ่งเจียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปไกล

แต่เพียงไม่นานเขาก็สลัดจินตนาการอันไม่สมจริงนั้นทิ้งไป

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการแย่งชิงความเป็นใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ ล้วนก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง การที่เขากระโดดเข้ามาร่วมวงในเวลานี้ นอกเหนือจากการทำให้ใต้หล้าวุ่นวายมากขึ้นแล้ว ก็คงไม่มีประโยชน์อันใดอีก

ราษฎรก็ตกระกำลำบากมามากพอแล้ว เขาอย่าเข้าไปผสมโรงเพิ่มความเดือดร้อนให้พวกเขากันเลยดีกว่า

...

"ที่แท้ทั้งสองท่านก็คือฉู่อ๋องเซี่ยงอวี่และฮั่นอ๋องหลิวปังที่มีชื่อเสียงสะเทือนไปทั่วหมู่เจ้านครรัฐนี่เอง ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดอยู่เลยว่าในยุคปัจจุบันใครกันที่จะมีท่วงท่าสง่างามเช่นนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นสองท่านนี่เอง"

เจียงเฉินประสานมือกล่าว การพูดยกยอคนอื่นน่ะหรือ ทำเหมือนกับว่าใครทำไม่เป็นอย่างนั้นแหละ

"ฮ่าฮ่า หลิวปังก็เป็นเพียงชาวป่าชาวดอย จะนำไปเทียบกับภูมิหลังอันสูงส่งดุจกิ่งทองใบหยกของคุณชายเจียงได้อย่างไร" หลิวปังโบกมือพร้อมกับกล่าวอย่างถ่อมตัว

"หึ!"

"หากบุตรแห่งชื่อตี้สามารถนับว่าเป็นชาวป่าชาวดอยได้ เช่นนั้นพวกเราจะนับว่าเป็นอะไรล่ะ คนป่าอย่างนั้นหรือ"

ยังไม่ทันที่เจียงเฉินจะตอบกลับ เซี่ยงอวี่ที่อยู่อีกด้านก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

บุตรแห่งชื่อตี้!

เมื่อได้ยินเช่นนั้นม่านตาของเจียงเฉินก็หดเกร็งทันที

ในอดีตชาติเคยมีข่าวลือว่าหลิวปังคือบุตรแห่งชื่อตี้กลับชาติมาเกิด เพียงแต่ไม่มีใครเชื่อเท่านั้น แต่ในโลกใบนี้ คาดว่าแปดเก้าส่วนคงเป็นเรื่องจริงแน่

เมื่อคิดเช่นนั้นเจียงเฉินก็เหลือบมองกระบี่ยาวในมือของหลิวปังแวบหนึ่ง ตอนนั้นเขาไม่ได้สังเกต แต่พอตอนนี้มาดูอย่างละเอียด เขาก็พบจุดที่ผิดปกติเข้าจริงๆ

กระบี่ยาวเล่มนั้นแม้จะถูกเก็บซ่อนอยู่ในฝัก แต่ก็ยังพอมองเห็นแสงเย็นเยียบอันแสบตา รวมถึงกลิ่นอายแห่งมรรคาวิถีก่อกำเนิดที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวมันได้ลางๆ

หากมองดูให้ดีก็จะสามารถมองเห็นลวดลายอันละเอียดอ่อนบนตัวกระบี่ที่เผยออกมาให้เห็น ราวกับเป็นลวดลายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและถูกสลักไว้บนตัวกระบี่

นั่นคือสัญลักษณ์ของของวิเศษก่อกำเนิด!

กระบี่ยาวในมือของหลิวปัง แท้จริงแล้วก็คือกระบี่เทพก่อกำเนิดเล่มหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 19 - บุตรแห่งชื่อตี้

คัดลอกลิงก์แล้ว