- หน้าแรก
- ฝ่าวิบัติวันสิ้นโลก ในขณะที่คนอื่นตุนเสบียง แต่ฉันตุนเกาะ
- บทที่ 25 ดูฉันระเบิดรถแกสิ
บทที่ 25 ดูฉันระเบิดรถแกสิ
บทที่ 25 ดูฉันระเบิดรถแกสิ
บทที่ 25 ดูฉันระเบิดรถแกสิ
เกาะทิวลิปมีสนามบินอยู่หกแห่ง
สนามบินทั้งหกแห่งเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวจนไม่มีที่ว่างแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดกันจนเมื่อมองออกไปจะเห็นแต่ทะเลศีรษะสุดลูกหูลูกตา มันหนาแน่นยิ่งกว่าเทศกาลตรุษจีนเมื่อสิบปีก่อนเสียอีก
ทว่าไม่มีใครมีความสุขเลย ทุกคนต่างมีสีหน้าเศร้าหมองราวกับสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก พวกเขาพยายามยื้อยุดฉุดกระชากเจ้าหน้าที่และถึงกับคุกเข่าอ้อนวอน ขอเพียงแค่ได้ออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด
เสียงร้องไห้ระงมและเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นทุกหนแห่ง ทุกคนต่างเรียกร้องจะไปทางเครื่องบิน
"ขอประทานโทษด้วยครับคุณผู้ชาย เที่ยวบินทั้งหมดเต็มหมดแล้วครับ ไม่มีที่นั่งเหลือจริงๆ" เจ้าหน้าที่เองก็แทบอยากจะร้องไห้ออกมาเช่นกัน
เที่ยวบินขาเข้าและขาออกทั้งหมดถูกยกเลิก เครื่องบินทุกลำไม่ว่าจะลำใหญ่หรือลำเล็กที่สามารถบินได้ ถูกปรับเปลี่ยนให้ใช้เส้นทางบินเดียวกันทั้งหมด
เกาะทิวลิป — เกาะซูซูโต้ว
เกาะซูซูโต้วอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก แม้จะไม่ค่อยมีชื่อเสียง แต่ก็เป็นเกาะที่อยู่ใกล้เกาะทิวลิปมากที่สุด ใช้เวลาบินเพียงครึ่งชั่วโมง และการบินไปกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ทำให้สามารถขนส่งผู้คนได้จำนวนมากขึ้น
เหนือสิ่งอื่นใด เป้าหมายหลักคือการหนีไปจากนังผู้หญิงบ้าคนนั้นให้ได้ก่อน การออกไปให้พ้นจากที่นี่แล้วค่อยทยอยส่งทุกคนกลับประเทศบ้านเกิดในภายหลังคือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ถึงกระนั้น เครื่องบินก็ยังถูกอัดจนเต็มพิกัด มันไม่สามารถรองรับผู้คนจำนวนมหาศาลขนาดนั้นได้หมด
ทางการได้รีบทำเรื่องขอไปยังประเทศวาวาลิซูเพื่อระดมเครื่องบินเพิ่มเติม อย่างไรเสียประเทศวาวาลิซูก็เป็นพี่ใหญ่และผู้สนับสนุนหลักของพวกเขา แต่ถึงอย่างนั้นกว่าเครื่องบินจะมาถึงที่นี่ก็ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดหรือแปดชั่วโมง
ทุกคนต่างโกรธแค้นไป๋ซิงอวิ๋นจนเข้ากระดูกดำ
เกาะทิวลิปมีประชากรที่อยู่อาศัยถาวรประมาณเจ็ดถึงแปดหมื่นคน บวกกับนักท่องเที่ยวอีกสี่แสนคน รวมๆ แล้วมีคนเกือบห้าแสนคน การจะอพยพคนทั้งหมดภายในวันเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แน่นอนว่ายังมีพวกที่ไม่เชื่อเรื่องอาถรรพ์และยังคงนั่งแช่อยู่ในที่พักของตัวเอง
"พี่! พี่คิดว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว? เลิกเล่นมือถือสักทีได้ไหม! รีบหนีกันเถอะ ก่อนที่ยัยแม่มดนั่นจะฆ่าล้างมาถึงบ้านเรา"
ในเขตวิลล่า สองพี่น้องกำลังโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
"จอมโจรหมอกขาวอะไรกัน? ก็แค่ตัวตลกไม่ใช่เหรอ? นึกว่าตัวเองไร้เทียมทานนักหรือไงแค่เพราะมีระเบิดไม่กี่ลูก เหอะ น่าขำสิ้นดี"
คนเป็นพี่ชายยังคงก้มหน้าก้มตาเล่นเกมในโทรศัพท์ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองในขณะที่พูด
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเยาะเย้ยน้องชายที่กำลังวิตกกังวลอีกว่า
"ดูความขี้ขลาดของแกสิ กลัวจนตัวสั่น อยากจะหดหางหนีเอาตัวรอดขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"ฮ่าๆๆ คอยดูเถอะ พรุ่งนี้ประเทศวาวาลิซูจะขนปืนใหญ่และกองกำลังมาปราบยัยนั่นให้สิ้นซาก อย่าว่าแต่จอมโจรหมอกขาวคนเดียวเลย ต่อให้มาเป็นกองพลก็ต้องตายภายใต้อาวุธสมัยใหม่ทั้งนั้นแหละ"
พี่ชายคนนี้ต่างจากน้องชายตรงที่เขาเป็นพลเมืองสายเลือดบริสุทธิ์ของประเทศวาวาลิซู ไม่เพียงแต่สายเลือดเท่านั้น เขายังเติบโตที่นั่น และนิสัยของเขาก็ถอดแบบมาจากสไตล์วาวาลิซูที่มั่นใจในตัวเองจนเกินเหตุอันเป็นเอกลักษณ์
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาพูดก็ไม่ใช่ว่าจะผิดไปเสียทั้งหมด ไม่ว่าอย่างไรจอมโจรหมอกขาวก็เป็นเพียงคนคนเดียว เธอไม่มีทางรอดพ้นจากอานุภาพทำลายล้างของอาวุธสมัยใหม่ไปได้ โดยเฉพาะเมื่อมีปืนใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ถ้าเธอเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ไร้เทียมทานจริงๆ ทำไมต้องหายตัวไปมาคอยหลบเลี่ยงผู้คนด้วยล่ะ? สู้กันตรงๆ ไม่ดีกว่าเหรอ?
นอกจากเสียว่าเธอก็เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเหมือนกัน
มีความเจ็บปวด และตายเป็น
เมื่อคิดได้เช่นนี้ น้องชายก็เริ่มผ่อนคลายลง
เขาพยายามยิ้มขื่นๆ และทุบศีรษะตัวเองเบาๆ ความตื่นตระหนกและการทำตามกระแสสังคมที่ถูกฝูงชนกดดันค่อยๆ เลือนหายไป น้องชายจึงล้มเลิกความคิดที่จะอพยพตามไปด้วย
"พี่ พี่รู้ได้ยังไงว่าจะมีการใช้ปืนใหญ่และกองกำลัง?"
"นี่ไง ดูนี่สิ"
มันคือคลิปการแถลงการณ์ ผู้นำคนหนึ่งกำลังกล่าวถึงอาชญากรรมของจอมโจรหมอกขาวอย่างดุเดือด ร่ายยาวถึงความผิดนับประการ พูดจาวกวนยืดยาวเพื่อปลุกปั่นให้ผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและฮึกเหิม
ในตอนท้าย พวกเขาได้โชว์อาวุธและกองกำลัง พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพวกเขาจะเป็นตัวแทนแห่งความยุติธรรมและจะสังหารปีศาจโฉดชั่วบนเกาะทิวลิปให้สิ้นซาก
เป็นการแถลงการณ์สไตล์ประเทศวาวาลิซูอย่างแท้จริง
หลังจากฟังจบ ดวงตาของผู้น้องก็เปี่ยมไปด้วยความคลั่งไคล้ และรู้สึกรังเกียจพฤติกรรมน่าอับอายของตัวเองเมื่อครู่ยิ่งนัก
ในขณะนั้นเอง ท่ามกลางการรอคอยของนักท่องเที่ยวนับไม่ถ้วนที่คร่ำครวญต่อฟ้าดิน
ประเทศคาคาลิซาเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับเรือช่วยเหลือจากประเทศของตนเอง
การมาถึงของเรือนับไม่ถ้วนและกองทัพเรือทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาทันที
มันยังดึงให้ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่การเผชิญหน้า
"เร็วเข้า! พลเมืองประเทศคาคาลิซา ตามผมมา! ขึ้นเรือ!!!" คนเหล่านั้นเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว คอยคุ้มกันชาวบ้านขึ้นสู่เรือ
เรือมีขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก แต่ถึงอย่างนั้น การที่มีคนถึงสองแสนคนต้องขึ้นเรือก็ทำให้มันแออัดจนแทบจินตนาการไม่ได้
แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะที่นี่คือเกาะทิวลิปซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจของประเทศวาวาลิซู ปฏิบัติการครั้งนี้ของประเทศคาคาลิซาก็ถือว่าเป็นการละเมิดกฎระเบียบอยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่สามารถส่งเรือมามากกว่านี้ได้
ตามปกติแล้ว การล่องเรือเข้าสู่ประเทศอื่นต้องได้รับการอนุมัติ ต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอนก่อนออกเดินทาง ซึ่งเต็มไปด้วยความยุ่งยากและใช้เวลานานมาก
ประเทศคาคาลิซาไม่สามารถรอได้ การรอเพียงไม่กี่นาทีอาจหมายถึงชีวิตของพลเมืองที่ต้องสูญเสียไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องยอมเสี่ยงล่องเรือออกมาเพื่อช่วยคนก่อน
ส่วนเรื่องที่จะตามมาหลังจากนี้คงจะเป็นการพิพาทที่ยืดเยื้อ ประเทศวาวาลิซูคงจะใช้อำนาจของตนในการวางกล้าม ทำการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนัก และพยายามจะตักตวงผลประโยชน์จากประเทศคาคาลิซาให้ได้
เนื่องจากจำนวนคนมีมาก จึงไม่มีการพิจารณาใช้เครื่องบิน เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือคนถูกประเทศวาวาลิซูเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญานของการทำสงคราม
กลุ่มคนมากันอย่างเร่งรีบและจากไปอย่างเร่งรีบ
พื้นที่ที่เคยแออัดกลับดูโล่งขึ้นมาทันตา เพราะผู้คนหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างจ้องมองเรือของประเทศคาคาลิซาด้วยแววตาอิจฉาริษยา แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละนิด
ไป๋ซิงอวิ๋นก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ด้วยความกลัวว่าคนกลุ่มนี้จะหลอกตัวเองว่าปลอดภัยแล้ว เธอจึงแวบเข้าแวบออกจากพื้นที่มิติไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อส่งมอบ "ความอบอุ่น" ให้แก่นักท่องเที่ยว
ทั้งระเบิด ระเบิดควัน และในระหว่างนั้นเธอก็แวะไปจุดไฟเผาป่าบนภูเขา ถ้ายังไม่สะใจพอ เธอก็จะจุดไฟเผารถของคนอื่นเล่นด้วย
ตู้ม ตู้ม ตู้ม — ผู้รอดชีวิตต่างพากันขวัญผวาเหมือนลูกไก่ ส่วนใหญ่พากันไปกระจุกตัวอยู่ที่สนามบิน ไม่กล้าขยับไปไหนเลย