- หน้าแรก
- ระบบล้นทะลัก ปฏิบัติการต้มตุ๋นผู้เล่นข้ามมิติ
- บทที่ 7 - ทดสอบจิตใจให้เหนื่อยยาก
บทที่ 7 - ทดสอบจิตใจให้เหนื่อยยาก
บทที่ 7 - ทดสอบจิตใจให้เหนื่อยยาก
บทที่ 7 - ทดสอบจิตใจให้เหนื่อยยาก
หมายจับสองใบถูกนำไปแปะไว้หน้าที่ว่าการและใต้หอคอยประตูเมือง บนนั้นมีภาพวาดเหมือนเพื่อตามจับกุมผู้เล่นสองคนคือ 【ข้าวคั่ว】 และ 【ข้าวเจ้า】
ภาพวาดดูหยาบแต่กลับดึงจุดเด่นของพวกเขาออกมาได้อย่างแม่นยำและเหมือนจริงมาก
บนหมายจับมีชื่อของพวกเขาอยู่ด้วย
นี่คือการแก้แค้นจากผู้เล่น 【แมวหยก】 ที่ยอมลบไอดีทิ้งในคุก ในเมื่อเป็นผู้เล่นเหมือนกัน ทำไมนายถึงแกล้งฉันได้แล้วฉันจะแกล้งนายกลับไม่ได้ล่ะ
ในเรื่องการปล้นคุก ทางการตอบสนองได้รวดเร็วผิดปกติ
ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยคนผิดหลบหนี
ทว่านั่นก็เป็นเพราะมันเกี่ยวข้องกับหน้าตาของทางการ
ภายใต้ความมืดมิดยามราตรี ทั้งสองแฝงตัวอยู่ในฝูงชน 【ข้าวคั่ว】 และ 【ข้าวเจ้า】 มองดูหมายจับบนกำแพง ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพอล็อกอินเข้ามาปุ๊บก็โดนไล่ฆ่าปั๊บ
"พวกเราชื่อแดงแล้วเหรอ" 【ข้าวเจ้า】 ถามด้วยความตกตะลึง
"ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น" 【ข้าวคั่ว】 ทำหน้าเซ็ง
"ยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ชื่อแดงซะแล้ว แบบนี้มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว" 【ข้าวเจ้า】 รู้สึกน้อยใจ "ระบบตัดสินของเกมนี้มันคืออะไรกัน ข้าจะไปร้องเรียน"
"ความสมจริงไงล่ะ ระบบตัดสินก็คือความสมจริง การใส่ร้ายป้ายสี เรื่องพวกนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความจริงทั้งนั้น" 【ข้าวคั่ว】 นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า "อีกอย่าง พวกเราก็ไม่ได้ไม่มีอะไรทำเสียหน่อย ข้ายังรับลูกน้องมาได้ตั้งคนนึง"
"..." 【ข้าวเจ้า】 กัดฟันกรอด "ถ้าไม่มีมันพวกเราคงไม่ตกต่ำถึงขั้นนี้หรอก มีหมายจับสองใบนี้ การหางานทำก็คงหมดสิทธิ์แล้ว ตอนนี้จะเอายังไงดี"
"วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือลบไอดีแล้วสร้างตัวละครหน้าใหม่" 【ข้าวคั่ว】 ตอบ "ยังไงเซิร์ฟเวอร์ก็เพิ่งเปิด พวกเรายังไม่ได้สูญเสียอะไรไปมากมาย"
"นั่นมันวิธีบ้าบออะไรกัน" 【ข้าวเจ้า】 ถลึงตาใส่ 【ข้าวคั่ว】 มองดูหมายจับแล้วตกอยู่ในความเงียบ ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็หันกลับมาหา 【ข้าวคั่ว】 อีกครั้ง "ตาคั่วเอ๊ย โลกนี้ไม่มีความรักหรือความแค้นที่ไร้สาเหตุ ข้าว่าตัวละครในเกมไม่มีทางมาแกล้งพวกเราแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหรอก มันต้องมีเนื้อเรื่องต่อแน่ๆ ขืนลบไอดีเริ่มใหม่ เควสต์เนื้อเรื่องนี้หายวับไปชัวร์..."
"คิดเหมือนฉันเลย" 【ข้าวคั่ว】 บอก "เริ่มต้นเกมแบบนรกแตกก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่เสมอไป ไอ้ตัวละครนั่นไม่ได้พูดไว้หรอกเหรอ ฟ้าจะประทานหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ใด ย่อมต้องทดสอบจิตใจของผู้นั้นให้เหนื่อยยากเสียก่อน ตอนนี้พวกเราก็กำลังอยู่ในช่วงทดสอบจิตใจอยู่ไม่ใช่หรือไง ข้าเชื่อว่าลูกน้องคนนั้นของข้าต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ และข้าก็เชื่อด้วยว่ายิ่งเริ่มต้นยากเท่าไหร่ ผลตอบแทนตอนท้ายก็ยิ่งมหาศาลเท่านั้น"
"อืม" 【ข้าวเจ้า】 พยักหน้า "แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อ"
"ตอนนี้เธอมีเงินทองแดงติดตัวอยู่เท่าไหร่" 【ข้าวคั่ว】 ถาม
"160 อีแปะ" 【ข้าวเจ้า】 ตอบ
"ของฉันก็มีพอๆ กัน" 【ข้าวคั่ว】 บอก "พวกเราไม่ต้องนอน ขอแค่เหนื่อยจนถึงขีดสุดแล้วพักสักหน่อยก็ฟื้นตัวแล้ว ถ้าแค่กินข้าวอย่างเดียว เงินแค่นี้น่าจะทนได้สักสามวัน ในสามวันนี้พวกเราต้องทุ่มสุดตัวตามหาน้องรักของฉันให้เจอ หมอนั่นต้องมีเควสต์ต่อเนื่องให้แน่ๆ"
"หมายจับแปะหราไปทั่วเมืองแบบนี้ โผล่หน้าไปก็โดนจับแล้ว กลางวันเราก็ออกไปไหนไม่ได้สิ" 【ข้าวเจ้า】 ถาม
【ข้าวคั่ว】 คว้าดินบนพื้นขึ้นมากำหนึ่ง เอามาป้ายหน้าตัวเองลวกๆ แล้วลงไปกลิ้งเกลือกกับพื้น เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นตั้งแต่ตอนโดนชาวบ้านไล่กวดอยู่แล้ว ในเกมนี้เว้นแต่กางเกงในผู้เล่นใหม่ที่ดรอปไม่ได้ เสื้อผ้าชั้นนอกไม่มีระบบซ่อมแซมให้ ขาดแล้วก็คือขาดเลย
เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งแถมยังมอมแมมไปหมด สภาพของ 【ข้าวคั่ว】 ตอนนี้ดูทรุดโทรมลงฮวบฮาบ แตกต่างจากผู้เล่นใหม่ผู้มีบุคลิกอ่อนโยนก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ดูๆ ไปก็คล้ายกับขอทานไม่มีผิด
เมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จ 【ข้าวคั่ว】 ก็พูดอย่างภูมิใจ "ข้าสังเกตมาแล้ว ในเมืองนี้มีขอทานอยู่ ทำตัวให้อยู่ในสภาพนี้ไม่มีใครสงสัยแน่ๆ ถ้าไม่ติดว่าร่างกายของพวกเรามันจะค่อยๆ ฟื้นฟูสภาพเองได้ ข้าอยากจะทำให้ตัวเองเสียโฉมไปเลยด้วยซ้ำ ปลอมเป็นขอทานนี่มีข้อดีนะ เผลอๆ อาจจะประหยัดค่าข้าวไปได้ด้วยซ้ำ..."
"..." หางตาของ 【ข้าวเจ้า】 กระตุกยิกๆ "จะเอาแบบนี้จริงๆ ดิ ฉันว่าพวกเราล็อกเอาต์ไปหลบสักสองวันดีกว่า แล้วค่อยไปตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดตั้งรางวัลให้ผู้เล่นคนอื่นช่วยหา..."
"พูดแบบนั้นไม่ได้สิ" 【ข้าวคั่ว】 มอง 【ข้าวเจ้า】 พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ฟ้าจะประทานหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ใด ย่อมต้องทดสอบจิตใจของผู้นั้นให้เหนื่อยยากเสียก่อน ถ้าเอาเควสต์ไปโพสต์ลงเว็บบอร์ดแล้วโดนคนอื่นแย่งไปจะทำยังไง แล้วถ้ามันไม่ใช่เควสต์เฉพาะบุคคลล่ะ อาเจ้า นี่มันคือวาสนาของพวกเรานะ พลาดไปแล้วอาจจะไม่มีโอกาสอีกเลยก็ได้ ถ้าเธอไม่อยากลำบากเดี๋ยวฉันลุยเอง เธอลงชื่อออกไปพักสักสองวัน รอฟังข่าวจากฉันก็แล้วกัน"
【ข้าวเจ้า】 ปรายตามองเขาแล้วพูดว่า "ยังไงก็เป็นแค่เกม ทุ่มสุดตัวไปเลยสิ ไม่กล้าลงทุนก็ไม่ได้กำไรก้อนโต ตัวละครตัวนั้นบอกว่าพวกเราสองคนเป็นดวงชะตาพญามังกรกับหงส์ฟ้า อย่าหวังว่าจะสลัดฉันทิ้งแล้วไปลุยเดี่ยวเลย!"
...
โฉนดที่ดินถูกโอนมาเป็นชื่อของหลินไป๋ ในที่สุดเขาก็มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในเมืองพฤกษาเอกเสียที
ตอนกลางวันการตกแต่งร้านดำเนินไปอย่างคึกคัก
พอฟ้าเริ่มมืด บรรดาช่างฝีมือและคนงานทำความสะอาดก็ไม่อยากอยู่ต่อ ต่างรีบร้อนแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่เพราะเมืองพฤกษาเอกมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานอะไรหรอก แต่เป็นเพราะร้านแห่งนี้คือบ้านผีสิงต่างหาก
ถูกต้องแล้ว
ร้านที่หลินไป๋ซื้อมาเพราะกระเป๋าแบนนั้น มีวิญญาณเร่ร่อนสิงสถิตอยู่
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของร้าน หลินไป๋ก็เดินไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้นแค่รอบเดียว ก็ได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของร้านแห่งนี้มาอย่างง่ายดาย
เมื่อสามปีก่อน
ถนนชิงอวี๋ในเมืองพฤกษาเอกมีต้นป็อปลาร์สูงใหญ่ต้นหนึ่ง กลางดึกถูกฟ้าผ่าจนเกิดไฟไหม้ ลุกลามเผาผลาญพื้นที่รัศมีห้าร้อยเมตรจนกลายเป็นตอตะโก
ควันไฟพวยพุ่งหนาทึบ ผู้คนส่วนใหญ่พากันหนีตายออกมาได้
ร้านที่หลินไป๋ซื้อมาในตอนนั้นเป็นโรงทอผ้าฝ้าย คนในครอบครัวทั้งสามคนไม่มีใครหนีรอดออกมาได้แม้แต่คนเดียว ทั้งหมดต้องตายในกองเพลิงอย่างน่าอนาถ
เรื่องประหลาดก็คือ บริเวณโดยรอบถูกไฟเผาจนราบเป็นหน้ากลอง ครอบครัวนั้นก็สำลักควันตายกันหมด แต่ตัวร้านกลับไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย
เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องลี้ลับเล่าขานกันในตอนนั้น
ถัดจากเรื่องลี้ลับก็คือความสยองขวัญ
ยามดึกสงัด คนที่เดินผ่านถนนชิงอวี๋มักจะได้ยินเสียงประหลาดดังแว่วมาจากในร้าน คล้ายเสียงร้องไห้คร่ำครวญ บ้างก็คล้ายเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ทำเอาผู้คนอกสั่นขวัญแขน
ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าหมู่บ้านที่ดูแลถนนชิงอวี๋จึงนิมนต์นักพรตมาทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
แต่นักพรตทำพิธีเสร็จก็บอกกับหัวหน้าหมู่บ้านเพียงว่า วิชาของเขามีจำกัด ไม่อาจทำลายวิญญาณร้ายให้สิ้นซากได้ ทำได้เพียงสะกดพวกมันไว้ให้อยู่แต่ในอาคารแห่งนั้น
รออีกสิบปีให้ความอาฆาตแค้นของพวกมันมอดดับลง เมื่อพวกมันไม่ยึดติดกับโลกมนุษย์อีกต่อไป ก็จะสลายหายไปเอง
ในระหว่างนี้ หากไม่มีใครล่วงล้ำเข้าไปในร้านยามวิกาล ทุกคนก็จะอยู่รอดปลอดภัย...
นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีเสียงประหลาดดังลอดออกมาตอนกลางคืนอีกเลย
แม้นักพรตจะรับประกันว่าวิญญาณร้ายจะไม่ออกมาจากบ้าน แต่เมื่อชื่อเสียงเรื่องบ้านผีสิงแพร่สะพัดออกไป พื้นที่โดยรอบก็กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่าอยู่ดี
กันไว้ดีกว่าแก้
ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนบ้านกับครอบครัวผีสางหรอก...
ต่อมาไม่รู้ว่าสำนักนายหน้าใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไร ถึงได้โฉนดที่ดินของโรงทอผ้าฝ้ายผืนนี้มาครอง แต่ผลก็คือขายไม่ออกจนกลายเป็นเผือกร้อนคามือมาปีกว่า จนกระทั่งพวกเขาได้มาเจอกับหลินไป๋...
...
"วิญญาณเร่ร่อนเหรอ ค่าโชคชะตาไม่ช่วยอะไรเลยหรือไง"
ยามพลบค่ำ
หลินไป๋ยืนแทะแป้งย่างอยู่หน้าร้านของตัวเองพลางตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เขาเคยคาดเดาสาเหตุที่ที่ดินผืนนี้ถูกทิ้งร้างไว้สารพัด อาจจะเป็นเพราะพวกนักเลงหัวไม้ หรืออาจจะเป็นเพราะสภาพดินหรือโครงสร้างบ้านมีปัญหา...
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าสาเหตุจะเป็นเพราะมีผีสิงอยู่ในร้าน
เขาตกหลุมพรางความคิดของตัวเองเข้าแล้ว
บนโลกมนุษย์ เรื่องวิญญาณสางมีให้เห็นแค่ในละครหรือภาพยนตร์เท่านั้น ตอนหลังแม้แต่ในละครก็ยังไม่มีให้เห็นเลย
ในชีวิตจริงมันเคยมีของแบบนี้ที่ไหนกันล่ะ!
บัดซบเอ๊ย!
ในฐานะคนหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ซึ่งเติบโตมากับแนวคิดวัตถุนิยม หลินไป๋เองก็ไม่แน่ใจว่าร่างกายอันผอมบางของเขาจะทนทานรับมือกับวิญญาณร้ายได้หรือไม่!
ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย!
"เสียเงินฟรีเลยหรือนี่" หลินไป๋ขมวดคิ้วแน่น พยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหา
ทรัพย์สินกว่าครึ่งถูกเทลงไปกับสถานที่ซอมซ่อแห่งนี้ สำนักนายหน้าอุตส่าห์ผลักเผือกร้อนก้อนนี้มาให้เขาได้ เรื่องจะขอเงินคืนคงหมดสิทธิ์
แต่การจะให้ยอมแพ้ทิ้งบ้านที่อุตส่าห์ตั้งหลักปักฐานได้เพราะวิญญาณร้ายที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ก็ดูจะขาดทุนย่อยยับไปหน่อย!
ทว่าตอนกลางวันเขาเดินเข้าออกตามพวกช่างฝีมือก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกวิญญาณจะไม่ออกมาอาละวาดในตอนกลางวันจริงๆ คิดสะระตะแล้วเขาก็ยังได้สิทธิ์ครอบครองบ้านตั้งครึ่งวัน เมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไปก็ถือว่าไม่ขาดทุน...
แต่บ้านที่ซื้อมาด้วยเงินตัวเองแท้ๆ กลับเข้าไปนอนตอนกลางคืนไม่ได้ คิดยังไงก็เจ็บใจอยู่ดี!
...
ในระหว่างการตกแต่งร้าน หลินไป๋ทำให้ช่างฝีมือทั้งหลายได้สัมผัสถึงความงดงามของความเว้าแหว่งจนสำเร็จภารกิจเริ่มต้นของระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิ และได้รับรางวัลเป็น 'คัมภีร์เก้าทิวา' ฉบับไม่สมบูรณ์
โชคดีที่ระบบมีฟังก์ชันคล้ายกับในเกม คัมภีร์ลับสามารถกดใช้งานได้ทันที เพียงแค่ต้องอัปเลเวลความชำนาญ โดยไม่มีคอขวดหรือข้อจำกัดใดๆ มากีดขวาง
เขาลองฝึกวิชาคัมภีร์เก้าทิวาดูแล้ว คัมภีร์ฉบับขาดๆ หายๆ บ้าบอนี่ ขืนพึ่งพาการฝึกฝนด้วยตัวเองก็คงเชื่องช้าราวกับหอยทาก
หลินไป๋กะดูแล้ว กว่าจะฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักเจ็ดแปดสิบปี!
เจ็ดแปดสิบปี สาวบริสุทธิ์คงแก่จนหยากไย่ขึ้นพอดี!
สู้ทำภารกิจแล้วรับรางวัลเอายังจะสะใจกว่าตั้งเยอะ
สำหรับภารกิจในตอนนี้
ป้ายร้านอาหารยังไม่ได้แขวน ภารกิจของระบบยอดเชฟยังคงดำเนินต่อไป
ลูกพี่ที่เพิ่งรับมาก็หายหัวไปไหนไม่รู้ ภารกิจติดตามให้เขาเรียนรู้ทักษะพิเศษก็เลยต้องค้างเติ่ง
ส่วนระบบควบคุมอารมณ์ หลังจากทำภารกิจรวบรวมอารมณ์ด้านลบเสร็จสิ้น ก็เด้งภารกิจต่อเนื่องขึ้นมาว่า: 【การกระตุ้นอารมณ์ด้านลบมากเกินไปจะทำให้ชีวิตยากลำบาก ศัตรูคอยกระตุ้นให้คุณก้าวหน้า ส่วนมิตรจะคอยช่วยเหลือให้คุณเติบโต จงรวบรวมอารมณ์ด้านบวกที่คุณเป็นผู้กระตุ้นขึ้นมาหนึ่งครั้ง รางวัล: บุคลิกภาพ +1】
ภารกิจอารมณ์ด้านลบถูกยกเลิกไปชั่วคราว รางวัลก็เปลี่ยนจากพลังจิตเป็นบุคลิกภาพแทน
เรื่องนี้ทำให้หลินไป๋รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
เพื่อรวบรวมอารมณ์ด้านลบ เขาไปล่วงเกินคนรอบข้างจนแทบจะหมดเมืองอยู่แล้ว จะให้พลิกบทบาทกลับมาตอนนี้ก็หาทางลงไม่เจอ เลยได้แต่ต้องระงับภารกิจนี้ไว้ก่อน
ระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิก็มอบภารกิจต่อเนื่องมาเช่นกัน: 【ทูตแห่งความบกพร่อง ทำให้ผู้คนมากกว่าห้าสิบคนได้สัมผัสถึงความลึกล้ำของความเว้าแหว่ง... รางวัล: พลังวัตร 4.9 ปี】
ลึกล้ำหรือเคล็ดวิชา หลินไป๋ขี้เกียจจะเดาแล้ว
สิ่งที่เขาสนใจคือตัวภารกิจต่างหาก การทำให้คนห้าสิบคนสัมผัสถึงความบกพร่องนั้น สามารถแลกกับพลังวัตรเกือบห้าปีได้อย่างง่ายดาย
ภารกิจนี้น่าจะเน้นลงมือทำเป็นหลักได้เลย
แต่พลังวัตรจะใช้สู้กับผีได้ไหม หลินไป๋เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
ภายใต้แสงจันทร์ ช่องประตูสีดำทะมึนดูเลือนราง ลมเย็นยะเยือกที่พัดลอยออกมาจากประตูเป็นระยะๆ ทำให้หลินไป๋รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากเบื้องใน ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือไม่...
หลินไป๋ขยับหนีไปด้านข้างสองก้าว หลบให้พ้นจากหน้าประตูตรงๆ แล้วนั่งลงบนแท่นหินข้างๆ เท้าคางครุ่นคิดหาวิธีแก้ไข
"อาคารหลังเดียวที่ไม่ถูกเผาทำลายในกองเพลิง วิญญาณเร่ร่อนที่ถูกกักขังอยู่ข้างใน..." เขาพึมพำกับตัวเองสองประโยค จู่ๆ ในหัวก็มีความคิดหนึ่งวาบเข้ามา "บัดซบ นี่มันเป็นดันเจี้ยนชัดๆ ถ้าเป็นดันเจี้ยน วิญญาณพวกนี้ก็ต้องมีหลอดเลือดสิ ถ้ามีหลอดเลือดก็จัดการได้สบายแล้ว!"
[จบแล้ว]