- หน้าแรก
- ซีอีโอทะลุมิติ พลิกวิกฤตต้าหมิง
- บทที่ 190 - ฝูงหนูใกล้ตาย ยังกล้าแว้งกัดอีกหรือ
บทที่ 190 - ฝูงหนูใกล้ตาย ยังกล้าแว้งกัดอีกหรือ
บทที่ 190 - ฝูงหนูใกล้ตาย ยังกล้าแว้งกัดอีกหรือ
บทที่ 190 - ฝูงหนูใกล้ตาย ยังกล้าแว้งกัดอีกหรือ
คำว่าเริ่มจับกุมของฮ่องเต้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของคำสั่ง ทว่ากลับเป็นเพียงการประกาศอย่างหนึ่งเท่านั้น
ราชโองการสังหารที่แท้จริงได้ถูกแปลงเป็นราชโองการลับส่งถึงมือแม่ทัพทุกสายตั้งแต่ก่อนฟ้ามืดแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมพร้อมสรรพ กรงเล็บและเขี้ยวอันแหลมคมที่ซุ่มซ่อนอยู่ รอคอยเพียงจังหวะเวลาที่จะลงมือเท่านั้น
ยามวิกาล คือฉากกำบังชั้นดีที่สุด
ประตูทิศตะวันออก ประตูเจิ้นไห่
นายกองเฝ้าประตูหลิวซานเต๋อกำลังหาวหวอดๆ เตรียมต้อนรับพี่น้องทหารที่จะมาผลัดเปลี่ยนเวร
ลมบนหอคอยพัดแรงจนโคมไฟที่แขวนอยู่ใต้ป้อมระวังภัยแกว่งไกวไปมา แสงเงาทาบทับลงบนใบหน้าที่ซูบซีดเพราะสุราและนารีของเขา
ในใจเขากำลังคิดคำนวณอยู่ว่า หลังจากรับเงินสินบนจากพวกพ่อค้าเกลือในเดือนนี้แล้ว ควรจะไปหาหญิงงามอันดับหนึ่งที่หอชุนเฟิงเพื่อดื่มสุราอุ่นๆ หรือจะไปเสี่ยงโชคที่บ่อนพนันทอยเต๋าสักสองตาสามตาดี
ส่วนเรื่องการป้องกันเมืองน่ะหรือ
ในเทียนจินเว่ยแห่งนี้ ภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดไม่ได้มาจากทางทะเล แต่มาจากราชสำต่างหาก
แต่แล้วอย่างไรเล่า
เขาหลิวซานเต๋อไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยเงินเดือนทหารอันน้อยนิด เจ้านายโดยตรงของเขาคือผู้บัญชาการทหารแห่งเทียนจินเว่ย ชีวิตนี้เป็นของใต้เท้าผู้บัญชาการ ความมั่งคั่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ใต้เท้าผู้บัญชาการมอบให้เช่นกัน
ตอนที่อดีตผู้ว่าการปี้จื้อเหยียนยังอยู่ที่นี่ เคยสั่งห้ามและให้ตรวจสอบการลักลอบค้าของเถื่อนอย่างเข้มงวด แต่แล้วประตูเจิ้นไห่แห่งนี้ก็ยังคงมีเรือสินค้านำเข้าออกและมีงานเลี้ยงรื่นเริงทุกค่ำคืนมิใช่หรือ
ใต้เท้าปี้เป็นถึงผู้ว่าการ แต่ก็ก้าวก่ายงานของกองทหารรักษาการณ์ไม่ได้ และยิ่งก้าวก่ายเรื่องภายในบ้านของใต้เท้าผู้บัญชาการไม่ได้ด้วย
ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนเป็นจังหวะเบาๆ
นั่นไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากรถม้าที่วิ่งผ่าน ทว่ากลับเป็นแรงสั่นสะเทือนที่หนักหน่วงและเป็นจังหวะพร้อมเพรียงยิ่งกว่า
สีหน้าของหลิวซานเต๋อเปลี่ยนไป ความหละหลวมที่ฝังรากลึกในกระดูกถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังดั่งสัตว์ป่าในพริบตา เขารีบหมอบลงบนเชิงเทินกำแพงเมือง หรี่ตาแคบลง พยายามเพ่งมองเข้าไปในความมืดมิดนอกเมืองอย่างเต็มที่
เพียงเห็นว่าสุดปลายถนนหลวงอันห่างไกล คบเพลิงนับไม่ถ้วนที่เรียงรายดั่งมังกรเพลิงที่โผล่พ้นจากขุมนรก กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ประตูเมืองอย่างเงียบเชียบ
สิ่งที่ทำให้เขาขนหัวลุก ไม่ใช่จำนวนของคบเพลิงเหล่านั้น แต่เป็นเกล็ดเกราะเหล็กที่สะท้อนแสงเย็นชาเยือกเย็นอยู่ภายใต้แสงไฟ และความเงียบงันที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งต่างหาก
นี่ไม่ใช่พวกกบฏ และยิ่งไม่ใช่พวกโจรสลัด
นี่คือ... กองทัพเมืองหลวง!
เขาอ้าปากกว้าง คำว่าศัตรูที่กำลังจะตะโกนแหวกท้องฟ้ายามค่ำคืน และเสียงเตือนภัยอันโหยหวนเพื่อแจ้งข่าวแก่ใต้เท้าผู้บัญชาการ กลับติดแหง็กอยู่ในลำคอตลอดกาล
มีดสั้นเล่มหนึ่งยื่นออกมาจากเงามืดด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับว่าความมืดมิดนั้นได้งอกหนามพิษออกมาเอง มันปาดผ่านลำคอของเขาอย่างแม่นยำและหมดจด
เสียงเลือดพุ่งกระฉูดเข้าไปในหลอดลมดังแผ่วเบา ก่อนจะถูกสายลมหนาวพัดหายไปอย่างรวดเร็ว
แววตาของหลิวซานเต๋อสูญเสียประกายชีวิตไปในพริบตา เรี่ยวแรงในร่างกายถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว
ในภาพสุดท้ายก่อนล้มลง เขามองเห็นลูกน้องสิบกว่าคนที่เคยกอดคอเรียกพี่เรียกน้อง ล้มพับลงกับพื้นอย่างไร้สุ้มเสียงในวินาทีเดียวกัน ราวกับต้นข้าวสาลีที่ถูกเคียวมัจจุราชเกี่ยวตวัด
เบื้องหลังร่างที่ร่วงหล่นแต่ละร่าง ล้วนมีชายชุดดำประดุจภูตผียืนอยู่ พวกเขากำลังเช็ดคราบเลือดบนคมดาบกับเครื่องแบบของคนตายที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นอยู่อย่างใจเย็น
สำหรับปี้จื้อเหยียนแล้ว ประตูเมืองที่ถูกคุมเข้มโดยคนสนิทของผู้บัญชาการทหารแห่งนี้ เปรียบดั่งกำแพงเหล็กที่ไม่อาจเจรจาพาทีหรือสาดน้ำเย็นเข้าใส่ได้
อำนาจและคำสั่งของเขาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
เพราะความจงรักภักดีของคนอย่างหลิวซานเต๋อนั้น ถูกผูกมัดไว้อย่างแน่นหนากับเงินทองของพ่อค้าเกลือ คำสัญญากับเจ้านาย และความโลภของตัวเองจนไม่อาจสั่นคลอนได้
แต่สำหรับโอรสสวรรค์ในค่ำคืนนี้ หินก้อนนี้ที่ขวางทางอยู่ แค่ใช้ของที่แข็งกว่าทุบให้แตกก็สิ้นเรื่อง
ไม่มีการเตือนล่วงหน้า ไม่มีการไต่ถาม
ในการกวาดล้างที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้ในครั้งนี้ ใครก็ตามที่อาจจะส่งสัญญาณเตือนภัย ล้วนไม่มีสิทธิ์ได้รับการจับกุมทั้งสิ้น
ความตายเท่านั้น คือใบเบิกทางเดียวของพวกเขา!
องครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งก้าวข้ามศพของหลิวซานเต๋อที่ยังคงกระตุกเบาๆ ด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ราวกับก้าวข้ามก้อนหินที่ไร้ค่าก้อนหนึ่ง เขาเดินตรงไปที่เครื่องกว้านประตู แล้วออกแรงหมุนร่วมกับชายอีกคน
ด้านล่างของกำแพงเมือง สะพานแขวนอันหนักอึ้งค่อยๆ ถูกลดระดับลงมาท่ามกลางเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดจนน่าเสียวฟัน เปิดทางให้กองทัพเหล็กที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจของราชบัลลังก์ ได้เคลื่อนทัพเข้าสู่เมืองแห่งบาปแห่งนี้
หลูเซี่ยงเซิงขี่ม้ามายืนอยู่ตรงหัวสะพาน เขาออกคำสั่งเสียงเย็นเยียบแก่กองกำลังที่แอบแฝงตัวอยู่ในเมืองล่วงหน้าแล้วว่า "ปิดประตูเมือง! นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ห้ามปล่อยให้แมลงวันบินออกไปได้แม้แต่ตัวเดียว! ผู้ใดมีหนังสือผ่านทางให้กักตัวไว้! ผู้ใดไม่มีหนังสือและพยายามฝ่าฝืน ให้ฆ่าทิ้งทันที!"
...
ในฐานะผู้นำของพ่อค้าเกลือฉางหลู จวนของหวังฝูนั้น หากจะเรียกว่าคฤหาสน์ สู้เรียกว่าป้อมปราการขนาดย่อมเสียยังจะเหมาะกว่า
กำแพงสูงลานบ้านลึก ภายในยังมีหอสังเกตการณ์สร้างไว้อีกด้วย
บ่าวไพร่และผู้คุ้มกันในจวนมีมากถึงสามร้อยกว่าคน ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่เป็นซามูไรไร้สังกัดที่รอนแรมมาจากเกาะตงหยางและทหารผ่านศึกที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้ว
เมื่อทหารกองทัพเมืองหลวงเข้าโอบล้อมคฤหาสน์หรูแห่งนี้ หวังหลิน พ่อบ้านใหญ่ตระกูลหวังผู้ดูแลความเรียบร้อย หรือก็คือหลานชายแท้ๆ ของหวังฝูกลับยังคงมีท่าทีโอหัง
"จงบอกพวกที่อยู่ข้างนอกไป ว่าที่นี่คือจวนตระกูลหวัง! ผู้ใดกล้ากำเริบเสิบสาน ก็อย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!" หวังหลินยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์สูงตระหง่าน ตะโกนด่าทอกองทัพอันมืดฟ้ามัวดินเบื้องล่างเสียงหลง
สิ่งที่ตอบรับเขา คือเสียงลูกธนูแหวกลมดังแหวกอากาศเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
ธนูไฟที่ผูกติดกับขวดน้ำมันหลายสิบดอก พุ่งข้ามกำแพงสูงตกลงสู่เรือนไม้และห้องปีกซ้ายขวาในจวนอย่างแม่นยำ
เพียงได้ยินเสียงระเบิดดังตูมสองสามครั้ง เปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้าในชั่วพริบตา
"ยิงธนู! ยิงปืน!" หวังหลินตาแดงก่ำ ตะโกนสั่งเสียงแหบพร่า
เหล่าผู้คุ้มกันภายในจวนอาศัยกำแพงเป็นที่กำบัง เริ่มยิงธนูและปืนไฟจำนวนหนึ่งตอบโต้กลับไป
ชั่วขณะนั้น ลูกธนูปลิวว่อน เสียงปืนดังกึกก้อง
ทว่าการต่อต้านของพวกเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าอาวุธยุทโธปกรณ์มาตรฐานของกองทัพเมืองหลวง กลับดูน่าขันสิ้นดี
"พังประตู!"
สิ้นเสียงสั่งการของนายกอง ทหารมัดกล้ามเป็นมัดๆ หลายคนก็แบกไม้กระทุ้งประตูขนาดมหึมา ย่ำเท้าหนักแน่นพุ่งเข้าชนประตูใหญ่สีแดงชาดที่หุ้มด้วยแผ่นเหล็กของจวนตระกูลหวัง
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น ประตูใหญ่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ตูม!
ตะปูเหล็กบนประตูเริ่มหลุดกระเด็น
ตูม!
พร้อมกับเสียงไม้แตกหักดังกึกก้อง ประตูใหญ่ทั้งสองบานก็พังครืนลงมา!
"ฆ่า!"
ทหารกองทัพเมืองหลวงที่รออยู่หน้าประตูพุ่งทะลักเข้าไปดั่งกระแสน้ำหลาก กวาดล้างเหล่าผู้คุ้มกันที่ขัดขืนอย่างโหดเหี้ยมและเฉียบขาด
สิ่งที่เรียกว่ายอดฝีมือที่พวกพ่อค้าเกลือชุบเลี้ยงไว้ เมื่ออยู่ต่อหน้าทหารอาชีพที่ได้รับการฝึกฝนทักษะการสังหารมาโดยเฉพาะ กลับเปราะบางราวกับฝูงแกะที่รอคอยการเชือดคอ
เสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงอาวุธปะทะกัน เสียงกระดูกแตกหัก ดังก้องไปทั่วจวน
ทว่ากลุ่มแรกที่พุ่งเข้าไปไม่ใช่ทหารใหม่ของกองทัพเมืองหลวง แต่เป็นหน่วยองครักษ์เสื้อแพรชุดปลาบินกลุ่มหนึ่ง
เป้าหมายของพวกเขา ไม่ใช่ผู้คุ้มกันเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
นายร้อยองครักษ์เสื้อแพรผู้หนึ่งถือกางแผนที่ผังจวนที่เขียนไว้ล่วงหน้า ตะโกนสั่งการลูกน้องว่า "หน่วยเจี่ย ไปที่ภูเขาจำลองในลานหลังบ้าน ตรงนั้นมีทางลับออกไปนอกเมือง! หน่วยอี่ตามข้ามา เป้าหมายคือห้องลับใต้ดินในศาลาบัญชีทิงอวี่! หน่วยปิ่งไปควบคุมตัวผู้หญิงและเด็กในเรือนชั้นใน ห้ามปล่อยให้เล็ดลอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
คำสั่งของเขาชัดเจนและแม่นยำ ราวกับว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้มานานหลายสิบปีแล้ว
นี่แหละคือสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงเน้นย้ำ พลังแห่งข่าวกรอง!
แผนที่เหล่านี้ ตำแหน่งของทางลับเหล่านี้ กลไกของห้องลับเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ได้มาจากการแทรกซึมขององครักษ์เสื้อแพรตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ยังได้มาจากข้อมูลลับสุดยอดที่ลูกน้องเก่าของปี้จื้อเหยียนซึ่งจู่ๆ ก็ 'กลับตัวกลับใจ' หลังจากถูกองครักษ์เสื้อแพรสอบปากคำส่งมาให้อีกด้วย
นายร้อยองครักษ์เสื้อแพรนำหน่วยอี่ พุ่งตรงไปยังห้องหนังสืออันหรูหราที่ลานหลังบ้าน
ขณะนี้ภายในห้องหนังสือข้าวของกระจัดกระจาย เสมียนบัญชีหลายคนกำลังเร่งโยนสมุดบัญชีเข้ากองไฟอย่างเอาเป็นเอาตาย
"จับเป็น!"
หลังจากพังประตูเข้ามา องครักษ์เสื้อแพรก็พุ่งตะครุบดุดันราวกับหมาป่าและพยัคฆ์ร้าย ใช้ทักษะการต่อสู้อันเฉียบขาดทำให้พวกเขาสิ้นฤทธิ์ขัดขืนในพริบตา
นายร้อยเตะเตาไฟกระเด็น รีบคว้าสมุดบัญชีที่ถูกไฟไหม้ตรงขอบไปบ้างแล้วออกมาจากกองไฟ เป่าขี้เถ้าออกอย่างระมัดระวัง
เขากวาดตามองสมุดบัญชี ก่อนจะหันไปจ้องมองหน้าเสมียนบัญชีคนหนึ่งที่ถูกกดตัวราบกับพื้น ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังถามทาง "ห้องลับอยู่ที่ไหน"
เสมียนผู้นั้นมีประกายความเด็ดเดี่ยววาบผ่านแววตา กัดฟันแน่นแล้วหันหน้าหนี
นายร้อยไม่ถามซ้ำสอง เขาส่งสายตาให้ลูกน้องที่กดตัวเสมียนคนนั้นไว้ ลูกน้องเข้าใจความหมายทันที ชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าบู๊ทออกมา แล้วแทงเข้าไปที่ต้นขาของเสมียนอย่างแรง ก่อนจะบิดมีดคว้านเนื้อ!
อ๊าก! เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดบิดเบี้ยวผิดมนุษย์ดังก้องไปทั่วห้องหนังสือ แต่แล้วก็ถูกลูกน้องอีคนใช้ผ้าขี้ริ้วอุดปากไว้แน่นอย่างรวดเร็ว
นายร้อยเดินไปหาเสมียนอีกคนที่หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ใช้ฝักดาบเปื้อนเลือดตบหน้าเขาเบาๆ
"ถึงตาเจ้าแล้ว" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
คนผู้นั้นทนไม่ไหวอีกต่อไป สติแตกกระเจิง ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพรากพลางกรีดร้อง "ข้ายอมพูดแล้ว! ข้ายอมพูดแล้ว! อยู่ที่ชั้นหนังสือ... เป็นชั้นหนังสือ... อย่าฆ่าข้าเลย!"
"ชั้นหนังสืออันไหน เปิดอย่างไร"
"อันขวามือขอรับ! แถวที่สาม ชุดหนังสือจือจื้อทงเจี้ยน! กด... กดตามลำดับ 'เจินกวน' 'ไคหยวน' 'เทียนเป่า'... บิดกลไกตามลำดับนี้ มัน... มันก็จะเปิดออกขอรับ!"
เมื่อนั้นเอง นายร้อยถึงได้เผยรอยยิ้มเย็นชา เดินไปที่ชั้นหนังสือแล้วทำตามคำบอก
เพียงได้ยินเสียงดังกริ๊ก ชั้นหนังสือทั้งตู้ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปด้านข้าง เผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดยาวลงไปในความมืดมิด
"จุดคบเพลิง ลงไป!" เขาตะโกนสั่งลูกน้อง ก่อนจะเสริมอีกประโยค "ขนของข้างในขึ้นมาให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่หีบเดียว! ส่วนไอ้พวกนี้... เก็บมันไว้สักลมหายใจรอมจ่อ รอสอบสวนเสร็จแล้วค่อยจัดการ"
กึก กึก กึก...
ในที่สุด หลังจากรื้อแกลบออกกองหนึ่ง เสียงกระแทกชะแลงเหล็กก็ดังกลวงๆ
"ตรงนี้แหละ!"
เหล่าลูกน้องรีบเข้าไปกวาดแกลบออก ปัดเศษดินดินเหนียวออก เผยให้เห็นแผ่นเหล็กที่พรางตัวเป็นแผ่นปูพื้น
พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันงัดแผ่นเหล็กออก กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเกลือทะเลลอยคลุ้งขึ้นมาจากใต้ดิน
เมื่อจุดคบเพลิงส่องลงไป ก็พบกับห้องใต้ดินขนาดยักษ์ที่กว้างใหญ่เกินจินตนาการ
ความลึกและความกว้างของมัน มากพอจะจุคนได้หลายสิบคน
และสิ่งที่กองพะเนินเทินทึกอยู่ภายใน ไม่ใช่เสบียงอาหาร แต่เป็นถุงเกลือที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าอาบน้ำมันอย่างแน่นหนา!
นายหมู่กระโดดลงไป ใช้มีดกรีดถุงเกลือถุงหนึ่ง เกลือเม็ดสีขาวราวหิมะก็ทะลักออกมา
เขาคว้าขึ้นมาหนึ่งกำมือ ดมใกล้ๆ จมูก แล้วลองแตะปลายลิ้นชิมดู บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแสยะเหี้ยมเกรียม
"ของดีนี่! เกลือเขียวชั้นดีเลย!" เขาลุกขึ้นยืน กวาดตามองถุงเกลือเหล่านั้น และเห็นตัวอักษรที่ถูกประทับด้วยหมึก
เขายกคบเพลิงเข้าไปใกล้ถุงเกลือถุงหนึ่ง แล้วอ่านออกเสียงทีละคำ "หวย... หนาน... ส่งเฉพาะ?"
เขาส่องไฟไปที่อีกถุง บนนั้นเขียนตัวอักษรอย่างชัดเจนว่า "เหลียง... เจ้อ... ห้ามเด็ดขาด!"
เกลือทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเกลือหลวงที่ทางการสั่งห้ามจำหน่ายในเขตฉางหลูอย่างเด็ดขาด แต่มาจากแหล่งผลิตเกลือแห่งอื่น
พ่อค้าเกลือเหล่านี้ไม่ได้ลักลอบค้าเกลือเถื่อนที่ผลิตเองเท่านั้น แต่ยังยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายระบบผูกขาดเกลือของประเทศ ลักลอบนำเกลือหลวงจากที่อื่นมาจำหน่ายต่อ ก่อร่างสร้างเครือข่ายใต้ดินขนาดมหึมา
"อายัดไว้! นับจำนวนถุงเกลือทั้งหมด แล้วปิดผนึกให้เรียบร้อย!" นายหมู่ตะโกนขึ้นไปข้างบน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับค้นพบขุมทรัพย์ "ไปรายงานใต้เท้า ว่าพวกเราขุดเจอเหมืองทองเข้าแล้ว!"
เมืองเทียนจินทั้งเมืองกลายเป็นขุมทรัพย์ที่กำลังถูกผ่าท้องควักไส้ แหล่งกบดานหลายแห่งที่มีลักษณะคล้ายจวนของตระกูลหวังถูกกวาดล้างอย่างแม่นยำในเวลาเดียวกัน
สมบัติล้ำค่า ทองคำ เงินแท่ง และภาพวาดโบราณที่ยึดมาได้ ถูกหามออกมาทีละหีบๆ ส่องประกายความชั่วร้ายภายใต้แสงเพลิง
เกลือเถื่อนนับหมื่นถุงถูกตรวจยึด กองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
และสิ่งที่สำคัญที่สุด ย่อมต้องเป็นสมุดบัญชีที่บันทึกความผิดของพวกมัน และจดหมายติดต่อเจรจากับขุนนางในพื้นที่ต่างๆ !
...
ยามดึกสงัด เถียนเอ่อร์เกิง ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ชุดปลาบินบนตัวเขาราวกับมีชีวิตขึ้นมาท่ามกลางแสงเพลิงที่วูบไหว สัตว์ร้ายบนเสื้อเตรียมพร้อมจะกลืนกินผู้คน
เบื้องล่างของเขา คือกลุ่มพ่อค้าเกลือและขุนนางที่คุกเข่าตัวสั่นเทาเรียงรายอยู่
บนโต๊ะยาวตัวนั้น เต็มไปด้วยสมุดบัญชีหลักที่เพิ่งยึดมาได้จากแหล่งต่างๆ
เขาไม่ได้เปิดดูบัญชีรายรับรายจ่ายด้วยตนเอง เพราะมีเสมียนใต้บังคับบัญชาคอยจัดการให้แล้ว เขาเลือกดูเฉพาะสมุดบัญชีลับที่บันทึกการติดสินบนเป็นกรณีพิเศษ และจดหมายเหล่านั้นเท่านั้น
"ใต้เท้า โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด! ผู้น้อย... ผู้น้อยเป็นแค่ผู้น้อยจริงๆ หวังฝูเป็นคนบังคับให้ผู้น้อยทำทั้งหมดเลยขอรับ!" ขุนนางกรมเกลือคนหนึ่งที่ถูกจับมาร้องไห้คร่ำครวญ
เถียนเอ่อร์เกิงขี้เกียจแม้แต่จะปรายตามอง สั่งการลูกน้องข้างกายเสียงเรียบ "ตัดลิ้นมันทิ้งเสีย หนวกหู"
ลูกน้องไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย รีบลากขุนนางผู้นั้นออกไปข้างนอกทันที ไม่นานนักก็มีเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสแทบขาดใจดังแว่วมา แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ
คนอื่นๆ ในศาลบรรพชนยิ่งตัวสั่นเทิ้มหนักกว่าเดิม
ทันใดนั้น พ่อค้าเกลือหนุ่มคนหนึ่งก็ถูกคุมตัวเข้ามา
ดูเหมือนเขาจะตกใจกลัวจนสติแตก กลับกล้าหาญบ้าบิ่นขึ้นมาอย่างไม่กลัวตาย เขาแผดเสียงใส่เถียนเอ่อร์เกิง "ท่านแตะต้องข้าไม่ได้นะ! ข้าจะบอกให้ ลุงของข้าคือราชบัณฑิตแห่งตงเก๋อใต้เท้าหลิน! หากท่านแตะต้องข้า ลุงของข้าไม่มีทางปล่อยท่านไว้แน่!"
เมื่อได้ยินดังนี้ ในที่สุดเถียนเอ่อร์เกิงก็มีปฏิกิริยา
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหาพ่อค้าหนุ่มทีละก้าว บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มราวกับแมวหยอกหนูปรากฏขึ้น
เขายกเท้าขึ้น แล้วเตะเข้าที่ท้องของพ่อค้าเกลือผู้นั้นอย่างดูเหมือนไม่ได้ออกแรงอะไร
อั้ก! พ่อค้าเกลือลอยละลิ่วราวกับกระสอบป่นๆ กระแทกเข้ากับเสาด้านหลังอย่างแรง แล้วสำลักน้ำย่อยออกมา
"ดีมาก" น้ำเสียงของเถียนเอ่อร์เกิงแฝงความเย็นเยียบทะลุถึงกระดูก
"รอข้าจับเจ้าเสร็จแล้ว ข้าจะไปจับลุงของเจ้าต่อ"
ในแววตาของพ่อค้าหนุ่ม ความหวังริบหรี่สุดท้ายและความจองหองพองขนถูกดับมอดลงอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงความหวาดกลัวอันไร้ที่สิ้นสุด
ค่ำคืนนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้ ผู้หนุนหลังหรือเส้นสายใดๆ ล้วนเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันทั้งสิ้น
ทุกคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า ผู้ที่หนุนหลังหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้อยู่ ก็คือสวรรค์!
"เอาตัวไป!" เถียนเอ่อร์เกิงโบกมืออย่างรำคาญ ราวกับกำลังปัดแมลงวัน
เถียนเอ่อร์เกิงเดินกลับไปที่โต๊ะ เขาชื่นชอบความรู้สึกเช่นนี้มาก
ไม่ใช่ชื่นชอบการฆ่าฟัน แต่ชื่นชอบความรู้สึกนี้... ความรู้สึกของการควบคุมทุกสิ่งไว้ในกำมือ การขยายอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ตอนนั้นเอง นายพันผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบตัวเปื้อนเลือดเข้ามา คุกเข่าข้างหนึ่ง รายงานเสียงร้อนรน
"ใต้เท้าผู้บัญชาการ! ฐานที่มั่นส่วนใหญ่ถูกกวาดล้างหมดแล้ว! แต่... แต่ฐานที่มั่นอู่เรือเหล็กของพรรคเกลือทางตะวันตกของเมือง กำลังต่อต้านอย่างบ้าคลั่งขอรับ!"
เถียนเอ่อร์เกิงเลิกคิ้วขึ้น
"อู่เรือเหล็กเป็นรังเก่าที่หวังจงไห่ใช้ซ่องสุมกำลังมาหลายปี ภายในนั้นมีพวกเดนตายไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน ล้วนเป็นพวกโจรเหี้ยมโหดที่กระหายเลือดทั้งสิ้น!" นายพันหอบหายใจแรง
"พวกมันอาศัยอู่เรือที่แข็งแกร่งและป้อมปราการที่สร้างเตรียมไว้ล่วงหน้า ใช้ปืนไฟและหน้าไม้ปิดล้อมทางเข้าไว้ทั้งหมด พวกเรา... พวกเราบุกโจมตีไปสองครั้ง แต่ก็ถูกตีโต้กลับมาขอรับ!"
แววตาของเถียนเอ่อร์เกิง ในที่สุดก็เย็นชาลง
"ฝูงหนูใกล้ตาย ยังกล้าแว้งกัดอีกหรือ"
[จบแล้ว]