- หน้าแรก
- พลธนูระบบสุ่มบัฟ: ใครว่าอาชีพธรรมดาจะก้าวเป็นเทพไม่ได้!
- บทที่ 32 - คลื่นซอมบี้
บทที่ 32 - คลื่นซอมบี้
บทที่ 32 - คลื่นซอมบี้
บทที่ 32 - คลื่นซอมบี้
วันรุ่งขึ้น ซูมู่ยังคงเดินหน้าฟาร์มเลเวลด้วยวงจรเดิมๆ ที่แสนจะน่าเบื่อแต่โคตรมีประสิทธิภาพ
วันนี้เป็นวันที่เจ็ดและเป็นวันสุดท้ายของการออกมาใช้ชีวิตในป่ารกร้าง ตกบ่ายเขาก็ต้องเก็บกระเป๋าเดินทางกลับเมืองแล้ว
เขานั่งคำนวณในใจ ถ้าวันนี้อัดเต็มสูบ โอกาสที่จะทะลวงขึ้นเลเวลสิบเจ็ดก็ยังมีหวัง
และถ้าเขาแตะเลเวลสิบเจ็ดได้จริงๆ ล่ะก็ อย่าว่าแต่จะเป็นที่หนึ่งของเมืองเลย ต่อให้เอาไปเทียบกับทั้งมณฑล เขาก็ต้องยืนหนึ่งแบบไร้คู่แข่ง คว้าตำแหน่งแชมป์ของมณฑลมานอนกอดได้สบายๆ แน่นอน
แต่ทว่า ในจังหวะที่เขาเพิ่งจะเคลียร์มอนสเตอร์ชุดใหญ่ไปหมาดๆ และกำลังจะนั่งพักเหนื่อยนั้นเอง
"ครืนนนนน"
เสียงดังกึกก้องประหนึ่งฟ้าร้องดังแว่วมาจากที่ไกลๆ แถมเสียงนั้นยังขยับใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วและดังสนั่นขึ้นเรื่อยๆ
ในเสียงนั้นแฝงไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนที่กำลังวิ่งหนีตายแตกตื่น
ซูมู่ใจคอไม่ดี เขารีบกระโดดขึ้นไปยืนบนก้อนหินที่สูงหน่อยเพื่อมองดูสถานการณ์
ภาพที่ปรากฏแกสายตาคือที่ปลายหุบเขาอีกด้านหนึ่ง ฝุ่นควันลอยตลบอบอวล เงาคนจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังวิ่งหนีตายหน้าตั้งตรงมาทางนี้
รูม่านตาของเขาหดเกร็ง เขาสับตีนแตกหันหลังวิ่งหนีทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
ความเร็วของเขาพุ่งถึงขีดสุด บัฟจากสกิลติดตัว [เหินวายุ] เริ่มทำงานและซ้อนทับกัน
เขาพุ่งพรวดไปถึงสันเขาอีกแห่งที่สูงกว่า แล้วหันกลับไปมอง
ภาพเบื้องหน้าทำเอาเขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งหัวใจ ความหนาวเหน็บพุ่งพล่านจากฝ่าเท้าขึ้นไปยันสมอง
ไกลสุดลูกหูลูกตา พื้นที่รกร้างและหุบเขาที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ถูกกลืนกินไปด้วย "คลื่น" สีเทาดำทะมึน
มันคือฝูงมอนสเตอร์อันเดดจำนวนมหาศาลที่กะเกณฑ์ด้วยสายตาไม่ได้เลย
โครงกระดูก ซอมบี้ วิญญาณเร่ร่อน สัตว์ร้ายกลายพันธุ์... พวกมันรวมตัวกันเป็นมหาภัยพิบัติที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง
พวกมันแผดเสียงคำราม วิ่งเหยียบย่ำกันเอง เคลื่อนตัวไปข้างหน้าราวกับกำแพงยักษ์ที่พังทลายลงมา ไม่ว่ามันจะกวาดผ่านไปที่ไหน ที่นั่นก็จะเหลือแต่ความพินาศย่อยยับ
"คลื่นซอมบี้ นี่มันคลื่นศพชัดๆ"
คำศัพท์จากในตำราเรียนที่นิยามถึงความตายและการทำลายล้างผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที
การปะทุของคลื่นซอมบี้แต่ละครั้งหมายถึงหายนะระดับชาติ ใครก็ตามที่หลงอยู่ในป่าตอนที่เกิดเหตุการณ์นี้ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น โอกาสรอดแทบจะเป็นศูนย์
ทางรอดเดียวคือต้องวิ่งหนีกลับเข้าไปหลบหลังกำแพงเมืองอันแข็งแกร่งที่มีกองทัพคอยคุ้มกันเท่านั้น
เหงื่อเย็นๆ ไหลชโลมแผ่นหลัง เขาไม่กล้าชักช้าแม้วินาทีเดียว รีบรีดเค้นความเร็วทั้งหมดที่มี วิ่งหนีตายมุ่งหน้ากลับเมืองให้ไวที่สุด
ห่างออกไปทางด้านหลังของเขาไม่ไกลนัก ก็คือปาร์ตี้ห้าคนที่เขาเจอเมื่อวาน
พวกเขาก็ดวงซวยเจอคลื่นซอมบี้เหมือนกัน ตอนนี้แต่ละคนสภาพสะบักสะบอม หน้าซีดเป็นไก่ต้ม วิ่งหนีตายกันสุดชีวิต
นักรบสายใจร้อนวิ่งไปด่าไปอย่างสิ้นหวัง
"แม่งเอ๊ย สมาคมอาชีพมันมัวทำหอกอะไรอยู่วะ แล้วกองกำลังป้องกันเมืองหายหัวไปไหนหมด"
"คลื่นซอมบี้มันก่อตัวมาเป็นชั่วโมงแล้ว ทำไมยังไม่มีพวกระดับสูงโผล่หัวมาช่วยอีก หรือพวกมันกะจะปล่อยให้พวกเราตายห่ากันอยู่ที่นี่วะ"
การวิ่งหนีแบบมาราธอนสูบพลังงานและสภาพจิตใจของทุกคนไปจนก๊อกสุดท้าย
ซูมู่เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างชัดเจน นักเวทที่รั้งท้ายในปาร์ตี้ของพวกเขา มานาหมดเกลี้ยง ขาอ่อนแรงสะดุดล้ม ความเร็วตกไปแค่วินาทีเดียว
แค่วินาทีเดียวเท่านั้น
[สุนัขล่าเนื้อโครงกระดูก] ที่วิ่งไวปานจรวดสองสามตัวก็พุ่งพรวดมาจากด้านข้าง กระโจนขย้ำนักเวทคนนั้นล้มกลิ้งลงไปกับพื้น
"ไม่นะ" หัวหน้าแทงก์ตาเหลือกแทบถลนออกจากเบ้า พยายามจะหันกลับไปช่วยลูกทีม
แต่มันสายไปเสียแล้ว
ฝูงอันเดดตัวอื่นๆ ที่ได้กลิ่นเลือดก็แห่กันเข้ามารุมทึ้งร่างนั้นราวกับฝูงฉลามคลั่ง
เสียงกรีดร้องโหยหวนขาดห้วงไปในพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงบดเคี้ยวและเสียงฉีกกระชากเนื้อที่ฟังแล้วชวนขนหัวลุก...
ภาพความโหดร้ายและน่าสลดใจเกิดขึ้นให้เห็นสดๆ ร้อนๆ ตรงหน้า
ชีวิตมันช่างเปราะบางเหลือเกินเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งของคลื่นซอมบี้
ซูมู่กัดฟันกรอด พยายามสะกดกลั้นความหวาดกลัวที่ปะทุขึ้นในใจ ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองอีก
เขามุ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การเค้นพลังวิ่งให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ต้องรอดให้ได้ ยังไงก็ต้องรอดให้ได้
เสียงคำรามและแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินดังไล่หลังมาติดๆ เกลียวคลื่นสีเทาดำพร้อมจะกลืนกินเขาทุกเมื่อ
ซูมู่รู้ตัวดีว่าสถานการณ์มันจวนตัวเต็มที ขืนเอาแต่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องโดนคลื่นมรณะนี่ดูดกลืนหายไปแน่
เพราะพวกมันไม่ได้แค่ตามล่ามาจากข้างหลัง แต่มันยังพากันลากเอามอนสเตอร์ป่ารายทางมาสมทบด้วย ขนาดของคลื่นจึงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนก้อนหิมะที่กลิ้งลงมาจากภูเขา
ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจบไม่สวยแน่
แววตาของซูมู่ฉายความเด็ดเดี่ยว เขาเบรกตัวโก่ง หันกลับมาง้างธนูเตรียมยิง
สิ่งเดียวที่เขาพอจะพึ่งพาได้ในเวลานี้ คือสกิลติดตัวที่เพิ่งได้มาเมื่อวานนี้... [เหินวายุ]
"มีแต่ต้องเสี่ยงตายแล้วเว้ย"
เขาสบถลั่น ก่อนจะสาดลูกศรรัวเป็นปืนกลใส่พวก [สุนัขล่าเนื้อโครงกระดูก] และ [ซอมบี้ว่องไว] ที่วิ่งนำหน้าสุด
ลบ 58 ลบ 58 ลบ 58...
พร้อมๆ กับตัวเลขดาเมจที่เด้งขึ้น เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานเบาหวิวที่พุ่งพล่านเข้าสู่ท่อนขา
เอฟเฟกต์ [เหินวายุ] ทำงานแล้ว ความเร็วการเคลื่อนที่บวก 1 เปอร์เซ็นต์ บวก 1 เปอร์เซ็นต์ บวก 1 เปอร์เซ็นต์...
เขาถอยร่นไปพลาง ยิงธนูสวนกลับไปพลาง
ช่วงแรกมันทุลักทุเลสุดๆ บัฟความเร็วมันขึ้นช้ามาก หลายจังหวะที่เขาเกือบจะโดนมอนสเตอร์ตัวที่วิ่งไวที่สุดตะปบเอา ดีที่ได้ค่ายกลศรดาราช่วยบล็อกและกระแทกพวกมันออกไปได้หวุดหวิด
เขาต้องกะระยะห่างระหว่างตัวเองกับมอนสเตอร์แถวหน้าสุดให้เป๊ะเว่อร์
ห่างเกินไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวเอฟเฟกต์ [เหินวายุ] หมดเวลาห้าวินาที บัฟความเร็วก็จะหายวับไปกับตา แล้วเขาก็ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่
แต่ถ้าใกล้เกินไปก็โดนรุมทึ้งตายห่าแน่นอน
ภาพเหตุการณ์สุดประหลาดจึงเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินรกร้าง
ด้านหน้า มีร่างๆ หนึ่งกำลังวิ่งถอยหลัง พร้อมกับสาดพายุลูกศรใส่กองทัพที่ตามมาอย่างไม่ขาดสาย
ด้านหลัง คือมหาคลื่นซอมบี้ที่กู่ร้องคำรามบ้าคลั่งราวกับเกลียวคลื่นมฤตยูที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ทั้งสองฝ่ายรักษาระยะห่างที่ดูเหมือนจะอันตรายสุดๆ แต่ก็ไม่มีใครล้ำเส้นใครได้
ซูมู่เหมือนกำลังเต้นรำอยู่บนคมมีด อาศัยการโจมตีเพื่อรีเฟรชบัฟความเร็วให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ดันทุรังถากถางหาทางรอดจากขุมนรกนี้ให้จงได้
แต่สีหน้าของเขากลับย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาต้องใช้สมาธิขั้นสูงสุด ทั้งแรงกายและมานาก็ถูกผลาญไปอย่างรวดเร็ว
นี่มันคือการดื่มยาพิษแก้กระหายชัดๆ ถ้าพลาดแค่นิดเดียว หรือมานาหมดจนเปิดค่ายกลศรดาราไม่ได้เมื่อไหร่ เขาจะถูกคลื่นมรณะนี่กลืนกินหายไปในพริบตา
และภาพการหนีตายสุดระทึกนี้ ก็ดันไปเข้าตาหน่วยกู้ภัยที่บินโฉบมาพอดี
พวกเขาคือกองทหารที่ควบ [กริฟฟอน] ร่างยักษ์บินอยู่บนท้องฟ้า
ในพื้นที่ป่ารกร้าง คลื่นพลังงานที่ปั่นป่วนและพวกมอนสเตอร์มักจะทำให้เครื่องยนต์ของยานพาหนะล้ำยุคขัดข้อง การบินด้วยเครื่องบินจึงทำได้ยาก
จะมีก็แต่สัตว์พาหนะบินได้ที่ถูกฝึกโดยอาชีพนักฝึกสัตว์ หรือไม่ก็ยอดฝีมือระดับคลาสสามขึ้นไปที่มีสกิลบินได้เท่านั้น ถึงจะสามารถโบยบินอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ
"เฮ้ย ดูข้างล่างนั่นสิ ไอ้หมอนั่นมัน..." อัศวินกริฟฟอนคนหนึ่งชี้มือลงไปข้างล่าง เสียงสั่นด้วยความตกตะลึง
"มันกำลัง... หลอกใช้คลื่นซอมบี้ปั่นบัฟความเร็วให้ตัวเองงั้นเหรอ" หัวหน้าหน่วยกู้ภัยถึงกับอ้าปากค้าง
จากมุมมองของพวกเขา ความเร็วของซูมู่แซงหน้าพวกมอนสเตอร์ทัพหน้าไปไกลแล้ว
แต่หมอนี่กลับไม่ยอมวิ่งหนีไปให้พ้นๆ ดันวิ่งถอยหลังยิงสวนซะงั้น นี่มันการกระทำของพวกคนบ้าชัดๆ
พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า ที่ซูมู่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะเขาจวนตัวจนกรอบไปหมดแล้วต่างหาก
"ลดระดับความสูงลง ลงไปช่วยเขาก่อน" หัวหน้าหน่วยสั่งการเฉียบขาด
กริฟฟอนหลายตัวดิ่งพสุธาลงมาอย่างรวดเร็ว แรงลมจากปีกของพวกมันพัดเอาฝุ่นดินฟุ้งกระจาย
อัศวินนายหนึ่งยื่นมือออกไปหาซูมู่ "รีบจับมือฉันไว้"
เมื่อซูมู่เห็นหน่วยกู้ภัย หินก้อนยักษ์ที่ทับอกอยู่ก็ถูกยกออกไปทันที เขากระโดดสุดแรงเอื้อมมือไปคว้ามือของอัศวิน แล้วถูกดึงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังอันกว้างขวางของกริฟฟอน
ทันทีที่ขึ้นมาได้เขาก็ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้น ปากหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ เหงื่อกาฬไหลชุ่มจนเสื้อผ้าเปียกโชกไปทั้งตัว
ในขณะที่คนอื่นๆ ที่ถูกช่วยขึ้นมานั่งอยู่ข้างๆ ต่างก็พากันจ้องมองเขาด้วยสายตาราวกับกำลังมองดูสัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
[จบแล้ว]