เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 670 - เควสต์หลัก

บทที่ 670 - เควสต์หลัก

บทที่ 670 - เควสต์หลัก


บทที่ 670 - เควสต์หลัก

[แม้ในทางปฏิบัติมันจะไม่ได้ง่ายอย่างที่พูด แต่ความคิดของนายถูกต้องแล้ว... ถ้านายสามารถสยบพลังอันไร้ขอบเขตได้ นายก็จะทะลวงผ่านระดับที่เหนือกว่าไร้ขอบเขตขึ้นไปได้อีก]

[ทว่ามันยากมาก ยอดฝีมือระดับไร้ขอบเขตส่วนใหญ่ล้วนทำไม่ได้กันทั้งนั้น]

จางหยวนมองคำตอบของเทพแห่งดวงดาวด้วยจิตใจที่สั่นสะท้านอย่างหนัก

ไร้ขอบเขตคือจุดสิ้นสุดของการบำเพ็ญเพียร

ทว่าบนโลกกลับมีพลังที่เหนือกว่าระดับไร้ขอบเขตดำรงอยู่!

โลกใบเล็กๆ นั่นกลับมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เชียวเหรอ

วินาทีนี้จางหยวนถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าประโยคที่บอกว่า 'เปิดกล่องแพนโดร่า' ในเควสต์ความลับของเทพแห่งดวงดาวมันหมายความว่ายังไง

จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ ย่อมต้องมียอดฝีมือระดับไร้ขอบเขตที่เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของการบำเพ็ญเพียรอยู่อย่างแน่นอน

และยอดฝีมือเหล่านั้นหากต้องการทะลวงระดับ ก็จำเป็นต้องตามหาพลังอันไร้ขอบเขต... ในขณะที่โลกซึ่งเป็นดาวกำเนิดมรรคาที่มีพลังอันไร้ขอบเขตซุกซ่อนอยู่ หากข้อมูลนี้รั่วไหลออกไป ก็ไม่รู้เลยว่าจะมีระดับไร้ขอบเขตจำนวนเท่าไหร่แห่กันไปที่โลกเพื่อแย่งชิงพลังนี้

เมื่อคิดได้เช่นนี้ จางหยวนก็รีบถามทันที "เทพแห่งดวงดาว ในเมื่อโลกเป็นดาวกำเนิดมรรคา งั้นที่นั่นมียอดฝีมือระดับไร้ขอบเขตคอยเฝ้าอยู่ไหม"

[โดยทั่วไปแล้ว โลกที่จะกลายเป็นดาวกำเนิดมรรคาได้ ล้วนเป็นโลกชั้นยอดระดับท็อปของจักรวาล ซึ่งภายในนั้นไม่ได้มีระดับไร้ขอบเขตคอยเฝ้าดูแลอยู่แค่คนเดียว ไม่อย่างนั้นคงปกป้องพลังอันไร้ขอบเขตของดาวกำเนิดมรรคาเอาไว้ไม่ได้หรอก]

จางหยวนสังเกตเห็นคีย์เวิร์ดสำคัญในคำพูดของเทพแห่งดวงดาว "โดยทั่วไปเหรอ งั้นโลกก็ไม่ทั่วไปสินะ"

[ถูกต้อง โลกถือเป็นข้อยกเว้นในหมู่ดาวกำเนิดมรรคา... แม้โลกใบนี้จะมีพลังอันไร้ขอบเขตอยู่ ทว่ากลับไม่มีขุมพลังปกป้องที่สมน้ำสมเนื้อกันเลย ต่อให้สุ่มเอามหาจักรพรรดิจากหมื่นภพภูมิสักคนไปที่โลก ก็สามารถยึดครองโลกและช่วงชิงพลังอันไร้ขอบเขตไปได้อย่างง่ายดาย]

จางหยวนตกใจหนัก "บ้านเกิดฉันกากขนาดนั้นเลยเหรอ"

[ใช่แล้ว โลกนั้นพิเศษมาก หากความลับเรื่องที่มันเป็นดาวกำเนิดมรรคาถูกเปิดเผย สิ่งที่รอคอยมันอยู่ก็มีเพียงความพินาศเท่านั้น]

[วิถีสวรรค์แห่งโลกเองก็รู้ถึงจุดนี้ดี เพื่อเป็นการปกป้องตัวเอง มันจึงให้กำเนิดโลกบริวารจำนวนมหาศาลขึ้นมาในจักรวาล ส่วนตัวมันก็นำโลกไปซ่อนไว้ในโลกบริวารใบใดใบหนึ่งเพื่อพรางตัว]

[หมื่นภพภูมิก็คือหนึ่งในโลกบริวารที่วิถีสวรรค์แห่งโลกให้กำเนิดขึ้นมา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในหมื่นภพภูมิถึงมีตัวละครจากตำนานเทพปกรณัมของโลกอยู่ เพราะในช่วงแรกเริ่มของการก่อกำเนิดหมื่นภพภูมิ วิถีสวรรค์แห่งโลกได้ใช้ตำนานผานกู่เบิกฟ้าเปิดดินเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์มันขึ้นมายังไงล่ะ]

จางหยวนเอ่ยด้วยความตะลึงงัน "ถ้างั้นการที่ราชันที่หนึ่งกับฉันทะลุมิติมาที่โลกหลานซิง มันเป็นเพราะอะไรกันแน่"

[พูดง่ายๆ ก็คือการหว่านแหจับปลา ในเมื่อโลกคือดาวกำเนิดมรรคา อย่างน้อยมันก็ต้องการระดับไร้ขอบเขตสักคนมาคอยปกป้อง ดังนั้นวิถีสวรรค์แห่งโลกจึงคัดเลือกต้นกล้าชั้นดีจากบนโลกอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็สุ่มส่งต้นกล้าเหล่านั้นไปยังต่างโลกต่างๆ เพื่อให้พวกเขาสะสมความแข็งแกร่ง]

[เมื่อจำนวนผู้ข้ามมิติมีมากขึ้น ท้ายที่สุดย่อมต้องมีผู้ข้ามมิติที่เติบโตจนกลายเป็นระดับไร้ขอบเขตในจักรวาลได้สำเร็จ และนายกับราชันที่หนึ่งก็คือผู้โชคดีที่ถูกวิถีสวรรค์แห่งโลกเลือกตัวมา]

จางหยวน "งั้นระบบก็เป็นฝีมือของวิถีสวรรค์แห่งโลกด้วยเหรอ"

[ระบบของผู้ข้ามมิติบางส่วนอาจจะเป็นฝีมือของวิถีสวรรค์แห่งโลก แต่ฉันไม่ใช่]

"คุณไม่ใช่เหรอ"

[อืม จากบันทึกในล็อกของระบบ ตอนที่นายข้ามมิติมา นิ้วทองคำที่วิถีสวรรค์แห่งโลกมอบให้กับนาย ก็คือการเลือกสิบกระบี่เลื่องชื่ออย่างกระบี่เซวียนหยวนมาเป็นอาวุธประจำตัว พร้อมกับสิทธิ์ในการสุ่มของวิเศษระดับสูงจากค่ายกลดาราแห่งโชคชะตา]

[ส่วนกลุ่มดาวพิเศษ พรสวรรค์ แล้วก็ระบบความสำเร็จนี้... ล้วนไม่ได้เป็นของวิถีสวรรค์แห่งโลก]

จางหยวน "แล้วมันมาจากไหนกัน"

[ขออภัยด้วย เรื่องพวกนี้ไม่มีบันทึกไว้ในล็อกของระบบ แต่กลุ่มดาวพิเศษกับพรสวรรค์ของนายไม่ได้อยู่ในขอบเขตของระบบ นี่แสดงให้เห็นว่าเบื้องหลังของนายมีสุดยอดฝีมือคอยหนุนหลังอยู่อย่างน้อยสองคน]

จางหยวน "แล้วตอนนี้เควสต์หลักของระบบคืออะไร"

[สำหรับตอนนี้ ก็คือการทำให้นายกลายเป็นระดับไร้ขอบเขต กลับไปยังโลก และครอบครองพลังอันไร้ขอบเขต]

จางหยวนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น "โอเค งั้นตอนนี้พวกเรามาเรียบเรียงข้อมูลที่รู้กันก่อนดีกว่า"

"โลกคือดาวกำเนิดมรรคา แต่โลกกลับไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คอยปกป้อง เพื่อเป็นการช่วยเหลือตัวเอง โลกก็เลยส่งฉันข้ามมิติมาที่โลกหลานซิง"

"ถึงแม้ระบบของฉันจะไม่ได้เป็นฝีมือของวิถีสวรรค์แห่งโลก แต่เป้าหมายของเควสต์หลักก็สอดคล้องกับวิถีสวรรค์แห่งโลก นั่นคือการทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น ดูจากทรงนี้แล้ว... ผู้สร้างระบบที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลัง ตอนนี้ก็น่าจะเป็นพวกเดียวกับเรา"

"จริงสิ ก่อนหน้านี้เสี่ยวโยวเคยบอกว่าการตามหาซากร่างของเทพแห่งดวงดาวคือเควสต์เบิกทางสู่ความลับขั้นสุดยอดของโลกหลานซิง แล้วความลับขั้นสุดยอดที่ว่านั่นมันคืออะไรกัน"

[ในโลกหลานซิงมีจุดเทเลพอร์ตเพียงแห่งเดียวในหมื่นภพภูมิที่สามารถเดินทางไปยังโลกได้ แต่ฉันไม่แนะนำให้เปิดใช้งานในตอนนี้ เพราะเมื่อเปิดเส้นทางหวนกลับแล้ว ก็มีโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลออกไป]

จางหยวนพยักหน้ารับ "อืม ฉันก็เห็นด้วย การเปิดเควสต์หลักของโลกหลานซิงในตอนนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย"

ตามที่เทพแห่งดวงดาวบอก พลังอันไร้ขอบเขตของดาวกำเนิดมรรคานั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับไร้ขอบเขตก็ใช่ว่าจะสยบมันได้ ตอนนี้ระดับพลังของเขายังห่างจากระดับไร้ขอบเขตอยู่อีกตั้งสามระดับใหญ่ ขืนเปิดเส้นทางกลับไปตอนนี้ก็รังแต่จะเปล่าประโยชน์

เสี่ยวโยวพูดแทรกขึ้นมาทันที "แต่ฉันก็มีคำถามเหมือนกัน ถ้าเจ้านายไม่ทำเควสต์หลัก แล้วพลังงานที่ระบบผลาญไปจะฟื้นฟูให้กลับมาเร็วๆ ได้ยังไงล่ะ"

เรื่องดาวกำเนิดมรรคาที่จางหยวนกับเทพแห่งดวงดาวคุยกันอยู่ มันเป็นเรื่องหลังจากบรรลุระดับไร้ขอบเขตไปแล้ว ซึ่งมันดูห่างไกลเกินไป

เมื่อเทียบกับเรื่องราวหลังจากบรรลุระดับไร้ขอบเขต เธอสนใจมากกว่าว่าเจ้านายจะบำเพ็ญเพียรจากระดับเต้าจู่ไปจนถึงระดับไร้ขอบเขตได้อย่างไร

ตอนนี้พลังงานของระบบแทบจะเหือดแห้ง หากไม่รีบเติมพลังงานให้ทันเวลา ระบบก็จะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรจางหยวนได้อีก ถึงตอนนั้นระบบก็คงไม่ต่างอะไรกับของประดับบารมี

[เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ฉันสามารถเปิดเควสต์หลักอันใหม่โดยอ้างอิงจากสิ่งที่จางหยวนทำได้ และใช้สิ่งนั้นในการดูดซับพลังงาน]

เสี่ยวโยวอุทานด้วยความตกใจ "เล่นแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ"

เธอเป็นแค่ภูตระบบตัวน้อยๆ สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่ช่วยเปิดประตูหลังให้จางหยวน จากนั้นก็ช่วยเขาข้ามเควสต์หลักไปก็เท่านั้น

เธอไม่นึกเลยว่าตอนนี้เทพแห่งดวงดาวจะสามารถแก้ไขเควสต์หลักได้โดยตรง!

แบบนี้ก็ไร้เทียมทานไปเลยไม่ใช่หรือไง

[ถึงยังไงจุดประสงค์หลักของระบบก็คือการทำให้จางหยวนแข็งแกร่งขึ้น เรื่องใดก็ตามที่ช่วยให้เขาเก่งขึ้น ย่อมถือเป็นเควสต์หลักได้ทั้งหมด อย่างเช่นสิ่งนี้ไง]

สิ้นคำกล่าวของเทพแห่งดวงดาว บนหน้าต่างระบบของจางหยวนก็มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาทันที

[เควสต์วิถีสวรรค์ 'สุสานจื้อจุน' ถูกกระตุ้นแล้ว]

[สุสานจื้อจุน: ภายในหมื่นภพภูมิ มียอดฝีมือระดับจื้อจุนผู้ล่วงลับท่านหนึ่ง ดูเหมือนว่าภายในสุสานของเขาจะมีความลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่ กรุณาเดินทางไปสำรวจที่สุสานจื้อจุน]

จางหยวนมองเควสต์วิถีสวรรค์อันใหม่บนหน้าต่างระบบของตัวเอง เขาอดไม่ได้ที่จะถามเทพแห่งดวงดาวด้วยความอยากรู้ "สรุปก็คือ ภายใต้การจัดการของคุณ ไม่ว่าฉันจะทำอะไรก็สามารถกลายเป็นเควสต์หลักได้หมดเลยใช่ไหม"

[ในทางทฤษฎีก็ใช่ แต่สิ่งที่เรียกว่าเควสต์หลัก แก่นแท้ของมันก็คือการทำให้ตัวนายแข็งแกร่งขึ้น ขอแค่นายเก่งขึ้น ระบบก็สามารถรับผลตอบแทนจากผู้สร้างระบบ และนำมันมาส่งต่อให้นายได้]

[หากนำเรื่องเล็กน้อยอย่าง 'การกินข้าวสักมื้อ' หรือ 'การฆ่ามอนสเตอร์กีกี้สักตัว' มาตั้งเป็นเควสต์หลักล่ะก็ ต่อให้นายทำเควสต์สำเร็จ ระบบก็จะไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ กลับมาเลย]

[การเดินทางไปยังสุสานจื้อจุนคือเควสต์หลักที่ดีที่สุดที่ฉันอนุมานได้จากข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ หากนายไปที่สุสานจื้อจุน บางทีอาจจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง]

"เข้าใจแล้ว"

จางหยวนพยักหน้ารับพลางเอ่ยต่อ "กะจากเวลาแล้ว ทางฝั่งดร.หายนะก็น่าจะมีความคืบหน้าแล้วล่ะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 670 - เควสต์หลัก

คัดลอกลิงก์แล้ว