- หน้าแรก
- โคตรจะเหลือเชื่อ เพิ่งเปลี่ยนอาชีพก็อัญเชิญพญามังกรฟ้าดับสูญโลกา
- บทที่ 59 - จิตสังหารอันหนักอึ้ง! เผชิญหน้าญาติใจอำมหิต
บทที่ 59 - จิตสังหารอันหนักอึ้ง! เผชิญหน้าญาติใจอำมหิต
บทที่ 59 - จิตสังหารอันหนักอึ้ง! เผชิญหน้าญาติใจอำมหิต
บทที่ 59 - จิตสังหารอันหนักอึ้ง! เผชิญหน้าญาติใจอำมหิต
อาจารย์ใหญ่จ้าวหลงจวินยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น
อืม...
สาเหตุหลักก็คือหวังเฉินทำให้เขาภูมิใจมากจริงๆ!
ต้องรู้ก่อนว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของมณฑลหนานโจวในปีนี้ คนที่ออกข้อสอบคืออาชูร่าหน้าเหล็กหลิวเซินคนนั้นเชียวนะ!
ในอดีต ตราบใดที่เป็นข้อสอบที่ยอดฝีมือคนนี้เป็นคนออก ย่อมขึ้นชื่อว่ายากที่สุดในแต่ละปีเสมอ
ปีนี้ถึงขนาดจำลองหอคอยสยบปีศาจเสวียนเทียนมาให้สอบเลยด้วยซ้ำ!
เรื่องนี้ยิ่งช่วยพิสูจน์ให้เห็นถึงความทรงคุณค่าของตำแหน่งจ้วงหยวนมณฑลหนานโจวในปีนี้ได้เป็นอย่างดี!
“จริงด้วยหวังเฉิน มีญาติของเธอโทรมาหาครูด้วยนะ...”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้
แววตาของหวังเฉินก็พลันเย็นเยียบลงทันที
เขารู้ดีว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ญาติ' นั้น ความจริงแล้วก็คืออาสองและอาสามของเขานั่นเอง
เจ้าของร่างเดิมนี้ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
เขาน่าจะมีชีวิตที่มีความสุข แต่พ่อแม่กลับต้องมาเสียชีวิตในเหตุการณ์สัตว์อสูรคลั่งในป่าระหว่างออกไปล่าสัตว์
หลังจากนั้นเขาก็ถูกส่งไปรับการสงเคราะห์ที่บ้านของญาติเหล่านี้ แต่กลับไม่เคยได้กินอิ่มนอนหลับเลยสักครั้งเดียว
ที่สำคัญคือเขาต้องทำงานหนักสารพัดทุกวัน
เรื่องซักผ้าทำกับเข้านี่ไม่ต้องพูดถึงเลย
แถมยังถูกบังคับให้ไปทำงานหนักที่ไซต์ก่อสร้างเล็กๆ หลังเลิกเรียนอีกต่างหาก
ภายใต้ระดับเทคโนโลยีเวทมนตร์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ความจริงไซต์ก่อสร้างส่วนใหญ่หันไปใช้เครื่องจักรกลอัจฉริยะกันหมดแล้ว
จะมีเพียงไซต์ก่อสร้างเล็กๆ ที่ยากจน หรือไม่ก็ไซต์ก่อสร้างผิดกฎหมายเท่านั้น ที่ยังคงใช้แรงงานคนที่มีราคาถูกและไร้ประสิทธิภาพที่สุด
เจ้าของร่างเดิมต้องทำงานจนถึงเที่ยงคืนถึงจะได้กลับบ้าน แถมเงินค่าจ้างรายวันยังถูกพวกอาๆ ยึดไปจนหมดเกลี้ยง
ที่น่าเศร้าที่สุดคือ... แม้แต่อาหารให้อิ่มท้องสักมื้อก็ยังไม่มีให้กิน ทำได้เพียงแค่แทะหมั่นโถวสีขาวที่เหลือมาจากไซต์ก่อสร้างเท่านั้น
ต่อให้เป็นหวังเฉินในตอนนี้ เมื่อมีความทรงจำอันน่าเวทนาของร่างเดิมแวบเข้ามาในหัว เขาก็ยังโกรธจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา
พวกที่เรียกตัวเองว่าอาสองอาสามเหล่านี้... เป็นญาติกันจริงๆ หรือเปล่า?
นี่มันกลุ่มปีศาจที่ไร้ซึ่งมโนธรรมและความเป็นคนอย่างสิ้นเชิงชัดๆ!
ช่วยไม่ได้จริงๆ...
คุณจะไปโทษว่าเจ้าของร่างเดิมขี้ขลาดก็ไม่ได้หรอก
เพราะเขาถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านของปีศาจเหล่านั้นตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ
เมื่ออยู่แบบนั้นมานานเข้า นิสัยจึงกลายเป็นคนขี้ขลาด อ่อนแอ และยอมคน จนในที่สุดก็กลายเป็นคนชาชินไปโดยสิ้นเชิง
การที่เขาตัดสินใจดื่มยาฆ่าแมลงขวดนั้นลงไป ก็นับว่าเป็นความกล้าหาญครั้งใหญ่ที่สุดที่เขาสามารถทำได้แล้ว
พูดตามตรง...
หวังเฉินในปัจจุบันมีนิสัยค่อนข้างเย็นชา
แม้ความทรงจำที่แวบเข้ามาจะทำให้เขาโกรธจนกัดฟันกรอด แต่เขาก็ยังคงรู้สึกว่านั่นไม่ใช่เรื่องของเขา
ในเมื่อเขาข้ามมิติมาเกิดใหม่ที่นี่ เขาก็เลือกที่จะออกจากบ้านญาติเหล่านั้นมาทันที
ด้วยหลักการที่ว่า 'เรื่องน้อยดีกว่าเรื่องมาก' หวังเฉินจึงไม่เคยคิดจะไปช่วยล้างแค้นแทนเจ้าของร่างเดิมเลยสักครั้ง
ทว่าในตอนนี้...
เจ้าพวกนี้กลับเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปหาอาจารย์ใหญ่เสียเอง
“อ้อ? เป็นญาติคนไหนของผมล่ะครับ?” หวังเฉินถามด้วยน้ำเสียงสงบพลางยิ้ม
“ทั้งอาสองและอาสามของเธอต่างก็โทรมากันทั้งคู่เลย” จ้าวหลงจวินยิ้มตอบ
“พวกเขาพูดว่ายังไงบ้างครับ?”
“ก็บอกว่าติดต่อเธอไม่ได้ เลยให้ครูช่วยบอกเธอว่าถ้าว่างเมื่อไหร่ให้รีบโทรกลับหาพวกเขาด้วย เห็นว่าตอนนี้พวกเขากำลังพักอยู่ที่บ้านหลังใหม่ที่เธอเพิ่งซื้อมาน่ะ”
“ได้ครับ! ผมทราบแล้ว ขอบคุณมากครับอาจารย์ใหญ่!”
“ฮ่าๆ! เสี่ยวเฉิน เธอจะเกรงใจไปทำไมกัน? วันหลังจำไว้ว่าต้องกลับมาเยี่ยมโรงเรียนบ่อยๆ นะ!”
“ครับ แน่นอนครับ”
หลังจากวางสาย
แววตาของหวังเฉินก็พลันเย็นเยียบลงอย่างถึงที่สุด
เป็นกลุ่มคนที่สมควรตายจริงๆ...
พวกเราอยู่กันแบบน้ำบ่อไม่ปนน้ำคลองก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?
ฉันจะได้มองไม่เห็นก็เหมือนสะอาดตาไป จะได้ไม่ต้องมาโดนสำนึกผิดชอบชั่วดีครอบงำจนต้องไปล้างแค้นให้เจ้าของร่างเดิม
แต่ในเมื่อพวกแกซึ่งเป็นเศษเดนที่สมควรตายพวกนี้กล้าเสนอหน้าเข้ามาหาเองแบบนี้ มันก็เท่ากับมอบเหตุผลให้หวังเฉินได้ลงมือแล้วไม่ใช่หรือไง?
...
การเดินทางจากเทือกเขาเมฆจันทรากลับเข้าสู่เมืองตงยวิ๋น ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น
หวังเฉินมุ่งหน้ากลับไปที่วิลล่าหลังเล็กของตัวเองโดยตรง
จะเห็นได้ว่า เบื้องหน้าวิลล่าหลังเล็กนั้นยังมีรถยนต์จำนวนไม่น้อยจอดเรียงรายอยู่
บรรดาชายหญิงจำนวนหนึ่งยืนขวางอยู่ที่หน้าประตู บางคนก็นั่งหลับตาพักผ่อนอย่างเงียบๆ อยู่ภายในรถ
ในกลุ่มคนเหล่านี้ มีทั้งผู้บริหารบริษัท คุณหนูคุณชายจากตระกูลดัง รวมถึงนักข่าวและบรรณาธิการ
ดูเหมือนจะตั้งใจรอกันแบบไม่ไปไหนจนกว่าจะได้เจอหวังเฉิน
และในตอนนี้เอง ภายในวิลล่าก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเอามือไพล่หลังออกมา
ชายวัยกลางคนคนนี้มีรูปร่างปานกลาง ผิวคล้ำ รูปร่างหน้าตาก็นับว่าดูใช้ได้
เห็นเพียงเขาทำท่าทางเปี่ยมไปด้วยอำนาจจ้องมองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “เอาล่ะ พวกคุณเลิกรอกันได้แล้ว ที่เสี่ยวเฉินบ้านผมไม่ยอมกลับมา ก็เพราะต้องการจะหลบหน้าพวกคุณไม่ใช่หรือไง? พวกคุณรีบแยกย้ายกันไปเถอะ”
“อา... คุณหวังจิ่งชวนครับ ผมคือพ่อบ้านจากตระกูลสือถู ผมเองก็รู้ว่าการมาครั้งนี้เป็นการรบกวน แต่ขอร้องให้คุณช่วยแจ้งคุณหวังเฉินด้วยว่า ผู้นำตระกูลของผมมีเรื่องสำคัญต้องการเชิญไปพบ...”
“คุณหวังจิ่งชวนครับ ผมคือนักข่าวจากนิตยสารรายสัปดาห์มณฑลหนานโจว ทางเรามีคอลัมน์ใหญ่ที่ต้องการสัมภาษณ์คุณหวังเฉินเป็นพิเศษ ขอความกรุณาคุณช่วยแจ้งเขาให้ทราบด้วยนะครับ”
“คุณหวังครับ ผมคือผู้จัดการทั่วไปจากบริษัทเภสัชกรรมแอสมัค ผมเพียงต้องการจะได้คุยโทรศัพท์กับคุณหวังเฉินสักครั้ง ไม่ทราบว่าพอจะเป็นไปได้ไหมครับ?”
เมื่อกลุ่มคนเหล่านี้เห็นชายวัยกลางคนคนนั้นเดินออกมา ต่างก็พากันกรูเข้าไปหาทันที
ท่าทางของแต่ละคนเรียกได้ว่าต่ำต้อยแบบถึงที่สุด
มันช่วยไม่ได้จริงๆ!
ก็เพราะตอนนี้หวังเฉินรุ่งเรืองขึ้นมาแล้วน่ะสิ!
นี่คือความรุ่งเรืองที่แท้จริง!
หากมองย้อนกลับไปในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่ละปี คนที่ติดสิบอันดับแรกของมณฑล เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี ตอนนี้คนไหนบ้างที่ไม่ได้กลายเป็นยอดฝีมือเลเวล 100 ผ่านการเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่ที่ปกครองพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง?
เฉิงโป๋ เทพมนตราพายุครั้งที่สี่คนนั้น ก็ออกมาจากเมืองตงยวิ๋นแห่งนี้เช่นกัน!
ที่สำคัญคือ... ตอนนั้นเขาก็แค่ติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกของมณฑลเท่านั้น ไม่ใช่สิบอันดับแรกเสียหน่อย!
ตอนนี้หวังเฉินติดสิบอันดับแรกของมณฑล อนาคตจะไปได้ไกลแค่ไหน ใครจะกล้าจินตนาการ?
เลเวล 100 ผ่านการเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สี่นั่นคือขั้นต่ำที่สุดแล้ว!
จึงไม่แปลกใจเลยที่คนเหล่านี้จะแห่กันมาประจบสอพลอเขากันแบบบ้าคลั่งขนาดนี้
และชายวัยกลางคนที่ชื่อหวังจิ่งชวนคนนั้น...
ก็คืออาสองของหวังเฉินนั่นเอง
ในตอนนี้หวังจิ่งชวน เมื่อต้องเผชิญกับท่าทางที่นอบน้อมถ่อมตัวของบรรดาผู้มีอิทธิพลจากตระกูลดังและผู้บริหารบริษัทเหล่านี้ ใบหน้าของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยท่าทางอวดดีและลำพองใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
สะใจจริงๆ!
ความจริงเขาเป็นเพียงยอดนักสู้นักรบเลเวล 22 ที่ไม่ได้ความคนหนึ่งเท่านั้น
ในเมืองตงยวิ๋น เขาถือเป็นตัวตนระดับล่างสุดของสังคม
ในเมื่ออายุก็ล่วงเลยเข้าเลขห้าไปแล้ว แต่เลเวลยังไม่ถึง 30 เลยสักนิด ถ้าไม่เรียกว่าพวกขยะแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีก?
ในอดีตเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้ หวังจิ่งชวนทำได้เพียงแค่ก้มหัวนอบน้อมเท่านั้น คาดว่าต่อให้คุกเข่าเลียรองเท้าให้ พวกเขาก็คงจะรังเกียจว่าเขาสกปรกเสียด้วยซ้ำ!
แต่ตอนนี้ล่ะ?
เพียงเพราะหลานชายของเขาอย่างหวังเฉินทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กลับต้องมาคุกเข่าประจบสอพลอคนระดับล่างอย่างเขาแทนแล้ว!
ความรู้สึกแบบนี้มันช่างสะใจพิลึกจริงๆ!
หวังจิ่งชวนมองดูคนที่มีท่าทางต่ำต้อยเบื้องหน้า โดยเฉพาะเมื่อสายตาไปหยุดอยู่ที่หญิงสาวหน้าตาดีไม่กี่คนนั้น
ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นดูมีเกียรติ พลันปรากฏแววความหื่นกามวูบหนึ่ง เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะชวนสาวสวยเหล่านี้ออกไปดื่มเหล้ากับเขาคืนนี้
ฟึ่บ!!
จู่ๆ ทุกคนก็ได้เห็นเงาสีดำสายหนึ่งวูบผ่านไปเบื้องหน้า
วินาทีต่อมา...
“อ๊าก!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหวังจิ่งชวนดังขึ้น
ทุกคนต่างพากันเพ่งมองดู
ถึงกับต้องยืนอึ้งตาค้างไปตามๆ กัน!
เห็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา ขณะที่หวังจิ่งชวน...
กลับถูกเด็กหนุ่มคนนี้ถีบเข้าอย่างจังจนร่างปลิวละลิ่วกระเด็นออกไป พละกำลังอันมหาศาลนั้นถึงขนาดทำให้หวังจิ่งชวนพุ่งไปชนเข้ากับกำแพงจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่!
และพอกลับมามองดูเด็กหนุ่มคนนี้...
จะเป็นใครไปได้อีก นอกจากหวังเฉิน!?
เฮ!!
พริบตาถัดมา ฝูงชนรอบๆ ก็เริ่มส่งเสียงฮือฮาขึ้น
ขณะเดียวกันก็เตรียมจะพากันกรูเข้าไปหา!
ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้กลับหันมามองพวกเขาด้วยสายตาที่เย็นเยียบ
และเพียงแค่สายตาเดียวที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันโหดเหี้ยมนั้น กลับทำให้ทุกคนถึงกับชะงักไปทันที และรีบหยุดฝีเท้าลงโดยไว!
นี่มัน...
จิตสังหารช่างรุนแรงเหลือเกิน! แววตาช่างเยือกเย็นเหลือคณานับ!
เด็กหนุ่มคนนี้... เขาอยากจะฆ่าคนจริงๆ!
(จบแล้ว)