- หน้าแรก
- ช่วยด้วย ภูตพรายของใครทำไมถึงทำตัวน่ารักแถมยังขยันจีบ
- บทที่ 1: รุ่นพี่ครับ คิดว่าผมดูดีไหม?
บทที่ 1: รุ่นพี่ครับ คิดว่าผมดูดีไหม?
บทที่ 1: รุ่นพี่ครับ คิดว่าผมดูดีไหม?
บทที่ 1: รุ่นพี่ครับ คิดว่าผมดูดีไหม?
ในตรอกที่มืดมิดและไร้ผู้คน ชายสองคนกำลังยืนเผชิญหน้ากัน
"นั่นมันแค่อุบัติเหตุ ฉันเปิดห้องกับเขาจริงๆ แต่ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ"
"แล้วต่อให้เราถอยหลังกลับไปสักพันก้าว นายเองก็ไม่มีส่วนผิดเลยหรือไง?!"
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนหลุบตาลงพลางพิงแผ่นหลังเข้ากับกำแพงคอนกรีตด้านหลังอย่างเกียจคร้าน
เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ เพียงแค่ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้ชายที่กำลังตะโกนโวยวายอยู่ตรงหน้าเงียบเสียงลง
จากนั้นเขาก็หันกลับไปจดจ่อกับวิดีโอที่กำลังเล่นอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองต่อ
บนหน้าจอปรากฏภาพชายสองคนกำลังนัวเนียทำกิจกรรมเข้าจังหวะกันอยู่
คนหนึ่งมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับเด็ก เรียวขายาวสลวย บนเรือนร่างไม่ได้สวมใส่อะไรเลยนอกจากถุงเท้าสีขาวคู่หนึ่งที่สวมหุ้มข้อเท้าเอาไว้
ส่วนอีกคนมีนัยน์ตาเรียวเฉี่ยวราวกับสุนัขจิ้งจอก สันจมูกโด่ง สวมแว่นตาไร้กรอบ ท่าทางดูมีความรู้และสุภาพเรียบร้อย ทว่าในขณะที่มือของเขากำลังบีบเค้นข้อเท้าของอีกฝ่ายเอาไว้ เขากลับบังคับให้อีกคนเรียกขานตัวเองด้วยสรรพนามประหลาดๆ
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนเร่งเสียงโทรศัพท์จนสุด เสียงครางกระเส่าสะอื้นไห้ของเด็กหนุ่มผิวขาวจึงดังก้องไปทั่วทั้งตรอกเปลี่ยวในทันที
สรรพนามที่ถูกเรียกนั้นช่างหลากหลาย บางครั้งก็เรียก 'รุ่นพี่' บางครั้งก็เรียก 'เจ้านาย'
สลับกับเสียงของชายสวมแว่นที่ดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ
ไม่เรียก 'ที่รัก' ก็เรียก 'อีร่านน้อย'
สรุปสั้นๆ ว่าจัดจ้านน่าดู
หลังจากดูวิดีโอจนจบ เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนก็เลื่อนแถบวิดีโอกลับไปเลือกหยุดภาพในจังหวะที่เห็นใบหน้าชัดเจนที่สุด
เขายื่นหน้าจอโทรศัพท์ไปเทียบกับใบหน้าของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า สลับมองเปรียบเทียบกับชายสวมแว่นในวิดีโออย่างพินิจพิเคราะห์:
"ไป๋เหยียน บังเอิญจังเลยนะ คนคนนี้หน้าตาเหมือนนายเปี๊ยบเลย"
ไป๋เหยียนไม่คาดคิดมาก่อนว่าเสิ่นอวิ๋นเจี้ยนจะมีวิดีโอคลิปแบบนี้อยู่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอับอายที่ถูกคนอื่นเห็นคลิปลับส่วนตัว หรือความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจับโกหกได้กันแน่
ไป๋เหยียนปัดโทรศัพท์มือถือที่เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนยื่นมาจ่อหน้าออกไปให้พ้นทาง:
"เสิ่นอวิ๋นเจี้ยน ฉันก็เป็นคนนะ! นายเอาแต่พร่ำบอกว่ารักฉัน แต่กลับไม่ยอมให้ฉันแตะต้องตัวนายเลย นายเคยเห็นใจความรู้สึกของฉันบ้างไหม?!"
ดวงตาของเขาแดงก่ำเล็กน้อย สองมือจิกเข้าหากันแน่น ท่าทางดูอดกลั้นและมั่นใจในความถูกต้องของตน ราวกับว่าการที่เขานอกใจนั้นเป็นสิ่งที่เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนบีบบังคับให้เขาต้องทำ
หน้าตาก็ดูเป็นผู้เป็นคนดี
แต่ไม่มีคำพูดไหนที่หลุดออกมาจากปาก สามารถนับเป็นคำพูดของคนได้เลย
ตลอดชีวิตกว่าเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนรู้สึกพ่ายแพ้ให้กับความไร้เหตุผลอันหน้าด้านๆ แบบนี้
ด้วยความตกตะลึงและไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เขายกมือขวาขึ้นมาแล้วยื่นไปตรงหน้าไป๋เหยียน น้ำเสียงของเขาราบเรียบขณะเอ่ยถาม:
"มองให้ชัดๆ นี่คืออะไร?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋เหยียนก็เพ่งมองมือของเสิ่นอวิ๋นเจี้ยนอย่างละเอียด นอกจากข้อต่อที่ชัดเจน นิ้วมือที่เรียวยาว และความสะอาดสะอ้านแล้ว เขาก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ
เขาขมวดคิ้ว: "อะไร..."
ยังไม่ทันพูดจบ ฝ่ามือที่ฟาดลงมาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับเสียงลมแหวกอากาศ ก็ตบฉาดเข้าที่แก้มซ้ายของเขาอย่างจัง
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนดึงมือขวากลับมา:
"ผิดแล้ว นี่คือพรจากพ่อของนายต่างหากล่ะ"
การถูกตบอย่างกะทันหันทำให้หน้าของไป๋เหยียนหันขวับไปด้านข้างอย่างแรงจนคอแทบเคล็ด
หูซ้ายของเขาอื้ออึงไปหมด ด้วยความมึนงง เขาหันกลับมามองเสิ่นอวิ๋นเจี้ยน: "นี่นาย..."
"เพียะ!"
ยังไม่ทันพูดจบ ฝ่ามืออีกข้างก็ฟาดเข้าที่แก้มขวาของเขาอย่างแรง
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนขยับข้อต่อนิ้วมือของร่างนี้ที่ไม่ได้ใช้งานมานาน ท่าทีของเขาดูเยือกเย็นเป็นปกติ:
"เรื่องดีๆ มักมาเป็นคู่ จัดเซ็ตซ้ายขวาให้สมดุลกัน นายไม่ต้องขอบใจฉันหรอกนะ"
ในสายตาของไป๋เหยียน เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนเป็นแค่คนหน้าตาดีที่ไร้ค่ามาโดยตลอด
ทั้งไร้ความสามารถ ไม่เด็ดขาด ไร้สมอง เป็นไอ้ขี้แพ้ที่อ่อนแอ และยอมเชื่อฟังเขาทุกอย่าง
ปกติแล้วอีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะลงไม้ลงมือกับใคร เวลาจะด่าก็กล้าพูดแค่ว่า:
"คนบ้า"
การถูกตบอย่างแรงสองฉาดซ้อนแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้เขาลืมที่จะตอบโต้ไปชั่วขณะ ได้แต่ยกมือขึ้นกุมหน้าตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ:
"นายบ้าไปแล้..."
"เพียะ!"
"เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!!!"
เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหวต่อเนื่องเป็นชุด ผสมปนเปกับเสียงเสื้อผ้าฉีกขาด เสียงเนื้อกระทบเนื้อ และเสียงครวญครางต่ำๆ สลับกับเสียงคำรามของชายหนุ่ม ดังก้องไปทั่วทั้งตรอกอันมืดมิดและเปลี่ยวร้างอย่างไม่หยุดหย่อน
ในขณะที่เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนกดร่างของไป๋เหยียนลงกับพื้น มือข้างหนึ่งบีบกรามเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างบีบเค้นที่เส้นเลือดใหญ่ตรงลำคอ เตรียมพร้อมที่จะกระชากหัวของมันให้หลุดออกจากบ่า
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ของหญิงสาวที่เย็นชาก็ดังขึ้นในหัวของเสิ่นอวิ๋นเจี้ยน
【เสียงตบตีดังสนั่นหวั่นไหวแถมยังฟังดูวุ่นวายขนาดนี้ ฉันก็นึกว่าคุณเริ่มทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่ค่อยเหมาะสมซะแล้ว】
เมื่อได้ยินประโยคนี้ มุมปากของเสิ่นอวิ๋นเจี้ยนที่กำลังยกยิ้มขึ้นด้วยความตื่นเต้นก็หุบลงกลายเป็นเส้นตรงในทันที
จิตสังหารที่กำลังพุ่งพล่านถูกขัดจังหวะ น้ำเสียงของเขาจึงเจือไปด้วยความไม่สบอารมณ์:
【ผู้บังคับใช้กฎหมาย?】
เสียงอิเล็กทรอนิกส์หญิงมองไปที่ไป๋เหยียนซึ่งถูกเสิ่นอวิ๋นเจี้ยนกดทับอยู่ เลือดกำเดาไหลอาบ และสติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง
เธอเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวังเพื่อเตือนเสิ่นอวิ๋นเจี้ยน:
【พอได้แล้ว อย่าตบตีเขาจนเขาเกิดติดใจขึ้นมาล่ะ】
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนเข้าใจคำเตือนที่แฝงมาในมุกตลกนั้น ในที่สุดเขาก็หยุดมือ เลิกคิ้วขึ้น และหยิบแผ่นเช็ดทำความสะอาดแอลกอฮอล์ออกมาจากกระเป๋า
เขาก้าวขายาวๆ ข้ามร่างของชายคนนั้นไป พลางเช็ดนิ้วมือของตัวเองอย่างพิถีพิถัน:
【หมายเลข】
เสียงอิเล็กทรอนิกส์หญิง: 【037】
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนเอ่ยอย่างไม่ค่อยจริงใจนัก: 【ลำบากคุณแล้ว】
037 ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ: 【ไม่ลำบากหรอก แค่ซวยน่ะ】
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนเกิดในนรก เติบโตในนรก เขาเป็นจิตวิญญาณที่ถือกำเนิดขึ้นจากแรงอาฆาตมาดร้ายของวิญญาณที่ตายอย่างไม่เป็นธรรมนับไม่ถ้วน ซึ่งสะสมหมักหมมอยู่เบื้องล่างของแดนน้ำพุเหลือง
วันหนึ่ง เขาได้ล่วงรู้ถึงความลับของสวรรค์จึงสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ ทว่าเขาไม่มีแนวคิดเรื่องความดีหรือความชั่ว และปราศจากความเห็นอกเห็นใจใดๆ
สรุปสั้นๆ คือ เป็นตัวร้ายโดยกำเนิด
เหตุผลเดียวที่เขายังมีชีวิตอยู่และไม่ได้ถูกท่านจ้าวปรโลกฟาดฟันจนวิญญาณแตกซ่าน ก็เพราะเขามีแม่บุญธรรมแสนดีที่ทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านจ้าวปรโลก
เธอคอยควบคุมดูแลและอบรมสั่งสอนเขามาตลอด
โชคร้ายที่เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนยังคงก่อเรื่อง เขาพลั้งมือฆ่าลูกชายผู้โง่เขลาและไร้ความสามารถของเซียนจวินผู้ลิขิตชะตาตายด้วยความบันดาลโทสะ
นั่นเป็นเหตุผลที่ท่านจ้าวปรโลกเนรเทศเขาให้ไปทำภารกิจในโลกใบย่อยทั้งสามพันโลก เพื่อสะสมบุญบารมีและรักษาชีวิตอันน้อยนิดของตัวเองไว้
งานแบบนี้น่ะเหรอ? มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เต็มใจรับ
และ 037 ก็มักจะโชคร้ายเสมอเวลาที่ต้องจับฉลากเลือกงาน
ซวยจริงๆ นั่นแหละ
เสิ่นอวิ๋นเจี้ยนเดินออกจากตรอก โยนแผ่นเช็ดแอลกอฮอล์ที่ใช้แล้วลงถังขยะ แล้วไปยืนอยู่ริมถนน:
【มาพักร้อนหรือไง?】
037 สบถด่าความซวยอยู่ในใจ แล้วรีบมอบหมายภารกิจ:
【ชื่อของเจ้าของร่างเดิมถูกแทนที่ด้วยชื่อของผู้บังคับใช้กฎหมายแล้ว กรุณาผู้บังคับใช้กฎหมายรับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมและยืนยันภารกิจสำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย】
สิ้นเสียงนั้น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของเสิ่นอวิ๋นเจี้ยนก็ถูกยัดเยียดเข้ามาในหัวของเขาอย่างรุนแรง
เจ้าของร่างเดิมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สองของมหาวิทยาลัย D ในเมืองหลวง หากจะอธิบายสภาพครอบครัวของเขาด้วยประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวก็คือ:
พ่อผีพนัน แม่ป่วยไข้ น้องชายวัยเรียน และตัวเขาที่แหลกสลาย
สภาพครอบครัวที่ยากจะบรรยายนี้ ทำให้เขากลายเป็นคนพูดไม่เก่ง อ่อนแอ และโหยหาความรักอย่างรุนแรง
การมีรสนิยมชอบเพศเดียวกันโดยธรรมชาติ ยิ่งเพิ่มความอ่อนไหว หวาดระแวง และรู้สึกต่ำต้อยในใจเขามากขึ้นไปอีกขั้น
โดยปกติแล้ว คนที่มีนิสัยแบบนี้มักจะทุ่มเทอย่างดื้อดึง เมื่อรักใครแล้วก็จะมอบให้หมดทั้งหัวใจ
หากพวกเขาได้พบคนดีๆ บางทีก็อาจจะมีความสัมพันธ์ที่หอมหวานและยืนยาวได้
แต่โชคร้าย คนที่เขาได้พบกลับเป็นไป๋เหยียน