- หน้าแรก
- รักต้องบอก
- บทที่ 12 เรื่องน่าอาย (2)
บทที่ 12 เรื่องน่าอาย (2)
บทที่ 12 เรื่องน่าอาย (2)
วิทยุบนรถบรรเลงเพลง Heavy metal ทำเอาใจของซางจื้อนั้นสั่นสะเทือนจนชา
นั่นก็ทำให้ความรู้สึกอึดอัดลดลงเล็กน้อย
เป็นเพราะนั่งเบาะหลัง ต้วนเจียสวี่จึงไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ตำแหน่งที่นั่งเขาไม่ได้ใกล้ขนาดนั้น เขาเพียงแต่นั่งโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ยังคงมีพื้นที่ว่างที่คั่นกลางระหว่างทั้งสองอยู่
ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป
ลมหายใจของซางจื้อตอนนี้หยุดไปชั่วขณะ ไม่รู้จะต้องแสดงออกอย่างไรดี คำพูดของเขานั้นมันสะกิดใจเธอเข้าอย่างจัง แต่เธอก็รู้ว่าเขาเพียงแต่ล้อเธอเล่น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
เมื่อโดนคนอายุมากกว่าปั่นหัวเข้าซางจื้อก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
ซางจื้อหยุด ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง “พี่หล่อตรงไหนฮะ?”
สมองของเฉียนเฟยยังคงให้ความสำคัญกับคนด้านหลัง เมื่อได้ยินดังนั้น เขาจึงหันกลับไปมองที่ซางจื้อ พร้อมพูดด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ “ใช่ นี่ ต้วนเจียสวี่นายน่าจะรู้จักอายบ้างนะ น้องเขาจะเขินได้ยังไง?”
ด้วยเพลงที่ดัง ซางเหยียนจึงไม่ได้ทันฟังสิ่งที่พวกเขาพูดก่อนหน้า แต่ฟังจากสิ่งที่เฉียนเฟยพูดแล้วเขาก็พอจะเดาได้ว่าเมื่อครู่ต้วนเจียสวี่พูดอะไร เขาปรับระดับเสียงลงเล็กน้อย แล้วกวาดตามองผ่านกระจกหลัง
“หมอนี่ก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”
“ก็จริง” เฉียนเฟยดึงสติกลับมาที่ด้านหน้าแล้วกลอกตา “ตอนทดสอบสมรรถภาพคราวก่อนนะ ฉันวิ่งเป็นกิโล หอบเป็นหมาเลย พอหมอนี่เห็นฉัน ก็ถามฉันว่า เห็นฉันแล้วทำไมต้องเขินด้วย”
ซางจื้อ “……”
ต้วนเจียสวี่กลับไปนั่งพิงเบาะอีกครั้ง เขานั่งหลังเหลวราวกับไม่มีกระดูก เมื่อได้ยินเฉียนเฟยพูดดังนั้นแล้วเขาก็หัวเราะออกมาโดยไม่มีข้อแก้ตัว
เฉียนเฟยยิ่งพูดยิ่งเคือง “ตอนแรกก็หายใจไม่ทันอยู่แล้วนะ เจอหมอนั่นพูดงี้เข้าไปเกือบขาดใจตาย”
“อย่าว่าแต่คนเลย” ซางเหยียนหักพวงมาลัยเปลี่ยนทิศทาง พร้อมทั้งพูดเผาต้วนเจียสวี่ด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน “กับหมา หมอนั่นก็พูดแบบนี้แหละ”
“ฮะ?” เฉียนเฟยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาไม่หยุดหย่อน “นายพูดกับหมาว่า เจอพี่ทำไมเขินทุกทีเลยล่ะคะ เหรอ”
“……”
ซางจื้อจินตนาการถึงภาพนั้น
เฉียนเฟยยกนิ้วโป้งให้ต้วนเจียสวี่ “แม่ย้อยเจ๋งโคตร”
พูดจบ เขาก็หันมาพูดกับเธออย่างเอาใจ “น้องหนู อย่าไปสนใจมันเลยนะ พี่คนนั้นน่ะไม่ใช่คนดีหรอก เล่นโทรศัพท์ไปเถอะเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
ซางจื้อมองต้วนเจียสวี่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ
ต้วนเจียสวี่พูดด้วยน้ำเสียงขี้คร้าน “เฉียนเฟย ทำไมนายต้องยุด้วยล่ะ”
เฉียนเฟยตอบรับครั้งหนึ่ง ก่อนจะย้อนถาม “ฉันยุเหรอ”
ไม่รอคำตอบ เขาก็หันหน้าไปถามซางจื้อ “น้องหนู พี่ยุเหรอ?”
ซางจื้อส่ายหน้า “ไม่นี่คะ”
เฉียนเฟยทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้
ซางจื้อกำเข็มขัดนิรภัยแน่น แล้วพูดเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “พี่คนนี้เขาก็ดูไม่น่าจะใช่คนดีอยู่แล้วนี่คะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ต้วนเจียสวี่ก็กระพริบตาปริบก่อนจะมองไปทางซางจื้อ ราวกับว่าเมื่อกี้ตนหูฝาดไป เขาทวนคำพูดของเธออย่างช้า ๆ “พี่ดูไม่น่าจะใช่คนดี”
ซางจื้อทำเป็นไม่สนใจ
“โอเค” ต้วนเจียสวี่ยกยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ไม่ใช่คนดี”
ซางจื้อทำเป็นไม่ยินแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเขาพูดขึ้น
“ยัยคนไม่รู้จักบุญคุณ”
-
ซางเหยียนขับรถเจ้าไปใกล้กับย่านร้านค้า
ย่านร้านค้านี่เพิ่งจะสร้างเสร็จ จึงทำให้มีพื้นที่ยังไม่เปิดให้เช่าอีกจำนวนมาก ดังนั้นจึงยังไม่มีร้านรวงเปิดให้บริการ ตอนนี้จึงมีร้านรวงที่เปิดอยู่เพียงไม่กี่ร้านดูไปแล้วก็เงียบเหงาพอสมควร
ซางเหยียนเกรงว่าที่ตรงนี้จะจอดรถไม่ได้จึงให้ทั้งสามคนลงไปก่อนแล้วไปหาที่จอดรถที่ลานจอด
หลังจากลงจากรถแล้ว ซางจื้อรู้สึกไป ๆ มา ๆ ยิ่งรู้สึกปั่นป่วนแต่ความรู้สึกนี้กลับไม่เหมือนกับท้องเสียเสียทีเดียว เธอเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีแล้วไปเดินรั้งท้ายสุดอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเด็กหญิงอายุราว ๆ เธอ หลีผิงเคยบอกกับเธอเกี่ยวกับเรื่องประจำเดือน เพื่อนหลายคนรอบตัวเธอก็มีประจำเดือนครั้งแรกกันไปแล้ว บางครั้งซางจื้อก็ได้ยินพวกเพื่อนคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้
ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเธอโดดเรียนพละ ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเธอเหล่านั้นต้องกินน้ำอุ่นแม้ในหน้าร้อนและด้วยเหตุนี้ทำให้ต้องไปห้องน้ำทุกคาบเรียน เธอฟังและเห็นมาเยอะแล้ว
เวลานี้แม้ว่าเธอจะนึกถึงเรื่องนี้ค่อนข้างช้า แต่ตอนนี้เธอเข้าใจมันแล้ว
ฝั่งหลีผิงที่ระมัดระวังในเรื่องนี้ ก็มักจะคอยใส่ซองผ้าอนามัยไว้ในกระเป๋าทุกใบของเธอแผ่นสองแผ่นเสมอเผื่อว่าเธอจะต้องใช้
หากแต่ซางจื้อคิดว่าแค่ออกไปกินข้าวเย็นแค่มื้อเดียวจึงไม่ได้หยิบกระเป๋ามาด้วย สมองของเธอในตอนนี้ขาวโพลน เธอยิ่งเดินก็ยิ่งช้าลง ความหวังอย่างเดียวของเธอตอนนี้คือขอให้เธอคิดมากไปเอง
ต้วนเจียสวี่และเฉียนเฟยเดินนำหน้าเธอไป
เฉียนเฟยกำลังพูดกับเขาอย่างออกรสออกชาติเกี่ยวกับเรื่องเกมที่พึ่งเล่นกับซางเหยียนไปเมื่อครู่
ต้วนเจียสวี่ที่ฟังอยู่ ก็สังเกตเห็นว่าซางจื้อไม่ได้ตามหลังพวกเขามา เขาหยุดฝีเท้าแล้วหันหลังกลับไปถาม “ตัวเล็กทำไมเดินช้าจังล่ะ”
ซางจื้อยิ้มแห้งและได้แต่เงียบ
“มาเดินข้างหน้าสิ” ต้วนเจียสวี่กวักมือเรียก “เดินข้างหลังมีคนจับไป พี่ไม่รู้ด้วยน้า”
เฉียนเฟยเกาหัวอย่างเก้อ ๆ “เกือบลืมไปเลยว่าน้องสาวซางเหยียนก็มาด้วย…….”
ซางจื้อเดินขึ้นมาอย่างช้า ๆ แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “พี่ หนูอยากไปเข้าห้องน้ำ”
เห็นสีหน้าของเธอแล้ว ต้วนเจียสวี่จึงพูดขึ้น “หน้าซีดเชียว ไม่สบายหรือเปล่า?”
“เปล่า” ซางจื้อกดเสียงต่ำ “ก็แค่อยากไปเข้าห้องน้ำเฉย ๆ”
เห็นดังนั้น ต้วนเจียสวี่ก็พอจะเดาได้ถึงอาการของเธอ “ท้องไม่ค่อยดีเหรอ” เขาถามเสียงต่ำ
ซางจื้อหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
“เดี๋ยวรอเข้าร้านก่อนนะ” ด้วยกลัวว่าเธอจะอาย ต้วนเจียสวี่จึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ “เดี๋ยวพี่พาไปหาห้องน้ำนะ”
ทุกคนได้ตกลงกันเรียบร้อยตั้งแต่อยู่บนรถแล้วว่าจะไปกินอาหารเย็นกันที่ร้านบาร์บีคิวเปิดใหม่ซึ่งอยู่บนชั้นสามของห้างสรรพสินค้า ข้างในร้านมีคนเยอะกว่าด้านนอกอยู่เล็กน้อย มีร้านรวงเปิดบริการเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยเลย
ต้วนเจียสวี่ให้เฉียนเฟยเข้าไปจองที่นั่งก่อน
จากนั้น เขาก็มองหาป้ายบอกทางรอบ ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ตัวเล็ก เอากระดาษทิชชูมาไหม”
ซางจื้อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ไม่มี”
“งั้นเข้าห้องน้ำไปก่อน ดูว่าข้างในมีกระดาษให้ไหม” ต้วนเจียสวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า “ถ้าไม่มีก็ส่งข้อความมาบอกพี่ เดี๋ยวพี่ไปซื้อแล้วให้พี่ผู้หญิงเอาเข้าไปให้ โอเคไหม?”
ทั้งสองคนเดินไปตามป้ายบอกทาง
ซางส่ายหัว และพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ปกติ “หนูไปคนเดียวได้”
“ให้พี่ให้เธอไปคนเดียวเนี่ยนะ” ต้วนเจียสวี่เลิกคิ้ว ก่อนจะถามขึ้น “เธอเพิ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกไม่ใช่รึไง? ถ้าเธอหายไป แล้วพี่ชายเธอมาหา แล้วพี่จะไปหาเธอที่ไหนล่ะ”
ซางจื้อพูดเสียงอ้อมแอ้ม “ก็มีโทรศัพท์ไม่ใช่หรือไง”
ต้วนเจียสวี่ยิ้ม “แค่ไปเข้าห้องน้ำทำไมพูดมากจังฮะ”
ซางจื้อถึงกับรูดซิปปากเงียบ
ก่อนจะถึงห้องน้ำสิบเมตร ต้วนเจียสวี่หยุดฝีเท้าลง “ไปสิ”
ซางจื้อมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบ ๆ โชคดีที่ในห้องน้ำไม่ได้มีคนเยอะมากมายนัก พื้นที่ในนั้นก็นับว่ากว้างขวาง ซางจื้อหาห้องที่ว่างแล้วเดินเข้าไป เธอถกกระโปรงขึ้นแล้วดึงชั้นในออกมาดู
และเป็นไปตามคาด
ชั้นในของเธอถูกย้อมไปด้วยสีแดงสดและดูเหมือนว่ากางเกงเลกกิ้งสีดำของเธอจะเปียกชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ซางจื้อในตอนนี้เริ่มกังวลแล้วหันมองดูที่ด้านหลังของกระโปรง
วันที่เธอใส่เดรสสีน้ำเงินเข้ม ทำให้เห็นเป็นปื้นเข้ม ๆ ปรากฏอยู่ที่กระโปรงของเธอเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตก็คงจะไม่เห็น
ซางจื้อแทบจะทรุด
เธออยากจะขึ้นไปซื้อผ้าอนามัยที่ร้านค้าชั้นบน แต่เงินติดตัวสักแดงก็ไม่มีและก็ไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับต้วนเจียสวี่ได้เช่นกัน เธอรู้สึกกระอักกระอ่วน จะคิดอะไรก็คิดไม่ออกสักอย่าง
ราวกับโลกจะแตก ซางจื้อยืนค้างทำอะไรไม่ถูกอยู่อย่างนั้น สักพักเธอตัดสินใจดึงกระดาษทิชชูจากข้าง ๆ มารองซับไว้ในชั้นในของเธอ
แล้วก็เดินออกมาจากห้องน้ำ
ต้วนเจียสวี่ก็ยังคงยืนดูโทรศัพท์อยู่ตรงนั้น
เมื่อเหลือบไปเห็นเธอเดินมาจึง เขาจึงเก็บโทรศัพท์มือถือเข้าในกระเป๋ากางเกง “ไปกัน”
“พี่” ซางจื้อลังเล “พี่ขึ้นไปก่อนเถอะ เดี๋ยวหนูรอพี่มาแล้วค่อยขึ้นไป”
ต้วนเจียสวี่ “พี่เธอขึ้นไปแล้ว”
ความหวังสุดท้ายดับสลาย
ซางจื้อก้มหน้าลง “.....อ้อ งั้นก็ไปกันเถอะ”
รู้สึกว่าวันนี้เธอจะดูไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่ ทำให้ต้วนเจียสวี่รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย “ตัวเล็ก วันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า?”
การตัดสินใจออกมากินข้าวนอกบ้านของเธอในวันนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดสุด ๆ
ประจำเดือนมาครั้งแรกในวันที่ต้องออกมาอยู่กับผู้ชายตัวโต ๆ สามคนเนี่ยนะ
ไม่มีใครเข้าใจเธอ
เขารู้สึกเพียงวันนี้เธอเอาแต่ใจ
เธอก้มหน้ารับฟังการเทศนาขนาดย่อมของต้วนเจียสวี่และเอาแต่เดินไปข้างหน้าเงียบ ๆ
ต้วนเจียสวี่ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ รู้แค่ว่าเธออารมณ์ไม่ดีแต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ในระหว่างที่เขาจะเร่งฝีเท้าตามเธอให้ทันนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง
ตอนนี้ ณ ขณะนี้
เขาสังเกตเห็นที่กระโปรงของเธอที่มีรอยเลอะเป็นปื้น
“…….”
บวกกับปฏิกิริยาของซางจื้อก่อนหน้านี้ ต้วนเจียสวี่ถึงกับเอามือลูบหน้า แล้วก็คว้าแขนของซางจื้อเอาไว้ เขาคิดปะติดปะต่อเหตุการณ์และถามเธอ “ไม่ได้ท้องเสียใช่ไหม?”
ซางจื้อหยุดฝีเท้าลง เม้มปากมองเขาเผยเบ้าตาที่แดงระเรื่อ เธอรีบก้มหน้างุดไม่พูดไม่จา
ต้วนเจียสวี่เองก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเหมือนกัน ครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นมา “เธอกลับไปที่ห้องน้ำก่อน เดี๋ยวพี่ไปซื้อมาให้”
ซางจื้อตัวแข็งทื่อ เธอก้มหน้างุดจนไม่เห็นสีหน้าท่าทางของเธอว่าเป็นอย่างไรบ้าง
“เธอเข้าไปอยู่ในห้องน้ำก่อน” ต้วนเจียสวี่พูดปลอบใจ “ไม่เป็นไรนะ เรื่องเล็กน้อย”
ได้ยินดังนั้นแล้ว ความเขินอายของสาวน้อยก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจ น้ำตาที่พยายามกลั้นอยู่นานสองนานก็พลันไหลพรากออกมา ซางจื้อยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วร้องโฮออกมา สองไหล่ของเทอสั่นเทิ้มราวกับได้รับความอับอายอย่างยิ่ง
บรรยากาศน่าอึดอัดถูกพังลงด้วยการร้องไห้ของเธอ
ต้วนเจียสวี่เองก็ทำตัวไม่ถูก เห็นเธอร้องไห้โฮเช่นนี้ จะยิ้มหัวเราะก็กลัวเธอไม่พอใจ ได้แต่เพียงกลั้นยิ้มเอาไว้แล้วพูดขึ้น “ทำไมร้องไห้อีกแล้วล่ะ”
ซางจื้อที่กำลังอายม้วน ก็ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ต่อไป
“เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องร้องน้า” ต้วนเจียสวี่พูดกระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรซะหน่อย ไปรอพี่ในห้องน้ำนะ”
เธอเองก็ไม่อยากจะอยู่ข้างนอกเช่นนี้นานนัก จึงได้แต่พยักหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันสะอึกสะอื้น “ขอบคุณนะพี่” แล้วเธอจึงเดินเข้าน้ำไปพลางกลั้นน้ำตาไป
เมื่อเห็นเธอเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว ต้วนเจียสวี่ก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วเดินมุ่งหน้าไปที่ชั้นสอง เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้ว เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกหูโทรหาซางเหยียน
ฝ่ายซางเหยียนก็รับโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว “ทำไมยังไม่มาอีก?”
ต้วนเจียสวี่ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี
ซางเหยียน “ฮัลโหล ได้ยินไหมเนี่ย?”
ต้วนเจียสวี่ตอบรับ
“กับข้าวมาหมดแล้ว ทำไมยังไม่ขึ้นมาล่ะ”
“……”
ซางเหยียน “ตอบสิครับคุณเพื่อน”
ต้วนเจียสวี่ “เพื่อนคือว่า น้องสาวนาย.....”
ซางเหยียน “ทำไมล่ะ”
ต้วนเจียสวี่ “ประจำเดือนมาน่ะ”
“…………”
ปลายสายเงียบลงและเงียบฉี่เหมือนวางสาย
ต้วนเจียสวี่เดินเข้าไปในร้านค้าแล้วกระแอมเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
ซางเหยียนจึงเปิดปากพูด “แล้วทำไงล่ะ”
“…….” ต้วนเจียสวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่ออย่างเหลือเชื่อ “นายถามฉันเนี่ยนะ”
ซางเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “ชั้นสองมีร้านอยู่ นายช่วยไปซื้อให้หน่อยสิ น้าเพื่อนน้า”
ต้วนเจียสวี่จนปัญญา “บางทีเธอคงจะเป็นน้องสาวฉัน”
ซางเหยียนพูดอย่างจริงจัง “ฉันเป็นดั่งพี่น้องนายนะ”
ความหมายก็คือ น้องของฉันก็คือน้องของนาย
ต้วนเจียสวี่ปวดหัว “นายลงมาเลย มาซื้อชั้นใน ฉันไม่รู้ไซซ์”
ครู่หนึ่ง
ซางเหยียนก็สบถขึ้น “แย่ละ”
ต้วนเจียสวี่ “?”
ซางเหยียน “สัญญาณไม่ดีเลย”
ต้วนเจียสวี่ “……”
ซางเหยียน “วางละน้า”
“……”