- หน้าแรก
- ลู่เสวียเหวินบุกชนบท ทำสวนสโลว์ไลฟ์พร้อมระบบมิติ
- บทที่ 11 การสนทนาระหว่างลู่เสวียเหวินและเฉิงเจี้ยนกั๋ว
บทที่ 11 การสนทนาระหว่างลู่เสวียเหวินและเฉิงเจี้ยนกั๋ว
บทที่ 11 การสนทนาระหว่างลู่เสวียเหวินและเฉิงเจี้ยนกั๋ว
เจียงชิงหยามองดูท่าทางเอามืออุดปากของเพื่อนสนิทแล้ว ดวงตาของเธอก็พลันเปล่งประกายวาววับขึ้นมาทันที ความคิดในใจเริ่มปั่นป่วน เธอเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของหนทางที่เพื่อนรักเพิ่งจะเสนอออกมาอย่างกะทันหัน
จริงด้วย... ในบ้านมีทั้งพ่อแม่ อา และลุงตั้งหลายคน แถมเธอก็ยังเด็ก ในเมื่อไม่ช้าก็เร็วครอบครัวก็ต้องถูกตัดสินว่าเป็นพวกห้าประเภทดำ
สู้ไปปรึกษาพ่อ แล้วอาสาไปลงสู่ชนบทด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนนี้เสียยังดีกว่า อย่างน้อยปัญหาเรื่องสถานะทางบ้านก็น่าจะมีผลกระทบต่ออนาคตของเธอน้อยลง
ในเมื่อตอนนี้เธอช่วยอะไรที่บ้านในสถานการณ์ใหญ่แบบนี้ไม่ได้ การไม่สร้างปัญหาและไม่ทำตัวเป็นภาระให้ครอบครัวก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
แต่เรื่องนี้คงต้องรีบกลับไปปรึกษาพ่อก่อนถึงจะตัดสินใจได้
ลู่เสี่ยวเสวี่ยไอแก้เก้อด้วยความกระอักกระอ่วน ก่อนจะเอ่ยอธิบายอย่างเกรงใจว่า
“ชิงหยา ฉันก็แค่พูดเรื่อยเปื่อยน่ะ อย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ ที่มาหาคราวนี้ก็เพื่อจะมาลาเธอนั่นแหละ พี่สามยังกำชับให้ฉันรีบกลับบ้านเร็วๆ ด้วย”
พูดไปเธอก็ลุกขึ้นยืนเพื่อบอกลาเจียงชิงหยา แววตาฉายแววอาลัยอาวรณ์ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“ชิงหยา ถ้ามีเวลาเธอเขียนจดหมายหาฉันได้นะ ที่อยู่ที่ฉันจะไปคือ กองผลิตชิงซัน ชุมชนชิงซัน มณฑลเอ้อเฉิง”
เจียงชิงหยาที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนักพยักหน้าตอบรับทันที เธอรีบโบกมือลาลู่เสี่ยวเสวี่ยเพราะอยากจะรีบกลับไปปรึกษาพ่อเรื่องความเป็นไปได้ที่จะขอไปชนบทด้วยตัวเอง
ทั้งคู่ต่างแยกย้ายกันไปด้วยความรู้สึกใจหาย
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่
ต่างฝ่ายต่างถอนหายใจออกมาเบาๆ ในใจโดยไร้เสียง
ลู่เสวียเหวินรีบขึ้นรถประจำทางตรงดิ่งไปยังสถานีตำรวจเฉาหยาง ซึ่งเฉิงเจี้ยนกั๋วเป็นตำรวจสายตรวจประจำเขตนี้อยู่
เขายืนรออยู่ที่หน้าสถานีได้ประมาณ 20 นาที ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบตำรวจผู้มีรอยยิ้มหล่อเหลาก็สาวเท้าเดินออกมาจากประตูสถานี
ชายหนุ่มตรงเข้ามาหาลู่เสวียเหวิน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มขี้เล่นก่อนจะส่งหมัดกระแทกเข้าที่ไหล่ของลู่เสวียเหวินที่ดูท่าทางสุภาพเรียบร้อยเบาๆ พร้อมกับเย้าแหย่ว่า
“โอ้โห ท่านหนุ่มหล่อประจำโรงเรียนมีเวลาแวะมาหาตำรวจสายตรวจกระจอกๆ อย่างฉันถึงสถานีตำรวจเลยหรอเนี่ย แหม... แขกผู้มีเกียรติจริงๆ”
ลู่เสวียเหวินรับหมัดที่ชกมาได้อย่างง่ายดาย เขาถอนหายใจอย่างระอา เฉิงเจี้ยนกั๋วเป็นเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเขามีวิชาฝีมือติดตัว
เดิมทีเขาตั้งใจจะคบหากันเป็นเพื่อนธรรมดา ยามมีเรื่องเดือดร้อนจะได้คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามประสาเพื่อนฝูง
แต่เมื่อคราวก่อนที่ทั้งคู่บังเอิญไปเจอสายลับเข้า ลู่เสวียเหวินจึงจำเป็นต้องลงมือ นั่นทำให้เฉิงเจี้ยนกั๋วได้เห็นฝีมือที่ยอดเยี่ยมของเขา
สุดท้ายเขาก็ยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับเจ้านี่ไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงสนิทสนมกันมากขึ้น
ทว่าสนิทก็ส่วนสนิท แต่เรื่องที่แม่ของอีกฝ่ายกำลังหมายปองพี่สาวของเขานั้น เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันให้ชัดเจน
โลกของผู้ใหญ่นั้นไม่ได้มีแค่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่มันรวมไปถึงเรื่องผลประโยชน์แลกเปลี่ยนด้วย
เขาไม่อยากให้พี่สาวต้องแต่งเข้าบ้านเศรษฐีไปเป็นสะใภ้ตระกูลใหญ่ให้คนเขาโขกสับ ทางที่ดีคือคุยกับเจ้าเพื่อนคนนี้ให้รู้เรื่อง จะได้ไม่เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นในภายหลัง
อีกฝ่ายมาจากครอบครัวข้าราชการ หากคิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรขึ้นมา ในขณะที่เขาไม่อยู่ในเมือง ย่อมยากที่จะป้องกันได้
เขาจึงถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ยอย่างจำใจว่า
“สายตรวจกระจอกอะไรกัน อายุแค่นี้ก็ได้เป็นตำรวจเต็มตัวแล้ว ที่ฉันมาวันนี้มีธุระจะคุยด้วย นี่ก็ใกล้เวลาข้าวแล้ว ไปร้านอาหารของรัฐกันเถอะ มื้อนี้คุณตำรวจเลี้ยงนะ”
เฉิงเจี้ยนกั๋วเบะปากอย่างไม่พอใจพลางกอดคอลู่เสวียเหวินแล้วบ่นอุบ
“เจ้านี่ พูดจาไม่รู้เรื่องเลย นายเป็นคนมาหาฉันแท้ๆ ทำไมฉันต้องเลี้ยงที่ร้านอาหารของรัฐด้วยล่ะ?”
แม้ปากจะบ่น แต่ทั้งคู่ก็พากันเดินมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารของรัฐที่อยู่ใกล้สถานีตำรวจที่สุด
ลู่เสวียเหวินไม่คิดจะเกรงใจ เขาหัวเราะแล้วพูดว่า
“อย่ามาทำเป็นได้ทีแล้วเสียมารยาทหน่อยเลย คดีจับสายลับคราวก่อนถ้าไม่มีฉัน ป่านนี้นายนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปแล้ว”
“นายได้หน้าไปขนาดนั้น ฉันยังไม่คิดค่าเสียเวลาเลยนะ แค่ให้เลี้ยงข้าวสักมื้อจะทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้”
“ตอนนี้ในบรรดาตำรวจใหม่ที่สถานี นายคือคนแรกที่ได้บรรจุเป็นตัวจริงเลยไม่ใช่หรอ ทางบ้านคงภูมิใจในตัวนายมากเลยล่ะสิ”
“กินข้าวแค่นี้จะเป็นไรไป? ถ้ายังบ่นอีกระวังฉันจะทุบนายเข้าให้!”
ไม่นานทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในร้านอาหารของรัฐ สั่งหมูแดงน้ำแดงหนึ่งจานและผัดผักอีกหนึ่งจาน
ในระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ ลู่เสวียเหวินไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาเปิดประเด็นทันที
“ฉันกำลังจะไปชนบทแล้ว ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะบอกนายนี่แหละ ฝากบอกเพื่อนๆ คนอื่นเวลาไปรวมตัวกันด้วยนะ”
พอเฉิงเจี้ยนกั๋วได้ยินว่าลู่เสวียเหวินจะไปชนบท เขาก็มองมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อพลางเอื้อมมือไปแตะหน้าผากลู่เสวียเหวินแล้วถามอย่างไม่เข้าใจ
“นี่ พ่อหนุ่มรูปหล่อ นายไม่ได้ป่วยใช่ไหม? เรื่องไปชนบทมันเกี่ยวอะไรกับนาย? นายเป็นพนักงานประจำของโรงงานทอผ้านะ จะไปชนบททำไม?”
จากนั้นเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ... ฉันรู้แล้ว บ้านนายมีพี่น้องผู้หญิงสองคนที่ยังไม่มีงานทำ ตามนโยบายแล้วบ้านนายต้องส่งคนไปชนบทสองคน”
แล้วเขาก็ถามเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างว่า
“สรุปคือ นายยกงานให้นพี่สาวของนายใช่ไหม?”
ลู่เสวียเหวินลอบถอนหายใจในใจ สมแล้วที่เป็นลูกหลานข้าราชการ ความคิดความอ่านว่องไว เพียงแค่พูดไปนิดเดียวก็เดาเรื่องราวได้เกือบทั้งหมด
ลู่เสวียเหวินเริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึม แววตาฉายแววอันตรายขณะที่จ้องมองเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ตรงข้าม
ทั้งคู่มีอายุเพียง 17-18 ปี แม้เฉิงเจี้ยนกั๋วจะได้รับการบ่มเพาะมาจากครอบครัวและมีไหวพริบไม่น้อย แต่พอถูกเพื่อนจ้องด้วยสายตาแบบนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง
ที่สำคัญคือคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือลู่เสวียเหวิน ผู้ที่เขาเห็นกับตาว่าหักแขนหักขาพวกสายลับได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ฝ่ายตรงข้ามมีปืนเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นลู่เสวียเหวินจ้องเขาแบบนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าเป็นเพราะเรื่องอะไร ในใจเริ่มรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ แต่ก็ยังทำใจแข็งถามออกไป
“นี่ กินยาผิดสำแดงมาหรือไง จ้องฉันแบบนี้ทำไม เดี๋ยวฉันก็แจ้งข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานซะเลย”
ลู่เสวียเหวินเบะปากอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแต่คำพูดที่หลุดออกมากลับเย็นเยียบ
“พี่สาวฉันไม่เหมาะกับนาย นายก็รู้ดี และนายน่าจะเข้าใจความหมายของฉัน”
เมื่อเห็นเฉิงเจี้ยนกั๋วทำท่าจะอ้าปากเถียง ลู่เสวียเหวินก็เพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นและเอ่ยอย่างเด็ดขาด
“หุบปากซะ ฉันไม่ได้บอกว่านายไม่ดี แต่ฉันบอกว่า ‘บ้านนาย’ น่ะไม่ไหว”
“ถ้านายคิดจะจีบพี่สาวฉัน ลองนึกดูสิว่าแม่ของนายจะมีท่าทีอย่างไร”
“และฉันจะไม่มีวันยอมให้พี่สาวคบกับนายเด็ดขาด ในสถานการณ์แบบนาย การไปชอบผู้หญิงสักคนน่ะ มันไม่ใช่การแสดงความรัก แต่มันคือการทำร้ายเขา”
“นายอาจจะอยากบอกว่าแค่รักกันก็พอ แต่ฉันไม่มีทางยอมให้พี่สาวแต่งเข้าบ้านนายไปแบบคนที่ต่ำต้อยกว่าคนอื่นเด็ดขาด”
“คนอย่างนายน่ะ ปกป้องเธอไม่ได้หรอก”
เฉิงเจี้ยนกั๋วรู้สึกอึดอัดจนพูดอะไรไม่ออก
เขารู้ดีว่าครอบครัวแบบเขาย่อมมีการวางแผนอนาคตไว้ให้เรียบร้อยแล้ว การแต่งงานกับผู้หญิงที่มีฐานะและชาติตระกูลเสมอกันเพื่อความก้าวหน้าในอนาคตคือเส้นทางที่ถูกต้อง
อีกอย่าง พวกเขายังเด็กเกินไป อายุเพิ่งจะ 17-18 ปี จะไปรู้จักความรักดีแค่ไหนกันเชียว
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนาน ลู่เสวียเหวินจึงถอนหายใจและเปิดอกพูดต่อ
“นายน่ะอย่าเข้าใกล้พี่สาวฉันเลยจะดีกว่า นายก็รู้ว่าถ้าเขาสนใจใครขึ้นมาเป็นพิเศษ ทั้งแม่และคนในตระกูลของนายจะต้องเข้าไปตรวจสอบประวัติ”
“ถึงตอนนี้นายจะเป็นแค่สายตรวจ แต่ใครจะรู้ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตำแหน่งนายจะไปอยู่ที่ตรงไหน”
“ต่อให้นายวู่วามจนแต่งงานกับพี่สาวฉันได้สำเร็จ พอวันหนึ่งนายได้ตำแหน่งสูงขึ้น แล้วพบว่าภรรยาตัวเองนอกจากทำงานบ้านและเป็นพนักงานธรรมดาๆ แล้ว ช่วยส่งเสริมอะไรในด้านอื่นไม่ได้เลย นายจะเสียใจ”
“นายก็เห็นมานักต่อนักแล้วไม่ใช่หรอว่าในแวดวงของนายมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมากขนาดไหน”
“เจี้ยนกั๋ว”
ลู่เสวียเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันน่ะไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไร ครอบครัวก็แค่ครอบครัวธรรมดาๆ แต่การจะปกป้องคนที่ฉันอยากปกป้องน่ะ ฉันทำได้”
“ฉันไม่อยากให้ถึงวันที่พวกเราต้องเลิกเป็นเพื่อนกัน แล้วกลายเป็นศัตรูแทน มันคงจะไม่ดีนัก”
เฉิงเจี้ยนกั๋วรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก นี่ใช่ลู่เสวียเหวินผู้สุภาพเรียบร้อยคนเดิมหรือเปล่า? ทำไมถึงพูดจาต้อนเขาจนมุมแบบนี้ เขาเริ่มมีเส้นเลือดปูดขึ้นที่ขมับก่อนจะตะคอกกลับ
“นี่นายขู่ฉันหรอ?”
ลู่เสวียเหวินถอนหายใจอย่างจนใจ แววตาดูจริงใจและน้ำเสียงก็นุ่มนวลลง
“ฉันแค่พูดความจริง เจี้ยนกั๋ว อย่าเอาแต่ใจเลย พี่สาวฉันไม่มีทางชอบนายหรอก นายก็รู้ดี พี่น้องผู้หญิงสองคนในบ้านฉันน่ะ ขอแค่ฉันเอ่ยปาก พวกเธอก็เชื่อฟังกันทั้งนั้น”
“ถ้าฉันรู้ว่าพี่สาวกำลังคบกับนาย ฉันจะถือว่านายใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ไม่ธรรมดาจัดการเธอ”
“อย่าเอาวิธีที่ใช้กันในแวดวงของนายมาใช้กับคนในครอบครัวฉัน”
“ถึงตอนนั้น หน้าตาของพวกเราทั้งคู่คงจะดูไม่จืดแน่”
(จบตอน)