- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 202 อกนิษฐพรหม
บทที่ 202 อกนิษฐพรหม
บทที่ 202 อกนิษฐพรหม
‘ซือคงทุ่ย’ สะท้านในใจ รีบเอ่ยปากถามทันที “ผู้อาวุโสคือผู้ใด ผู้น้อยคือศิษย์แห่งสำนักจิตรกรเซียน ได้รับมอบหมายจากสำนัก ให้เดินทางมายัง ‘หอฝันสุขาวดีมายา’ โดยเฉพาะ เพื่อนำคลังความลับวิชาของสำนักกลับไป”
“หึหึ”
ในเวลานั้นเอง น้ำเสียงนั้นก็หัวเราะขึ้นมา
“ผู้เยาว์เอ๋ย เจ้าใช้คำพูดเหล่านี้ไปหลอกลวงผู้อื่นก็ช่างเถอะ แต่คิดจะนำมาหลอกข้าคงจะหวังสูงเกินไปหน่อย... ข้าดูออกว่าร่างนี้ย่อมไม่ใช่ร่างเนื้อที่แท้จริงของเจ้า เจ้าใช้วิชาหุ่นเชิดมนุษย์ของสำนักหุ่นเชิดเซียนควบคุมร่างแยกเข้ามาล่ะสิ? หึหึ สำนักจิตรกรเซียนกับสำนักหุ่นเชิดเซียนไม่ลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะแอบลอบเรียนวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียน”
เมื่อ ‘ซือคงทุ่ย’ ได้ยินคำพูดนี้ก็ถึงกับชะงักงันไปครู่หนึ่ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าการที่ตนเองเดินทางมาด้วยร่างแยก จะถูกผู้อื่นมองออกจนทะลุปรุโปร่ง
“ผู้อาวุโสเป็นใครกัน?”
สายตาของเขากวาดมองไปรอบทิศ ทว่ากลับไม่พบสิ่งใด จนกระทั่งสายตาจับจ้องไปเบื้องบนเจดีย์ทองคำ ก็พบว่าเบื้องล่างของพระพุทธรูปทองคำสูงหนึ่งจั้งหกฉื่อนั้น มีสัตว์ประหลาดหน้าตาอัปลักษณ์ถูกสะกดเอาไว้ ภายในใจพลันบังเกิดความหนาวเหน็บขึ้นมาขุมหนึ่ง
ใต้ฐานดอกบัวของพระพุทธรูปทองคำสูงหนึ่งจั้งหกฉื่อที่ราวกับพระพุทธรูปโบราณนั้น มีสัตว์ประหลาดหน้าตาอัปลักษณ์รูปร่างคล้ายก้อนเนื้อ ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว บนกล้ามเนื้อทั่วร่างเต็มไปด้วยเนื้องอก ไม่มีทั้งปากและจมูก มีหนวดยาวสิบกว่าเส้นร่ายรำอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน เปล่งประกายแสงประหลาดเจ็ดสีออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับต้องการจะพลิกคว่ำพระพุทธรูปโบราณบนฐานบัวที่กดทับอยู่บนร่างของมัน
เพียงแต่พระพุทธรูปโบราณบนฐานบัวองค์นั้นกลับตั้งตระหง่านไม่ไหวติง มีเจตจำนงที่แน่วแน่ดั่งศิลาผามาตั้งแต่บรรพกาล ไม่สั่นคลอนต่อสิ่งเร้าภายนอก อีกทั้งยังเป็นเจตจำนงที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ซึ่งถูกขัดเกลามาจากการผ่านพ้นวัฏสงสารอันไร้ที่สิ้นสุดและหายนะแห่งฟ้าดิน
ก้อนเนื้อที่เต็มไปด้วยหนวดนั้นดิ้นรนไปมา ทว่าก็เปล่าประโยชน์ ไม่อาจสั่นคลอนพระพุทธรูปโบราณและฐานดอกบัวนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อ ‘ซือคงทุ่ย’ มองพินิจดูอีกหลายครา หัวใจก็พลันเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หนังและเนื้อราวกับมีบางสิ่งกำลังกระเพื่อมไหว ราวกับต้องการจะทะลวงร่างออกมา
“แย่แล้ว! นี่มันลางบอกเหตุของธาตุไฟเข้าแทรก!”
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย ว่าเพียงแค่มองดูไม่กี่ครั้ง ร่างเนื้อก็เกือบจะเกิดการกลายพันธุ์ โชคดีที่ในยามวิกฤตินี้ สัมผัสวิญญาณอันแข็งแกร่งระลอกหนึ่งได้ถูกส่งผ่านมาจากความว่างเปล่า ทะลักเข้ามาสะกดการกลายพันธุ์ของร่างเนื้อเอาไว้ได้
‘เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว! โชคดีที่สิ่งที่ข้าส่งมาเป็นเพียงร่างแยก ซ้ำร่างต้นยังคอยควบคุมอยู่ด้านนอก มิฉะนั้นหากเข้ามาด้วยตนเอง คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตกหลุมพราง’
‘ซือคงทุ่ย’ ย่อมรู้ถึงความร้ายกาจ เขาจึงปิดตาทั้งสองลง ไม่มองตรงไปยังแท่นสูงของเจดีย์ทองคำนั้นอีก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับผลกระทบซ้ำสอง
“ผู้อาวุโสเป็นถึงยอดคนเหนือโลก เหตุใดต้องฉวยโอกาสนี้ลอบทำร้ายข้าด้วย ผู้น้อยเป็นศิษย์ของสำนักจิตรกรเซียนอย่างแท้จริง เพียงแต่ด้วยความบังเอิญ จึงได้เรียนรู้วิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียนมาเพียงเล็กน้อย เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจะเข้าใจนักกระมัง?”
แม้เขาจะหลับตาลง ทว่าก็ไม่ทำให้สูญเสียความสามารถในการรับรู้ อสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์ทั้งเจ็ดสิบสองตัวยังคงสามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวรอบด้าน สามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสอากาศรอบตัว และสัมผัสได้ถึงการพวยพุ่งของปราณฟ้าดิน
“หี ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นคนของสำนักหุ่นเชิดเซียน หรือศิษย์ของสำนักจิตรกรเซียน”
น้ำเสียงนั้นเอ่ยปากอย่างเกียจคร้าน “หากเจ้าต้องการสืบทอดมรดกของสำนักจิตรกรเซียน เกรงว่าคงต้องผ่านด่านของข้าไปให้ได้เสียก่อน”
“คำพูดของผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร?”
‘ซือคงทุ่ย’ รีบเอ่ยถามตามไปทันที
“ความหมายนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก มรดกของสำนักจิตรกรเซียนอยู่ใต้แท่นประลองเลื่อนขุมที่ข้าสถิตอยู่นี้ หากเจ้าต้องการนำสิ่งนี้ออกมา เจ้าก็ต้องช่วยข้าหลอมแท่นประลองเลื่อนขุมนี้เสียก่อน มิฉะนั้นต่อให้เจ้าจะมีฝีมือร้ายกาจทะลุฟ้า ก็อย่าหวังว่าจะได้คลังความลับวิชาของสำนักจิตรกรเซียนไป... ทว่าก่อนหน้านั้น เจ้าจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าที่แห่งนี้คือที่ใด…”
น้ำเสียงนั้นยังคงเอ่ยต่อไปอย่างไม่รีบร้อน “ในอดีต สำนักพุทธเคยต้องการจะหลอมสร้าง ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ แต่น่าเสียดายที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า สุดท้ายก็หลอมสร้างได้เพียงของกึ่งสำเร็จรูป ในหกวิถีประกอบด้วยสวรรค์ มนุษย์ อสุรา นรก เดรัจฉาน และเปรต ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ ที่เจ้าอยู่ในยามนี้ มันก็คือของที่ยังไม่สมบูรณ์ของ ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ ซึ่งรวบรวมสามอบายภูมิอันได้แก่ นรก เดรัจฉาน และเปรต เอาไว้”
“ถึงกระนั้น แม้ ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ จะเป็นเพียงผลงานที่ยังสร้างไม่สำเร็จ ไม่อาจเทียบได้กับ ‘ภาพเทพมาร’ ‘ทะเลเป็นตาย’ หรือ ‘ตำราเก้าขุมนรก’ ที่ใกล้จะสมบูรณ์แบบ และไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับสมบัติวิเศษทั้งสามชิ้นที่สะกดรากฐานของจวนเต๋าไท่อี่ได้ ทว่ามันก็ใช้ความอุตสาหะของสำนักพุทธมานับพันปี จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน”
“‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ แม้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ภายในก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นนรกสิบแปดขุมได้แล้ว ของดีเช่นนี้ พุทธะย่อมไม่ปล่อยให้มันว่างเว้นไร้ประโยชน์ การนำมาใช้ต้านทานมหาภัยพิบัติเกิดดับอาจจะดูฝืนไปบ้าง แต่หากใช้สะกดศัตรูภายนอก ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ นี้กลับถนัดนัก ตัวข้าก็นับว่าโชคดีที่ถูกยอดฝีมือในสำนักพุทธจับตัวมา แล้วสะกดไว้ ณ จุดศูนย์กลางค่ายกลของนรกทมิฬล้างบางในบรรดานรกสิบแปดขุม ซึ่งก็คือ ‘แท่นประลองเลื่อนขุม’ ที่เจ้าเห็นอยู่ในขณะนี้”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้นเอ่ยเช่นนี้ ‘ซือคงทุ่ย’ ก็เข้าใจในทันที ที่แท้คนที่สนทนากับตนมาตลอด กลับเป็นผู้ที่ถูกสะกดไว้ในแท่นประลองเลื่อนขุมนั่นเอง
ดูเหมือนว่าสัตว์ประหลาดก้อนเนื้อนั่น มันก็คือเจ้าของเสียงที่แท้จริง
ไปกว่านั้น คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าถูกมรรคาสวรรค์แปรสภาพ จนกลายพันธุ์เป็นรูปลักษณ์ที่อัปลักษณ์ทนดูไม่ได้เช่นนี้ ซ้ำยังถูกสะกดไว้ที่นี่...
‘ซือคงทุ่ย’ รู้สึกกลัดกลุ้มในใจวูบหนึ่ง เขาเองก็ไม่คิดมาก่อนว่าเมื่อมาถึงที่นี่ ตัวเองจะบังเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ขึ้น
‘ตบะของคนผู้นี้ ย่อมสูงส่งกว่าร่างต้นของข้าเสียอีก ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขามีความเป็นมาอย่างไร? และหากฟังจากความหมายของเขา เขาควรจะเป็นยอดฝีมือระดับสูงที่ถูกยอดคนของสำนักพุทธสะกดเอาไว้!’
ความคิดในหัวของเขาโลดแล่นอย่างรวดเร็ว และพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เกรงว่าผืนดินกว้างใหญ่ที่กลายเป็นสีดำไหม้เกรียมและไร้ซึ่งพลังชีวิตที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ มันก็น่าจะเป็นฝีมือของคนผู้นี้เช่นกัน
‘คนผู้นี้เรียกได้ว่าเป็นจอมมารที่ร้ายกาจนัก หากเขาปรากฏตัวออกมา มิใช่ว่าจะนำพาการกลายพันธุ์จากมรรคาของตนเข้าสู่โลกใบนี้ด้วยหรอกหรือ หากคนผู้นี้หลุดพ้นจากการจองจำ ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นคงยากจะจินตนาการ…’
‘ซือคงทุ่ย’ ครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยปากกับเจ้าของเสียงนั้นว่า “ผู้อาวุโส พลังฝีมือของข้ามีเพียงน้อยนิด ยอดฝีมือที่สามารถกักขังผู้แข็งแกร่งเช่นผู้อาวุโสไว้ในที่แห่งนี้ได้ ย่อมมิใช่สิ่งที่ผู้น้อยจะต่อกรด้วยได้ คลังความลับวิชาของสำนักจิตรกรเซียนจะดีเลิศปานใด มันก็ไม่คุ้มค่าที่จะเอาชีวิตไปแลก…”
“ฮ่ะ!”
คนผู้นั้นหัวเราะเบาๆ
“เจ้าผู้เยาว์เอ๋ย อย่าได้บ่ายเบี่ยงไปเลย เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวข้าคือผู้ใด? นามของข้าคือ ซ่านซือเจี้ยน... ทว่า ในอดีตก็มีผู้ศรัทธาและศิษย์บางคนเรียกขานข้าว่า อกนิษฐพรหม... กาลก่อน ผู้ที่ออกแรงสะกดข้าไว้ใน ‘นรกทมิฬล้างบาง’ ก็คือห้าพระอริยสงฆ์แห่งห้าสำนักฌานของสำนักพุทธ ยังมีอริยะหั่วเหลียนจากวัดสือฉาน ตลอดจนยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาอีกยี่สิบแปดคนร่วมกันตั้งค่ายกลล้อมสังหารข้า”
“แต่เท่าที่ข้ารู้มา สำนักพุทธได้ล่มสลายไปแล้ว ยอดฝีมือในนั้น หากไม่ถูกยอดฝีมือของราชวงศ์ต้าโหยวสังหาร ก็ล้วนถูกองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวลงมือสังหารด้วยตนเอง แม้แต่พระศิลาองค์น้อยแห่งวัดสือฉานก็ร่วงหล่นไปพร้อมกัน ยอดฝีมือเพียงไม่กี่คนที่ยังหลงเหลืออยู่ในสำนักพุทธทั่วหล้าปัจจุบัน ก็ยังไม่แน่ว่าจะยอมลงมือเพื่อตัวตนเล็กจ้อยเช่นเจ้า”
‘อกนิษฐพรหม?’
‘ซือคงทุ่ย’ เพิ่งเคยได้ยินนามนี้เป็นครั้งแรก คิ้วพลันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย วิญญาณของซือคงทุ่ยที่ถูกเขาจับกุมไว้กลับร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“อะไรนะ? คนผู้นี้... กลับเป็นอกนิษฐพรหมของสำนักพุทธ คนผู้นี้คือหนึ่งในสามธรรมราชาแห่งสามยาน เป็นยอดฝีมือขอบเขตสำแดงเทวะในช่วงปลายราชวงศ์ต้าเซี่ย”
วิญญาณของซือคงทุ่ย สั่นสะท้านวูบหนึ่ง แล้วพ่นข้อมูลหนึ่งออกมา “ว่ากันว่าอกนิษฐพรหมองค์นี้เกิดมาพร้อมกับปัญญาแต่ปางก่อน เมื่อแรกเกิดก็สามารถเอื้อนเอ่ยได้แล้ว อายุสามขวบก็กราบเข้าเป็นศิษย์ของวัดรุ่งโรยฌานซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักฌานใหญ่ อายุสิบสี่ปีก็รู้แจ้งเหนือผู้คน แตกฉานในพระไตรปิฎก ท่องจำคัมภีร์ต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ทะลุปรุโปร่งคัมภีร์ของพวกมาร อีกทั้งยังมีปฏิภาณไหวพริบในการโต้แย้งอย่างไร้สิ่งกีดขวาง…”
ซือคงทุ่ย เคยอยู่ในสำนักเบญจหนัวระยะหนึ่ง ทางใต้เป็นแหล่งกำเนิดของวัดวัชรฌานซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักฌานใหญ่ สำนักเบญจหนัวเป็นศัตรูกับวัดวัชรฌานมาอย่างยาวนาน เขาจึงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสำนักพุทธอย่างละเอียดลออเป็นพิเศษ
แม้แต่ซือคงทุ่ยที่ในเวลานั้นเป็นเพียงทาส ก็ยังเคยได้ยินชาวไป่เยว่พูดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอกนิษฐพรหมองค์นี้
อกนิษฐพรหมฉายแววสติปัญญาที่เหนือกว่าผู้อื่นมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นผู้ที่มีพื้นฐานอันเป็นเลิศในการบำเพ็ญเพียรพุทธธรรม
เขาปฏิบัติธรรมความสงบอยู่ในวัดรุ่งโรยฌานจนถึงขีดสุดจึงคิดขยับขยาย ออกเดินทางธุดงค์อย่างยากลำบาก เดินทางโดดเดี่ยวกลางป่าเขาโดยไม่หลบเลี่ยงหมาป่าพยัคฆ์ร้าย ปลีกวิเวกพิจารณาธรรมจนวันเวลาล่วงเลยไป ผ่านการธุดงค์อันแสนลำบากยากเข็ญ จนกระทั่งอายุยี่สิบปี อกนิษฐพรหมที่กลับมาก็อาศัย ‘เบญจลักษณ์จักรนิพพาน’ บรรลุขอบเขตบรรลุมรรคา หลังจากนั้นก็มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรอย่างกล้าหาญ เมื่ออายุสามสิบปีก็บรรลุ ‘กายธรรมราชาพุทธะมหาสุเมรุ’ กลายเป็นผู้นำรุ่นใหม่ของสำนักพุทธในเวลานั้นอย่างลับๆ
ทว่าเมื่อเขาอายุถึงสี่สิบปี บุคคลอัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะในรอบพันปีของสำนักพุทธผู้นี้ กลับร่วงหล่นสู่วิถีมารอย่างกะทันหัน นอกจากจะฝึกฝนวิชามารนอกรีตแล้ว ยังทำเรื่องชั่วช้าอีกนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงดึงดูดความโกรธเกรี้ยวของวัดสือฉานและห้าสำนักฌาน ต้องส่งยอดฝีมือจำนวนมากไปปราบปรามเขา ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าพวกเขาทั้งหมดถูกอกนิษฐพรหมสังหารกลับเสียสิ้น
สำนักพุทธเองก็จนปัญญา ทำได้เพียงเชิญพระอริยสงฆ์ทั้งห้าแห่งสำนักฌาน อันได้แก่ กษิติครรภ์ฌาน วัชรฌาน จันทร์วารีฌาน รุ่งโรยฌาน จันทน์หอมฌาน และอริยะหั่วเหลียนแห่งวัดสือฉาน ให้ออกไปปราบปรามอกนิษฐพรหมร่วมกัน
ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ภายใต้การต่อสู้อันดุเดือด ในบรรดาห้าสำนักฌาน อริยะฮุ่ย ผู้เป็นพระอริยสงฆ์แห่งสำนักชีไผ่ขม วัดมังกรพิษของวัดจันทร์วารีฌาน ถูกสังหารแหลกเหลวในที่นั้น
ยอดฝีมืออีกสี่คนจากสี่สำนักฌานที่เหลือก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส อริยะหั่วเหลียนก็ยอมสละชีวิตและพลังตบะ เขาจึงสามารถสะกดและผนึกอกนิษฐพรหมองค์นี้ได้ในคราเดียว
นับแต่นั้นมา สำนักพุทธก็สูญเสียพลังไปอย่างมหาศาล นอกจากอริยะฮุ่ยแห่งวัดจันทร์วารีฌานที่สิ้นชีพในศึกนี้ และอริยะหั่วเหลียนที่ร่วงหล่น... ในเวลาต่อมา พระมหาเถระทั้งสามจากสามสำนักฌานใหญ่อย่าง รุ่งโรยฌาน จันทน์หอมฌาน และวัชรฌาน ก็ทยอยมรณภาพในอีกไม่กี่ปีต่อมา จากเหตุการณ์นี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่าการสร้างความหายนะของอกนิษฐพรหมในอดีตนั้น ดุดันและร้ายกาจเพียงใด!
คนโฉดร้ายกาจสะท้านภพเช่นนี้ สำนักพุทธกลับไม่สังหารเขาทิ้ง แต่กลับสะกดเขาไว้ใน ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ ไม่รู้เลยว่าสมองของพวกเขาคิดอะไรอยู่ หลวงจีนพวกนี้ไม่เคยคิดเลยหรือ ว่าวันหนึ่งสิ่งลี้ลับที่ถูกผนึกนี้จะต้องถูกทำลายลง หากสะกดไว้ไม่ตาย วันหนึ่งมันย่อมฟื้นคืนชีพกลับมา... ในเมื่อตอนนั้นไม่ลงมือสังหารเจ้านี่ให้ตายตกไป วันหนึ่งยอดคนโหดเหี้ยมเช่นนี้ก็ย่อมหาโอกาสกลับมาผงาดอีกครั้งอย่างแน่นอน!
“โอ้ ผู้เยาว์เอ๋ย ยามนี้เจ้าคงกำลังคิดล่ะสิ ว่าเหตุใดคนของสำนักพุทธจึงได้โง่เขลานัก ไม่หาโอกาสสังหารข้าเสีย ทว่ากลับสะกดข้าไว้ที่นี่แทน”
เสียงนั้นหัวเราะหึหึ
“หากพวกมันสามารถสังหารข้าได้ พวกมันก็คงทำไปตั้งนานแล้ว น่าเสียดายที่ข้าบรรลุ ‘กายธรรมราชาพุทธะมหาสุเมรุ’ แล้ว ได้บรรลุขอบเขตไม่เกิดไม่ดับมาตั้งนานแล้ว ผนวกกับมรรคาที่ถ่ายทอดไปสู่หกวิถี เพียงหนึ่งความคิดก็ดังก้องไปทั่ว สามารถก่อกำเนิดขึ้นใหม่ในจิตใจของสรรพสัตว์ในใต้หล้า หากต้องการจะสังหารข้าให้สิ้นซาก ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่อยากทำ แต่เป็นเพราะพวกมันทำไม่ได้ต่างหาก!”