- หน้าแรก
- เป็นคนดีในโลกเซียนมันยากนัก งั้นข้าขอเป็นคนเทาๆที่มีอาวุธมารก็แล้วกัน
- บทที่ 8 - สหายพรต ท่านช่างเป็นคนฉลาดหลักแหลม
บทที่ 8 - สหายพรต ท่านช่างเป็นคนฉลาดหลักแหลม
บทที่ 8 - สหายพรต ท่านช่างเป็นคนฉลาดหลักแหลม
บทที่ 8 - สหายพรต ท่านช่างเป็นคนฉลาดหลักแหลม
ทว่าตั้งแต่ตอนที่หนีจื้ออวี่คิดจะเล่นงานหลินหาน บทสรุปทุกอย่างก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
กระบี่หยาดพิรุณพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วลง ในวินาทีถัดมา ศีรษะอันมีค่าของหนีจื้ออวี่ก็แยกออกจากลำคอ
ในวาระสุดท้ายของชีวิต หนีจื้ออวี่เริ่มรู้สึกเสียใจ เขากำลังนึกสงสัยว่าทำไมตนเองถึงต้องไปเล็งเป้าหมายเล่นงานโจรปล้นชิงที่มีวาสนาปาฏิหาริย์เช่นนี้ด้วย...
ท่ามกลางความไม่ยินยอมพร้อมใจ ประกายชีวิตในแววตาของหนีจื้ออวี่ก็ค่อยๆ ดับสูญไป!
หลังจากจัดการกับศัตรูตรงหน้าเสร็จสิ้น หลินหานประเมินดูแล้วพบว่าพลังปราณแท้ในร่างกายยังมีเหลืออยู่อีกกว่าครึ่ง น่าจะพอกระตุ้นเข็มกระหายเลือดได้อีกสักครั้ง
เรื่องนี้ทำให้เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นเขาก็หยิบโอสถฟื้นปราณออกมากลืนลงไปหนึ่งเม็ด แล้วจึงเริ่มเก็บกวาดสนามรบ
ในการต่อสู้ครั้งใหญ่คราวนี้ นอกจากจะได้ถุงเก็บของของหนีจื้ออวี่มาแล้ว กระบี่แม่ลูกของหนีจื้ออวี่ก็ตกเป็นของหลินหานด้วยเช่นกัน
กระบี่แม่ลูกซึ่งเป็นอาวุธเวทระดับต่ำชุดนี้ ถือเป็นอาวุธเวทชั้นดีสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หกเลยทีเดียว เพราะมันสามารถช่วยยกระดับพลังการต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
แต่สำหรับหลินหานแล้ว ประโยชน์ของกระบี่แม่ลูกอาวุธเวทระดับต่ำชุดนี้ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น
เมื่อเทียบอานุภาพการทำลายล้าง กระบี่แม่ลูกก็ยังสู้เข็มกระหายเลือดไม่ได้ และเมื่อเทียบความคล่องตัวและความน่าใช้งาน กระบี่หยาดพิรุณที่กินพลังปราณน้อยกว่าย่อมได้เปรียบกว่าเห็นๆ เพราะมันสามารถดึงเอาประสิทธิภาพการต่อสู้ออกมาได้สูงสุดโดยใช้พลังปราณแท้เพียงน้อยนิด
ในขณะเดียวกันการใช้กระบี่หยาดพิรุณก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสิ้นเปลืองพลังปราณมากเกินไป จนทำให้สูญเสียโอกาสในการใช้ไพ่ตายอย่างเข็มกระหายเลือดไป
หลังจากส่ายหน้าไปมา หลินหานก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าศพของหนีจื้ออวี่
"สหายพรต ท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม แต่ทว่าฝีมือกลับไม่คู่ควรกับความฉลาดหลักแหลมนั้น คงต้องลำบากให้ท่านล่วงหน้าไปปรโลกก่อนแล้ว"
พูดจบหลินหานก็ดีดนิ้วคราหนึ่ง ยันต์ลูกไฟสองแผ่นก็ลุกพรึบขึ้นมาแผดเผาศพของหนีจื้ออวี่ในทันที...
ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง สีหน้าของหลินหานดูเย็นชาไร้ความรู้สึก หลังจากจัดการกับหนีจื้ออวี่ไปแล้ว ต่อไปเขาก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับ 'นกขมิ้น' ที่คอยฉวยโอกาสนั่งดูเสือกัดกันเสียที!
ในครั้งนี้หลินหานตัดสินใจใช้กลยุทธ์ แสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อหยั่งเชิงดูเบื้องลึกเบื้องหลังของ 'นกขมิ้น' ตัวนี้เสียก่อน!
เปลวไฟดับลง เมื่อเสียงดังเป๊าะแป๊ะสิ้นสุดลง ร่องรอยการมาเยือนโลกบำเพ็ญเพียรของหนีจื้ออวี่ก็ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น
ส่วนผู้กระทำอย่างหลินหาน ในเวลานี้ก็เริ่มนั่งสมาธิปรับลมปราณฟื้นฟูพลังราวกับไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
การกระทำของหลินหานในครั้งนี้ ทำให้หนูค้นหาวิญญาณที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้งไม่เกิดความสงสัยเลยแม้แต่น้อย
หลังจากถ่ายทอดการกระทำของหลินหานให้ 'เจ้านาย' รับรู้แล้ว หนูค้นหาวิญญาณก็รีบเผ่นหนีไปทันที
อีกด้านหนึ่ง เมื่อชายชุดม่วงได้รับข้อความจากสัตว์เลี้ยงวิญญาณ เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
"ดูเหมือนว่าโชคของข้าจะดีไม่เบา หลินหาน เจ้านี่ช่างนำความประหลาดใจมาให้ข้าได้มากจริงๆ!"
ในระยะห่างออกไปหนึ่งลี้ มุมปากของชายชุดม่วงยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็เตรียมที่จะลงมือด้วยตัวเอง โดยมุ่งหน้าไปหาหลินหานที่กำลังปรับลมปราณอยู่
การจากไปของหนูค้นหาวิญญาณ ทำให้หลินหานหลุดพ้นจากการจับตาดูของชายชุดม่วง
ในหุบเขา
ดวงตะวันยามเย็นกำลังคล้อยต่ำลงอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลอดช่องเขาลงมา อาบไล้กอหญ้าที่ขึ้นระเกะระกะให้กลายเป็นสีทองอร่าม
ในขณะเดียวกัน เงาร่างของหลินหานก็ทอดยาวออกไปภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง...
เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามซวีโดยไม่รู้ตัว ใกล้จะถึงยามซวีสามเค่อเต็มทีแล้ว
"ดูเหมือนว่าผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังจะหลงเชื่อว่าข้ากำลังปรับลมปราณฟื้นฟูพลังแล้วจริงๆ จึงยอมละทิ้งการจับตาดูข้าไป!"
ในเวลานี้ เมื่อหนูค้นหาวิญญาณจากไปแล้ว หลินหานก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงคราวเคราะห์เลือดตกยางออกตามคำทำนายของป้ายหยก หากฉวยโอกาสปรับลมปราณต่อไป ระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ก็คงไม่ช่วยฟื้นฟูพลังปราณแท้ได้มากนัก
เขาอาศัยจังหวะที่คนผู้อยู่เบื้องหลังละสายตาไป รีบหยิบถุงเก็บของของหนีจื้ออวี่ออกมาและเริ่มสำรวจตรวจสอบทันที
สาเหตุที่หลินหานรอให้หนูค้นหาวิญญาณจากไปก่อนแล้วค่อยตรวจสอบของที่ได้มา ก็เพราะเขาอยากจะสร้างความประหลาดใจให้กับอีกฝ่าย
หากในถุงเก็บของของหนีจื้ออวี่มีของวิเศษที่ทรงพลังอยู่บ้าง ถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถนำออกมาใช้ เพื่อมอบเซอร์ไพรส์ให้กับผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวได้
ด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น หลินหานจึงประทับตราจิตวิญญาณลงบนถุงเก็บของ
เพียงไม่นานกรรมสิทธิ์ของถุงเก็บของก็ตกเป็นของหลินหาน และเขาก็รีบตรวจสอบผลกำไรในครั้งนี้ทันที
โดยรวมแล้ว ถุงเก็บของของผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หกก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ
ข้าวของทั้งหมดเมื่อตีเป็นราคาแล้ว น่าจะมีมูลค่ามากกว่าสิบก้อนหินวิญญาณ นอกจากนี้ยังมีตำราเคล็ดวิชาและโอสถชนิดต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งของเหล่านี้หลินหานล้วนสามารถนำมาใช้งานได้ทั้งสิ้น
ที่น่าสนใจคือ ในถุงเก็บของของหนีจื้ออวี่ยังมียันต์ทลายเกราะก้นหีบอยู่อีกหนึ่งแผ่น ยันต์วิญญาณชนิดนี้หาได้ยากมากในตลาดม่ออวี้
สามารถใช้มันเพื่อทำลายม่านพลังป้องกันของผู้บำเพ็ญเพียรได้ เรียกได้ว่าเป็นอาวุธที่ไร้เทียมทานในยามต่อสู้เลยทีเดียว
แม้ราคาของยันต์แผ่นนี้จะมีมูลค่าเพียงสามถึงห้าก้อนหินวิญญาณ แต่ในแหล่งชุมนุมผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอย่างตลาดม่ออวี้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่สืบทอดวิชายันต์วิญญาณนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ดังนั้นการจะขายให้ได้ราคาห้าก้อนหินวิญญาณจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
ถึงกระนั้นก็ตาม บ่อยครั้งที่ยันต์วิญญาณชนิดนี้ก็เป็นของที่มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ขั้นกลาง หรือแม้แต่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หก ยันต์แผ่นนี้ก็สามารถนำมาใช้เป็นไพ่ตาย เพื่อสร้างภัยคุกคามให้กับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันได้
เมื่อครู่นี้ตอนที่หลินหานต่อสู้กับหนีจื้ออวี่ เขาไม่ได้เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ใช้ยันต์วิญญาณเลยตลอดการต่อสู้ มิเช่นนั้นหากเขาต้องการจะจบการต่อสู้ ก็คงไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนี้แน่
"ของดีนี่นา!"
ดวงตาของหลินหานเป็นประกาย จากนั้นเขาก็หยิบยันต์ทลายเกราะออกมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด รู้สึกเพียงว่าลวดลายทุกเส้นสายบนยันต์วิญญาณล้วนงดงามราวกับผลงานของธรรมชาติ ทำให้ผู้คนหลงใหลได้อย่างง่ายดาย
เดิมทีหลินหานยังกังวลอยู่ว่าการที่เข็มกระหายเลือดสามารถโจมตีได้เพียงครั้งเดียวในการต่อสู้ที่จะมาถึงนั้นอาจจะไม่ค่อยมั่นคงสักเท่าไหร่...
ตอนนี้ดีแล้ว ในเมื่อมียันต์ทลายเกราะอยู่ด้วย การรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว
หลินหานกำลังครุ่นคิดถึงโอกาสชนะในการรับมือศัตรูที่กำลังจะมาถึง
อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่รู้ตัวเลยว่า การที่เขาจัดการกับศัตรูตัวฉกาจได้เป็นครั้งแรกนั้น กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ หลังจากที่เขาหลอมรวมความทรงจำและประสบการณ์การต่อสู้ของหลินหานคนก่อนเข้าด้วยกัน เขาก็ปรับตัวเข้ากับสถานะผู้บำเพ็ญเพียรได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงแก่งแย่งชิงดี หรือการเผชิญหน้ากับการถูกคดโกง เขาก็สามารถรับมือได้อย่างเยือกเย็น...
ครึ่งก้านธูปต่อมา
หลินหานเก็บยันต์ทลายเกราะลงในถุงเก็บของ หลังจากจัดการกับของที่ได้มาเสร็จแล้ว เขาก็หลับตาลงและเริ่มปรับลมปราณอีกครั้ง!
เวลาล่วงเลยไปโดยไม่รู้ตัว ริมขอบฟ้าก็ถูกย้อมไปด้วยเมฆเพลิงสีแดงฉานราวกับภูเขาไฟระเบิด เมฆหมอกดูคล้ายกับลาวาหลอมละลาย ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก และในขณะเดียวกันยามซวีสามเค่อก็มาเยือนอย่างเงียบเชียบ
ในระยะห่างจากหลินหานออกไปหลายสิบจั้ง ชายชุดม่วงกำลังยืนสำรวจหลินหานอยู่ห่างๆ
เมื่อเห็นว่าหลินหานไม่มีการป้องกันตัวใดๆ และกำลังอยู่ในสภาพที่กำลังดำดิ่งสู่การปรับลมปราณ ชายชุดม่วงก็แสยะยิ้มเย็นชาออกมา
"หลินหานเอ๋ยหลินหาน เจ้าสมกับเป็นโจรปล้นชิงชื่อเหม็นโฉ่แห่งตลาดม่ออวี้จริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีวาสนาได้รักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี โชคดีที่ข้าให้หนีจื้ออวี่ไปหยั่งเชิงเจ้าก่อน มิเช่นนั้นข้าอาจจะทำอะไรเจ้าไม่ได้จริงๆ ก็ได้!"
ชายชุดม่วงเดินออกมาจากใต้ร่มไม้พร้อมกับสีหน้าภาคภูมิใจ
หากหลินหานอยู่ที่นี่ เขาย่อมต้องจำตัวตนของคนผู้นี้ได้อย่างแน่นอน
ชายชุดม่วงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจี้จิ่วฉงผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งจะมาเก็บค่าเช่าจากหลินหานไปเมื่อไม่นานนี้นี่เอง!
ตามหลักแล้ว ตระกูลจี้ที่จี้จิ่วฉงสังกัดอยู่นั้นค่อนข้างจะมีอิทธิพลในตลาดม่ออวี้ เขามีบ้านพักในตลาดม่ออวี้หลายหลังสำหรับปล่อยเช่า ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้เขาได้อย่างต่อเนื่องเป็นกอบเป็นกำ จึงไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องลงมือจัดการกับหลินหานด้วยตัวเองเลย
ทว่านิสัยชอบเล่นการพนันของจี้จิ่วฉงนั้นเป็นที่รู้กันทั่ว ต่อให้เขามีทรัพย์สินมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจทนต่อการผลาญเงินในบ่อนพนันทุกวี่ทุกวันได้
นี่ไงล่ะ เมื่อหนี้สินพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ค่าเช่าที่เก็บมาได้ก็ไม่เพียงพอที่จะนำไปขัดดอกอีกต่อไป เมื่อถึงเวลานี้ นอกจากการขายบ้านพักแล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
[จบแล้ว]