- หน้าแรก
- คืนชีพฝ่ามิติ นครหยกขาวสวรรค์ลวงตา
- บทที่ 130 - ปรมาจารย์หลี่ประมุขยุทธภพ
บทที่ 130 - ปรมาจารย์หลี่ประมุขยุทธภพ
บทที่ 130 - ปรมาจารย์หลี่ประมุขยุทธภพ
ก่อนที่จะถูกส่งตัวออกไป หลี่ชิงเซียวได้นำลูกปะคำและกระบี่โบราณที่หลี่ซิวหนานทิ้งไว้ติดตัวออกมาด้วย
ดวงจันทร์สีครามเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์
มีเพียงหลี่ชิงเซียว เถี่ยอู๋ตี๋ นักพรตเทียนซวี แม่ชีชิงฮุ่ย และอาจารย์เฉิงเท่านั้นที่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงท้ายที่สุด
ภายในแดนลับว่าน่าเวทนาแล้ว ภายนอกแดนลับกลับยิ่งเลวร้ายกว่า สามารถใช้คำว่าลานประหารมาอธิบายได้เลย
ศิษย์ธรรมดาและกองทหารเกราะเหล็กจวนต้าตู้ตูล้มตายและบาดเจ็บจนนับไม่ถ้วน แม้แต่ยอดฝีมือระดับแนวหน้าก็ยังสูญเสียอย่างหนัก แม่ชีชิงเสีย จางเทียนซื่อ อาจารย์กง และนักพรตเทียนซง ล้วนไม่อาจรอดพ้นความตายไปได้ มีเพียงรองเจ้าสำนักหอตู้เซิงที่โชคดีรักษาชีวิตไว้ได้ ทว่าร่างกายครึ่งซีกก็ถูกกัดกร่อนไปจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
นิกายหวนสี่ฉานตายตกไปจนหมดสิ้น ลัทธิเหวินเซียงเองก็ไม่ต่างกัน เหลือเพียงถังอวี่คนเดียว หอตู้เซิงยังเหลือหวงซือซือและรองเจ้าสำนัก ทว่าทั้งสองคนก็นับว่าพิการไปแล้ว
สำนักซานชิง สำนักศึกษาไป๋หม่า และอารามชีสุ่ยเยว่ ยังถือว่าดีกว่าหน่อยตรงที่เจ้าสำนักยังมีชีวิตอยู่ ทว่าในด้านอื่นๆ ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใดนัก
ทางฝั่งจวนต้าตู้ตู เถี่ยอู๋ตี๋ยังมีชีวิตอยู่ เถี่ยสยงตกตายใต้คมกระบี่ของหลี่ชิงเซียว เถี่ยหลีเองก็เหมือนกับถังอวี่ เมื่อเห็นท่าไม่ดีก็รีบหลบหนีไปตั้งแต่เนิ่นๆ จึงรอดพ้นวิกฤตมาได้
ยุทธภพถูกกำหนดให้ต้องล้างไพ่ใหม่เสียแล้ว
นักพรตเทียนซวี แม่ชีชิงฮุ่ย และอาจารย์เฉิง ทั้งสามคนจ้องมองซากความเสียหายที่เกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณอย่างเหม่อลอย พวกเขาพูดไม่ออกไปพักใหญ่
นี่คือหายนะแห่งยุทธภพอย่างแท้จริง
ทั้งสามคนลอบสบตากัน ก่อนที่นักพรตเทียนซวีจะออกหน้าเดินมาหาหลี่ชิงเซียว "หายนะเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเป็นร้อยปีแล้ว ในยามนี้จอมมารได้ถูกกำจัดไปแล้ว ทุกสิ่งกำลังรอคอยการฟื้นฟู สมควรที่จะต้องมีผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของทุกคนขึ้นมาเป็นผู้นำและควบคุมสถานการณ์โดยรวม พวกเราต่างเห็นพ้องต้องกันว่าปรมาจารย์หลี่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด จึงอยากขอเชิญปรมาจารย์หลี่ขึ้นรับตำแหน่งประมุขยุทธภพ"
โดยไม่รู้ตัว ท่านนักพรตหลี่ก็กลายเป็นปรมาจารย์หลี่ไปเสียแล้ว
แม้ในโลกมนุษย์หลักหลี่ชิงเซียวจะยังไม่ได้เป็นแม้กระทั่งอาจารย์นักพรต ทว่าที่นี่เขากลับได้ลิ้มลองความรู้สึกของการเป็นปรมาจารย์ล่วงหน้าไปแล้ว
เถี่ยอู๋ตี๋เกรงว่าจะน้อยหน้าผู้อื่นจึงรีบเอ่ย "ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน"
หลี่ชิงเซียวกล่าว "ขอบคุณที่ทุกท่านให้เกียรติ เพียงแต่ข้าต้องรีบไปจากที่นี่ในไม่ช้า เพื่อกลับไปรายงานภารกิจต่อราชครู"
"เรื่องนี้ ... " นักพรตเทียนซวีและคนอื่นๆ มองหน้ากัน ไปไม่เป็นชั่วขณะ
หลี่ชิงเซียวกล่าวต่อ "ทว่าสถานการณ์ในยามนี้ ข้าเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนที่จะกลับไป ข้าสามารถรับตำแหน่งรักษาการประมุขยุทธภพชั่วคราว เพื่อจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทางได้"
"เช่นนี้ย่อมดีที่สุดแล้ว" นักพรตเทียนซวีรีบกล่าวทันที
ดังนั้นเถี่ยอู๋ตี๋และเจ้าสำนักทั้งสามจึงเริ่มรวบรวมศิษย์และลูกน้องที่รอดชีวิต เพื่อเตรียมรับฟังคำสั่งสอนจากประมุขยุทธภพคนใหม่
เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว หลี่ชิงเซียวก็ขี้เกียจมานั่งอภิปรายหรือยกมือลงมติอะไรให้วุ่นวาย เขาจึงใช้อำนาจตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมถือเป็นอันยุติ สามพรรคใหญ่ฝ่ายอธรรมเหลือเพียงแค่ชื่อ ทว่าก็ไม่อาจเหมารวมทั้งสามพรรคได้ เจ้าสำนักอินตกตายเพื่อกำจัดมารปกป้องคุณธรรม จำเป็นต้องจัดการเรื่องราวหลังความตายของเขาให้สมเกียรติ ส่วนสวีเทียนเหวินและพระโพธิสัตว์หญิงเทียนหลงนั้นคอยช่วยเหลือคนชั่วให้ทำร้ายผู้อื่น อีกทั้งยังกระทำการฝืนลิขิตฟ้า จำเป็นต้องถูกลงโทษอย่างหนัก"
เมื่อได้ยินข่าวการตายของอินสือซาน สีหน้าของหวงซือซือก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลี่ชิงเซียวกล่าว "ดังนั้นความหมายของข้าก็คือ สำหรับหอตู้เซิงนั้น ให้เริ่มแผนการช่วยเหลือแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยมอบหมายให้อารามชีสุ่ยเยว่เป็นผู้รับผิดชอบ"
แม่ชีชิงฮุ่ยชะงักไปเล็กน้อย คาดว่าคงไม่เข้าใจคำว่าช่วยเหลือแบบหนึ่งต่อหนึ่งในทันที ทว่าเมื่อลองขบคิดดูสักพักก็พอจะเข้าใจความหมายคร่าวๆ จึงรีบเอ่ย "อารามชีสุ่ยเยว่และหอตู้เซิงเคยแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชากัน นับว่ามีรากฐานเดียวกัน ขอท่านประมุขโปรดวางใจ"
หลี่ชิงเซียวหันไปกล่าวกับหวงซือซือ "นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องปฏิบัติต่อแม่ชีชิงฮุ่ยเยี่ยงอาจารย์"
หวงซือซือเป็นคนฉลาด นางเข้าใจเจตนาของหลี่ชิงเซียวในทันที จึงพยักหน้ารับคำ
หลี่ชิงเซียวกล่าวต่อ "ส่วนนิกายหวนสี่ฉานและลัทธิเหวินเซียงนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้ ปล่อยพวกเขากันไปตามยถากรรมเถอะ"
ถังอวี่มีสีหน้าหวาดหวั่น
สุดท้ายหลี่ชิงเซียวก็หันไปมองเถี่ยอู๋ตี๋
แม้เถี่ยอู๋ตี๋จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขั้นหกเช่นกัน อีกทั้งยังเข้าถึงเจตจำนงที่แท้จริงได้บ้างแล้ว ทว่าภายใต้การจับจ้องของหลี่ชิงเซียว เขาก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาลจนเหงื่อเย็นซึมออกมาบนหน้าผาก
หลี่ชิงเซียวเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ "เจ้าสมรู้ร่วมคิดกับหลี่ซิวหนาน ก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่เช่นนี้ เดิมทีไม่อาจละเว้นเจ้าได้ ทว่าเมื่อพิจารณาว่าเจ้าเองก็ถูกหลี่ซิวหนานหลอกใช้ และในช่วงเวลาสุดท้ายยังรู้จักรั้งรอและกลับตัวกลับใจ ยอมหันมาร่วมมือต่อต้านหลี่ซิวหนาน อีกทั้งยังช่วยชีวิตนักพรตเทียนซวีเอาไว้ ถือว่ามีความดีความชอบ ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้าไว้สักครั้ง"
เถี่ยอู๋ตี๋รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก "ขอบคุณปรมาจารย์หลี่"
หลี่ชิงเซียวเปลี่ยนเรื่องพูดทันที "โทษตายละเว้น ทว่าโทษเป็นไม่อาจหลีกหนี เจ้าจงลาออกจากตำแหน่งต้าตู้ตูเดี๋ยวนี้ และส่งมอบเกราะวิเศษบนตัวเจ้ามาซะ"
นักพรตเทียนซวีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับหลี่ชิงเซียว ย่อมมีโอกาสก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เมื่อเถี่ยอู๋ตี๋ไร้ซึ่งเกราะวิเศษ เขาก็ไม่อาจตั้งตนเป็นใหญ่ได้อีกต่อไป
เถี่ยอู๋ตี๋ไม่คิดจะต่อรองใดๆ เขาก้มหน้าลง "ขอรับ"
กล่าวจบ เขาก็ถอดชุดเกราะหนักบนตัวออกตรงนั้นทันที
หลี่ชิงเซียวกล่าวต่อ "เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยที่จำเป็น จวนต้าตู้ตูไม่อาจยุบเลิกไปได้ง่ายๆ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้จัดตั้งตำแหน่งรักษาการต้าตู้ตู โดยให้เจ้าสำนักทั้งหลายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารับตำแหน่งต้าตู้ตู เพื่อจัดการเรื่องราวต่างๆ ในจวนต้าตู้ตู และคอยตรวจสอบซึ่งกันและกัน"
ไม่ใช่ว่าหลี่ชิงเซียวเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเป็นผู้นำหรอกนะ ทว่าไม่เคยกินเนื้อหมู ก็ต้องเคยเห็นหมูวิ่งผ่านบ้างไม่ใช่หรือ ในอดีตตอนที่ปรมาจารย์ทั้งสามช่วงชิงอำนาจจากมหาเจ้าสำนักรุ่นที่หก และบีบบังคับให้มหาเจ้าสำนักรุ่นที่หกต้องก้าวข้ามขีดจำกัดไปก่อนเวลาอันควร พวกเขาก็ใช้วิธีผลัดเปลี่ยนกันรับตำแหน่งรักษาการมหาเจ้าสำนัก ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมาไม่เลว หลี่ชิงเซียวจึงหยิบยืมวิธีกระทำตามแบบอย่างนั้นเสียเลย
ทุกคนประสานเสียงตอบรับ "ขอรับ ขอน้อมรับคำสั่งของท่านประมุข"
หลี่ชิงเซียวรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย ทว่าส่วนใหญ่เป็นความเหนื่อยล้าทางจิตใจ เจตจำนงของตัวเต็มวัยในร่างกายเป็นเพียงแค่ถูกเขาสะกดข่มเอาไว้เท่านั้น ยังไม่ได้ถูกลบเลือนไปอย่างแท้จริง มันอาจจะลุกขึ้นมาต่อต้านได้ทุกเมื่อ
สาเหตุที่เขาไม่เลือกเดินทางกลับไปทันที นอกจากการสะสางปัญหาที่ยุ่งเหยิงเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือการตามหาร่างจริงของหลี่ซิวหนานที่ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใด
แม้จิตหยินของหลี่ซิวหนานจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ทว่าเขาเอาแต่ใช้ร่างกายของเซียวจิ้นมาโดยตลอด ไม่ยอมใช้ร่างจริงของตนเอง คาดว่าคงไม่อยากให้ร่างกายของตนเองต้องบอบช้ำ ร่างกายของผู้อื่นจะใช้อย่างไรก็ย่อมได้ อย่างไรเสียก็ไม่ต้องมานั่งเสียดาย
บางทีบนร่างของหลี่ซิวหนานอาจจะมีสิ่งของอื่นที่เกี่ยวข้องกับอิงฮั่วโส่วซินหลงเหลืออยู่อีก
ทว่ามีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น จะหาพบหรือไม่ หลี่ชิงเซียวเองก็ไม่มั่นใจนัก ทำเรื่องของคนให้ดีที่สุด ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นลิขิตฟ้าก็แล้วกัน
ในช่วงสามวันที่เหลือ หลี่ชิงเซียวใช้อำนาจของประมุขยุทธภพ สั่งการให้คนของจวนต้าตู้ตูและหกสำนักใหญ่ที่เหลืออยู่ทำการปูพรมค้นหา เหตุผลก็มีพร้อมอยู่แล้ว ตีงูไม่ตายย่อมถูกแว้งกัด ดังนั้นการกำจัดความชั่วร้ายจึงต้องถอนรากถอนโคน
ตั้งแต่เจ้าสำนักทั้งสามไปจนถึงศิษย์ทั่วไปและทหารยาม ต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังไม่มีข้อครหาใดๆ ทุกคนเริ่มออกตามหาร่างจริงของหลี่ซิวหนานอย่างสุดกำลัง
ในสายตาของพวกเขา นี่ไม่ใช่การทำเพื่อท่านประมุข ทว่าเป็นการทำเพื่อตนเอง ท้ายที่สุดแล้วหลี่ซิวหนานก็ฝากความทรงจำฝังใจเอาไว้ลึกซึ้งเกินไป บทเรียนนี้ก็แสนสาหัสเกินรับไหว ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ย่อมไม่มีใครกล้าประมาท
ต้องยอมรับเลยว่าพลังของมวลชนนั้นยิ่งใหญ่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน ในวันที่สาม ในที่สุดก็พบร่างจริงของหลี่ซิวหนาน อันที่จริงแล้วจดจำได้ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าหลี่ซิวหนานหน้าตาเป็นอย่างไร สรุปสั้นๆ แค่สามคำ ศพเดินได้
หลี่ซิวหนานเล่นมุกจุดบอดใต้แสงเทียน เขาซ่อนร่างจริงเอาไว้ในโกดังร้างแห่งหนึ่งของสำนักซานชิง อีกทั้งยังตั้งค่ายกลขนาดเล็กเอาไว้ด้วย ศิษย์สำนักซานชิงที่ไปพบเข้าไม่อาจทำลายค่ายกลได้ จึงนำเรื่องไปรายงานนักพรตเทียนซวี จากนั้นนักพรตเทียนซวีจึงนำเรื่องมารายงานหลี่ชิงเซียวอีกที
หลังจากหลี่ชิงเซียวมาถึง เขาก็ใช้เพียงหมัดเดียวทำลายค่ายกลของหลี่ซิวหนานจนแหลกละเอียด และได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของหลี่ซิวหนาน ดูเหมือนคนอายุราวๆ สามสิบกว่าปี สวมเสื้อคลุมกระเรียนของสำนักเต๋า ระดับขั้นสูงกว่าหลี่ชิงเซียวหนึ่งขั้น เป็นนักพรตขั้นหก
หลี่ชิงเซียวค้นพบกล่องใบเล็กใบหนึ่งบนร่างของหลี่ซิวหนาน ทว่ามันถูกลงอักขระปิดผนึกเอาไว้ หากใช้กำลังบังคับเปิด อาจจะทำให้เกิดการระเบิดทำลายตัวเองได้ ดังนั้นหลี่ชิงเซียวจึงตัดสินใจนำมันกลับไปมอบให้เป่ยลั่วซือเหมินเป็นผู้จัดการ
ชั่วพริบตาก็ถึงยามจื่อ หลี่ชิงเซียวไม่ได้บอกลาผู้ใด เขาจากไปอย่างเงียบเชียบ เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เขามาอย่างเงียบเชียบ สะบัดแขนเสื้อเบาๆ โดยไม่นำพาเมฆาใดติดตัวไป
[จบแล้ว]