- หน้าแรก
- จากเด็กกำพร้า สู่ราชันย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 230 - มือเดียวรับเรือเหาะ กระบี่เดียวผ่าแยก?
บทที่ 230 - มือเดียวรับเรือเหาะ กระบี่เดียวผ่าแยก?
บทที่ 230 - มือเดียวรับเรือเหาะ กระบี่เดียวผ่าแยก?
บทที่ 230 - มือเดียวรับเรือเหาะ กระบี่เดียวผ่าแยก?
ลู่ชวี่จีเพิ่งจะตั้งท่าหมัดเสร็จ มือใหญ่ข้างหนึ่งก็คว้าตัวเขาดึงกลับมา
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นชืออีที่กำลังสูบกล้องยาสูบอยู่นั่นเอง
สำหรับพฤติกรรม "ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง" ของลู่ชวี่จี ชืออีรู้สึกโกรธจัด ตะคอกใส่ลู่ชวี่จีว่า "ไอ้หนู เจ้าใช้เล่ห์เหลี่ยมได้ครั้งนึง ก็คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานในใต้หล้าแล้วจริงๆ งั้นเรอะ!!?"
"นั่นมันเรือเหาะที่กำลังพุ่งดิ่งลงมาด้วยความเร็วสูงนะโว้ย! แรงกระแทกมันจะมหาศาลขนาดไหน!?"
"มหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ระดับปลายยังไม่กล้ารับเลย ไอ้หนูอย่างเจ้าถ้าขืนไปรับโต้งๆ มีหวังตายหยั่งเขียดแน่!"
พูดจบ ชืออีก็เงื้อกล้องยาสูบทองแดงในมือขึ้น เคาะหัวลู่ชวี่จีไปหนึ่งทีอย่างแรง
ถึงแม้ว่าอารมณ์ของเขาจะไม่ค่อยดีนัก แต่ในน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยจากใจจริง สิ่งนี้ทำให้ลู่ชวี่จีนึกถึงท่านปู่หลิวโดยสัญชาตญาณ ชายชราสองคนนี้ช่างเหมือนกันไม่มีผิด—ปากร้ายแต่ใจดี
"ซี๊ด~" ลู่ชวี่จีเจ็บจนต้องแยกเขี้ยว ยิงฟัน หัวเราะแหะๆ "ข้าก็แค่อยากจะลองดูหน่อยนี่นา..."
"ลองดูก็ตายห่าสิวะ!" ชืออีถลึงตาใส่ลู่ชวี่จีอย่างแรง
ครืน——!
คำพูดของทั้งสองยังไม่ทันขาดคำ เรือเหาะลำมหึมาก็พุ่งเข้าใส่กำแพงเมืองราวกับอุกกาบาตจากนอกโลก หอบเอาพลังอันมหาศาลดั่งสายฟ้าฟาดพุ่งตรงเข้ามา!
หัวเรือแหลมคมดุจหอก ราวกับต้องการจะทิ่มแทงเมืองตานหยางทั้งเมืองให้ทะลุ!
"ระวัง!" เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่ชวี่จีก็รีบตะโกนบอกชืออีที่ยืนขวางอยู่ข้างหน้าเขาทันที!
ชืออีไม่ได้เอ่ยปาก เพียงแค่ค่อยๆ ยกมือขวาที่หยาบกร้านขึ้น หันฝ่ามือไปทางเรือเหาะที่กำลังพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูง
เพียงชั่วอึดใจ พลังไร้รูปร่างสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของเขา!
ครืด——!
ยันต์บนเรือเหาะหม่นแสงลงอย่างฉับพลัน ตัวเรือส่งเสียงโลหะเสียดสีกันอย่างบาดแก้วหู เรือลำมหึมาถูกพลังที่ไม่อาจต้านทานได้สะกดเอาไว้อย่างแน่นหนา
ร่างของชืออียืนหยัดอย่างมั่นคงไม่ไหวติง ใช้เพียงมือเดียวก็หยุดเรือเหาะเอาไว้ได้!
"นี่มัน... นี่มัน..."
"เป็นไปได้อย่างไร!"
"แค่ใช้มือเดียวก็หยุดเรือเหาะลำเบ้อเริ่มขนาดนี้ได้!!?"
"หรือว่าชายชราผู้นี้คือมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นห้า!!"
ลูกหลานตระกูลอวี๋บนเรือเหาะเปล่งเสียงแหบพร่าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ทุกคนตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
มีคนพยายามจะบังคับให้เรือเหาะถอยหลัง แต่กลับพบว่าเจ้าสิ่งมหึมานั้นไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ราวกับถูกตอกตรึงไว้กลางอากาศ
แขนเสื้อสีครามของชืออีสะบัดพรึ่บพรั่บไปตามแรงลม ร่างกายมั่นคงดั่งขุนเขา แขนข้างที่ยื่นออกไปนั้นไม่แม้แต่จะสั่นเทาเลยสักนิด
มุมปากของลู่ชวี่จีกระตุกอย่างแรง อุทานด้วยความทึ่ง "ขรัวตา ท่านดุดันขนาดนี้เลยหรือ?"
ชืออีเบ้ปาก พ่นควันพวยพุ่งขึ้นฟ้า กล่าวว่า "ถ้าเป็นตอนที่ข้าอยู่ในยุคท็อปฟอร์ม แค่ใช้นิ้วเดียวก็รับเรือเหาะลำนี้ไว้ได้แล้ว"
คำพูดนี้ชืออีไม่ได้คุยโวเลยแม้แต่น้อย
ต้องรู้ไว้ว่า เขาคือผู้นำแห่งเหมียวเจียง มหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นห้าที่เก่งกาจเป็นอันดับต้นๆ ของใต้หล้าเชียวนะ
หากไม่ใช่เพราะปราณโลหิตเสื่อมถอย ร่างกายร่วงโรยไปตามกาลเวลา เจตจำนงถดถอยไปตามวันวัย การจะรับเรือเหาะลำนี้ แค่ใช้นิ้วเดียวก็เพียงพอแล้ว
"ขั้นห้าอีกคนแล้ว!"
"ลู่ชวี่จีนั่นก็ไม่ใช่ลูกเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ที่ไหนสักหน่อย!"
"แล้วมันจะมีผู้คุ้มครองมรรคาขั้นห้าเยอะแยะอะไรขนาดนี้วะ!?"
อวี๋ฉางอันที่อยู่บนหัวเรือเหาะแผดเสียงคำรามอย่างเสียสติ
เขาตกอยู่ในสภาวะคุ้มคลั่ง "หรือว่าสวรรค์ต้องการจะทำลายตระกูลอวี๋ของข้าจริงๆ?"
ครืน!
ททว่า ในเวลานั้นเอง
เรือเหาะอีกลำก็พุ่งแหวกอากาศมา ด้วยความเร็วที่มากกว่าลำแรกเสียอีก!
เมื่อสังเกตเห็นฉากนี้ อวี๋ฉางอันก็กรอกตาไปมา ในใจแอบตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อถ่วงเวลาชายชราตรงหน้าไว้ ไม่ให้เขาปลีกตัวไปช่วยลู่ชวี่จีได้ เขาไม่เชื่อหรอกว่าลู่ชวี่จีจะสามารถรับเรือเหาะด้วยมือเดียวได้เหมือนกัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อวี๋ฉางอันก็กระโดดลงจากเรือเหาะ ถือกระบี่ยาวพุ่งตรงเข้าใส่ชืออี "ลูกหลานตระกูลใหญ่ ตามข้ามาฆ่าพวกมัน!!!"
ขนาดอวี๋ฉางอันที่เป็นผู้นำตระกูลยังยอมเอาตัวเข้าแลกนำหน้าขนาดนี้ ลูกหลานที่เดิมทีกำลังแตกตื่นก็กัดฟันแน่น กระโดดลงจากเรือเหาะตามเขาไปติดๆ
"คิดจะถ่วงเวลาข้าเพื่อให้อีกลำชนกำแพงเมืองตานหยางได้สำเร็จงั้นหรือ? ช่าง... อ่อนหัดจริงๆ"
ชืออีส่ายหน้ายิ้ม หันไปมองหลี่ชิงโจว "ดูงิ้วมาตั้งนาน ไม่คันไม้คันมือบ้างหรือไง?"
หลี่ชิงโจวก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว หัวเราะ "ก็คันอยู่บ้างจริงๆ นั่นแหละ ผู้อาวุโสวางใจได้ เรือเหาะลำนั้นรวมถึงคนที่อยู่บนเรือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง"
สิ้นเสียง หลี่ชิงโจวก็ก้าวเท้าออกไป พริบตาเดียวก็ไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเรือเหาะอีกลำที่กำลังจะร่วงหล่นลงมา
เขาเพียงแค่ขยับจิต กระบี่บินสีครามอมเขียวก็ปรากฏขึ้นในมือทันที เขาสะบัดข้อมือ กระบี่บินก็เปล่งเสียงมังกรคำรามดังกังวานใส
แสงกระบี่สีครามที่ตัดได้ทุกสรรพสิ่งพุ่งแหวกอากาศราวกับสายฟ้าแลบ หอบเอาปราณกระบี่อันหนาวเหน็บฟาดฟันลงมาอย่างตรงไปตรงมา!
เรือเหาะที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งทนทานไร้เทียมทานนั้น ต่อหน้าแสงกระบี่นี้กลับเปราะบางราวกับกระดาษ
"ครืน——"
ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่น เรือเหาะถูกผ่าออกเป็นสองซีก รอยขาดนั้นเรียบเนียนราวกับกระจก ถึงขนาดมองเห็นลายไม้และโครงเหล็กที่ถูกตัดขาดยังคงสั่นระริกอยู่เลย
อาคมบนเรือดับวูบลงในพริบตา พลังวิญญาณแตกกระสานซ่านเซ็น ราวกับว่าวที่สายป่านขาดและสูญเสียการควบคุม
ตัวเรือทั้งสองซีกค่อยๆ เอียงเอนลง ท้ายที่สุดก็ร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้า
"ขะ... ขั้นห้าอีกคนแล้ว!?"
"จบสิ้นแล้ว!"
"สามแซ่เจ็ดตระกูลใหญ่พังพินาศแล้ว!"
"..."
กระบี่นี้ของหลี่ชิงโจวเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ล้มทับอูฐจนตาย ทำให้คนที่เหลืออยู่ของสามแซ่เจ็ดตระกูลใหญ่แทบจะถอดใจยอมแพ้กันหมด แต่ละคนคอตก หมดอาลัยตายอยาก แม้แต่กำลังใจจะจับกระบี่ก็ยังไม่มี
มหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นห้าถึงสามคน สามแซ่เจ็ดตระกูลใหญ่จะเอาอะไรไปชนะ?
อาศัยพวกมดปลวกขั้นสาม ขั้นสี่อย่างพวกเขาน่ะหรือ?
ช่างน่าขัน...
"เรือเหาะนี่ก็ไม่เห็นจะทนทานเท่าไหร่เลยนี่นา"
"สู้ของกองทัพไม่ได้เลยสักนิด"
"มีสมบัติแค่นี้ก็กล้าออกมาก่อกบฏ ตระกูลอวี๋ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ"
หลี่ชิงโจวยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ หลังจากเก็บกระบี่เข้าฝักก็ยิ้มบางๆ ชายเสื้อสีขาวอมเขียวพลิ้วไหวไปตามสายลม สีหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับว่าเพิ่งจะผ่าใบไม้ร่วงใบหนึ่งเท่านั้น
หางตาของชืออีเหลือบไปเห็นฉากนี้เข้า ในแววตาก็เต็มไปด้วยความชื่นชม
"สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์เจ้าสำนักที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูเขาชิงเฉิง เป็นผู้ที่มีความหวังจะทะลวงผ่านขั้นหกมากที่สุดในรอบพันปี ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ"
จากนั้น เขากก็ถอนหายใจอีกครั้ง เสียงนั้นเบาจนได้ยินเพียงแค่เขาคนเดียว "น่าเสียดายที่พ่ายแพ้ให้กับความรัก..."
สิ้นเสียง
ชืออีก็หันกลับมามองอวี๋ฉางอันที่พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
"คุกเข่า!"
ทันทีที่ชืออีตะโกนออกมา แรงกดดันอันมหาศาลก็แผ่กระจายออกจากตัวเขาเป็นศูนย์กลาง กระจายออกไปรอบทิศทางอย่างบ้าคลั่ง ครอบงำจิตใจของลูกหลานตระกูลอวี๋ที่กระโดดลงมาจากเรือเหาะในพริบตา
พรวด พรวด...
เสียงกระอักเลือดดังไม่ขาดสาย ลูกหลานตระกูลอวี๋เหล่านี้ไม่สามารถทนรับแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ได้ หน้ามืดตาลาย พากันร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
แม้แต่อวี๋ฉางอันที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ระดับกลาง ภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของชืออี ก็ยังรู้สึกก้าวเท้าไม่ออก แม้แต่จะยกมือก็ยังทำไม่ได้
ตึง!
ชืออีฟาดฝ่ามือเดียวก็ซัดเรือเหาะกระเด็นไป จากนั้นก็เดินเนิบนาบมาหยุดอยู่ตรงหน้าอวี๋ฉางอัน
"ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ยังจะลงมือ เจ้าอ่อนหัดเกินไป หรือว่าอยากจะรนหาที่ตายกันแน่?"
ชืออีมองอวี๋ฉางอันที่ยืนแข็งทื่อราวกับรูปสลักหิน ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบสุดๆ
อวี๋ฉางอันหัวใจแหลกสลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่ยอมพูดอะไรเลย ดวงตากลับจ้องเขม็งไปที่ลู่ชวี่จีที่อยู่ด้านหลังชืออี
เมื่อสังเกตเห็นจุดนี้ ชืออีก็พูดกับลู่ชวี่จีที่อยู่ข้างๆ ว่า "เจ้าหนูลู่ ดูเหมือนเขาจะมีอะไรอยากจะพูดกับเจ้านะ"
ลู่ชวี่จีมองอวี๋ฉางอันที่ขยับเขยื้อนไม่ได้ ถามด้วยความไม่ไว้ใจเล็กน้อย "ขรัวตา เขาจะไม่หลุดพ้นจากการควบคุมของท่านกะทันหันหรอกนะ?"
ชืออีสูบยาเส้นไปหนึ่งคำ ยิ้มอย่างมั่นใจ "ไม่หรอก"
พอได้ยินแบบนี้ ลู่ชวี่จีก็เบาใจไปได้เยอะ จึงก้าวเดินไปหาอวี๋ฉางอัน
เมื่อเห็นลู่ชวี่จีเดินเข้ามา ในที่สุดอวี๋ฉางอันก็เปิดปากพูด
(จบแล้ว)