- หน้าแรก
- จากเด็กกำพร้า สู่ราชันย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 220 - ขุนนางผู้โดดเดี่ยว สวีจื่ออันมาถึงเจียงหนาน
บทที่ 220 - ขุนนางผู้โดดเดี่ยว สวีจื่ออันมาถึงเจียงหนาน
บทที่ 220 - ขุนนางผู้โดดเดี่ยว สวีจื่ออันมาถึงเจียงหนาน
บทที่ 220 - ขุนนางผู้โดดเดี่ยว สวีจื่ออันมาถึงเจียงหนาน
เสียงของอวี๋ซือซือไม่ดังนัก แต่ก็ทำให้กงเฟิ่งและผู้อาวุโสตระกูลอวี๋ภายในหอฟูจื่อถึงกับสะดุ้งเฮือก
ด้วยความฉลาดปราดเปรื่องของราชครูโจวตุนและซือถูเฮ่อ มีหรือที่จะคำนวณไม่ออกว่าตระกูลอวี๋ของพวกเขามีโอกาสก่อกบฏ?
ไม่แน่ว่าในสายตาของคนกลุ่มนั้นที่เมืองหลวง ตระกูลอวี๋อาจจะเป็นเพียงนกในกรง ปลาในอวนที่หมดหนทางหนีรอดไปแล้วก็ได้
เมื่ออวี๋ซือซือพูดเช่นนี้ ขวัญกำลังใจในการก่อกบฏของทุกคนก็ลดฮวบลงอย่างหนัก อารมณ์ความรู้สึกแปรเปลี่ยนไปราวพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน บรรยากาศภายในหอฟูจื่อหนาวเหน็บจนถึงจุดเยือกแข็ง
อวี๋ฉางอันแสดงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย เขามองอวี๋ซือซือแล้วพูดว่า "นังหนู อย่าได้พูดจายกย่องผู้อื่นแล้วทำลายขวัญกำลังใจของพวกตัวเองนักเลย"
"ทั้งสามมณฑลในเจียงหนานล้วนอยู่ในกำมือของสามแซ่เจ็ดตระกูลใหญ่ ขุนนางเหล่านั้นยิ่งเป็นเพียงหุ่นเชิดในมือพวกเรา จักรพรรดิหมิงอู่ ตงฟางซั่วเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน การแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักก็รุนแรง แคว้นต้าเฟิ่งทางใต้ก็ทำท่าจะขยับเขยื้อน พวกเขาจะเอาคนและกำลังจากที่ไหนมากางตาข่ายฟ้าดินรอดักจับเรากันล่ะ?"
อวี๋ซือซือมองอวี๋ฉางอันที่แทบจะหน้ามืดตามัว จึงใช้แผนถอยเพื่อรุก "ท่านพ่อ เท่าที่ข้ารู้ ตอนนี้ซูโจวไม่ได้อยู่ในเงื้อมมือของตระกูลใหญ่แล้วนะเจ้าคะ"
"ในเมื่อท่านพ่อมีความมุ่งมั่นที่จะยึดครองใต้หล้า ก็มิสู้ยึดซูโจวให้ได้เสียก่อน ถือโอกาสนี้หยั่งเชิงไพ่ตายในมือของจักรพรรดิหมิงอู่ดูสักหน่อย หากท่านพ่อแม้แต่ซูโจวก็ยังยึดมาไม่ได้ เรื่องการก่อกบฏก็ให้พับเก็บไป ท่านเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?"
อวี๋ฉางอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าคำพูดของอวี๋ซือซือมีเหตุผล จึงตอบตกลง "ได้!"
อวี๋ซือซือเสริมอีกประโยค "ห้ามใช้กำลังทหารนะเจ้าคะ"
อวี๋ฉางอันก็ไม่ใช่คนโง่ เขาหัวเราะ "วางใจเถอะ ข้าจะทำตามกฎการเข่นฆ่าของยุทธภพ เพียงแต่ความเคลื่อนไหวอาจจะใหญ่โตไปสักหน่อย"
ไม่นานนัก ผู้อาวุโสและกงเฟิ่งของตระกูลอวี๋ก็ทยอยออกจากหอฟูจื่อไปทีละคน แววตาของแต่ละคนล้วนมีประกายความตื่นเต้นที่ยากจะอธิบาย
สองพ่อลูกอวี๋ฉางอันและอวี๋ซือซือเดินออกเป็นคู่สุดท้าย
ทันทีที่ทั้งสองก้าวข้ามธรณีประตู ลมพายุพัดกระหน่ำ ปุยหลิวปลิวว่อนเต็มท้องฟ้าตามสายลม ไม่ใช่หิมะ ทว่ากลับเบาหวิวเหนือกว่าหิมะถึงสามส่วน ไม่ใช่เมฆ ทว่ากลับมีความล่องลอยดุจเมฆถึงเจ็ดส่วน
อวี๋ซือซือยืนนิ่งอยู่หน้าหอฟูจื่อ มองดูปุยหลิวที่ปลิวว่อน ในใจก็เกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ นางพึมพำเสียงเบา "คนเราก็เปรียบดั่งปุยหลิว ยามลมพัดก็ลอยสูงขึ้นสู่หมู่เมฆ รุ่งโรจน์เพียงชั่วคราว ยามลมสงบก็ร่วงหล่นสู่ธุลีดิน มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา"
ส่วนอวี๋ฉางอันที่อยู่ข้างๆ กลับเอามือไพล่หลัง หัวเราะเบาๆ "เด็กโง่เอ๊ย นี่คือต้นหลิวสี่ฤดู หนึ่งปีมีสิบสองเดือน ก็มีปุยหลิวปลิวว่อนทุกเดือนนั่นแหละ"
เขามือไพล่หลัง เดินฝ่าสายลมไปเพียงลำพัง เอ่ยเสียงดัง "ถึงแม้จะบอกว่ายามมีลมปุยหลิวก็ลอยขึ้น ยามไร้ลมปุยหลิวก็ร่วงหล่น แต่แล้วมันจะทำไมล่ะ?"
"ในมุมมองของข้า ประวัติศาสตร์ชุนชิวก็เปรียบดั่งต้นหลิวต้นหนึ่ง เขียวชอุ่มทุกเดือน! เขียวชอุ่มทุกฤดู! เขียวชอุ่มทุกปี!!"
อวี๋ฉางอันเตรียมการว่าอีกเจ็ดวันให้หลัง จะเชิญบรรพชนในตระกูลออกจากด่าน นำพายอดฝีมือของสามแซ่เจ็ดตระกูลใหญ่เดินทางไปยังซูโจว จัดการลู่ชวี่จีก่อน แล้วค่อยจัดการตระกูลเฉียนและตระกูลซุน
ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า วันที่เขาเลือกเอาไว้ กลับตรงกับวันที่ชืออีคำนวณไว้ก่อนหน้านี้อย่างไม่คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย
กู่ลิขิตฟ้า สมคำร่ำลือจริงๆ
...
ตกดึก อุณหภูมิค่อยๆ ลดต่ำลง
ที่เมืองหลวง ภายในห้องทรงพระอักษรมีการตั้งเตาผิงขนาดใหญ่สองเตา อุณหภูมิข้างในจึงร้อนอบอ้าวกว่าตอนกลางวันเสียอีก
จักรพรรดิหมิงอู่ ตงฟางซั่ว สวมเสื้อคลุมขนนกกระเรียนหนาเตอะ มือหนึ่งถือเตาผิงขนาดพกพา อีกมือหนึ่งถือพู่กันแดงคอยตรวจฎีกาในมืออย่างไม่หยุดหย่อน พลางเงยหน้ามองซือถูเฮ่อที่กำลังรายงานกิจการอยู่ตรงหน้าเป็นระยะ
จู่ๆ เขาก็เกิดนึกครึ้มขึ้นมา จึงถามว่า "ซือถู เป็นอย่างไรบ้าง? ปลา(อวี๋)กินเบ็ดหรือยัง?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซือถูเฮ่อก็ส่ายหน้า "ยังพ่ะย่ะค่ะ หลานสาวของท่านอวี๋เก๋อเหล่าลงมือยับยั้งความทะเยอทะยานของอวี๋ฉางอันเอาไว้ได้ทันท่วงที"
"โอ้?" ตงฟางซั่วหยุดพู่กันแดงในมือ หัวเราะออกมา "อวี๋ซือซือผู้นี้มีกลิ่นอายของท่านอวี๋เก๋อเหล่าอยู่นะ ไม่เสียแรงที่ท่านอวี๋เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เด็ก"
ซือถูเฮ่อประสานมือคารวะทูลว่า "ฝ่าบาท ตอนนี้ลู่ชวี่จีกำลังตกที่นั่งลำบากแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"สามแซ่เจ็ดตระกูลใหญ่ในเจียงหนานร่วมมือกัน เกรงว่าเขาจะรับมือไม่ไหว ฝ่าบาททรงเห็นสมควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
บนใบหน้าที่ซูบผอมลงทุกวันของตงฟางซั่วปรากฏแววลังเลขึ้นเล็กน้อย ทว่ามันก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว
เขาเอ่ยช้าๆ "ส่งคนไปแจ้งเสด็จพี่หญิง ให้นางหาวิธีส่งหลี่ชิงโจวไปก็แล้วกัน"
"อีกอย่าง เสด็จอาเพิ่งจะกลับมาไม่ใช่หรือ? ให้ท่านเดินทางไปสักรอบเถอะ"
"บอกท่านว่าให้ฟาดให้หนัก! ข้าจะทำให้สามแซ่เจ็ดตระกูลใหญ่ไร้หัวหน้า และยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะทำให้ท่านอวี๋เก๋อเหล่าจิตใจว้าวุ่น"
คำพูดของตงฟางซั่วตรงกับใจของซือถูเฮ่อพอดี เขารีบสนับสนุนทันที "ฝ่าบาททรงพระปรีชา"
ราวครึ่งชั่วยามให้หลัง เมื่อซือถูเฮ่อรายงานเรื่องราวเสร็จสิ้นก็ทูลลาด้วยตนเอง
เท้าหน้าของเขาเพิ่งจะก้าวพ้นธรณีประตู ตงฟางซั่วที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจฎีกาอยู่ก็พูดขึ้นมาลอยๆ
"ซือถู ถ้าไม่มีอะไรก็ไปติดต่อกับเสด็จพี่หญิงให้มากๆ หน่อยนะ เจ้าเป็นคนมีความสามารถ ถึงแม้นางจะไม่ชอบใจเจ้าแค่ไหน แต่ก็ต้องเรียกใช้เจ้าอยู่ดี"
"ร่างกายข้านับวันยิ่งแย่ลง ฝ่ามือก็เย็นเยียบขึ้นทุกวัน หากวันไหนข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าก็ต้องหาทางหนีทีไล่ให้ตระกูลซือถูของเจ้าไว้บ้าง ไม่ใช่หรือ?"
หางตาของซือถูเฮ่อแดงก่ำ หัวเราะเสียงเครือ "ฝ่าบาททรงล้อข้าน้อยเล่นแล้ว หานเซียวคอยช่วยเหลือมังกรแท้ ทั่วทั้งแผ่นดินจะมีใครเป็นคู่ปรับได้พ่ะย่ะค่ะ?"
"หากมังกรแท้ต้องดับสูญ หานเซียวย่อมไม่คิดทรยศเปลี่ยนนายแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นเสียง ซือถูเฮ่อก็เดินออกจากห้องทรงพระอักษร มุ่งหน้าไปตามค่ำคืนที่มืดมิดเพียงลำพัง
บัณฑิตย่อมมีอุดมการณ์ของบัณฑิต กุนซือย่อมมีคุณธรรมของกุนซือ
ขุนนางผู้โดดเดี่ยวอาจถูกทอดทิ้งได้ แต่ไม่มีวันละทิ้งเกียรติศักดิ์
ต่อให้แผ่นดินเปลี่ยนผู้ปกครอง ซือถูเฮ่อก็ไม่มีวันเปลี่ยนเจ้านาย
...
ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปแล้วหกวัน
กี้!
เสียงร้องของเหยี่ยวดังก้องเหนือศูนย์บัญชาการใหญ่เจียงหนาน วินาทีต่อมา ร่างอันสง่างามร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาจากฟากฟ้า
"พี่ลู่!"
"จื่ออันมาแล้ว!"
สวีจื่ออันตะโกนลั่น ก่อนจะร่อนลงตรงหน้าโต๊ะหินในเรือนชั้นในอย่างมั่นคง
บังเอิญนักที่ตอนนี้ลู่ชวี่จี โหวจื่อ ต้าส่า และหวังเอ้อร์ฉงทั้งสี่คนกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่พอดี
เมื่อเห็นสวีจื่ออันปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ทั้งสี่คนก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร
ลู่ชวี่จีเดินเข้าไปหาสวีจื่ออันอย่างรวดเร็ว ยื่นกำปั้นชกเข้าที่หน้าอกอันแข็งแกร่งของสวีจื่ออันเบาๆ หัวเราะ "จื่ออัน เจ้าเข้าใกล้การเป็นมหาเซียนกระบี่อันดับหนึ่งของใต้หล้าไปอีกก้าวแล้วนะ"
สวีจื่ออันยิ้มแห้งๆ "ยังไงก็ตามพี่ลู่ไม่ทันหรอก"
ต้าส่าก็ขยับเข้าไปใกล้สวีจื่ออัน แหงนหน้ามองอินทรีดำที่บินวนอยู่บนท้องฟ้า หัวเราะซื่อๆ "พี่สวี นกยักษ์ของพี่นี่ สวยจังเลยนะ"
คำพูดนี้ทำไมมันฟังดูแปลกๆ
มุมปากของสวีจื่ออันกระตุก รีบแก้ความเข้าใจผิด "ต้าส่า คำพูดนี้พูดไม่ได้นะ คนเขาจะคิดลึกเอาได้"
"อ้อๆ" ต้าส่าจ้องมองอินทรีดำบนท้องฟ้า ตอบรับด้วยท่าทางซื่อบื้อน่าเอ็นดู
ความสนใจของเขาไปอยู่ที่อินทรีดำตัวนั้นตลอดเวลา เขากำลังคิดว่าถ้าเอาอินทรีตัวนี้ไปย่าง มันต้องหอมอร่อยแน่ๆ เลย
อินทรีดำบนท้องฟ้าเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รีบกระพือปีกบินเข้าไปในกลีบเมฆ ไม่คิดจะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย
"แปลกจริง คราวนี้เจ้าอินทรียังไม่ได้รับคำสั่งจากข้าก็บินหนีไปแล้วหรือ?" สวีจื่ออันพึมพำเสียงเบา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
"คิดอะไรอยู่? มากินข้าวก่อนสิ" สวีจื่ออันยังไม่ทันได้คิดอะไรให้ถี่ถ้วน ลู่ชวี่จีก็ส่งสายตาให้โหวจื่อและหวังเอ้อร์ฉง ทั้งสองคนดึงตัวสวีจื่ออันไปนั่งที่โต๊ะคนละข้าง
ไม่นาน ทั้งห้าคนก็นั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะหิน คุยสัพเพเหระกันอย่างสบายใจ
สวีจื่ออันมองรูปร่างหน้าตาของหวังเอ้อร์ฉงในตอนนี้แทบไม่กล้าจำ แซวว่า "เหล่าหวัง ท่านก็ไปเก็บตัวฝึกตนมาหรือ? ฝึกที่หน้าใช่ไหมเนี่ย?"
(จบแล้ว)