เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 - ทยอยสังหารเรียงตัว, อวี๋ซือซือ?

บทที่ 210 - ทยอยสังหารเรียงตัว, อวี๋ซือซือ?

บทที่ 210 - ทยอยสังหารเรียงตัว, อวี๋ซือซือ?


บทที่ 210 - ทยอยสังหารเรียงตัว, อวี๋ซือซือ?

'เสี่ยวซือเอ๋อร์' เป็นภาษาถิ่นของเหมียวเจียง

ความหมายคร่าวๆ ก็คือการด่าอีกฝ่ายว่าเป็นลูกที่ไม่เอาถ่าน

ในฐานะที่เป็นถึงมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ที่โด่งดังของตระกูลอวี๋ และมีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วเจียงหนาน อวี๋ฉางผิงถึงกับทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

ข้าโดนตบหน้าเนี่ยนะ?

แถมคนที่ตบยังเป็นไอ้หน้าโง่ที่ดูไม่ค่อยเต็มเต็งนี่อีก?

ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้!

อวี๋ฉางผิงเชิดหน้าอันเย่อหยิ่งขึ้นมา งัดเอาความจองหองของผู้อาวุโสในยุทธภพออกมาใช้ จ้องมองไอ้โง่ร่างยักษ์ตรงหน้า แล้วตวาดลั่น "เจ้าบังอาจมาหยามเกียรติข้าเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!?"

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร!?"

เพียะ!

เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ดังขึ้น ขัดจังหวะคำพูดของอวี๋ฉางผิง

ต้าส่าสะบัดมือไปมา พลางพูดหน้าตาย "ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าเป็นใคร เจ้าจะฆ่าพี่ลู่ ข้าก็จะตบเจ้า"

อวี๋ฉางผิงไม่พูดอะไรต่อ

เพราะตอนนี้หน้าของเขาชาไปหมดแล้ว

เขารู้ดีว่าถ้ายังขืนต่อปากต่อคำ ไอ้หน้าโง่ร่างยักษ์ตรงหน้าจะต้องตบเขาอีกฉาดใหญ่แน่ๆ

สู้เงียบปากไว้ดีกว่ามานั่งเจ็บตัว

ต้าส่าเห็นอวี๋ฉางผิงยอมเงียบ ก็ไม่ได้ลงมือต่อ

แค่พึมพำเสียงเบา "ไอ้นี่มันปอดแหกชัดๆ..."

ไม่นานนัก

ลู่ชวี่จีก็เดินมาถึงหน้าอวี๋ฉางผิง

เมื่อเทียบกับต้าส่าแล้ว การกระทำของลู่ชวี่จียิ่งรุนแรงกว่า เขาเหยียบเท้าข้างหนึ่งลงบนไหล่ของอวี๋ฉางผิงอย่างไม่ปรานี ไม่เหลือหน้าให้มหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ระดับปลายผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

มุมปากแสยะยิ้มชั่วร้าย ลู่ชวี่จีจ่อดาบเทียนปู้หลี่เข้าที่คอของอวี๋ฉางผิง ถามเสียงต่ำ "เมื่อกี้เจ้าด่าข้าว่าอะไรนะ? หัวไชเท้าขาวเน่าๆ ใช่ไหม?"

อวี๋ฉางผิงรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ เหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก

เมื่อมองเห็นศพของอวี๋เซ่าเทียนที่เพิ่งตายไปหมาดๆ อยู่เบื้องหน้า ลูกกระเดือกของเขาก็ขยับขึ้นลงโดยสัญชาตญาณ เอ่ยปากขอร้อง "ตะ... ใต้เท้าลู่ เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดกันนะขอรับ"

"เมื่อกี้ลมมันแรง พวกเราเลยหน้ามืดตามัวไปหน่อย ขอท่านได้โปรดละเว้นด้วยเถิด"

เพราะความกลัว น้ำเสียงของอวี๋ฉางผิงจึงสั่นเครือ

เขาเป็นมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ระดับปลายก็จริง แต่ชืออีคือมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นห้า

ลู่ชวี่จีก้มมองอวี๋ฉางผิง เอ่ยถามเสียงเย็น "คนของตระกูลอวี๋ ไม่มีกระดูกสันหลังกันเลยหรือไง?"

อวี๋ฉางผิงไม่กล้าเถียง ได้แต่พยักหน้ารับรัวๆ "ใช่... ใช่ขอรับ"

"เพิ่งเคยเห็นมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ปอดแหกขนาดนี้เป็นครั้งแรก" ลู่ชวี่จีอดรนทนไม่ได้ต้องบ่นออกมา "จิตใจอ่อนแอแบบนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าบรรลุขั้นสี่มาได้ยังไง"

พูดจบ เขาก็เงื้อดาบเทียนปู้หลี่ขึ้น หมายจะบั่นคออวี๋ฉางผิง

"ช้าก่อน!"

เมื่อเห็นดังนั้น อวี๋ฉางผิงก็รีบร้องห้าม "ใต้เท้าลู่ ท่านจะฆ่าข้าไม่ได้นะ!"

ลู่ชวี่จีหยุดมือที่กำลังเงื้อดาบค้างไว้กลางอากาศ "ทำไม?"

อวี๋ฉางผิงสลัดคราบคนขี้ขลาดทิ้ง จ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของลู่ชวี่จี แล้วพูดจาฉะฉาน "ข้าคืออวี๋ฉางผิง น้องชายร่วมสายโลหิตของอวี๋ฉางอัน ผู้นำตระกูลอวี๋! และยังเป็นผู้อาวุโสรองของตระกูลอวี๋ด้วย!"

"หากท่านฆ่าอวี๋เซ่าเทียน ความแค้นระหว่างท่านกับตระกูลอวี๋อาจจะยังพอคลี่คลายได้ แต่ถ้าท่านฆ่าข้า รอยร้าวระหว่างท่านกับตระกูลอวี๋จะไม่มีวันประสานกันได้อีก!"

"ตระกูลอวี๋ของข้าในฐานะตระกูลใหญ่แห่งเจียงหนาน ไม่ใช่เพียงเพราะพ่อของข้าเป็นขุนนางอาวุโสสี่แผ่นดิน แต่เป็นเพราะตระกูลอวี๋ของข้าก็มีผู้อาวุโสขั้นห้าอยู่ด้วย!"

เพื่อรักษาชีวิต อวี๋ฉางผิงไม่สนอะไรอีกแล้ว เลือกที่จะเปิดเผยขุมกำลังที่แท้จริงของตระกูลอวี๋ออกมา

เขาเชื่อว่าถ้าลู่ชวี่จีเป็นคนฉลาด ก็น่าจะชั่งน้ำหนักถึงสถานะของเขาดูบ้าง

และเขาก็แอบสาบานในใจว่า หากวันนี้ลู่ชวี่จียอมปล่อยเขาไป พอกลับไปถึงตระกูล เขาจะต้องเชิญท่านบรรพชนให้ออกด่านมาสังหารลู่ชวี่จีให้จงได้ เพื่อล้างแค้นให้สาสม!

ทว่า เรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่เขาคาดคิด

เมื่อลู่ชวี่จีได้ยินเช่นนั้น กลับเพียงแค่ส่งยิ้มให้ แล้วฟาดดาบเทียนปู้หลี่สีดำในมือลงมาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ความแค้นระหว่างเขากับตระกูลอวี๋ มันผูกปมมาตั้งนานแล้ว

ทำไมเขาจะไม่รู้ซึ้งถึงสุภาษิตที่ว่า ปล่อยเสือเข้าป่า?

ถ้าวันนี้ฆ่าอวี๋ฉางผิงกับพวก ก็ยังถือว่าเป็นการตัดกำลังของตระกูลอวี๋ลงได้บ้าง แต่ถ้าปล่อยพวกมันกลับไป พรุ่งนี้พวกมันอาจจะยกทัพกลับมาตีอีก ถึงตอนนั้นจะยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่

ส่วนเรื่องมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นห้าของตระกูลอวี๋

ลู่ชวี่จีก็คิดแผนรับมือไว้แล้ว

ถ้าท่านผู้อาวุโสชืออีสู้ไม่ไหวจริงๆ

เขาก็คงต้องหน้าด้านเขียนจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากจางเต้าเซียนแล้วล่ะ

ฉัวะ—

ประกายดาบสีดำวาบผ่าน

หัวของอวี๋ฉางผิงร่วงหลุดลงพื้นทันที

ภายใต้การกดดันของชืออีซึ่งเป็นมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นห้า เขาไม่สามารถแม้แต่จะต่อสู้ขัดขืนได้เลย

เลือดสาดกระเซ็นลงบนพื้น กระเด็นไปเปื้อนใบหน้าของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ตระกูลอวี๋ที่เหลืออีกสามคน ทำให้พวกเขาสติแตก หวาดผวาจนตัวสั่น

ส่วนลู่ชวี่จีก็คลำหาของตามตัวอวี๋ฉางผิงอย่างใจเย็น และในที่สุดเขาก็พบอุปกรณ์มิติของอวี๋ฉางผิง — แหวนหยกวงหนึ่ง

เมื่อส่งจิตสัมผัสเข้าไปในอุปกรณ์มิติของอวี๋ฉางผิง ลู่ชวี่จีก็พบของดีไม่น้อย ทั้งเงินธูปเทียนกองโต เห็ดหลินจือพันปี โสมหวงจิงห้าร้อยปี และยังมีกองยันต์สีเหลืองปึกใหญ่ ซึ่งมียันต์สีฟ้าปะปนอยู่หลายแผ่น

หลังจากกวาดสายตาดูคร่าวๆ เขาก็เก็บแหวนหยกวงนั้นเข้าอกเสื้อ

จากนั้น ก็หันไปมองผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ตระกูลอวี๋อีกสามคนที่เหลือ ดวงตาเป็นประกายแวววาว

เอื๊อก...

ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ทั้งสามคนที่คุกเข่าอยู่ ต่างกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่

"ใต้เท้าลู่ มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถิด"

"ใต้เท้าลู่ โปรดละเว้นด้วยเถิด!"

"ใต้เท้าลู่ ไว้ชีวิตด้วย!"

ทั้งสามคนเงยหน้ามองลู่ชวี่จี ท่าทางยอมจำนนสุดๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยการอ้อนวอนขอความเมตตา ไม่เหลือเค้าความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

ทว่า สิ่งที่ตอบรับพวกเขา กลับมีเพียงประกายดาบสีดำอันเยียบเย็นสามสาย

ตุ้บ

ทั้งสามคนล้มลงสิ้นใจตายคาที่

ลู่ชวี่จีเก็บดาบ แล้วเดินเข้าไปค้นหาของตามตัวศพทั้งสามคน

เวลาผ่านไปพักใหญ่ เขาก็หาอุปกรณ์มิติบนร่างศพทั้งสามคนจนเจอ

ยังไม่ทันจะได้เปิดดู ก็มีม้าเกล็ดสีขาวตัวหนึ่งควบตะบึงฝุ่นตลบ ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูเมือง

"หยุดเดี๋ยวนี้!"

น้ำเสียงใสกระจ่างดังกังวานขึ้น

เป็นน้ำเสียงที่คุ้นหูเอามากๆ

ลู่ชวี่จีเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหลานสาวของอวี๋ชางเซิง, อวี๋ซือซือ นั่นเอง

ลู่ชวี่จีปัดหยดเลือดที่เกาะอยู่บนคมดาบเทียนปู้หลี่ออก ส่งยิ้มไร้พิษสงไปให้อวี๋ซือซือที่นั่งอยู่บนหลังม้า "ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่นางอวี๋นี่เอง"

"เจ้ามาสายไปหน่อยนะ ท่านอาท่านลุงของเจ้าพวกนี้ ไม่รู้เป็นอะไรกัน จู่ๆ ก็พากันวิ่งเอาคอมาพาดคมดาบข้า ซุ่มซ่ามจนตายกันหมดเลย ต้องขออภัยด้วยจริงๆ"

อวี๋ซือซือเพิ่งจะกระโดดลงจากหลังม้าเกล็ด พอได้ยินคำพูดของลู่ชวี่จี นางก็แทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น

หลังจากรู้ข่าวว่าตระกูลจ้าวถูกทำลาย และหน่วยปราบมารมีมหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นห้า นางก็รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงรีบควบม้าเกล็ดจากหยางโจวไล่ตามอวี๋ฉางผิงและพรรคพวกมาติดๆ แต่ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายก็จะมาช้าไปก้าวหนึ่ง

อวี๋ซือซือหน้าตึง ยืนอยู่ใต้ประตูเมือง นางไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เอาแต่จ้องมองลู่ชวี่จีเขม็ง

ผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วกดเสียงต่ำเอ่ยว่า "ลู่ชวี่จี เจ้าช่างลงมือเหี้ยมโหดนัก! เสียแรงที่ชาวประมงเหล่านั้นยกย่องสรรเสริญเจ้า!"

ลู่ชวี่จีหัวเราะเยาะ "แม่นางอวี๋ อนุญาตให้ตระกูลอวี๋ของเจ้าลงมือกับข้าได้ฝ่ายเดียว แต่ห้ามข้าตอบโต้กระนั้นหรือ?"

"เลิกเอาหลักคุณธรรมจอมปลอมพวกนั้นมากดข่มข้าเสียทีเถอะ อย่าว่าแต่วันนี้มหาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสี่ทั้งห้าคนของตระกูลอวี๋จะรุมโจมตีข้าเลย ย้อนไปตอนที่ข้าเดินทางออกจากเมืองหลวง ปู่ของเจ้า อวี๋ชางเซิง ก็เคยวางแผนลอบสังหารข้า เรื่องนี้เจ้าคงไม่ปฏิเสธหรอกนะ?"

"หนี้แค้นเหล่านี้ ข้าจะทวงคืนจากตระกูลอวี๋ของเจ้าทุกบาททุกสตางค์!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 210 - ทยอยสังหารเรียงตัว, อวี๋ซือซือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว