- หน้าแรก
- เกมอำนาจซ่อนคมกับปฏิบัติการล้างบางมาเฟียด้วยแฟ้มลับพลิกชะตา
- บทที่ 6 - เกินเยียวยา
บทที่ 6 - เกินเยียวยา
บทที่ 6 - เกินเยียวยา
ในขณะที่เฉินต้าซานกำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา รถเก๋งสีดำคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดในบริเวณที่ทำการรัฐบาล
คนสามคนก้าวลงมาจากรถ ทุกคนสวมชุดสูทสีดำ บนหน้าอกประดับด้วยเข็มกลัดตราสัญลักษณ์ประจำชาติ
ชายที่เดินนำหน้ามีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเที่ยงธรรม รูปหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ทำให้คนมองเพียงแวบแรกก็ยากจะลืมเลือน
เขามองไปยังห้องสอบสวนบนชั้นสามที่มีไฟเปิดสว่างอยู่เพียงห้องเดียวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป
ภายในห้อง ตอนนี้กำลังฉายละครดราม่าฉากใหญ่
ตัวเอกของเรื่องย่อมหนีไม่พ้นไช่เหวินจวิน
นับตั้งแต่รู้ว่าหวังเฟิงให้คนส่งเอกสารเกี่ยวกับตัวเขาขึ้นไปข้างบนแล้ว เขาก็สติแตกไปโดยสมบูรณ์
เพื่อให้หวังเฟิงยอมให้โอกาสเขาอีกครั้ง เรียกได้ว่าเขางัดเอาทุกกระบวนท่าออกมาใช้จนหมดสิ้น ทว่าหวังเฟิงในตอนนี้กลับคร้านที่จะสนใจเขาแล้ว
สำหรับปลวกมอดในแวดวงราชการที่ยอมเอาภรรยามาขายเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งอย่างไช่เหวินจวิน ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางใจอ่อนเด็ดขาด
"หวังเฟิง ผมให้เงินคุณก็ได้ ไม่สิ ผมยกภรรยาให้คุณนอนด้วยเลยก็ได้ ขอแค่คุณพยักหน้า ผมจะเรียกเธอมาหาคุณเดี๋ยวนี้เลย เอาไหมล่ะ"
ไช่เหวินจวินปาดน้ำหูน้ำตา หวังจะดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
หวังเฟิงได้ยินแล้วรู้สึกคลื่นไส้
คนแบบนี้ผ่านการตรวจสอบเลื่อนขั้นมาได้ยังไงกัน นี่มันคือเนื้อร้ายของระบบราชการ เป็นเศษสวะของสังคมชัดๆ
"คุณนี่มัน เกินเยียวยาจริงๆ!"
มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะคิดใช้วิธีแบบนี้มาติดสินบนเขาอีก คิดว่าภรรยาตัวเองเป็นเทพธิดาสารพัดนึกหรือไง
คนแบบนี้ ยังนับว่าเป็นคนได้อยู่อีกเหรอ
"ไสหัวไป!"
หวังเฟิงตวาดลั่น ทุกสิ่งทุกอย่างของไช่เหวินจวินในคืนนี้ทำให้เขาหูตาสว่างจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าบนโลกนี้จะมีคนแบบนี้อยู่ด้วย ...
ไม่สิ!
นี่มันเรียกคนไม่ได้แล้ว ต้องเรียกว่าเดรัจฉานถึงจะถูก
"ได้ ขอแค่คุณปล่อยผมไป ผมจะกลิ้งออกไปให้คุณดูเดี๋ยวนี้แหละ"
พูดจบไช่เหวินจวินก็ลงไปนอนกลิ้งบนพื้นจริงๆ ภาพนั้นทำเอาหวังเฟิงทนดูไม่ได้จนต้องเบือนหน้าหนี
ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออก
คนสามคนเดินเข้ามา
คนที่เดินนำหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่ สูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตร ใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม พอหวังเฟิงเห็นหน้าอีกฝ่ายม่านตาก็หดเกร็งลง
สือเหยียน หัวหน้าแผนกตรวจสอบที่หนึ่งแห่งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยระดับมณฑล
เจ้าของฉายา พญายมหน้าเหล็ก
เขาคือคนของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมณฑลที่ขึ้นชื่อเรื่องความตงฉินและไร้ความปรานี ใครก็ตามที่ถูกเขาพาตัวไป โดยพื้นฐานแล้วก็เตรียมตัวหมดอนาคตได้เลย
ที่เขารู้จักก็เพราะเคยทำงานร่วมกับอีกฝ่ายตอนที่ตามเจ้านายไปทำงานที่เมืองเอกของมณฑล
"ไช่เหวินจวิน คุณใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ ตอนนี้ตามพวกเรามาซะดีๆ"
ไช่เหวินจวินจำสือเหยียนได้เช่นกัน วินาทีที่เห็นหน้าเขา ไช่เหวินจวินก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก
อยากจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา แต่พยายามเท่าไหร่ก็ลุกไม่ขึ้น
ยิ่งพอได้ยินคำพูดของสือเหยียน เขาก็ถึงกับตกใจจนปัสสาวะราดรดกางเกง
เขารู้ดีว่าการไปครั้งนี้คงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว
"ไม่ ผมถูกใส่ร้าย!"
ไช่เหวินจวินตะโกนลั่น มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยว่าใบหน้าของเขาซีดเผือดลงในพริบตา
"ผายลม!"
สือเหยียนแค่นเสียงเย็นชา ส่งสัญญาณให้คนพาตัวไช่เหวินจวินออกไป ส่วนตัวเขาเองยังคงรั้งอยู่ต่อ
"เรื่องของท่านนายกถังผมได้ยินมาแล้ว เสียใจด้วยนะ แต่เรื่องที่คุณทำในคืนนี้ ... ใจกล้าเกินไปหน่อยไหม"
หวังเฟิงมองสือเหยียนด้วยความงุนงง ไม่ได้ตอบรับคำพูดนั้น
เขาเคยทำงานร่วมกับสือเหยียนก็จริง แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องงาน ส่วนตัวแล้วพวกเขาไม่ได้สนิทสนมอะไรกันเลย
ส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายรั้งอยู่เพื่อคุยกับเขาตามลำพัง นี่ก็เกินความคาดหมายของเขาเช่นกัน
"ไม่เลว ระวังตัวสูงดี นี่ถือเป็นเรื่องที่ดีนะ"
หวังเฟิงไม่พูดอะไร เพียงแค่มองสือเหยียนด้วยสายตาแปลกๆ สือเหยียนถูกจ้องจนทนไม่ไหว จึงพูดประโยคที่ทำเอาหวังเฟิงถึงกับเหวอ
"โจวหงอวี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง!"
เอ๊ะ!
หวังเฟิงจ้องหน้าสือเหยียน ในใจคิดว่าหมอนี่สมองมีปัญหาหรือเปล่า
เขาติดตามเจ้านายมาห้าปี ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าคุณนายมีลูกพี่ลูกน้อง หรือว่าเจ้านี่จะเป็นสายลับที่พวกเฉินต้าซานส่งมากันแน่
"ฟังเอาเองแล้วกัน ..."
สือเหยียนต่อสายหาโจวหงอวี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"ฮัลโหล ต้านต้าน เธอถึงหรงโจวหรือยัง ..." พอได้ยินเสียงปลายสาย สือเหยียนก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที เขายื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าหวังเฟิงด้วยใบหน้าดำทะมึน
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยจากในโทรศัพท์ หวังเฟิงถึงได้วางใจลง เพียงแต่พอนึกถึงว่าโจวหงอวี่เรียกสือเหยียนว่าต้านต้าน เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากหันไปมองหน้าสือเหยียน
ถ้าไม่ได้ยินกับหู เขาไม่มีทางจับคู่ภาพพญายมหน้าเหล็กชื่อดังก้องมณฑลกับคำว่าต้านต้านเข้าด้วยกันได้เลยจริงๆ
ความรู้สึกขัดแย้งบัดซบนี่มันอะไรกัน ...
"คุณนาย ผมเองครับ ต้าน ..." เมื่อเห็นสือเหยียนทำท่าจะลงไม้ลงมือ หวังเฟิงก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที
"หัวหน้าสือมาถึงแล้วครับ ผมปลอดภัยดี ขอบคุณมากครับคุณนาย"
"เสี่ยวหวังสินะ ..."
เอ่อ ... คราวนี้ตาหวังเฟิงหน้าดำทะมึนบ้างแล้ว เขาถึงกับคิดว่านี่โจวหงอวี่จงใจเล่นมุกพ้องเสียงด่าเขาว่าไอ้ตะพาบหรือเปล่า
จุดประสงค์ก็เพื่อลดความอึดอัดระหว่างเขากับสือเหยียนสินะ
"พี่ ไม่มีอะไรแล้วผมวางสายนะ ไอ้หมอนี่ปลอดภัยดี ตอนผมเข้ามามีคนกำลังนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น เล่นกายกรรมให้มันดูอยู่เลย"
หวังเฟิงก้มหน้า พอนึกถึงคำว่าต้านต้าน เขาก็รู้สึกอยากจะหัวเราะขึ้นมา
"ระวังกลั้นขำจนตายนะเว้ย ไอ้ลูกตะพาบ!"
"ต้านต้านของไอ้ลูกตะพาบไงล่ะ ..."
"ไอ้เวรเอ๊ย!"
...
ครู่ต่อมา
สือเหยียนโยนบุหรี่ให้หวังเฟิงมวนหนึ่ง จุดไฟสูดเข้าปอดลึก อาศัยจังหวะที่พ่นควันบุหรี่ออกมา เขาจึงเอ่ยปากอีกครั้ง
"อีกสามวัน ทีมสืบสวนพิเศษจะลงพื้นที่หรงโจวอย่างเป็นทางการ เบื้องบนสั่งการลงมาแล้วว่าต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หวังเฟิงก็ตัวสั่นสะท้าน
เป้าหมายของเขาบรรลุผลแล้ว
"อีกอย่าง เรื่องแคนดิเดตนายกเทศมนตรีคนใหม่ก็เคาะแล้วเหมือนกัน นายต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าด้วยล่ะ"
หวังเฟิงสะดุ้งอีกรอบ มองสือเหยียนด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ และส่วนใหญ่คือความเหลือเชื่อ
"นายนี่มัน ... ใจร้อนไปหน่อย แต่แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่านายจะใช้ประโยชน์จากเอกสารพวกนั้นยังไงแล้วล่ะ"
สือเหยียนพูดจบก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับ
"ฉันอยู่ที่นี่นานเกินไปไม่ได้ นายก็น่าจะเข้าใจ โดยเฉพาะอยู่กับนายเนี่ย"
หวังเฟิงยังไม่ทันหายจากอาการตกตะลึงเมื่อครู่ จนกระทั่งเสียงปิดประตูดังขึ้น เขาถึงได้ดึงสติกลับมา
เมื่อกี้สือเหยียนบอกให้เขาเตรียมตัวล่วงหน้า เขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายของประโยคนี้เท่าไหร่นัก
หมายถึงทีมสืบสวนพิเศษหรือท่านนายกเทศมนตรีคนใหม่กันแน่
ถ้าเป็นทีมสืบสวนพิเศษ เขาก็พอจะเข้าใจได้ เพราะจุดประสงค์ที่เขาทำเรื่องทั้งหมดนี้ก็เพื่อดึงดูดความสนใจจากทีมสืบสวน หรือไม่ก็ขอเข้าไปอยู่ในทีมสืบสวนซะเองเลย
แต่ถ้าหมายถึงนายกเทศมนตรีคนใหม่ อันนี้เขาไม่ค่อยเข้าใจแล้ว
ตามธรรมเนียมปฏิบัติในแวดวงราชการ เจ้านายใหม่ย่อมต้องใช้ลูกน้องคนใหม่ เรื่องนี้มีข้อยกเว้นบ้าง แต่น้อยมาก
หรือว่าท่านนายกเทศมนตรีคนใหม่เตรียมจะให้เขารับใช้ต่อไปงั้นเหรอ
หวังเฟิงรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
คิดอยู่นานก็ยังคิดไม่ตก เขาจึงตัดสินใจเลิกคิด ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาเอาดินสกัด ถึงตอนนั้นสถานการณ์จะเป็นยังไงก็ค่อยว่ากันไปตามน้ำแล้วกัน
มองดูสือเหยียนขึ้นรถจากไป หวังเฟิงก็หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด
การปรากฏตัวของสือเหยียนและการถูกจับกุมของไช่เหวินจวิน ล้วนเป็นเครื่องยืนยันความกังวลก่อนหน้านี้ของเขา
ข่าวถูกระงับการออกอากาศจริงๆ ด้วย
อันที่จริงแล้วพูดให้ถึงที่สุดก็คือโจวหงอวี่ไม่อยากเห็นหวังเฟิงต้องถูกม้วนเข้าไปในวังวนนี้เพราะเรื่องของเธอ เธอจึงยอมเล่าความจริงทุกอย่างให้สือเหยียนฟัง และเมื่อสือเหยียนรู้เรื่องก็รายงานขึ้นไปข้างบนอีกที
แต่สิ่งที่โจวหงอวี่ไม่มีทางคิดถึงก็คือ เมื่อเทียบกับการที่ไช่เหวินจวินถูกจับตัวไปแล้ว หวังเฟิงกลับอยากเห็นข่าวถูกออกอากาศมากกว่า
ในสถานการณ์ที่ข่าวออกอากาศ หวังเฟิงยังสามารถซ่อนตัวตนและอาศัยหลักฐานในมือไปต่อกรกับพวกเฉินต้าซานได้
แต่ถ้าหากไช่เหวินจวินถูกพาตัวไป มันก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทำให้พวกเฉินต้าซานตระหนักได้ว่าหลักฐานพวกนั้นอยู่ในมือของหวังเฟิง และถ้าเป็นแบบนั้น สถานการณ์ของเขาก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
บางที ...
นี่คงเป็นโชคชะตาล่ะมั้ง!
จู่ๆ ลมเย็นยะเยือกก็พัดมา หวังเฟิงกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น เร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คืนนี้เขาก็สามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจแล้ว น่าเสียดายก็แต่ ...
เทพีแห่งโชคลาภยังคงไม่เข้าข้างเขา เพราะที่บ้านของเขาตอนนี้ ทุกคนในครอบครัวตระกูลจ้าวรวมถึงจ้าวจื่อเหยียนผู้เป็นภรรยา กำลังรอการกลับมาของเขาอยู่ ...
แกร๊ก!
ประตูถูกเปิดออก ทันทีที่หวังเฟิงก้าวเท้าเข้าบ้าน เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านเข้ามาปะทะใบหน้า ...
[จบแล้ว]