- หน้าแรก
- จุติวิญญาณร้าย สยบเก้าสกุลแห่งวงการสุสาน
- บทที่ 120 - ความยึดติดของเหล่าหยั่ง : คืนชีพแม่
บทที่ 120 - ความยึดติดของเหล่าหยั่ง : คืนชีพแม่
บทที่ 120 - ความยึดติดของเหล่าหยั่ง : คืนชีพแม่
บทที่ 120 - ความยึดติดของเหล่าหยั่ง : คืนชีพแม่
ยิ่งเข้าใกล้ส่วนยอดของต้นไม้ พื้นที่โดยรอบก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้น กิ่งก้านสัมฤทธิ์บริเวณนี้เริ่มบางตาลง แทนที่ด้วยแท่นเซ่นไหว้ที่สลักขึ้นมาจากผนังหิน บนแท่นเหล่านี้มีภาชนะสัมฤทธิ์วางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด บางใบยังมีเถ้าถ่านสีดำหลงเหลืออยู่ ไม่รู้ว่าเคยใช้เผาอะไรมา ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ที่สะสมมานับพันปีลอยคละคลุ้ง
ความผันผวนของสนามแม่เหล็กในอากาศรุนแรงจนแทบจะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ในอากาศมีประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นระยะ พร้อมกับเสียงดังกริ๊กๆ เส้นผมของทุกคนลุกชันขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ผิวหนังก็รู้สึกชาหนึบๆ เหมือนมีเข็มทิ่ม ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุฟ้าคะนอง
"ถึงแล้ว... ในที่สุดก็ถึงแล้ว..." เหล่าหยั่งที่เดินนำหน้าสุดจู่ๆ ก็หยุดชะงัก เขายืนอยู่บนแท่นทรงกลมขนาดใหญ่ เสียงสั่นเทา ไม่ใช่ความหวาดกลัวเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป แต่เป็นความปีติยินดีที่ไม่อาจสะกดกลั้นได้ เผลอๆ จะมีเสียงสะอื้นเจือปนอยู่ด้วยซ้ำ
แท่นนี้ตั้งอยู่ใต้เรือนยอดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์ ตรงกับแกนกลางของต้นไม้พอดี ตรงนั้นมีก้อนสัมฤทธิ์ขนาดยักษ์รูปร่างคล้ายหัวใจที่ยังคงเต้นตุบๆ เบาๆ ด้านบนมีแท่งสัมฤทธิ์ลักษณะคล้ายท่อเสียบอยู่เต็มไปหมด เชื่อมต่อกับต้นไม้ทั้งต้น ราวกับกำลังสูบฉีดสารอาหารไปหล่อเลี้ยง
"ที่นี่แหละ! ที่นี่แหละ!" เหล่าหยั่งทิ้งกระเป๋าเป้ ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น โขกศีรษะให้ "หัวใจสัมฤทธิ์" ดวงนั้นอย่างบ้าคลั่ง หน้าผากกระแทกกับพื้นหินดังกึกๆ จนเลือดไหลอาบ
"แม่! ผมกลับมาแล้ว! ผมพาคนมาด้วย! ลูกแม่กลับมาแล้ว!"
"แม่?" อู๋เสียอึ้งไป มองเหล่าหยั่งที่ทำตัวเหมือนคนบ้าคลั่ง รู้สึกเสียวสันหลังวาบ "เหล่าหยั่ง นาย... นายหมายความว่าไง? แม่ของนายไม่ได้อยู่..."
เหล่าหยั่งค่อยๆ หันกลับมา สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว มันคือสีหน้าที่ผสมผสานระหว่างความบ้าคลั่ง ความคาดหวัง ความสิ้นหวัง และความแข็งทื่อที่ไม่ใช่มนุษย์ มุมปากของเขาฉีกกว้างไปถึงใบหู แต่ในดวงตากลับไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงความว่างเปล่าอันมืดมิด
"เหล่าอู๋ ฉันไม่ได้โกหกนาย ต้นไม้ต้นนี้สามารถดลบันดาลให้คำอธิษฐานเป็นจริงได้" เหล่าหยั่งชี้ไปที่หัวใจสัมฤทธิ์ นิ้วมือหงิกเกร็งเพราะความตื่นเต้น
"สามปีก่อน ฉันติดอยู่ที่นี่แล้วหาทางออกไม่ได้ ฉันไม่อยากตาย ฉันอยากรอดชีวิตกลับไป ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดมันรุนแรงจนแทบจะทำให้สมองฉันระเบิด แล้ว... ต้นไม้ต้นนี้มันก็รับรู้ถึงความคิดของฉัน มัน... มัน 'ก๊อปปี้' ตัวฉันขึ้นมาคนนึง"
"อะไรนะ?!" อู๋เสียตกใจสุดขีด ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
"ใช่แล้ว" เหล่าหยั่งกระชากเสื้อตัวเองออก เผยให้เห็นแผงอก ตรงนั้นไม่มีการกระเพื่อมของจังหวะหัวใจเต้น มีเพียงผิวหนังสีเทาซีดราวกับคนตาย ที่เต็มไปด้วยรอยแตกละเอียดเหมือนเครื่องลายครามร้าว ไม่มีเหงื่อ ไม่มีอุณหภูมิร่างกาย หรือแม้กระทั่งไม่มีรูขุมขน
"เซี่ยจื่อหยางตัวจริงน่ะ ตายไปตั้งแต่สามปีที่แล้วในถ้ำนั่นแล้ว ศพก็เน่าเปื่อยไปหมดแล้ว" เหล่าหยั่งชี้ไปที่จมูกตัวเอง หัวเราะเสียงขื่น "ฉัน... ฉันเป็นแค่ผลผลิตจากการ 'ก่อรูปทางวัตถุ' ที่เกิดจากสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดอันแรงกล้าของเขาก่อนตายเท่านั้น! ฉันคือของปลอม! แต่ฉันมีความทรงจำของเขานะ ฉันมีความรู้สึกของเขาด้วย!"
"ฉันหนีออกไปจากที่นี่ได้ แล้วก็ไปติดคุกอยู่สามปี แต่ฉันไม่เคยลืมเลยว่า ฉันต้องกลับมา เพราะ... เพราะฉันอยากจะคืนชีพแม่ของฉัน!" เสียงของเหล่าหยั่งเปลี่ยนเป็นสะอื้น น้ำตาไหลริน แต่กลับผสมกับดินกลายเป็นน้ำสีดำ
"แม่ฉันรอฉันอยู่ที่บ้าน... แม่ตายแล้ว ฉันไม่ได้ดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย... ฉันไม่ยอม! ขอแค่มีต้นไม้นี้อยู่ ขอแค่จิตใต้สำนึกของฉันมีพลังมากพอ ฉันก็จะสามารถ 'สร้าง' แม่ขึ้นมาได้! ทำให้แม่ฟื้นคืนชีพ! ให้แม่กลับมาทำกับข้าวให้ฉันกิน กลับมาด่าฉันอีกครั้ง!"
"แต่พลังของฉันคนเดียวมันไม่พอ... พลังจิตของฉันใกล้จะหมดแล้ว ร่างกายฉันกำลังจะพังทลาย ฉันต้องการนาย เหล่าอู๋! พลังจิตของนายมันแข็งแกร่งมาก จิตใต้สำนึกของนายมีพลังมหาศาล! นายเป็นนักศึกษา สมองนายดี! ขอแค่นายช่วยฉัน ขอแค่นายเชื่อว่าแม่ฉันยังมีชีวิตอยู่ แม่ก็จะได้กลับมา!"
อู๋เสียฟังแล้วรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว มือเท้าเย็นเฉียบ เขามองดูเพื่อนวัยเด็กที่ตอนนี้ไม่เหลือเค้าความเป็นคนอีกต่อไปแล้ว ในใจก็เกิดความเศร้าสลดและความหวาดกลัวอย่างใหญ่หลวง
"เหล่าหยั่ง... นายบ้าไปแล้ว นั่นมันของปลอม ต่อให้เสกขึ้นมาได้ นั่นก็ไม่ใช่แม่นายหรอก นั่นมัน... สัตว์ประหลาดต่างหาก มันคือสัตว์ประหลาดที่เกิดจากความยึดติดของนาย"
"ไม่ใช่สัตว์ประหลาด! เป็นของจริง! แม่มีชีวิตอยู่!" เหล่าหยั่งตะโกนอย่างบ้าคลั่ง เส้นเลือดที่คอปูดโปน ผิวหนังเริ่มหลุดลอก "นายดูสิ! ฉันทำสำเร็จไปครึ่งนึงแล้ว! แม่อยู่นี่ไง!"
เขาพุ่งพรวดไปยังมุมมืดมุมหนึ่งของแท่นบูชา กระชากผ้าขี้ริ้วที่คลุมอยู่บนบางสิ่งออก
ใต้ผ้าขี้ริ้วนั่น มี... ก้อนเนื้อ ก้อนหนึ่งนอนอยู่
มันคือเนื้อก้อนหนึ่ง
ก้อนเนื้อสีชมพูที่กำลังขยับยุกยิกเบาๆ มีเค้าโครงเหมือนมนุษย์ แต่ยังไม่มีอวัยวะบนใบหน้าให้เห็นชัดเจน มันไม่มีผิวหนัง กล้ามเนื้อสีแดงสดเปลือยเปล่าอยู่ด้านนอก ปกคลุมไปด้วยเมือกเหนียวเหนอะหนะ มันนอนอยู่บนพื้น คล้ายกับตัวอ่อนที่ยังไม่โตเต็มที่ ส่งเสียงร้องอู้อี้เบาๆ คล้ายเสียงเด็กร้องไห้ และคล้ายเสียงครางของคนแก่
"ดูสิ! นี่แหละแม่ฉัน!" เหล่าหยั่งชี้ไปที่ก้อนเนื้อนั่น แววตาอ่อนโยนจนน่าขนลุก เขายื่นมือออกไปหมายจะลูบคลำก้อนเนื้อก้อนนั้น "แม่ใกล้จะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว! ขอแค่มีพลังงานอีกนิดเดียว ขอแค่มีจินตนาการอีกนิดเดียว... เหล่าอู๋ นายช่วยฉันหน่อยสิ! นายนึกภาพตอนแม่ฉันทำกับข้าวให้นายกินสิ!"
อู๋เสียเอามือปิดปาก ในกระเพาะปั่นป่วนจนแทบจะอ้วกออกมา
นั่นมันคนซะที่ไหนล่ะ? นั่นมันก้อนเนื้องอกที่มีชีวิตชัดๆ! นี่มันเป็นการลบหลู่ชีวิตกันชัดๆ!
"นี่น่ะหรอความกตัญญูของนาย?"
ซูจี้ที่เอาแต่เงียบและยืนอยู่ในเงามืดมาตลอด จู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้น
เธอลงจากหลังของเฮยเสียจื่อ ค่อยๆ เดินเข้าไปหาก้อนเนื้อก้อนนั้นทีละก้าว สีหน้าของเธอเย็นชา แววตาไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ราวกับกำลังมองดูกองขยะ
"เอามันออกมา ให้มันคลานอยู่บนพื้นเหมือนหนอนแมลง นี่น่ะหรอที่นายเรียกว่าการคืนชีพ?" เสียงของซูจี้เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ทุกถ้อยคำล้วนเป็นดั่งคำพิพากษา
"เกิดแก่เจ็บตาย เป็นกฎเหล็กของสวรรค์ คนตายก็เหมือนตะเกียงดับ วิญญาณกลับคืนสู่ยมโลก ร่างกายกลับคืนสู่ผืนดิน นายใช้วิธีนอกรีตแบบนี้ ดึงดันเอาความทรงจำมาสร้างเป็นรูปธรรม สิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ก็เป็นแค่ศพเดินได้ที่ไม่มีวิญญาณเท่านั้นแหละ"
"หุบปาก!" เหล่าหยั่งคำราม ชักมีดที่เอวพุ่งเข้าใส่ซูจี้ แววตาคลุ้มคลั่ง "เธอจะไปรู้อะไร! พวกคนชั้นสูงอย่างพวกเธอจะไปเข้าใจความรักความผูกพันของครอบครัวได้ยังไง! ฉันจะเอาแม่ฉันคืนมา! ต่อให้เป็นสัตว์ประหลาดฉันก็จะเลี้ยง! ใครหน้าไหนกล้าขวาง ฉันจะฆ่ามันให้หมด!"
"ปัง!"
ยังไม่ทันที่เขาจะพุ่งถึงตัวซูจี้ เฮยเสียจื่อก็ขยับตัวเสียก่อน
เขายกเท้าขึ้น เตะเข้าที่หน้าอกของเหล่าหยั่งอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ร่างของเหล่าหยั่งกระเด็นลอยไปกระแทกกับผนังหินอย่างแรง
"จะเล่นมีดกับใครฮะ?" เฮยเสียจื่อเดินเข้าไป เอาเท้าเหยียบหน้าอกเหล่าหยั่งไว้ ปืนจ่อหัวเขา บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มยียวนที่เป็นเอกลักษณ์ แต่แววตากลับเย็นชาจนน่ากลัว "ขืนขยับอีกที ฉันจะทำให้แกไม่ได้เป็นแม้แต่ผีเลยคอยดู"
ซูจี้ไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของเหล่าหยั่ง
เธอก้มหน้าลง มองดูก้อนเนื้อที่ยังขยับยุกยิกอยู่บนพื้น ก้อนเนื้อนั้นดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงไอหยินบริสุทธิ์จากตัวซูจี้ มันคลานเข้ามาหาที่เท้าของเธอ ส่งเสียงครางอู้อี้อย่างโหยหา
ในดวงตาของซูจี้ฉายแววเวทนาออกมาบางเบา
"มันทรมานนะ" ซูจี้พูดเบาๆ เหมือนกำลังรำพึงกับตัวเอง "มันไม่มีวิญญาณ แต่กลับถูกยัดเยียดชีวิตให้ เซลล์ทุกเซลล์ของมันกำลังกรีดร้อง กำลังแหลกสลาย มันไม่อยากมีตัวตนอยู่หรอก"
เธอหันไปมองเหล่าหยั่งที่ถูกเฮยเสียจื่อเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า
"นายกำลังทรมานมัน และกำลังทรมานตัวเอง ปล่อยวางซะเถอะ"
ซูจี้ยื่นมือออกไป ในฝ่ามือปรากฏเปลวไฟผีสีเขียวอมฟ้าลุกโชน เปลวไฟนั้นไม่มีความร้อน แต่กลับทำให้รู้สึกหนาวสั่นไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"ธุลีกลับคืนสู่ธุลี ดินกลับคืนสู่ดิน สลายไปซะเถอะ"
เธอค้อมตัวลง นำฝ่ามือไปทาบลงบนก้อนเนื้อก้อนนั้นเบาๆ
"ไม่——!!!"
เหล่าหยั่งร้องเสียงหลงอย่างเจ็บปวดเจียนตาย ดิ้นรนสุดชีวิต น้ำตาเป็นสายเลือดไหลอาบแก้ม
"แม่——!!!"
ภายใต้การแผดเผาของไฟผี ก้อนเนื้อก้อนนั้นก็เหี่ยวแห้งและดำคล้ำลงอย่างรวดเร็ว ราวกับหินที่ถูกลมกัดกร่อน
ในที่สุด มันก็กลายเป็นกลุ่มควันสีฟ้า ลอยล่องขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะเลือนหายไป เสียงร้องครวญครางที่แผ่วเบานั้นก็จางหายไปเช่นกัน ราวกับได้รับการปลดปล่อย
"แม่..." เหล่าหยั่งหยุดดิ้นรน ร่างกายอ่อนระทวยลงกับพื้น แววตาสูญเสียประกายไปในพริบตา ราวกับถูกสูบกระดูกสันหลังออกไปจนหมด
เมื่อความยึดติดสลายไป พลังงานที่คอยหล่อเลี้ยงร่างกายของเขาก็เริ่มพังทลายลงเช่นกัน
"แกรก..."
ร่างกายของเขาเริ่มมีรอยร้าว ลุกลามจากแก้มไปยังลำคอ แล้วกระจายไปทั่วทั้งตัว ผิวหนังบนใบหน้าและมือเริ่มหลุดลอกออกเหมือนดินที่แห้งแตกระแหง เผยให้เห็นความว่างเปล่าอันมืดมิดเบื้องล่าง
"เวลาของฉัน... ก็หมดลงแล้ว..." เหล่าหยั่งมองดูมือของตัวเองที่กำลังแตกสลาย หัวเราะอย่างขื่นขม
เขาพยายามเงยหน้าขึ้น มองไปทางอู๋เสีย แววตาเริ่มแจ่มใสขึ้นมาบ้าง และมีความรู้สึกผิดเจือปนอยู่
"เหล่าอู๋... ขอโทษนะ... ที่ดึงนายเข้ามาเกี่ยว... ฉันก็แค่... อยากจะ... เจอแม่ฉันอีกสักครั้ง..."
เสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ร่างกายค่อยๆ กลายเป็นเถ้าถ่าน
"รีบไป... ไอ้ตัวยักษ์นั่น... กำลังจะตื่นแล้ว..."
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ทั้งแท่นบูชาก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังพลิกตัวอยู่ใต้พื้นดิน
"ครืนนน——!!!"
ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์ขนาดยักษ์เริ่มสั่นไหว กระดิ่งนับไม่ถ้วนที่แขวนอยู่ตามกิ่งก้านดังขึ้นพร้อมกัน ส่งเสียงดังกึกก้องกังวาน บาดแก้วหูจนแทบคลุ้มคลั่ง
ไอร้อนระอุพุ่งทะลักออกมาจากใจกลางลำต้น แฝงมาด้วยกลิ่นกำมะถันและลาวา
"ฟ่อ—— โฮก——!!!"
เสียงคำรามของมังกรดังก้องกังวานไปทั่วฟ้า สั่นสะเทือนจนเศษหินร่วงกราวลงมา
บนยอดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ด้านหลังหัวใจสัมฤทธิ์นั้น ดวงตาขนาดมหึมาที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงคู่หนึ่งเบิกโพลงขึ้นอย่างฉับพลัน
ในสายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดุร้ายและหิวโหย
นั่นคือ... จู๋จิ่วอิน!
สัตว์เทพโบราณในตำนานที่ลืมตาคือกลางวัน หลับตาคือกลางคืน ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการสั่นสะเทือนของต้นไม้ต้นนี้
มันขดตัวอยู่บนลำต้น ร่างกายใหญ่โตราวกับเทือกเขา เกล็ดสีแดงราวกับเกราะหนาเป็นชั้นๆ
"มันมาแล้ว!" เฮยเสียจื่อตะโกนลั่น รีบเอาตัวบังซูจี้ไว้ด้านหลังทันที ปืนในมือเล็งไปที่สัตว์ประหลาดยักษ์ "ไอ้ตัวนี้ดูท่าทางจะโหดกว่าว่านหนูหวังอีกนะ! งานช้างแล้วสิ!"
ซูจี้ไม่ได้หลบ เธอเงยหน้าขึ้น มองดูสัตว์ประหลาดยักษ์ตัวสีแดงฉานที่มีความยาวไม่รู้เท่าไหร่ซึ่งกำลังขดตัวอยู่บนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ แววตาของเธอไม่มีความกลัว กลับเปล่งประกายความตื่นเต้นออกมา
สายตานั้น ราวกับกำลังมองเห็นอุปกรณ์ชิ้นเยี่ยมที่เหมาะมือเข้าให้แล้ว
"ไฟแช็ก... อันเบ้อเริ่มเลย" ซูจี้เลียริมฝีปาก มุมปากกระตุกยิ้มอย่างโอหัง "พอดีเลย ฉันกำลังขาดที่จุดไฟอยู่พอดี เอามาจุดไอ้ต้นไม้บ้าๆ นี่ซะเลย"
(จบแล้ว)