- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 910 สัตว์ประหลาดเหนือชั้น
บทที่ 910 สัตว์ประหลาดเหนือชั้น
บทที่ 910 สัตว์ประหลาดเหนือชั้น
"ระฆังทงหมิง!" มู่เสวียนชางแผดเสียงคำราม ชูระฆังทองแดงขึ้นสูงเพื่อป้องกันมู่หยวน
ระฆังทองแดงขยายใหญ่ขึ้นตามสายลม ชั่วพริบตาก็กลายเป็นเหมือนภูเขาขนาดยักษ์ ปิดตายเส้นทางการโจมตีทั้งหมดของมู่หยวน
หากโจมตีโดนระฆัง มู่เสวียนชางก็จะดูดซับพลังแล้วนำมาโจมตีสวนกลับทันที ระฆังทองแดงใบนี้ ช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก
มู่หยวนแค่นเสียงเย็น ฝืนดึงกระบวนท่ากลับมา พลิกมือฟาดฝ่ามือลงบนผนังระฆัง
ตู้ม!
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง
มู่เสวียนชางหัวเราะร่า
"ไอ้หนู เปลี่ยนมาใช้ฝ่ามือแล้วจะทำไม ระฆังทงหมิงก็ยังคงกลืนกินพลังของเจ้าได้อยู่ดี!"
เขากระตุ้นระฆังทองแดงอย่างแรง หมายจะส่งคืนพลังที่เพิ่งดูดซับมากลับไป
ทว่าเพิ่งจะกระตุ้น ...
ตู้ม!
ระฆังทองแดงก็สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง
พลังงานอันป่าเถื่อนสายหนึ่งระเบิดออกจากปากระฆัง
พรวด!
มู่เสวียนชางตั้งตัวไม่ทัน ถูกกระแทกจนกระเด็นลอยออกไปทันที กระอักเลือดสดๆ ร่วงตกลงกับพื้น
ระฆังทองแดงขนาดมหึมาตกลงมาจากกลางอากาศ โชคดีที่มีคนตระกูลมังกรสายที่สองหลายคนพุ่งเข้าไปรับระฆังยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาเอาไว้ได้ทัน
"นี่มัน ... ปราณมารงั้นหรือ" มู่เสวียนชางลุกขึ้นพรวดพราด จ้องมองระฆังทงหมิงด้วยความตกตะลึง
"ระฆังยักษ์ใบนี้สามารถดูดซับพลังได้ทุกอย่างจริงๆ แต่พลังบางอย่าง ต่อให้เจ้าดูดซับไปแล้ว ก็ยากที่จะควบคุมได้!" มู่หยวนมองลงมาจากเบื้องบนอย่างเฉยเมย กลางฝ่ามือยังคงหลงเหลือร่องรอยของปราณมารสีดำสนิท
"บัดซบ คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเป็นผู้ฝึกตนสายมารนอกรีตด้วย!" มู่เสวียนชางกัดฟันคำรามต่ำ "น่าเสียดาย ที่เจ้าทำตัวอวดดีเกินไปแล้ว! ที่นี่คือตระกูลมังกรทวนกระแส ต่อให้เจ้าจะมีฝีมือเก่งกาจเทียมฟ้า ก็อย่าหวังว่าจะมาสร้างคลื่นลมอันใดที่นี่ได้! มองดูรอบตัวเจ้าสิ!"
มู่หยวนขมวดคิ้ว หันหน้าไปมอง
โฮก!
เสียงมังกรคำรามดังก้องฟ้าหลายสายระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน
เห็นเพียงมังกรครามอันน่าสะพรึงกลัวความยาวเกือบพันจั้งหลายตัวกำลังพุ่งทะยานเข้ามาหาเขา
มังกรยังมาไม่ถึง สารพัดพายุเพลิงอสนีบาตก็ถาโถมเข้ามาใส่แล้ว
มู่หยวนรีบยกมือขึ้นกำหมัดทันที
วิ้ง!
พลังจักรพรรดิอันบริสุทธิ์ทะลักล้นออกมา แปรสภาพเป็นม่านพลังปกคลุมร่างของเขาเอาไว้
เมื่อมองดูอีกครั้ง ก็พบว่าเป็นมู่ก่วงหลิงและยอดฝีมือตระกูลมังกรทวนกระแสคนอื่นๆ ที่ลงมือ
ผู้คนต่างงัดเอาวิชาเทวะออกมาใช้อย่างไม่ปิดบัง
เพียงชั่วพริบตา มู่หยวนก็ถูกวิชาอาคมอันป่าเถื่อนกลืนกินร่างไปจนหมดสิ้น
"งานคัดเลือกอันยิ่งใหญ่ มียอดฝีมือมากมาย ไอ้หนู เจ้าไม่ควรเลยจริงๆ ไม่ควรมาหาเรื่องข้าในตอนที่คนตระกูลมังกรทวนกระแสของเรามารวมตัวกันครบที่สุด วันนี้ ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวันได้กลับไป!"
มู่เสวียนชางกล่าวด้วยใบหน้าดุร้าย จากนั้นก็นำคนของสายที่สองพุ่งเข้าไปเข่นฆ่าพร้อมกัน
พลังวิญญาณ พลังจักรพรรดิ แปรเปลี่ยนเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ถาโถมสาดซัด ชำระล้างพื้นที่ที่มู่หยวนอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ความว่างเปล่าในบริเวณนั้นถูกทำลายจนแหลกเหลวไปหมด
เหลือเพียงหลุมดำอันว่างเปล่าและแสงแห่งความพินาศ
"น่าจะตายแล้วมั้ง" ลูกหลานตระกูลมังกรทวนกระแสคนหนึ่งกล่าวเสียงขรึม
มู่เสวียนชางไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองพื้นที่มิติที่บิดเบี้ยวนั้นเขม็ง
ทว่าในตอนนั้นเอง
ตู้ม!
ประกายกระบี่ทะลวงฟ้าสายหนึ่งฉีกกระชากพลังงานทั้งหมด ฟาดฟันพุ่งตรงมาทางเขา
"มันยังไม่ตาย! ฆ่ามันต่อไป! ฆ่ามัน!"
มู่เสวียนชางทั้งตกใจทั้งโกรธ เรียกของวิเศษออกมาป้องกันอีกครั้ง
แต่ความดุร้ายของกระบี่นี้ กลับเหนือล้ำจินตนาการไปไกล
ของวิเศษป้องกันทั้งสามชิ้นที่กระตุ้นออกมา พอปะทะก็ขาดสะบั้น ตัวเขาเองก็ถูกกระแทกร่วงตกลงกับพื้น
"ไอ้โจรชั่วโอหัง!" ผู้อาวุโสแห่งสมาคมพิทักษ์มังกรคนหนึ่งพุ่งเข้าไปด้วยความโกรธจัด
ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ร่างสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากใจกลางความโกลาหลพินาศนั้น เขาคือมู่หยวน
เทียนเชิ่นฟาดฟันลงมา ความเร็วรวดเร็วจนไร้เงา
ผู้อาวุโสตาไวฝีมือคล่องแคล่ว มือข้างหนึ่งกลายเป็นหิน คว้าหมับเข้าที่เทียนเชิ่นอย่างแรง
เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง ...
พลังกระบี่ที่สาดกระเซ็นออกมาจากตัวกระบี่สีเทาขาวพุ่งกระแทกฝ่ามือที่แข็งแกร่งดั่งหินผาของเขาอย่างบ้าคลั่ง
"แขนปราณเทียนขุยคู่นี้ของข้าฝึกฝนมานานหลายร้อยปี จะยอมให้เหล็กทองแดงในโลกหล้ามาทำลายได้อย่างไร" ผู้อาวุโสแผดเสียงคำราม เตรียมจะออกแรงกระแทกเทียนเชิ่นกลับไป
"แล้วเลือดเนื้อเล่า" มู่หยวนเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน
วินาทีต่อมา มือเหล็กข้างหนึ่งก็แทงเข้ามา ทะลวงหน้าอกของผู้อาวุโสจนทะลุในชั่วพริบตา
พรวด!
ร่างของผู้อาวุโสสั่นสะท้าน เบิกตากว้าง
เมื่อก้มหัวลงมอง จึงพบว่าหัวใจของตนเอง ... กลับถูกมู่หยวนควักออกมาทั้งเป็น
"เป็นไป ... ได้อย่างไร"
เขาอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นด้วยความไม่ยินยอม สิ้นใจตายคาที่
มู่หยวนกำนิ้วทั้งห้าแน่น หัวใจส่งเสียง 'โพละ' แหลกละเอียด เลือดสดๆ และเศษเนื้อสาดกระเซ็น
"คนต่อไปคือใคร"
ผู้ฝึกตนตระกูลมังกรทวนกระแสรอบด้านพากันถอยหลังไปครึ่งก้าว หวาดผวาจนถึงขีดสุด
บนลานประลองยกสูง ความดูแคลนบนใบหน้าของชายหนุ่มตระกูลเซียวแข็งค้างไปในที่สุด
"นั่นคือผู้อาวุโสแห่งสมาคมพิทักษ์มังกรนะ แค่สุ่มเลือกมาสักคน ก็สามารถต่อกรกับมหาจักรพรรดิได้แล้ว เหตุใด ... ถึงถูกคนผู้นี้สังหารได้ง่ายดายเช่นนี้"
"เขา ... เป็นแค่มหาจักรพรรดิเทียมจริงๆ หรือ"
"ยังจะมองว่าเขาเป็นมหาจักรพรรดิเทียมอยู่อีกหรือ" ชายหนุ่มตระกูลเย่ขมวดคิ้วแน่น "ครอบครองเจตจำนงกระบี่ขั้นสูงสุด ร่างกายเป็นผิวทองแดงกระดูกเหล็ก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีปราณมารติดตัว หลุดพ้นจากขอบเขตของมหาจักรพรรดิเทียมไปตั้งนานแล้ว เจ้านี่ ... ต้องได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้ามาแน่"
"ไม่ใช่แค่วาสนาหรอก" หญิงสาวชุดแดงเอ่ยขึ้นมากะทันหัน
"หมายความว่าอย่างไร"
"ไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงกระบี่ขั้นสูงสุด หรือปราณมารที่ติดตัวมา ก็ล้วนแต่ถือว่าเป็นของนอกกาย"
หญิงสาวชุดแดงมีแววตาลึกล้ำ "พรสวรรค์และทักษะการต่อสู้ในตัวเขาเอง ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเทียบเคียงได้"
ผู้คนสั่นสะท้าน เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ก็พบว่าเป็นจริงดังนั้น ...
มู่หยวนที่กำลังเข่นฆ่าอยู่ ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับใคร ก็สามารถหันไปโจมตีจุดตายได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เขาดูเหมือนจะสามารถมองเห็นช่องโหว่ในกระบวนท่าของอีกฝ่ายได้ในปราดเดียว และจัดการโค่นล้มไปทีละคน
สิ่งนี้ มีเพียงผู้ที่มีความเข้าใจและสัมผัสอันเฉียบแหลมต่อวิชาอาคมและวิชาเทวะในระดับสูงสุดเท่านั้น ถึงจะมีได้
และคนประเภทนี้ คำเรียกที่เข้าใจง่ายที่สุดก็คือ ... สัตว์ประหลาด!
ชายหนุ่มตระกูลเซียวขมวดคิ้วแน่น ผ่านไปเนิ่นนาน ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ "ยังดี ที่เขาไม่ใช่คนตระกูลมังกรของเรา มิเช่นนั้น ... "
"หวังว่าเขาจะไม่ใช่ก็แล้วกัน" ชายหนุ่มตระกูลเย่กล่าวเสียงเรียบ
เมื่อผู้อาวุโสร่วงหล่น ผู้คนรอบด้านก็มีสีหน้าตึงเครียด ไม่มีผู้ใดกล้าผลีผลามทำอะไร
มู่หยวนมองไปรอบทิศ ในที่สุดสายตาก็หยุดลงที่มู่เสวียนชางซึ่งถูกคนสายที่สองปกป้องเอาไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นก็กระโดดพุ่งตัวเข้าไปหา
การโจมตีเมื่อครู่นี้ แท้จริงแล้วเขาได้ดึงพลังของมหาจักรพรรดิระดับสูงสุดจากกระดูกมหาจักรพรรดิสิ้นสูญออกมาหนึ่งสาย มิเช่นนั้นหากพึ่งพาแค่พละกำลังดิบเถื่อนของตัวเอง ก็คงไม่อาจล้วงทะลุหัวใจได้
จุดประสงค์ที่ทำเช่นนี้ ก็เพียงเพื่อข่มขวัญคนตระกูลมังกรทวนกระแสเท่านั้น
ในตอนนี้ไม่อาจสู้ยืดเยื้อได้ จำนวนคนมีมากเกินไป ต่อให้เขาเข่นฆ่าจนหมดแรงก็คงฆ่าไม่หมด ทำได้เพียงกำจัดสองพ่อลูกมู่เสวียนชางเสียก่อน
เคร้ง! กระบี่เทียนเชิ่นเกิดประกายกระบี่ขึ้นอีกครั้ง
กระบี่อันไร้ผู้ต่อต้านนั้น พุ่งทะยานเข้ามาประดุจดวงดาราทำลายล้างโลก
"เปิดใช้งานค่ายกลตำหนักมังกร!" มู่เสวียนชางตวาดลั่น
คนในตระกูลรอบด้านต่างพากันโจมตีไปในความว่างเปล่า
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม ... แสงค่ายกลอันงดงามตระการตากะพริบไหวอย่างบ้าคลั่ง
จากนั้นกรงเล็บมังกรขนาดยักษ์ก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ฟาดฟันเข้าใส่มู่หยวน
ผืนดินทนรับแรงกดดันนี้ไม่ไหว ระเบิดแตกกระจายไปจนหมดสิ้น
ช่างเป็นพลังค่ายกลที่น่าทึ่งนัก กรงเล็บนี้ เพียงพอที่จะฉีกกระชากกายาอู๋จี๋ให้ขาดสะบั้นได้!
มู่หยวนกลอกตาไปมาอย่างรวดเร็ว กัดฟันกรอดอย่างกะทันหัน "ลองดูสักตั้ง!"
ความเร็วพุ่งทะยานขึ้นในพริบตา เห็นได้ชัดว่าเขาคิดจะสังหารมู่เสวียนชางให้ได้ก่อนที่กรงเล็บมังกรจะร่วงหล่นลงมา!
"เจ้าอย่าผลีผลาม! ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เจ้าฆ่าเขาได้ ก็ยากที่จะหลบพ้นการโจมตีจากพลังค่ายกลนี้"
เสียงของจักรพรรดิบุปผาดังขึ้นมาจากกลางฝ่ามืออย่างกะทันหัน ดูเหมือนจะมองแผนการของมู่หยวนออก น้ำเสียงจึงแฝงไปด้วยความสั่นเครือ "พลังค่ายกลนี้อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับการโจมตีเต็มกำลังของมหาจักรพรรดิถึงห้าองค์ ต่อให้ฆ่าเจ้าไม่ได้ ก็ทำให้เจ้าบาดเจ็บสาหัสได้อย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นเจ้าจะหลบหนีไปได้อย่างไร"
มู่หยวนแววตาแน่วแน่ ในหัวพลันเกิดประกายความคิดวูบหนึ่ง นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพลิกฝ่ามือ
ป้ายคำสั่งกระบี่อันเปล่งประกายชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้น!
ปลายนิ้วขยับ ฟุ่บ! ป้ายคำสั่งกระบี่พุ่งทะยานออกไปในชั่วพริบตา พุ่งตรงเข้าหามู่เสวียนชาง
"ป้ายคำสั่งกระบี่ฮุ่นหยวนงั้นหรือ"