เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 520 - ช่างไร้อนาคตสิ้นดี

บทที่ 520 - ช่างไร้อนาคตสิ้นดี

บทที่ 520 - ช่างไร้อนาคตสิ้นดี


บทที่ 520 - ช่างไร้อนาคตสิ้นดี

เว่ยซื่ออันอดไม่ได้ที่จะตวัดสายตาค้อนใส่หลีซู่ เขาลอบพินิจอีกฝ่ายด้วยความคลางแคลงใจ หวังจะจับผิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังโกหกตนอยู่หรือไม่

ทว่าหลีซู่กลับมีสีหน้าจริงจังขั้นสุด จนเว่ยซื่ออันดูไม่ออกเลยว่าเจ้าตัวคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือเพียงแค่หาข้ออ้างอู้งานกันแน่

เว่ยซื่ออันจ้องมองหลีซู่พลางเอ่ยถาม "เจ้าอุตส่าห์บากบั่นสอบเคอจวี่มาตั้งเนิ่นนาน เพื่อจะไปจัดระเบียบตำราในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินแค่นั้นรึ"

หลีซู่ส่ายหน้าปฏิเสธ "ย่อมไม่ใช่ขอรับ นั่นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น"

เว่ยซื่ออันบ่นอุบอิบอย่างไม่สบอารมณ์ "มั่วหยาผู้นี้ก็เหลือเกิน ปล่อยให้เจ้าไปคลุกตัวจัดหนังสืออยู่ในหอตำราได้ยังไงกัน"

ให้บุตรบุญธรรมของเขาไปคอยปัดฝุ่นจัดชั้นหนังสือเนี่ยนะ นี่มันทำลายคนเก่งชัดๆ หากจำเป็นต้องหาคนไปคัดแยกตำราจริงๆ สู้มั่วหยาลงมือทำเองเสียยังจะดีกว่า แล้วปล่อยให้หลีซู่มาช่วยเขาค้นคว้าวิชาเก๋ออู้ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว แบบนั้นถึงจะเรียกว่าใช้คนถูกกับงาน

ยิ่งคิดเว่ยซื่ออันก็ยิ่งรู้สึกขัดใจกับการกระทำของมั่วหยามากขึ้นเป็นทวีคูณ

เว่ยซื่ออันเอ่ยเตือน "ช่วงนี้พวกขุนนางในราชสำนักคงยังไม่มีแก่ใจมาเพ่งเล็งเจ้า เจ้าอยากทำอะไรก็รีบลงมือเข้าเถอะ มิฉะนั้นหากวันหน้าเจ้าเริ่มมีผลงานโดดเด่นจนถูกจับตามองขึ้นมา เมื่อถึงตอนนั้นไม่ว่าเจ้าจะขยับตัวทำอะไรก็คงไม่พ้นสายตาพวกมันเป็นแน่"

พวกขุนนางเฒ่าในราชสำนักล้วนแต่เป็นพวกจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ แถมยังถนัดเรื่องการขัดแข้งขัดขาผู้อื่นเป็นที่สุด

หลีซู่พยักหน้ารับช้าๆ "เข้าใจแล้วขอรับ เพราะเหตุนี้ข้าถึงต้องยิ่งใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด"

ประจวบเหมาะกับที่ทุกคนต่างพากันคิดว่าเขาถูกส่งตัวไปดองอยู่ในหอตำราจนหมดอนาคต จึงไม่มีใครให้ความสนใจเขาอีก นี่แหละคือโอกาสทองให้เขาได้ซุ่มทำเรื่องอื่นอย่างสะดวกโยธิน

ภายในหัวของหลีซู่มีแผนการต่างๆ ร่างเอาไว้เสร็จสรรพแล้ว ในสายตาผู้คนภายนอก เขาคือขุนนางผู้โดดเดี่ยวที่ถูกทอดทิ้งและกำลังเลือนหายไปจากความทรงจำ อีกไม่นานคนในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินก็คงลืมเลือนไปแล้วว่าเคยมีตัวตนของเขาอยู่

ทว่าในระหว่างที่ขลุกตัวอยู่ในหอตำรา นอกจากจัดระเบียบหนังสือและมุ่งมั่นอ่านตำราแล้ว เวลาที่เหลือหลีซู่ก็ไม่ได้ปล่อยให้สูญเปล่า เขามักจะใช้ความคิดทบทวนอยู่เสมอว่าควรนำความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่ในมือมาประดิษฐ์สิ่งใดที่สามารถทำได้รวดเร็วและสะดวกสบายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่สร้างเม็ดเงินให้เขาได้ หรือเป็นสิ่งที่มีคุณูปการต่อการพัฒนาแคว้นต้าเซี่ยก็ตาม

แน่นอนว่าเป้าหมายหลักในการกอบโกยเงินทองของหลีซู่ในยามนี้ ยังคงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคหบดีผู้มั่งคั่ง การรีดทรัพย์จากกระเป๋าคนรวยทำให้หลีซู่รู้สึกสบายใจไร้ความตะขิดตะขวงใจใดๆ ทั้งสิ้น

หลีซู่ขยับเรื่องน้ำตาลขึ้นมาเป็นแผนการอันดับแรก เขาตั้งใจจะผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ รูปลักษณ์ที่ขาวสะอาดตาเช่นนี้ไม่เคยปรากฏในแคว้นต้าเซี่ยมาก่อน พวกเศรษฐีมีเงินย่อมต้องหลงใหลของแปลกใหม่หน้าตาดูดีเป็นแน่ รอจนน้ำตาลทรายขาวกลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่คนรวยต้องมีติดบ้าน เมื่อนั้นราคาน้ำตาลชนิดอื่นในท้องตลาดที่ชาวบ้านทั่วไปบริโภคก็จะค่อยๆ ปรับลดลงมาเอง

หลีซู่ยังจำความรู้สึกตอนทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ได้ดี ราคาน้ำตาลในยุคนี้แพงหูฉี่จนน่าใจหาย ตั้งแต่วันนั้นเขาก็จดจำเรื่องน้ำตาลฝังใจมาตลอด

ยามนี้ถึงเวลาอันสมควรที่จะหยิบยกแผนการผลิตน้ำตาลขึ้นมาปัดฝุ่นเสียที

ส่วนการค้นคว้าวิชาเก๋ออู้เรื่องอื่นๆ คงต้องพักไว้ก่อน รอให้พ่อบุญธรรมและทีมงานจัดการงานในมือให้ลุล่วงเสียก่อนค่อยว่ากัน ตอนนี้ทุกคนต่างมีภารกิจล้นมือ ต่อให้เขางัดแผนการใหม่ออกมาเสนอ พวกเขาก็คงไม่มีเวลาปลีกตัวมาวิจัยอยู่ดี

ดวงตาของหลีซู่ทอประกายวูบไหว พี่สามกำลังง่วนอยู่กับการดูแลกิจการสุราหลีจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เรื่องน้ำตาลทรายขาวนี้เขาคงต้องจัดการเอง ไม่ควรเอาไปเป็นภาระให้พี่สามต้องเหนื่อยเพิ่มอีก

ส่วนกิจการของหอฮว่านเหยียนก็กำลังรุ่งเรืองสุดขีด กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตที่เหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงโปรดปรานไปเสียแล้ว แทบไม่มีเรื่องอะไรให้หลีซู่ต้องลงไปจัดการหรือเป็นกังวลเลยสักนิด

หลีซู่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในหอตำรามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว พอถึงวันหยุดซิวมู่เขาก็จะออกไปเที่ยวเล่นพักผ่อนกับครอบครัวในเมืองหลวง ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่มีทีท่าอยากใช้อำนาจเส้นสายเพื่อดึงตัวเองออกจากหอตำราเลยแม้แต่น้อย

ในทางกลับกัน มั่วหยากลับรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตของตนช่างตีบตัน ไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งใดก็ดูจะติดขัดไปเสียหมด แถมยังมีเรื่องปวดหัวแทรกซ้อนเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน จนใบหน้าของเขาดูอิดโรยและซูบเซียวลงไปถนัดตา

มั่วหยายกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้วพลางเอ่ยถามคนสนิทข้างกาย "ช่วงนี้หลีซู่มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือไม่"

ขุนนางผู้ติดตามรีบรายงานทันที "เขาทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวมากขอรับ วันๆ เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในหอตำราไม่ยอมออกไปไหนเลย"

มั่วหยาแค่นเสียงหยันในลำคอ "นึกไม่ถึงว่าจะเป็นแค่ลูกพลับนิ่มยอมให้รังแกง่ายๆ ข้าก็นึกว่าเขาจะมีนิสัยแข็งกร้าวเหมือนกับพ่อบุญธรรมของเขาสะอีก"

มั่วหยาปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง "เช่นนั้นพวกเราลองไปดูเสียหน่อยดีกว่า ข้าชักอยากจะเห็นแล้วสิว่าเขาปู้ยี้ปู้ยำหอตำราของข้าจนเละเทะไปถึงขั้นไหนแล้ว"

มั่วหยาไม่เคยเชื่อเลยว่าหลีซู่จะมีปัญญาจัดระเบียบหอตำราอันแสนวุ่นวายนั้นได้สำเร็จ ประกอบกับช่วงนี้เขารู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านใจเป็นพิเศษ ในเมื่อหลีซู่เดินมาเข้าทางเขาพอดี เขาก็ขอเอาคืนหาเรื่องกลั่นแกล้งเพื่อระบายอารมณ์สักหน่อยก็แล้วกัน

จู่ๆ มั่วหยาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ หรือว่าเรื่องซวยๆ ที่ประดังประเดเข้ามาหาเขาระยะนี้ จะเป็นฝีมือของเว่ยซื่ออันกันนะ

แต่คนอย่างเว่ยซื่ออันรู้จักใช้วิธีลอบกัดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ตอนแรกมั่วหยาไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เว่ยซื่ออันเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่คิดว่าช่วงนี้ตัวเองคงดวงตกเท่านั้น เพราะพฤติกรรมลอบกัดแบบนี้มันดูไม่เข้ากับวิสัยทัศน์ของคนอย่างเว่ยซื่ออันเลยสักนิด

แต่จะว่าไปแล้ว การที่หลีซู่ถูกเขากลั่นแกล้งรังแกจนต้องไปหมกตัวในหอตำรา แล้วเว่ยซื่ออันกลับนิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ออกมาเลย มันก็ดูผิดวิสัยของเว่ยซื่ออันอยู่เหมือนกัน

หลายปีที่ผ่านมามั่วหยาโลดแล่นอยู่ในแวดวงขุนนางอย่างราบรื่น ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันเขาก็ซุ่มฝึกปรือวิทยายุทธ์มาโดยตลอด หมายมั่นว่าหากวันใดเว่ยซื่ออันบุกมาหาเรื่อง เขาจะได้งัดฝีมือออกมาฟาดฟันกับอีกฝ่ายให้รู้ดำรู้แดง เขาเพียรฝึกฝนมาเนิ่นนาน มั่นใจว่าต่อให้ต้องประมือกับระดับแม่ทัพอย่างเว่ยซื่ออัน เขาก็สามารถรับมือได้สูสี ไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกทุบตีจนหมดทางสู้เหมือนในอดีตแน่

มั่วหยายังแอบวาดฝันไว้ว่า หากเว่ยซื่ออันมาหาเรื่องถึงที่ เขาจะต้องสั่งสอนให้อีกฝ่ายได้เห็นดีกันไปข้าง เว่ยซื่ออันคงไม่รู้หรอกว่าหลายปีมานี้เขาแอบฝึกวรยุทธ์จนแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด

เขาได้ยินข่าวลือมาว่าเว่ยซื่ออันไม่อยากให้หลีซู่รับราชการ แต่อยากดึงตัวไปร่วมศึกษาวิชาเก๋ออู้ด้วยกันมากกว่า เขาจึงเตรียมคำพูดโต้แย้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่า การที่เขาลงโทษหลีซู่เช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการช่วยผลักดันให้ความปรารถนาของเว่ยซื่ออันเป็นจริง เว่ยซื่ออันควรจะซาบซึ้งและกราบกรานขอบคุณเขาเสียด้วยซ้ำ

แถมเขายังถือโอกาสนี้ดัดนิสัยหลีซู่ไปในตัว โทษฐานที่ดันมาเป็นบุตรบุญธรรมของเว่ยซื่ออัน แถมยังดวงซวยตกมาอยู่ในกำมือของเขา ยิ่งไปกว่านั้นหลีซู่ยังเคยทำให้ฝ่าบาทกริ้วจนต้องถูกสั่งย้ายมาดองอยู่ในตำแหน่งเปียนซิวต๊อกต๋อยเช่นนี้

หากฝ่าบาทโปรดปรานหลีซู่เพราะเห็นแก่ความสามารถระดับจอหงวนหกสนามรวด จนพระราชทานตำแหน่งที่ใหญ่โตกว่าจอหงวนรุ่นก่อนๆ มั่วหยาก็คงไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม ทว่าในเมื่อหลีซู่มีชื่อเสียงโด่งดังปานนั้นกลับคว้ามาได้เพียงตำแหน่งเปียนซิวชั้นผู้น้อย

ประกอบกับท่าทีอันเงียบหงิมของหลีซู่ที่ยอมไปขลุกตัวอยู่ในหอตำราโดยไม่ปริปากบ่น ในสายตาของมั่วหยา หลีซู่จึงเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือที่เขาจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

ทางฝั่งของไป๋เจิงหมิง ในคราแรกที่รับรู้ว่าหลีซู่สอบได้อันดับหนึ่งหกสนามรวด เขายังแอบหวั่นใจและคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของหลีซู่มาพักใหญ่ ทว่ายามนี้เขากลับไม่เห็นหลีซู่อยู่ในสายตาอีกต่อไป

ไป๋เจิงหมิงถึงขั้นจินตนาการไปไกลว่า การที่เขาแอบเล่นตุกติกกับตำแหน่งขุนนางของหลีซู่ในกรมพิธีการ แล้วฝ่าบาทก็ทรงเห็นชอบตามคำร้องขอโดยจับหลีซู่ไปเสียบในตำแหน่งเปียนซิว นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานและพอพระทัยในตัวเขาเป็นอย่างมาก ถึงได้ไม่ทรงเอาผิดกับพฤติกรรมข้ามหน้าข้ามตาของเขาเลยสักนิด คิดได้ดังนี้ไป๋เจิงหมิงก็ลอบยิ้มกระหยิ่มในใจอย่างลำพอง

ดูท่าความเหนื่อยยากที่เขาทุ่มเทมาตลอดจะไม่สูญเปล่า มันช่วยให้ฝ่าบาททรงจดจำผลงานของเขาได้สำเร็จ

แม้ฝ่าบาทจะทรงทราบดีว่าเขาอยู่เบื้องหลังการสกัดดาวรุ่งของหลีซู่ แต่ก็ไม่ทรงเอาผิดหรือตำหนิใดๆ นั่นย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในสายพระเนตรของฝ่าบาท หลีซู่ไม่มีค่าพอให้พระองค์ต้องมาหมางใจกับขุนนางคนสนิทที่เก่งกาจอย่างเขา อย่างน้อยๆ ฝ่าบาทก็คงทรงมองว่าเขามีอนาคตไกลกว่าหลีซู่หลายขุม

หลีซู่ก็เป็นแค่เด็กบ้านนอกคอกนาที่เก่งแต่เรื่องท่องตำรา ทว่ากลับไร้สิ้นซึ่งประโยชน์อันใดที่จะเกื้อหนุนพระราชอำนาจของฝ่าบาทได้ คนที่ฝ่าบาททรงปรารถนาจะดึงตัวมาใช้งานอย่างแท้จริงคือคนที่มีฐานะและสติปัญญาเฉียบแหลมเช่นเขาต่างหาก

เมื่อไป๋เจิงหมิงรู้ข่าวว่าหลีซู่ถูกมั่วหยาเตะโด่งไปจัดหนังสืออยู่ในหอตำรา เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะเย้ยหยันอีกฝ่ายลับหลัง อุตส่าห์ร่ำเรียนแทบตายจนสอบได้เป็นถึงจอหงวนแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อไร้ซึ่งตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง ก็มีค่าแค่ไปเดินปัดฝุ่นจัดหนังสือ ทำงานกะหลั่วๆ ที่ใครๆ เขาก็ทำได้เท่านั้น

หลังจากหัวเราะเยาะจนพอใจ ไป๋เจิงหมิงก็ลงความเห็นว่าชั่วชีวิตนี้ของหลีซู่คงถูกบดขยี้จมดินอยู่ในสำนักราชบัณฑิตฮั่นหลินเสียแล้ว ช่างไร้อนาคตสิ้นดี ไม่คู่ควรให้เขาต้องเปลืองสมองไปใส่ใจอีกต่อไป

จบบทที่ บทที่ 520 - ช่างไร้อนาคตสิ้นดี

คัดลอกลิงก์แล้ว