- หน้าแรก
- มหาเศรษฐีแค้นเดือด กระชากหน้ากากผู้ดีจอมปลอม
- บทที่ 240 - ราคาของวิชาต้องห้าม
บทที่ 240 - ราคาของวิชาต้องห้าม
บทที่ 240 - ราคาของวิชาต้องห้าม
บทที่ 240 - ราคาของวิชาต้องห้าม
เหลียนอินมองไปรอบๆ พยายามหาร่องรอยของหลี่หยวนจี๋ เธอเกลียดชังคนคนนี้เข้ากระดูกดำเลยทีเดียว
ลู่หรงส่ายหน้า พร้อมกับถอนหายใจอย่างเสียดาย "เจ้านั่นเหมือนจะใช้วิชาต้องห้ามอะไรสักอย่าง ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นมหาศาล ถึงฉันจะปาทวนใส่ไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถฆ่ามันให้ตายได้"
ลู่หรงมองปลายทวนที่มีเลือดหยดติ๋งๆ เขามั่นใจว่าทวนเล่มนั้นแทงโดนหลี่หยวนจี๋แน่นอน
แต่ลมหายใจของหลี่หยวนจี๋ยังคงอยู่ เขายังพอสัมผัสได้ลางๆ ว่าอีกฝ่ายหนีไปไกลแล้ว
ดวงแข็งชะมัด โดนเข้าไปสองทวนยังมีแรงวิ่งหนีอีก!
เหลียนอินหลุบตาลง ความโกรธแค้นสุมแน่นอยู่ในอก "หลี่หยวนจี๋คงโดนนายอัดจนขยาดแล้วล่ะ! ตระกูลหลี่ของพวกเขามีวิชาต้องห้ามที่สามารถดึงพลังและความเร็วออกมาได้อย่างมหาศาล คนธรรมดาตามไม่ทันหรอก"
แม้จะฆ่าหลี่หยวนจี๋ไม่ได้ แต่เหลียนอินก็รู้สึกว่าแค่นี้ก็คุ้มแล้ว
การมาคราวนี้ตระกูลหลี่ถือว่าสูญเสียอย่างหนัก ผู้ฝึกยุทธ์ตายเกลี้ยง เหลือรอดกลับไปได้แค่ผู้อาวุโสคนเดียวเท่านั้น
ลู่หรงถามด้วยความสงสัย "วิชาต้องห้ามของตระกูลหลี่ ดูเหมือนจะคล้ายๆ กับเคล็ดวิชาของหอหวงเฉวียนเลยนะ?"
หลังจากหลี่หยวนจี๋ใช้วิชาต้องห้าม พลังของเขาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด!
นั่นทำให้ลู่หรงสงสัยว่า นอกจากเคล็ดวิชาของหอหวงเฉวียนแล้ว ยังมีวิธีเพิ่มพลังแบบอื่นอีกงั้นเหรอ?
แต่เหลียนอินกลับเบ้ปาก "วิชาต้องห้ามของตระกูลหลี่มีผลข้างเคียงนะ ปกติถ้าไม่ถึงคราวคอขาดบาดตายก็ไม่เอามาใช้หรอก เพราะถ้าใช้เมื่อไหร่ ก็ต้องแลกด้วยพลังชีวิตและอายุขัย! มันเป็นวิชาที่บั่นทอนอายุขัยน่ะ!"
"หลี่หยวนจี๋เพิ่งจะเรียนรู้มาแค่ผิวเผิน ได้ยินมาว่านายท่านผู้เฒ่าตระกูลหลี่ฝึกฝนวิชาต้องห้ามนี้จนถึงขั้นสมบูรณ์ สามารถยกระดับพลังได้ถึงเจ็ดขั้นเชียวนะ!"
"เจ็ดขั้นเลยเหรอ?!" ลู่หรงได้ยินก็ตกใจมาก
พลังที่วิชาต้องห้ามนี้ยกระดับได้ มันเยอะกว่าเคล็ดวิชาของหอหวงเฉวียนซะอีก!
แต่พอได้ยินคำว่า "บั่นทอนอายุขัย" เขาก็ล้มเลิกความคิดไปทันที ลู่หรงเป็นคนรักตัวกลัวตายจะตายไป
"ใช้วิชาต้องห้ามไปแล้ว หลี่หยวนจี๋คงอายุสั้นลงไปอีกหลายปี เขาคงแค้นนายแทบกระอักเลือดเลยล่ะ"
พอคิดถึงตรงนี้ เหลียนอินก็เผยรอยยิ้มสะใจออกมา
ลู่หรงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ยังไงเขาก็กะจะฆ่าอีกฝ่ายอยู่แล้วนี่นา
หลังจากเช็ดทำความสะอาดทวนเฟินเทียนเรียบร้อย ลู่หรงก็ไปค้นตัวศพพวกผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลหลี่
แหวนมิติแปดวง มีหินวิญญาณรวมกันประมาณห้าสิบกว่าก้อน
"พวกนี้มันจนชะมัด" ลู่หรงกลอกตาบน แต่ก็เก็บหินวิญญาณทั้งหมดมาอยู่ดี
เหลียนอินถามด้วยความสงสัย "นายไปเรียนรู้วิธีค้นศพมาจากไหนเนี่ย?"
การต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ในภูเขาคุนหลุน มักจะจบลงด้วยการค้นศพหาของมีค่าเสมอ
ก็ในเมื่อลงไม้ลงมือฆ่าคนไปแล้ว จะให้กลับมือเปล่าได้ยังไงล่ะ?
นี่คือความโหดร้ายของโลกผู้ฝึกยุทธ์ในภูเขาคุนหลุน
"ก็ฉันมันจนนี่นา เพิ่งมาถึงภูเขาคุนหลุน ไม่มีหินวิญญาณสักก้อน" ลู่หรงฉีกยิ้มกว้าง การฆ่าคนชิงทรัพย์มันได้เงินเร็วดีแท้ ทำให้เขาชักจะติดใจซะแล้ว
"คุณเซียว หินวิญญาณของคุณครับ" ลู่หรงหยิบหินวิญญาณออกมาหนึ่งร้อยก้อน แล้วยื่นคืนให้เซียวซีเสวี่ยทันที
เขาไม่ได้เสียเงินซื้อเศษชิ้นส่วนนั่นเลยสักแดงเดียว แถมยังได้หินวิญญาณกลับมาอีกบานเบอะ
พอเห็นพฤติกรรมเยี่ยงโจรของลู่หรง เซียวซีเสวี่ยก็ไม่ได้ว่าอะไร ยื่นมือไปรับหินวิญญาณมา
"ระดับพลังของนาย ทะลวงอีกแล้วเหรอ?" เหลียนอินเดินวนรอบตัวลู่หรง หลังจากพิจารณาดูครู่หนึ่ง เธอก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ลู่หรงพยักหน้า "ได้เศษชิ้นส่วนชิ้นนั้นช่วยน่ะ เลยทำให้ฉันทะลวงถึงระดับเสวียนซวีขั้นแปดแล้ว"
"สัตว์ประหลาดชัดๆ! ทะลวงระดับไวก็ว่าน่าทึ่งแล้ว นี่ยังจะดวงดีเก็บของวิเศษได้อีก"
เหลียนอินถอนหายใจอย่างยอมแพ้
เสียดายที่ก่อนหน้านี้เธอมองว่าเศษชิ้นส่วนนั่นเป็นแค่ขยะ! สรุปว่าตาเธอไม่ถึงเท่าลู่หรงสินะ
พอหันกลับมามองตัวเองที่ยังอยู่แค่ระดับก่อแก่นปราณ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างเธอกับลู่หรงเริ่มห่างกันออกไปทุกที
คิดไปถึงตอนที่อยู่ในคุก ฝีมือของลู่หรงยังด้อยกว่าเธอตั้งเยอะ...
"ไว้ไปส่งคุณเซียวถึงบ้านแล้ว ฉันจะหายาพั่วหลิงมาให้เธอสักเม็ดนะ" ลู่หรงพูดขึ้นเหมือนจะเดาใจเหลียนอินออก
ทันทีที่พูดจบ เซียวซีเสวี่ยก็ชิงพูดขึ้นก่อนที่เหลียนอินจะทันได้เอ่ยปากว่า "ที่ตระกูลฉันมียาพั่วหลิงค่ะ พอถึงบ้านแล้ว ฉันจะไปขอท่านผู้นำตระกูลมาให้พวกคุณสักเม็ดนะคะ!"
"ไม่ได้ ฉันจะใช้หินวิญญาณซื้อ" ลู่หรงมีสีหน้าเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมเอาเปรียบใครฟรีๆ เด็ดขาด
...
หลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ไป ทุกคนก็อาศัยความมืดมุ่งหน้าเดินทางกันต่อ
ลู่หรงไม่กล้าโอ้เอ้อีกแล้ว กลัวว่าจะมีศัตรูตามมาทันอีก
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านหลี่หยวนจี๋...
"นายน้อย ท่านต้องล้างแค้นให้ข้านะขอรับ!"
ในห้องโถงของตระกูลหลี่ หลี่หยวนจี๋คุกเข่าอยู่ด้านล่าง ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก
เมื่อเห็นรอยโหว่ขนาดใหญ่น่ากลัวบนไหล่และหน้าอกของหลี่หยวนจี๋ นายน้อยตระกูลหลี่ก็สูดหายใจด้วยความตกใจ
"สภาพนี้แกยังไม่ตายอีกเหรอเนี่ย?" นายน้อยตระกูลหลี่มีสีหน้าตื่นตะลึง
หลี่หยวนจี๋ฟังแล้วแทบจะกระอักเลือด นี่นายน้อยแช่งให้เขาตายหรือยังไง?
"ข้าใช้วิชาต้องห้ามขอรับ! ถึงได้รอดชีวิตกลับมาได้ อ้อ เหลียนอินกลับมาแล้วนะขอรับ! นังแพศยานั่นพาผู้ชายคนนึงกลับมาที่ภูเขาคุนหลุนด้วย ผู้ชายคนนั้นฝีมือร้ายกาจมาก"
"เหลียนอินออกจากคุกแล้วงั้นเหรอ?"
เมื่อได้ยินชื่อที่ไม่ได้พูดถึงมาเนิ่นนาน ดวงตาของนายน้อยตระกูลหลี่ก็เปล่งประกายขึ้นมา
เขาหมายปองเรือนร่างและระดับพลังของเหลียนอินมานานแล้ว แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายมีนิสัยเด็ดเดี่ยวไม่ยอมอ่อนข้อให้ เขาจึงยังไม่ประสบความสำเร็จสักที
หลี่หยวนจี๋พูดด้วยความโกรธแค้นว่า "ใช่แล้วขอรับนายน้อย แถมมันยังทะลวงถึงระดับก่อแก่นปราณขั้นสูงแล้วด้วย"
"อย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นมันก็พอจะช่วยให้ฉันเลื่อนระดับพลังขึ้นไปได้อีกสักขั้นล่ะนะ... เหลียนอิน คราวนี้เธอหนีไม่พ้นเงื้อมมือฉันแน่!"
นายน้อยตระกูลหลี่มองออกไปในความมืดมิดนอกประตู บนใบหน้าที่ดูเจ้าเล่ห์เผยให้เห็นท่าทางมั่นใจว่าต้องเอาชนะได้แน่
"ผู้อาวุโสเจ็ด พาผู้อาวุโสหยวนจี๋ไปรักษาตัว แล้วก็พาคนไปสืบหาเบาะแสและไล่ล่าเหลียนอินอย่างเต็มกำลัง จำไว้ ฉันต้องการแบบเป็นๆ เท่านั้น!"
นายน้อยตระกูลหลี่หันไปสั่งการใครคนหนึ่ง แววตาของเขามีความโหดเหี้ยมแฝงอยู่
ผู้อาวุโสเจ็ดพยักหน้ารับคำ แล้วรีบพาหลี่หยวนจี๋ออกจากห้องโถงไป
"เหลียนอิน นังตัวดี คราวนี้ฉันจะทำให้เธออยู่ไม่สู้ตายเลยคอยดู!"
นายน้อยตระกูลหลี่สบถอย่างเกรี้ยวกราด ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะก้มมองเป้ากางเกงตัวเอง
ความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นมาในหัว
ปีนั้นเขาเกือบจะได้ครอบครองเหลียนอินอยู่แล้วเชียว แต่ดันชะล่าใจจนถูกเหลียนอินเตะไข่แตกไปข้างนึง!
ถ้าไม่ได้นายท่านผู้เฒ่าไปเชิญราชันแพทย์ขั้นสี่ซุนเซิ่งมารักษา เขาคงสูญเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ไปแล้ว!
และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงเคียดแค้นเหลียนอินเข้ากระดูกดำ
...
รุ่งเช้า เมื่อเส้นขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีขาวระเรื่อ
มองเห็นศาลาและสิ่งปลูกสร้างหลายสิบหลังตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาไกลๆ สะท้อนแสงยามเช้าดูสว่างไสวเรืองรอง
"พี่ลู่หรง ข้างหน้าก็คือตระกูลเซียวแล้วค่ะ"
เซียวซีเสวี่ยชี้ไปข้างหน้าด้วยใบหน้าเบิกบาน ตลอดทางที่อยู่ร่วมกับลู่หรงถือว่าเข้ากันได้ดี เธอจึงเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกลู่หรงไปด้วย
"ไปกันเถอะ จะได้หาที่พักให้หายเหนื่อยสักที"
ไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงตีนเขา
เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ รอบด้านก็เริ่มมีความผันผวนของค่ายกลปรากฏให้เห็น
จู่ๆ โดมแสงสีทองขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ของตระกูลเซียวเอาไว้ทั้งหมด
กลางอากาศ ยังมีมังกรและหงสาบินวนเวียนอยู่ พร้อมกับส่งเสียงคำรามและเสียงร้องดังกึกก้อง!
ภาพตรงหน้าเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อลังการมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่หรงได้เห็นค่ายกลแบบนี้
"นี่คือค่ายกลพิทักษ์เขาพญามังกรหงสาของตระกูลเซียวค่ะ สามารถต้านทานการโจมตีทั้งหมดที่ต่ำกว่าระดับพั่ววั่งได้"
เมื่อเห็นลู่หรงทำหน้าประหลาดใจ เซียวซีเสวี่ยก็อธิบายให้ฟัง
"ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์โบราณในภูเขาคุนหลุน มีค่ายกลแบบนี้ทุกตระกูลเลยเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ค่ายกลพิทักษ์เขาถือเป็นของมาตรฐานที่ต้องมีทุกตระกูลอยู่แล้ว"
ระหว่างที่พูดคุยกัน เซียวซีเสวี่ยก็ยื่นมือเรียวงามออกไปสัมผัสที่ความว่างเปล่าจุดหนึ่ง
เมื่อลวดลายค่ายกลอันลี้ลับปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเธอ ค่ายกลก็เหมือนจะรับรู้ได้
โดมแสงแหวกออกเป็นช่องทางเดินทันที
ลู่หรงและพวกเดินตามเซียวซีเสวี่ยเข้าไปในอาณาเขตของตระกูลเซียวได้อย่างไร้อุปสรรค
"คุณหนู! คุณหนูกลับมาแล้ว!"
(จบแล้ว)