- หน้าแรก
- มหาเศรษฐีแค้นเดือด กระชากหน้ากากผู้ดีจอมปลอม
- บทที่ 230 - สามกระบวนท่าเพลงทวนหวงเฉวียน
บทที่ 230 - สามกระบวนท่าเพลงทวนหวงเฉวียน
บทที่ 230 - สามกระบวนท่าเพลงทวนหวงเฉวียน
บทที่ 230 - สามกระบวนท่าเพลงทวนหวงเฉวียน
"สหายยุทธ์ลู่ นี่คือทักษะยุทธ์ที่ท่านประมุขหอหวงเฉวียนรุ่นแรกเป็นคนคิดค้นขึ้นมา มันมีชื่อว่า เพลงทวนหวงเฉวียน!"
"วิชาทวนเหรอ?" ลู่หรงร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
พวกวิชาฝ่ามือวิชาหมัดน่ะเห็นได้บ่อย แต่วิชาทวนนี่เขาเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
"ใช่แล้ว เพลงทวนหวงเฉวียนมีทั้งหมดสามกระบวนท่า ได้แก่ ทลายค่ายกล, แหลกนภา และ ดับสูญ!"
ประมุขหออธิบายพลางสาธิตให้ลู่หรงดูเป็นขวัญตา
จะเห็นว่าเขาถือทวนที่ควบแน่นขึ้นมาจากปราณแท้จริงเอาไว้ในมือ
เมื่อมีปราณแท้จริงอันมหาศาลไหลเวียนไปรวมกันที่ตัวทวน เขาก็แผดเสียงคำรามต่ำ "ทลายค่ายกล!"
เงาทวนในมือของประมุขหอพุ่งทะยานออกไปอย่างต่อเนื่อง ราวกับห่าฝนที่กระหน่ำแทงลงมา
เงาทวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะลวงอากาศ พริบตาเดียวก็เจาะพื้นกระดานตรงหน้าจนเป็นหลุมเล็กๆ นับร้อยหลุม!
เงาทวนที่อัดแน่นไปด้วยพลังถึงกับกลายเป็นรูปเป็นร่าง ปักคาอยู่บนพื้นและไม่ยอมสลายไปแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน!
"เชี่ยเอ๊ย!" ลู่หรงเบิกตากว้าง หลุดสบถคำหยาบออกมาด้วยความตกใจ
สมแล้วที่เป็นทักษะยุทธ์
อันที่จริง ต่อให้เขาไม่ฝึกทักษะยุทธ์ เขาก็สามารถโจมตีแบบท่านประมุขหอได้เหมือนกัน
แค่ต้องผลาญปราณแท้จริงจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างเงาทวนหลายร้อยสายขึ้นมา แต่ถ้าทำแบบนั้น เขาคงหมดแรงตายเพราะปราณแท้จริงเหือดแห้งไปซะก่อนแน่ๆ
ความน่าสะพรึงกลัวของทักษะยุทธ์ ก็คือการที่มันสามารถปลดปล่อยพลังทำลายล้างมหาศาลออกมาได้ โดยที่ใช้ปราณแท้จริงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ประมุขหอควงทวนในมือ ปลายเท้าแตะพื้นทะยานร่างขึ้นไปกลางอากาศ
"แหลกนภา!"
ครืนน!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดอยู่ข้างหู
จะเห็นว่ามีสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนวิ่งมารวมตัวกันที่ทวนในมือของประมุขหอ
เมื่อเขาชูทวนขึ้นฟ้า ปลายทวนก็ปลดปล่อยสายฟ้าสายเขื่องหลายร้อยสายออกมาทันที!
พริบตาเดียว อาณาบริเวณครึ่งหนึ่งของหอหวงเฉวียนก็สว่างโร่ไปด้วยแสงของสายฟ้า!
เมื่อสายฟ้าฟาดลงสู่พื้น มันก็ระเบิดจนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่มากมาย!
ลู่หรงรีบกระโดดหลบด้วยความตื่นตระหนก ในใจนึกสบถว่านี่มันอานุภาพบ้าบออะไรกันวะเนี่ย
ถ้าขืนโดนสายฟ้าฟาดเข้าไป ต่อให้ไม่โดนย่างจนสุก ก็ต้องโดนช็อตจนชาไปทั้งตัวแน่ๆ
ทักษะยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่โจมตีเป็นวงกว้าง แต่ยังมีผลลัพธ์ในการหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของศัตรูด้วย!
เรียกได้ว่าไร้จุดบอดเลยจริงๆ!
เมื่อร่อนลงสู่พื้น ประมุขหอกระแทกทวนลงกับพื้น ภูเขาทั้งลูกถึงกับสั่นสะเทือนเบาๆ
"ดูให้ดีนะสหายยุทธ์ลู่ นี่คือกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของเพลงทวนหวงเฉวียน! ดับสูญ!"
สิ้นเสียงคำราม ประมุขหอก็ชี้ปลายทวนไปที่ยอดเขาหลายลูกที่อยู่ไกลออกไป
จะเห็นว่ามีพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวรวมตัวกันอยู่ที่ปลายทวน
ในที่สุด ปลายทวนก็ปลดปล่อยเส้นสีดำอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานออกไป!
เส้นสีดำนั้นพุ่งทะลวงยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปในพริบตา!
หลังจากพุ่งทะลวงภูเขาไปถึงสามลูก เส้นสีดำนั้นถึงได้ค่อยๆ สลายหายไป
"แม่ร่วงเถอะ ถ้าโดนเข้าไปเต็มๆ ศพจะยังเหลือซากให้เก็บไหมเนี่ย?" ลู่หรงมองดูด้วยความหวาดผวา
เขารู้อยู่แล้วว่าทักษะยุทธ์มันแข็งแกร่ง แต่ทักษะยุทธ์สุดแสนจะวิปริตแบบของหอหวงเฉวียนเนี่ย
เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย!
หลังจากร่ายรำไปสามกระบวนท่า ประมุขหอก็หอบแฮ่กๆ เหนื่อยแทบขาดใจ
ถ้าลู่หรงไม่รีบเข้าไปช่วยพยุงเอาไว้ เขาก็คงจะลงไปนอนกองกับพื้นอย่างหมดสภาพไปแล้ว
"เฮ้อ... ทักษะยุทธ์ถึงจะทรงพลัง แต่ก็ผลาญปราณแท้จริงไปไม่น้อยเลยเหมือนกัน" ประมุขหอยิ้มแหยๆ เมื่อกี้แค่ร่ายรำไปไม่กี่กระบวนท่า ก็สูบปราณแท้จริงของเขาไปถึงเจ็ดส่วนแล้ว!
"หอหวงเฉวียน... สมชื่อจริงๆ เลยครับ"
เมื่อได้ประจักษ์ถึงเคล็ดวิชาลับที่ช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ได้อย่างฉับพลัน แถมยังได้เห็นเพลงทวนที่ทรงอานุภาพสุดแสนจะน่ากลัวอีก
ตอนนี้ลู่หรงก็ยอมรับนับถือหอหวงเฉวียนจากใจจริงแล้วล่ะ
"ข้อดีของทักษะยุทธ์ก็คือมันฝึกฝนได้ไม่ยากเลย ด้วยพรสวรรค์ของสหายยุทธ์ลู่ ฉันเชื่อว่าใช้เวลาไม่กี่ปี นายก็คงจะสำเร็จทั้งสามกระบวนท่าแล้วล่ะ"
ประมุขหอส่งตำราเพลงทวนหวงเฉวียนให้ลู่หรง พร้อมกับเอ่ยชมอย่างไม่ขาดปาก
"ขอบคุณท่านประมุขมากครับ"
ลู่หรงรับตำราทั้งสองเล่มมาเก็บไว้ แล้วประสานมือคารวะ
หอหวงเฉวียนมีบุญคุณกับเขามากจริงๆ
เมื่อสลายปราณแท้จริงแล้ว ประมุขหอก็ล้วงเอาตำราเล่มสุดท้ายออกมา
"นี่คือเล่มสุดท้าย แต่มันไม่ใช่เคล็ดวิชาลับหรือทักษะยุทธ์หรอกนะ มันคือ... วิชาหลอมศาสตรา!"
วิชาหลอมศาสตรางั้นเหรอ!
ลู่หรงดีใจจนเนื้อเต้น ถ้าจะถามว่าบนโลกนี้ยังมีอะไรที่เขาทำไม่เป็นอีกบ้าง
ก็คงต้องยกให้วิชาหลอมศาสตรานี่แหละ
"สหายยุทธ์ลู่ ผู้ฝึกยุทธ์ไม่สามารถใช้อาวุธที่สร้างจากปราณแท้จริงได้ตลอดเวลาหรอกนะ เพราะมันกินแรงแถมอานุภาพก็ไม่ค่อยจะรุนแรงเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วอาวุธที่ใช้งานได้ดีที่สุดก็ต้องเป็นอาวุธที่มีตัวตนอยู่จริงๆ นั่นแหละ! วิชาหลอมศาสตราเล่มนี้ มีบันทึกวิธีหลอมสร้างของวิเศษเอาไว้มากมายเลยทีเดียว"
"ในเมื่อท่านประมุขมีวิชาหลอมศาสตรา แล้วทำไมถึงไม่มีอาวุธคู่กายเป็นของตัวเองล่ะครับ?"
"โลกปุถุชนไม่มีวัตถุดิบที่เหมาะจะเอามาใช้หลอมศาสตราเลยน่ะสิ ต่อให้เป็นเพชรที่แข็งที่สุดก็ยังไม่พอหรอก โลหะหรือหินในโลกปุถุชน ถ้าไม่เปราะบางเกินไป ก็แข็งไม่พอ ขืนเอามาหลอม คงกลายเป็นฝุยผงไปตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้เป็นของวิเศษเลยมั้ง"
ลู่หรงยิ้มแห้งๆ ดูเหมือนมันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แฮะ
พวกผู้ฝึกยุทธ์มีพลังทำลายล้างน่าสะพรึงกลัวขนาดซัดภูเขาให้แหลกเป็นจุลได้
พวกหินหรือโลหะธรรมดาๆ คงทนมือทนตีนไม่ไหวหรอก
หลังจากเก็บตำราเล่มสุดท้ายลงกระเป๋า ลู่หรงก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "บุญคุณครั้งนี้ ผมจะไม่มีวันลืมเลยครับ ท่านประมุขหอ ผม ลู่หรง ขอจดจำบุญคุณของท่านในวันนี้เอาไว้!"
ลู่หรงรู้อยู่เต็มอก ว่าเขากับหอหวงเฉวียนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือผูกพันอะไรกันเลย
แค่ลมปากของเหลียนอินเพียงไม่กี่คำ ไม่มีทางที่ประมุขหอจะยอมยกของดีๆ แบบนี้ให้เขาหรอก
แต่ประมุขหอมองเห็นอะไรในตัวเขานั้น ลู่หรงเองก็เดาไม่ออกเหมือนกัน
แต่ในเมื่อมีคนเอาของดีมาประเคนให้ถึงที่ ลู่หรงก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธนี่นา
"อืม แต่ว่าของๆ หอหวงเฉวียน ก็ไม่ได้ได้มาฟรีๆ หรอกนะ ถ้าสหายยุทธ์ลู่สามารถประลองกับฉันได้สักร้อยกระบวนท่าโดยไม่เพลี่ยงพล้ำล่ะก็ ฉันก็จะไม่ขอของพวกนี้คืน"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของลู่หรงก็ดูประหลาดไปทันที
ให้ของมาจนครบหมดแล้วเพิ่งจะมาตั้งเงื่อนไขเนี่ยนะ ไม่เป็นไปตามสูตรสำเร็จเลยแฮะ
แต่ลู่หรงก็ไม่หวั่น "ได้สิครับ ท่านประมุขหอฟื้นฟูปราณแท้จริงให้กลับมาอยู่ในจุดสูงสุดก่อนเถอะ"
"ฮ่าๆ ดี! เพื่อความยุติธรรม เราสองคนจะประลองกันแค่หมัดมวยเท่านั้น ห้ามใช้เคล็ดวิชาลับหรือทักษะยุทธ์ใดๆ ทั้งสิ้นนะ!"
ประมุขหอกลอกตากลิ้งไปมา แล้วเสนอเงื่อนไขเพิ่มเติม
เขาแอบกลัวว่าลู่หรงจะมีเคล็ดวิชาลับหรือทักษะยุทธ์ที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ ขืนโดนซัดจนหมดสภาพจำหน้าไม่ได้ คงเสียฟอร์มแย่
ลู่หรงดีใจจนแทบเนื้อเต้น คิดในใจว่าตาแก่นี่ดันเสนอทางลงมาให้เขาซะงั้น
และแล้ว ทั้งสองคนก็ตกลงประลองฝีมือกัน โดยที่ไม่รู้ไพ่ในมือของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
บรรดาผู้อาวุโสในห้องประชุมต่างก็รอจนหัวเสีย
ในขณะที่ผู้อาวุโสสี่ทนไม่ไหว เตรียมจะออกไปตามหา
ร่างสองร่างก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู
บนตัวของทั้งสองคนเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรมากนัก
"ท่านประมุข ท่านไปลงมือกับเขามาเหรอครับเนี่ย?"
ผู้อาวุโสสี่เห็นสภาพมอมแมมของประมุขหอและลู่หรง ก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ประมุขหอโบกมือปัดๆ แล้วเดินกลับไปนั่งที่ตำแหน่งประธาน "สหายยุทธ์ลู่ฝีมือเก่งกาจมากจริงๆ ฉันประลองกับเขาไปได้แค่ร้อยกระบวนท่า ก็เริ่มจะเพลี่ยงพล้ำซะแล้ว สุดท้ายก็เลยต้องยอมแหกกฎใช้เคล็ดวิชาหวงเฉวียน ถึงจะพลิกกลับมาเอาชนะได้น่ะ!"
"ท่านประมุขครับ เราตกลงกันไว้แล้วนี่นาว่าห้ามใช้เคล็ดวิชาลับน่ะ" ลู่หรงหัวเราะร่วน เดินตามหลังประมุขหอเข้ามา
"ถ้าฉันไม่ใช้ ฉันก็สู้ไม่ได้น่ะสิ! ช่างมันเถอะๆ ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว"
พอนึกถึงตอนที่ยังไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาลับ เขาก็โดนลู่หรงไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียว
ประมุขหอรู้สึกอับอายขายหน้า จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
"ฉันมอบเคล็ดวิชาลับและทักษะยุทธ์ให้สหายยุทธ์ลู่ไปหมดแล้ว เหลียนอิน คราวนี้เธอพอใจแล้วใช่ไหม?"
"ขอบคุณท่านประมุขมากค่ะ!" เหลียนอินฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
ทั้งสองคนไม่ได้รั้งอยู่ที่หอหวงเฉวียนนานนัก หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค พวกเขาก็ขอตัวลากลับ
ระหว่างที่กำลังเหาะอยู่กลางอากาศ ลู่หรงก็เอ่ยปากถาม "ที่พี่พาผมมาที่นี่ ก็เพื่อจะเอาเคล็ดวิชาลับและทักษะยุทธ์มาให้ผมใช่ไหมล่ะ?"
เขาเกือบจะหลงเชื่อข้ออ้างก่อนหน้านี้ของเหลียนอินไปซะสนิทเลย
ต่อให้เธอไม่กลับไปที่หอหวงเฉวียน เธอก็ยังมีห่าวหมิงที่เป็นผู้อาวุโสตัวแทนคอยดูแลให้อยู่แล้วนี่นา
"ถ้าไม่หาไอเทมเทพมาให้นายอัปเกรดความแข็งแกร่ง ฉันก็ไม่กล้าไปภูเขาคุนหลุนกับนายหรอกนะ" เหลียนอินทำหน้ามุ่ย
ดูเหมือนว่าเธอจะมีแผลในใจเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นเยอะพอสมควรเลย
"ขอบใจมากนะพี่เหลียนอิน"
"อี๋ อย่ามามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นนะ ขนลุกจะตายอยู่แล้ว!"
ทั้งสองคนหยอกล้อกันไปมาตลอดทาง
ในขณะที่ลู่หรงกำลังเตรียมตัวจะบินกลับไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่บ้านตระกูลลู่
จู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางทางเขาเอาไว้
"สหายลู่น้อย ปล่อยให้ข้าตามหาซะแทบแย่"
เมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นภายใต้ความมืดมิดยามค่ำคืนชัดๆ ใบหน้าของลู่หรงก็ฉายแววประหลาดใจและดีใจออกมาในทันที
(จบแล้ว)