- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 420 ศิษย์ที่หยุดนิ่งอยู่กับที่
บทที่ 420 ศิษย์ที่หยุดนิ่งอยู่กับที่
บทที่ 420 ศิษย์ที่หยุดนิ่งอยู่กับที่
บทที่ 420 ศิษย์ที่หยุดนิ่งอยู่กับที่
ยันต์คุ้มกายสามารถใช้ในยามคับขันได้ การใช้ก็หมายถึงการสละสิทธิ์ และจะถูกส่งตัวออกจากแดนลับในทันที
แน่นอนว่าสามารถเลือกที่จะไม่รับไปก็ได้ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็รับผิดชอบเอาเองแล้วกัน
ก่อนเข้าสู่แดนลับ ผู้อาวุโสใหญ่กำชับศิษย์หลายคนว่า "รักษายันต์คุ้มกายของตัวเองให้ดี ถ้าทำหายก็รักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ไม่ได้แล้วนะ"
งานประลองสำนักเซียนทุกปีล้วนมีสถานการณ์ที่เข่นฆ่ากันเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงการขโมยยันต์คุ้มกายของคนอื่นด้วย
ดังนั้นเมื่อเข้าไปด้านใน ไม่เพียงแต่ต้องระวังอันตรายในแดนลับเท่านั้น แต่ยังต้องระวังคนข้างกายด้วย
ซวงเลี่ยนไม่รู้ว่าทำไมถึงนึกไปถึงกฎการแข่งขันในนิยาย รวมถึงการแสดงออกของตัวเอกในระหว่างงานประลองสำนักเซียนขึ้นมาอีกแล้ว
นางเอื้อมมือไปลูบแขนเสื้อตามสัญชาตญาณ นางเอานิยายติดตัวมาด้วย แม้จะไม่รู้ว่าเอามาแล้วจะมีประโยชน์อะไรก็เถอะ
หลินหรูขุยข้ามผ่านค่ายกล พอพริบตาขึ้นมาอีกที สภาพแวดล้อมรอบด้านก็กลายเป็นสถานที่ที่แปลกตาไปเสียแล้ว มีหมอกขาวปกคลุม มืดสลัว และมีเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ
ที่สำคัญที่สุดคือ รอบด้านไม่มีคนที่รู้จักเลยสักคน เมื่อกวาดตามองไป บริเวณนี้มีเพียงนางคนเดียวยืนอยู่
หลินหรูขุยไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงเคยบอกไว้แล้วว่า เมื่อข้ามผ่านค่ายกลมา ทุกคนจะถูกส่งไปยังสถานที่ที่แตกต่างกัน อีกทั้งแดนลับก็ใหญ่โตจนน่ากลัว ศิษย์สำนักเดียวกันหากคิดจะมารวมตัวกันก็ต้องพึ่งพาดวงเท่านั้น
ภายนอกแดนลับ บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสของแต่ละสำนักนั่งอยู่บนแท่นสูง เฝ้ามองภาพที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ด้านบนฉายภาพสถานะและการแสดงออกของศิษย์แต่ละคนที่เข้าไปในแดนลับ
ผู้คนที่เดินทางมายังแดนเมฆา ส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อเข้าร่วมงานประลอง แต่มาเพื่อรับชมต่างหาก
"ดูท่าทางที่พวกเขาเพิ่งลงพื้นแล้วไม่กล้าขยับเท้าสิ น่าสนุกชะมัด"
อย่างไรเสียในแดนลับก็เต็มไปด้วยอันตราย ย่อมต้องแยกแยะทิศทางเสียก่อน ต่อให้เป็นคนที่มาร่วมงานหลายครั้งแล้ว ก็ยังไม่กล้าพูดอย่างมั่นใจว่าพอเท้าแตะพื้นก็กล้าออกเดินทางเลย
"สหายเต๋า จะลงเดิมพันหรือไม่? สำนักก้านอวิ๋น สำนักหลิงเซียว สำนักเหอฮวน...แล้วก็ยังมีผู้ฝึกตนอิสระที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน สามารถแทงได้หมดเลยนะ"
"สำนักก้านอวิ๋นแล้วกัน ครั้งนี้พวกเขามีเยี่ยนเฉินสือเชียวนะ"
"สำนักหลิงเซียวก็มีจี้หลินไม่ใช่หรือ?"
"แม้ระดับการฝึกตนจะใกล้เคียงกัน แต่นิสัยใจคอกลับแตกต่างกัน เห็นได้ชัดว่าเยี่ยนเฉินสือนั้นโหดเหี้ยมอำมหิตกว่าจี้หลิน ทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย งานประลองหลายครั้งก่อนสำนักก้านอวิ๋นก็อาศัยสิ่งนี้คว้าชัยชนะมาได้ไม่ใช่หรือ"
"เอ๊ะ มีคนเริ่มออกเดินแล้ว เป็นเยี่ยนเฉินสือจากสำนักก้านอวิ๋นสินะ ว่าแล้วเชียว ข้าบอกแล้วว่าเจ้าหนุ่มนี่มีอนาคตไกล"
เมื่อเยี่ยนเฉินสือเริ่มเคลื่อนไหวเป็นคนแรก ผู้คนไม่น้อยบนหน้าจอก็เริ่มออกเดินทางเช่นกัน
แต่ก็ยังมีข้อยกเว้น
อย่างเช่นศิษย์สำนักหลิงเซียว ที่ไม่มีใครขยับเขยื้อนเลยสักคน
"เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน พวกนั้นคือศิษย์สำนักหลิงเซียวหรือเปล่า? ทำไมถึงไม่มีใครขยับเลยล่ะ"
"นี่ก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว หรือว่าถูกทำให้ตกใจจนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ไม่กล้าขยับกันนะ?"
"คงไม่ได้จะเป็นคนแรกในงานประลองที่บีบยันต์คุ้มกายแตกแล้วออกมาหรอกนะ"
"โธ่เอ๊ย ข้าขอถอนเดิมพันที่ลงไปเมื่อครู่ ข้าขอแทงสำนักก้านอวิ๋น ศิษย์สำนักหลิงเซียวกลุ่มนี้ดูพึ่งพาไม่ได้เลยแฮะ"
"ตั้งแต่ที่ปรมาจารย์ของสำนักหลิงเซียวบรรลุเซียนสู่สวรรค์ ก็ไม่มีทายาทรุ่นหลังคนไหนเทียบชั้นได้อีกเลย แถมเด็กรุ่นนี้ยังถูกทำให้ตกใจจนนั่งยองๆ อยู่กับที่ขยับเขยื้อนไม่ได้อีก"
ผู้อาวุโสของสำนักหลิงเซียวหลายคนต่างก็มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก แม้ว่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ด้านหลังจะจงใจลดเสียงเบาลง แต่การฝึกตนของพวกเขาก็ไม่ได้ฝึกมาเสียเปล่า หูไวจะตายไป
พวกเขาได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำโดยไม่ตกหล่นเลยสักตัวอักษร
เมื่อมองดูภาพที่หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ บางคนก็กระทืบเท้าด้วยความผิดหวังที่เหล็กไม่ยอมกลายเป็นเหล็กกล้า อย่างน้อยก็เดินสักสองก้าวสิ
ทำไมถึงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาเลยล่ะ
มีเพียงผู้อาวุโสสามที่ทำหูทวนลมไม่สนใจเรื่องภายนอก เอาแต่ก้มหน้าแอบอ่านนิยายในแขนเสื้ออย่างลับๆ
ผู้อาวุโสหลายท่านของสำนักก้านอวิ๋นไม่ต้องพูดถึงเลยว่ายิ้มกว้างแค่ไหน เมื่อเทียบกับความสำเร็จของสำนักตัวเองแล้ว ความล้มเหลวของสำนักหลิงเซียวทำให้พวกเขาเบิกบานใจยิ่งกว่า
จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเหน็บแนมสองสามประโยค
นี่จึงทำให้สีหน้าของฝ่ายสำนักหลิงเซียวแย่ลงไปอีก
ผู้อาวุโสและศิษย์ที่เฝ้ามองต่างสวดภาวนาไม่หยุดให้พวกเขาขยับตัวสักหน่อย โดนคำสาปชั่วร้ายอะไรเข้าไปหรือเปล่าเนี่ย สิบห้าคนอย่างน้อยก็ขอให้มีสักคนขยับตัวหน่อยเถอะ ไม่ถึงขั้นที่สิบห้าคนจะหยุดอยู่กับที่อย่างพร้อมเพรียงกันขนาดนี้นี่นา
พวกเจ้านัดกันมาขายหน้าสำนักหลิงเซียวหรือไง?
"เอ๊ะ ขยับแล้ว ขยับแล้ว ศิษย์สำนักหลิงเซียวขยับตัวแล้ว!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า นี่คือเตรียมใจมาอย่างดี รวบรวมความกล้าได้ถึงค่อยออกเดินทางงั้นหรือ?"
"ให้พวกเรามาดูกันเถอะว่าเจ้าพวกขี้ขลาดพวกนี้จะไปทางไหน"
"อย่าเพิ่งเดินไปไม่กี่ก้าวแล้วร้องไห้ตกใจจนบีบยันต์คุ้มกายแตกวิ่งหนีออกมาซะล่ะ"
"นี่มันเป็นฉากที่แปลกประหลาดที่สุดตั้งแต่ข้าเคยดูงานประลองสำนักเซียนมาเลยจริงๆ คนทั้งสำนักพากันขี้ขลาดหวาดกลัวไม่กล้าเดินไปข้างหน้า"
ในสนามมีเพียงศิษย์สำนักก้านอวิ๋นที่ร้องโห่ไล่ดังที่สุด ศิษย์สำนักหลิงเซียวก็ย่อมไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาร้องโห่อยู่ฝ่ายเดียว บุคลากรทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ขาดก็แค่พ่นน้ำลายใส่กันบนแท่นเท่านั้นแหละ
"เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน ทำไมดูเหมือนพวกเขาใกล้จะรวมตัวกันได้แล้วล่ะ?"
บนแท่นมีคนตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง ทำให้ผู้คนไม่น้อยละสายตากลับไปมองบนหน้าจออีกครั้ง
"รวมตัว? จะเป็นไปได้ยังไง? แดนลับกว้างใหญ่ขนาดนี้ แถมพวกเขายังถูกจับแยกไปอยู่คนละที่ การจะมารวมตัวกันก็ต้องใช้เวลาศึกษาเส้นทางสักหน่อยสิ จะเป็นไปได้ยังไงที่จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างบุ่มบ่ามแบบนี้"
"นี่คือรู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะ ก็เลยยอมแพ้แล้วเดินส่งเดชไปงั้นหรือ?"
"ทำแบบนี้มันอันตรายมากนะ เกิดไปชนเข้ากับสัตว์วิญญาณตัวไหนเข้าล่ะ"
เห็นเพียงศิษย์หลายคนที่สวมชุดเครื่องแบบของสำนักหลิงเซียว กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกันอย่างแน่วแน่ยิ่งนัก
ดูราวกับว่าพวกเขาได้รับคำตอบที่ถูกต้อง และค้นพบเส้นทางที่ถูกต้องท่ามกลางป่าอันยุ่งเหยิงนี้แล้ว
ระหว่างทางถึงกับไม่มีการหยุดพักเพื่อแยกแยะทิศทางอื่นเลยด้วยซ้ำ
ที่แปลกประหลาดไปกว่านั้นก็คือ ในฐานะผู้ชม พวกเขาล้วนมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า ทว่าในฐานะผู้เข้าแข่งขัน พวกเขากลับกำลังขยับเข้ามาใกล้เพื่อรวมตัวกันอย่างน่าประหลาด
ผู้ชมต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างมองดูศิษย์สำนักหลิงเซียวทั้งสิบห้าคนที่มารวมตัวกันได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
ความยากของงานประลองสำนักเซียนก็คือการจับคนสำนักเดียวกันแยกย้ายกันไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถหากันจนเจอ ถ้าไม่สู้เพียงลำพัง ก็ต้องไปหาเพื่อนร่วมทางชั่วคราวในระหว่างทางไปสู่ชัยชนะ
เพราะเป็นการรวมทีมกันชั่วคราว ระหว่างทางจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความหวาดระแวงและสงสัย จิตใจคนก็จะยิ่งเพิ่มความยากให้กับการแข่งขันเข้าไปอีก
การสามารถตามหาคนสำนักเดียวกันจนเจอนั่นล้วนเป็นเพราะโชคดี
ผลปรากฏว่าคนของสำนักหลิงเซียวทั้งสิบห้าคน กลับรวมตัวกันได้ในเวลาอันสั้นขนาดนี้! พวกเขาทำได้อย่างไรกัน!?
"พวกเขามีแผนที่งั้นหรือ?"
"รู้เส้นทางล่วงหน้าหรือเปล่า? หรือว่ามีของวิเศษอะไร?"
การมีแผนที่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่ เส้นทางภายในแดนเมฆานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวินาที เพราะต้นหญ้าและต้นไม้ทุกต้นภายในนั้นล้วนมีจิตรู้แจ้ง มักจะเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองอยู่บ่อยๆ หากหลงทางอยู่ข้างใน ไม่ว่าเจ้าจะมองต้นไม้ มองท้องฟ้า หรือมองดวงดาวก็ล้วนเปล่าประโยชน์
แม้แต่สัตว์วิญญาณที่อาศัยอยู่ด้านในมาตั้งแต่เกิดก็ยังไม่กล้าพูดว่าตัวเองเข้าใจเส้นทางของแดนเมฆาเลย
ผู้อาวุโสหลายท่านของสำนักหลิงเซียวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาสาบานเลยว่า ไม่ได้แอบเปิดเตาเล็กติวเข้มให้จริงๆ
มีศิษย์สำนักก้านอวิ๋นตะโกนด่าทอด้วยความโกรธแค้นว่าโกง ทว่ากลับถูกผู้อาวุโสของสำนักตัวเองกดข่มเอาไว้
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่การจะโกงในงานประลองสำนักเซียนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก
ทว่า เวทมนตร์พรางตาและหมอกขาวที่คอยรบกวนเส้นทางมากมายขนาดนี้ ล้วนไม่สามารถขัดขวางไม่ให้พวกเขามุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างแน่วแน่ได้ นอกจากใช้การโกงแล้วยังมีคำอธิบายอื่นอีกหรือ?!
การพูดคุยและคาดเดาจากโลกภายนอก ศิษย์สำนักหลิงเซียวย่อมไม่ได้รับรู้ พวกเขารู้เพียงแค่ว่าตอนนี้พวกเขากำลังตื่นเต้นมาก!