- หน้าแรก
- เขียนโค้ดล้างบางเกมสยองขวัญ
- บทที่ 34 มืออาชีพไม่เคยหลุดขำ
บทที่ 34 มืออาชีพไม่เคยหลุดขำ
บทที่ 34 มืออาชีพไม่เคยหลุดขำ
บทที่ 34 มืออาชีพไม่เคยหลุดขำ
หลัวซิ่ว: "พวกเราได้รับการฝึกฝนมาอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะขำแค่ไหน พวกเราก็จะไม่หัวเราะ"
จางฟงที่เดิมทีพยายามกลั้นเอาไว้ ในที่สุดก็ตบะแตก "ฮ่าๆๆๆ! ใช่! นอกจากว่าจะกลั้นไม่ไหวจริงๆ!"
หลัวซิ่วเองก็อดรนทนไม่ไหวหัวเราะร่าออกมา "ฮ่าๆๆๆ!! จังหวะพวกเรานี่เข้ากันดีจริงๆ! นายก็ดูเรื่องเงือกสาวปังปังมาเหมือนกันเหรอ?"
จากนั้นทั้งสองก็ยกมือขึ้นแปะมือกัน
ยวี่อันฉีซึ่งสวมเครื่องประดับศีรษะขนนกและชุดคลุมร่างทรงเฝ้ามองทั้งสองคนด้วยสายตาเรียบเฉย
"พวกนายจะทำตัวไร้สาระกันต่อไปก็ได้นะ อีกไม่นานสัญญาณเตือนภัยจะดังขึ้นอีกครั้ง แล้วพวกเราก็จะเสียเวลาไปอีกหนึ่งชั่วโมงฟรีๆ"
หลัวซิ่วและจางฟงรีบสำรวมท่าทีในทันที
ยวี่อันฉีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เอาละ เดี๋ยวฉันจะใช้ทักษะอัญเชิญวิญญาณ ตราบใดที่บุคคลนั้นตายไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง และใช้ทักษะนี้ข้างศพ อัตราความสำเร็จจะอยู่ที่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม"
หลัวซิ่วถึงกับตกตะลึง มีทักษะที่เหนือธรรมชาติขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ?
จางฟงเองก็มีความคิดทำนองเดียวกัน
"แต่ทักษะนี้มีข้อจำกัดมหาศาล"
ยวี่อันฉีขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า "หลังจากที่ฉันเรียกวิญญาณกลับมาแล้ว เธอจะไม่สามารถพูดเองได้ เธอต้องรอให้ฉันเป็นคนถาม และฉันถามได้เพียงคำถามเดียวเท่านั้น เธอเองก็ตอบได้เพียงคำถามเดียว คำตอบของวิญญาณจำกัดความยาวได้ไม่เกินเจ็ดพยางค์... และเวลาที่วิญญาณปรากฏตัวนั้นสั้นมาก ไม่สามารถคงอยู่ได้นาน"
หลัวซิ่วเข้าใจความหมายในทันที
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะเสียคำถามไปเปล่าๆ ไม่ได้ มาหารือกันก่อนว่าจะถามอะไรถึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด"
ยวี่อันฉีพยักหน้าเห็นด้วย
จางฟงได้ยินดังนั้นก็ดีใจยกใหญ่ "ทักษะนี้ไม่เท่ากับคลี่คลายคดีได้โดยตรงเลยเหรอ? วิเศษไปเลย! แน่นอนว่าพวกเราต้องถามไปตรงๆ เลยว่าใครคือฆาตกร!"
หลัวซิ่วแย้งขึ้นว่า "ถ้าเกิดเธอถูกลอบโจมตีจนมองไม่เห็นหน้าฆาตกร หรือเห็นหน้าแต่ไม่รู้จักชื่อล่ะ? เธอจะตอบว่ายังไง? นั่นอาจจะทำให้เสียคำถามไปฟรีๆ นะ"
"มันจะทำให้เสียโอกาสทั้งหมดไปเลยต่างหาก" ยวี่อันฉีกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา "ทักษะนี้สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวต่อหนึ่งโลกแห่งบทละคร"
"เรื่องนี้..." จางฟงลองคิดตามแล้วก็พบปัญหามากมาย
หลัวซิ่วจินตนาการถึงคำถามต่างๆ ในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปัดตกไปจนหมด และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า "ทางเดียวคือต้องถามหาเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับตัวฆาตกร คำถามที่กว้างหน่อยน่าจะใช้ได้ใช่ไหม? ให้วิญญาณของเหอยูสือเป็นคนเลือกเองว่าข้อมูลสำคัญอะไรที่ควรจะบอกเรา"
ดวงตาของยวี่อันฉีเป็นประกาย "แบบนี้ใช้ได้!"
หลัวซิ่วกล่าวว่า "ถ้าไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็รีบเริ่มกันเถอะ พวกเราไม่มีเวลาแล้ว"
จางฟงย่อมไม่มีข้อคัดค้าน และยวี่อันฉีก็พยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกหลายครั้ง จากนั้นจึงใช้เชื้อไฟโบราณจุดธูปสามดอก
ควันสีเทาขาวที่ดูเบาบางลอยละล่องขึ้นมา มันดูทั้งเหมือนจริงและเหมือนภาพลวงตา แตกต่างจากควันธูปทั่วไป
หลัวซิ่วเงยหน้าขึ้นมอง ยวี่อันฉีจึงเอ่ยว่า "ไม่ต้องห่วง ควันนี้มองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้นแต่ไม่มีกลิ่น และจะไม่ทำให้เครื่องตรวจจับควันทำงาน"
หลังจากพูดจบ เธอหยิบลูกกระพรวนและกลองรำขึ้นมาแล้วเริ่มการแสดงของเธอ
"ชื่อวิชา: ศิลปะอัญเชิญวิญญาณ"
"ประเภท: ทักษะวิชาทางจิตวิญญาณ"
"ผลลัพธ์: ผ่านการบริกรรมมนตร์เฉพาะทาง อุปกรณ์ประกอบ และคำเรียกขานวิญญาณ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียกวิญญาณของผู้ล่วงลับ หลังจากอัญเชิญสำเร็จ จะสามารถสื่อสารกับผู้ตายได้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยคำตอบห้ามเกินเจ็ดพยางค์ (สามารถแจ้งกฎนี้ให้วิญญาณทราบได้)"
"เงื่อนไขการเรียนรู้: ปลดล็อกอาณาเขตลี้ลับ ปลดล็อกอาณาเขตอาคม ปลดล็อกอาณาเขตจิตใจ"
"เงื่อนไขการใช้งาน: วิญญาณของเป้าหมายต้องออกจากร่างไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง (อัตราความสำเร็จหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ยิ่งเวลานานขึ้นโอกาสสำเร็จยิ่งน้อยลง)"
"การสิ้นเปลือง: ค่าสติสัมปชัญญะหนึ่งพันหน่วย และค่าพลังชีวิตหนึ่งพันหน่วย"
"หมายเหตุ: วิญญาณเอ๋ย... จงกลับมา..."
เดิมทียวี่อันฉีไม่อยากใช้ทักษะนี้เลย
เพราะมันสร้างความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจมากเกินไป
แม้ว่าค่าสถานะต่างๆ ในเกมสยองขวัญจะถูกซ่อนไว้ แต่ก็สามารถคาดคะเนได้ผ่านทักษะที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนตายตัว
ค่าสติสัมปชัญญะและพลังชีวิตหนึ่งพันหน่วยอาจดูไม่มากในระดับสูง แต่สำหรับตอนนี้มันเท่ากับการตัดพลังชีวิตไปหนึ่งในสาม และลดค่าสติสัมปชัญญะไปเกือบครึ่ง!
ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนการร่ายมนตร์ของทักษะนี้ยังเชื่องช้าและดูน่าขำ...
หากไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ...
"เฮ้อ"
ยวี่อันฉีถอนหายใจยาวพลางเผชิญหน้ากับเถ้าธูปและควัน เธอเบือนหน้าลงต่ำและค่อยๆ เข้าสู่สมาธิ
เธอรักษาความสงบเยือกเย็นอย่างที่สุดอยู่ครู่หนึ่ง
ทันใดนั้นเอง! ร่างกายของเธอก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง!
จากนั้นศีรษะของเธอก็เริ่มส่ายไปมา และการส่ายนั้นลามไปถึงลำคอ ลำตัว และแขนขา ร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับคนเป็นลมบ้าหมู เสียงกลองรำและลูกกระพรวนดังรัวกึกก้อง!
เธอร่ายมนตร์ด้วยน้ำเสียงที่แปลกประหลาดและน่าขัน "วิญญาณเอ๋ย... จงกลับมา..." มือของเธอค่อยๆ ยกขึ้นในขณะที่ยังสั่นเทาไม่หยุด
จากนั้นเธอก็เริ่มเต้นรำ
มันเป็นการเต้นรำของร่างทรงที่ทั้งน่าเกลียดและพิลึกพิลั่น
"จงไปสู่... แม่น้ำ... ที่ไม่มีวัน... เหือดแห้ง..."
"เหตุใด... เจ้าจึง... ล่องลอย... ในสี่ทิศ...?"
"จงละทิ้ง... สถานที่... แห่งความรื่นรมย์... ของเจ้า..."
หลัวซิ่วจำได้ว่าคำเรียกขานวิญญาณเหล่านี้มาจากบทกวี เรียกวิญญาณ ในวรรณกรรม ฉู่ฉือ
ฉากนี้ทั้งน่าสยดสยองและไร้สาระในเวลาเดียวกัน
ในห้องเก็บศพ ต่อหน้าซากศพ ภายใต้แสงไฟที่หนาวเหน็บ หญิงสาวผู้งดงามในชุดร่างทรงกำลังเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง!
หลัวซิ่วไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าพี่สาวคนนี้ต้องผ่านโลกแห่งบทละครแบบไหนมาถึงได้ทักษะแบบนี้มาครอบครอง...
ทั้งเก้งก้างและน่าเกลียด แต่ทว่ามันกลับใช้งานได้จริง
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม ควันธูปสีเทาขาวก็ค่อยๆ ควบแน่นจนกลายเป็นรูปใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง
ยวี่อันฉีต้องสูญเสียพลังชีวิตไปหนึ่งในสามและค่าสติสัมปชัญญะเกือบครึ่งเพื่อทักษะนี้
ตอนนี้เธอโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เปลือกตาบวมช้ำ และร่างกายรู้สึกไม่สบายอย่างถึงที่สุด
ค่าสติสัมปชัญญะของเธอเหลือเพียงร้อยละห้าสิบหก
เธอรู้สึกหงุดหงิดง่ายและภาพตรงหน้าดูบิดเบี้ยวไปหมด ในภวังค์นั้นเธอเห็นเลือดสดๆ จำนวนมากซึมออกมาจากศพ...
ยวี่อันฉีสะบัดศีรษะและเอามือปิดตาไว้ เธอรู้ดีว่านี่คือภาพหลอน! เป็นหนึ่งในผลข้างเคียงมากมายที่เกิดจากการลดลงอย่างรวดเร็วของค่าสติสัมปชัญญะ!
วิญญาณที่เลือนลางซึ่งควบแน่นมาจากควันสีเทามีคิ้วเรียวสวยและดวงตารูปเมล็ดอัลมอนด์ แม้ความคมชัดจะไม่มากนัก แต่ก็ยังพอมองออกว่าเป็นหญิงสาวที่งดงาม ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือเหอยูสือ!
หลัวซิ่วหรี่ตาลงเล็กน้อย
อาจเป็นเพราะถูกเรียกมาอย่างกะทันหัน วิญญาณของเหอยูสือจึงดูมึนงง แววตาว่างเปล่า ดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้หญิงที่ดูอ่อนโยนและสง่างามในรูปถ่าย
ยวี่อันฉีลืมตาขึ้นด้วยความยากลำบาก "เหอยูสือ ฟังให้ดีนะ เธอตายแล้ว ฉันคือนักสืบที่พ่อของเธอจ้างมาคลี่คลายคดี ฉันใช้วิธีพิเศษปลุกวิญญาณของเธอขึ้นมา แต่เธอตอบได้เพียงเจ็ดพยางค์เท่านั้น! เข้าใจไหม?"
วิญญาณของเหอยูสือยังคงดูสับสนและขมวดคิ้ว
ยวี่อันฉีกัดฟันกรอด นี่เป็นครั้งแรกที่เธอใช้ทักษะนี้และไม่มีความมั่นใจเลย วิญญาณดูเหมือนจะไม่ค่อยมีสติสัมปชัญญะนัก
แต่ถ้าเธอชักช้า วิญญาณดวงนี้คงจะสลายไปในไม่ช้า!
หลัวซิ่วเห็นความกังวลของเธอ "ถามไปเลย! เธอพูดอะไรออกมาก็เอาตามนั้นแหละ!"
ยวี่อันฉีพยักหน้าและถามว่า "เบาะแสของฆาตกรที่ฆ่าเธอคืออะไร?"
คำถามนี้อาจจะดูฟังดูแปลกๆ แต่ปฏิบัติตามกฎของทักษะอย่างครบถ้วน และพยายามทำให้เป็นคำถามปลายเปิดที่สุด เพื่อให้วิญญาณของเหอยูสือตอบสิ่งที่เธอต้องการได้
สีหน้าของเหอยูสือเปลี่ยนไป ในดวงตาที่ควบแน่นจากควันสีเทานั้นมีความรู้สึกไม่สบายใจและตื่นตระหนกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ภายในห้องเก็บศพ เสียงของเธอจากปรโลกดังสะท้อนกึกก้อง
"โรงเรียน... สัตว์ร้าย... ฉันหลายคน..."
หลังจากเธอพูดจบ ธูปทั้งสามดอกก็ดับลงทันที! ควันสีเขียวลอยละล่องขึ้นมาแล้วสลายไปพร้อมกับควันสีเทา
ยวี่อันฉีพยุงตัวไม่ไหวจนล้มลงกับพื้นพลางหอบหายใจอย่างหนัก
"ในที่สุด... พวกเราก็ได้เบาะแสแล้ว! โรง... โรงเรียนเหรอ?"
จางฟงที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าเหมือนคนท้องผูก ตอนนี้ดูเหมือนเพิ่งจะได้ระบายความทุกข์หนักออกไปจนหมดเกลี้ยง เขารู้สึกปลอดโปร่งและกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ "ฮ่า! โรงเรียน! สัตว์ร้ายในโรงเรียนเป็นคนฆ่าเธอ! พวกเราไปบอกตำรวจได้เลย! ให้ไปสืบดูโรงเรียนที่อยู่แถวนี้!"
แม้ว่ายวี่อันฉีจะเหนื่อยล้ามาก แต่เธอก็รู้สึกยินดีไม่น้อย "ใช่! พอมีเบาะแสเรื่องโรงเรียน... แฮ่ก แฮ่ก... เรื่องอื่นก็จะง่ายขึ้น! พวกเรามีบัตรผ่านของคุณเหอ เพราะฉะนั้นเราสามารถร่วมมือกับตำรวจให้ตรวจสอบโรงเรียนในบริเวณใกล้เคียงได้! ตรวจสอบคน! ตรวจสอบกล้องวงจรปิด! ตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติและร่องรอยของมัน!"
จางฟงถามว่า "การสืบสวนแบบนั้นจะใช้เวลานานไหม? พวกเราเหลือเวลาอีกแค่ยี่สิบสามชั่วโมงเท่านั้นนะ..."
ยวี่อันฉีพยายามหยัดยืนขึ้นอย่างยากลำบาก แม้ว่าภาพตรงหน้าจะยังบิดเบี้ยวและภาพหลอนยังคงส่งผลกระทบต่อเธออยู่ แต่เธอก็สามารถก้าวข้ามมันไปได้
"พวกเราไม่มีทางเลือกอื่น ฉันเชื่อว่าในปีสองพันยี่สิบเก้า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการจดจำใบหน้าจะพัฒนาไปไกลมากแล้ว บางที... พวกเราอาจจะรู้ผลในไม่ช้า!"
จางฟงเริ่มกระวนกระวายใจ "ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ!"
ยวี่อันฉี: "ไปกันเลย!"
ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันและรีบวิ่งออกไป!
หลังจากวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว พวกเขาก็พบว่าหลัวซิ่วไม่ได้ตามมา ยวี่อันฉีจึงหันกลับไปเรียกเขา "ไปกันเถอะ! นายทำอะไรอยู่? เหม่อลอยอยู่ได้?"
หลัวซิ่วรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเห็นรูปถ่ายของเหอยูสือ ความรู้สึกไม่สบายใจนี้ก็เหมือนกับหนามที่คอยทิ่มแทงหัวใจของเขาอยู่ตลอดเวลา