- หน้าแรก
- วิญญาณวัยสี่สิบ กับชีวิตใหม่สุดแสบในร่างเด็ก 8 ขวบ
- ตอนที่ 159 การสั่งสอน และความเฒ่าหัวหมอ
ตอนที่ 159 การสั่งสอน และความเฒ่าหัวหมอ
ตอนที่ 159 การสั่งสอน และความเฒ่าหัวหมอ
ตอนที่ 159 การสั่งสอน และความเฒ่าหัวหมอ
“เฮะๆๆ!” ตาแก่หลี่หัวเราะร่าอยู่หน้าประตูพลางตะโกนบอก “กระต่ายตัวนี้ข้ายืมแกก่อนนะ ไว้ล่าขาหลังหมูป่ากลับมาได้เมื่อไหร่ ข้าจะคืนเนื้อหมูดีๆ ให้แกสักสองจินเลย!”
“ไสหัวไปเลยไป๊!” ผู้เฒ่าสวีตะโกนไล่หลังตาแก่หลี่ออกไป
พอสิ้นเสียงตะโกน เขาก็หันมามองฟางหยวนแล้วบอกว่า “รีบเอาของพวกนี้เข้าไปเก็บข้างในซะ ไม่งั้นอีกประเดี๋ยวคงไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว”
“อ้อ! ได้ครับ” ฟางหยวนรีบแก้กรงออกจากจักรยานแล้วหิ้วเข้าไปในบ้านทันที
ขอแค่หิ้วเข้าไปข้างในก็ถือว่าปลอดภัยแล้ว เมื่อครู่นี้ตอนวางอยู่บนจักรยาน มันยังไม่นับว่าเป็นสมบัติของผู้เฒ่าสวี แต่ยังเป็นของฟางหยวนอยู่
ทว่าพอหิ้วเข้าห้องไปแล้วมันคนละเรื่อง ใครจะมาขอส่วนแบ่งก็ต้องผ่านด่านผู้เฒ่าสวีเสียก่อน ซึ่งดูจากนิสัยแกแล้ว... ฝันไปเถอะ!
“เอ๊ะ! ผู้เฒ่าสวีครับ ทำไมอยู่บ้านคนเดียวล่ะครับ?” พอเข้ามาในห้อง ฟางหยวนถึงสังเกตว่าไม่เห็นทั้งคุณยายสวีและพนักงานดูแลเลย
“ไปซื้อกับข้าวน่ะ”
“อ้อ! อย่างนี้นี่เอง”
ฟางหยวนเอากรงกระต่ายสองกรงไปวางไว้ในครัว แล้วเดินออกมานั่งแหมะลงตรงข้ามผู้เฒ่าสวี
“เจ้าเด็กนี่ ทำตัวตามสบายไม่เกรงใจเจ้าของบ้านเลยนะ”
“จะเกรงใจไปทำไมล่ะครับ?” ฟางหยวนพูดไปพลางคว้ากาน้ำชาขึ้นมารินใส่จอกให้ตัวเองเสร็จสรรพ
น้ำชายังไม่ทันหมดจอก คุณยายสวีกับพนักงานดูแล (เสี่ยวเฉิน) ก็เดินกลับมาถึงบ้านพอดี
พอคุณยายเห็นฟางหยวน ก็รีบเดินเข้ามาทักทาย “อ้าวหลานชาย มาได้ยังไงจ๊ะเนี่ย?”
ฟางหยวนลุกขึ้นยืนแล้วตอบว่า “คุณยายครับ ผมเอาของมาส่งให้นิดหน่อยครับ ว่าแต่คุณยายไปซื้อกับข้าวมาเหรอครับ?”
ฟางหยวนถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ถามแบบนี้เขาก็ไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อดี
“อย่าพูดถึงเลยจ้ะ ยายไปที่แผงขายผัก พอไปถึงคนก็แย่งกันจนเกลี้ยงแผง ซื้ออะไรไม่ได้กลับมาเลยสักอย่าง”
“อ้าว! ไม่จริงมั้งครับ? ขนาดผักยังมีคนแย่งกันด้วยเหรอ?” ฟางหยวนอุทานด้วยความประหลาดใจ
พอได้ยินฟางหยวนพูดแบบนั้น คุณยายสวีก็ยิ้มขื่นๆ แล้วบอกว่า “มันไม่ใช่การแย่งชิงแบบนั้นจ้ะ แต่มันคือการที่คนแห่กันมาซื้อจนของหมดในพริบตาน่ะ”
“อ้อ! ผมเข้าใจแล้วครับ ตอนนี้ผักก็ขาดแคลนเหมือนกันสินะ”
“อื้ม! ขาดแคลนมาก ยายกลัวจะซื้อไม่ทันเลยพาเสี่ยวเฉินไปด้วยอีกคน แต่สุดท้ายก็ยังคว้าน้ำเหลวอยู่ดี”
ความจริงเรื่องนี้ก็ปกติมาก เพราะอากาศเพิ่งจะเริ่มอุ่นขึ้น ผักหลายอย่างยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ที่มีออกมาขายก็น้อยนิดเต็มที
ผู้คนกินหัวไชเท้ากับผักกาดขาวมาทั้งฤดูหนาวแล้ว ใครล่ะจะไม่ยากซื้อผักอย่างอื่นมาเปลี่ยนรสชาติบ้าง
ในเมื่อผักมีน้อยแต่คนซื้อมีเพียบ แน่นอนว่ามันต้องหมดไวเป็นธรรมดา
นี่คือสถานการณ์ในตัวเมืองนะ ลองไปดูที่โรงงานทอขนสัตว์หรือแถวถนนชิงเหอสิ ที่นั่นผักไม่ได้โดนแย่งซื้อขนาดนี้ เหตุผลแรกคือราคาแพง และเหตุผลที่สองคือคนมีคูปองผักน้อย
ไม่เหมือนในเมืองที่ประชากรหนาแน่น แม้คูปองจะหายากพอๆ กัน แต่จำนวนคนมันเยอะจนต้านทานไม่ไหว
“คุณยายครับ เอาอย่างนี้ไหม คุณยายอยากได้ผักอะไร บอกผมมาเลย คราวหน้าผมมาหาจะซื้อมาฝากครับ”
ฟางหยวนสามารถซื้อจากถนนชิงเหอมาได้อยู่แล้ว เพราะที่นั่นผักเยอะกว่า และผักพวกนี้ก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย ปัญหามันอยู่ที่คูปองมากกว่า ซึ่งเขาไม่มีปัญหาเรื่องนั้น
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ ยายวางแผนไว้แล้ว พรุ่งนี้เช้ายายกับเสี่ยวเฉินจะไปรอแต่เช้ามืดเลย” คุณยายรีบบอกปัดด้วยความเกรงใจ
เมื่อเห็นคุณยายยืนยันแบบนั้น ฟางหยวนก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ “ได้ๆครับ”
“ว้าว! กระต่ายนี่นา!” ทันใดนั้น เสียงของเสี่ยวเฉินพนักงานดูแลก็ตะโกนดังมาจากในครัว
“กระต่ายอะไรกัน?” คุณยายสวีรีบเดินตามเข้าไปดูทันที
“เอ๊ะ!” คุณยายหันกลับมามองฟางหยวนแล้วถามว่า “หลานชาย นี่หลานเพิ่งเอามาส่งให้เหรอจ๊ะ?”
“ครับ เอามาให้คุณยายกับผู้เฒ่าสวีบำรุงร่างกายครับ” ฟางหยวนพยักหน้าตอบ
“ขอบใจมากนะจ๊ะหลาน มีน้ำใจจริงๆ”
คุณยายไม่ได้พูดปฏิเสธ เพราะตอนนี้ที่บ้านขาดแคลนเนื้อสัตว์จริงๆ ได้กระต่ายพวกนี้มา ร่างกายตาแก่สวีก็น่าจะฟื้นฟูได้เร็วขึ้นเยอะ
“คุณยายครับ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกครับ ก็แค่กระต่ายไม่กี่ตัวเอง”
พูดตามตรง เพราะในมิติมีกระต่ายเยอะเกินไป ฟางหยวนเลยไม่ได้รู้สึกว่ามันล้ำค่าอะไรนักหนา
ถึงฟางหยวนจะทำเหมือนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่คุณยายสวีกลับซาบซึ้งใจและจดจำไว้ในใจอย่างดี ในยุคนี้อะไรสำคัญที่สุด? เสบียงอาหารสำคัญที่สุด! และรองจากอาหารก็คือเนื้อสัตว์นี่แหละ
อาหารช่วยให้คนไม่อดตาย ส่วนเนื้อสัตว์ช่วยเสริมสารอาหาร ทั้งคู่ล้วนเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนที่สุดในตอนนี้
มื้อเที่ยงวันนั้นฟางหยวนจึงถูกรั้งตัวไว้กินข้าวด้วยกัน เนื่องจากคุณยายซื้อผักไม่ได้ มื้อเที่ยงจึงเป็นเมนูตุ๋นเนื้อกระต่าย
วันนี้ตาแก่ทั้งห้าไม่ได้มาแย่งข้าวทาน อาหารหลักยังคงเป็นหมั่นโถวแป้งข้าวฟ่าง ซึ่งฟางหยวนกินแล้วรู้สึกว่ามันกลืนลำบากเหลือเกิน แต่ดูผู้เฒ่าทั้งสองและเสี่ยวเฉินกลับกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเนื้อกระต่ายด้วย เนื้อกระต่ายชามโตที่ใส่มันฝรั่งลงไปด้วยไม่กี่หัว
“มาจ้ะหลาน กินเยอะๆ นะ” คุณยายสวีคีบขากระต่ายชิ้นใหญ่ใส่ชามให้ฟางหยวน
“ขอบคุณครับคุณยาย คุณยายก็ทานด้วยสิครับ เดี๋ยวผมตักเองได้ครับ”
ฟางหยวนไม่ใช่คนขี้เกรงใจแบบปลอมๆ ไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือที่ไหนเขาก็ทำตัวเหมือนกันหมด
พูดตามตรง นิสัยแบบนี้ของเขาดีมาก ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็หาเพื่อนได้ง่าย
ความจริงถ้าเจ้าของบ้านรั้งคุณไว้กินข้าว แปลว่าเขาไม่ได้เห็นคุณเป็นคนนอก ยิ่งคุณกินเยอะ เจ้าของบ้านก็ยิ่งดีใจ
การมาทำเป็นเหนียมอายในตอนนั้นมันจะดูเฟคเกินไป และทำให้เจ้าของบ้านไม่สบายใจเปล่าๆ
แน่นอนว่านั่นหมายถึงในยุคหลังนะ แต่ในยุคนี้แม้จะใช้หลักการเดียวกัน แต่เพราะอาหารมันขาดแคลนมาก ต่อให้เจ้าของบ้านอยากให้คุณกินเยอะแค่ไหน บางทีเขาก็ไม่มีปัญญาหาอาหารมาต้อนรับคุณได้ขนาดนั้น
หลังจากกินข้าวเสร็จ ฟางหยวนนั่งจิบน้ำชาต่ออีกจอกก็เตรียมตัวจะกลับ เขาฝากให้เสี่ยวเฉินไปบอกผู้เฒ่าหลี่ที่บ้านสักหน่อย จากนั้นเขาก็เดินออกจากบ้านพักอาศัยรวมไป
เพียงไม่กี่นาทีหลังจากฟางหยวนจากไป ผู้เฒ่าหลี่ก็เดินดุ่มๆ เข้ามาในบ้านผู้เฒ่าสวี
“แกคิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะไม่เอาปืนไปทำเรื่องไม่ดีใช่ไหม?” ผู้เฒ่าหลี่ถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก
ผู้เฒ่าสวีตบไหล่เพื่อนแล้วบอกว่า “วางใจเถอะ เจ้าเด็กนี่ไม่ทำหรอก”
“แล้วทำไมแกถึงไม่ให้มันเองล่ะ? ทำไมต้องให้ข้าเป็นคนให้ด้วย”
ที่แท้ ในตอนที่ฟางหยวนมองไม่เห็น ผู้เฒ่าสวีได้ส่งสัญญาณทางสายตาให้ผู้เฒ่าหลี่รับคำขอของฟางหยวน มิน่าล่ะตาแก่หลี่ถึงได้ตอบตกลงง่ายดายขนาดนั้น
“เจ้าเด็กนี่มันฉลาด แต่คนฉลาดมักจะทำเรื่องโง่เขลาได้ง่ายๆ ข้าแค่อยากจะ 'สั่งสอน' ให้เขารู้จักระมัดระวังตัวไว้บ้าง”
ได้ยินผู้เฒ่าสวีว่าอย่างนั้น ผู้เฒ่าหลี่ก็พยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริง สมัยหนุ่มๆ พวกเราก็เคยพลาดท่าเพราะความมั่นใจแบบนี้มาเยอะเหมือนกัน”
“นั่นสินะ”
ผู้เฒ่าสวีพูดจบก็ค้อนมองผู้เฒ่าหลี่ “ไอ้แก่ แกดันเนียนจิ๊กกระต่ายข้าไปตัวนึง เอาคืนมาเลยนะ!”
“คืนกะผีน่ะสิ! มื้อเที่ยงก็ฟาดลงท้องไปหมดแล้ว ไม่งั้นแกคิดว่าไอ้พวกที่เหลือมันจะไม่มาแย่งข้าวแกกินหรือไง”
ตอนแรกผู้เฒ่าสวียังนึกแปลกใจอยู่เลย! พอได้ยินผู้เฒ่าหลี่สารภาพเขาก็ถึงบางอ้อ ที่แท้มื้อเที่ยงพวกตาแก่ที่เหลือหนีไปรุมกินโต๊ะที่บ้านตาแก่หลี่นี่เอง
ในเมื่อรู้ว่าโดนพวกเพื่อนๆ แย่งกินไปหมดแล้ว ผู้เฒ่าสวีก็หมดอารมณ์จะโกรธ อีกอย่างเขาก็แค่พูดประชดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้หวังว่าคนอย่างตาแก่หลี่จะคืนของให้หรอก
นิสัยตาแก่หลี่เป็นยังไงเขารู้ซึ้งดีที่สุด นั่นมัน 'ปู่โสมเฝ้าทรัพย์' ชัดๆ! งกยิ่งกว่าอะไรดี ของเข้ามือเขาไปแล้ว อย่าหวังว่าจะได้คืนเลย
“จริงสิ แกให้กระสุนมันไปเท่าไหร่?” ผู้เฒ่าสวีถามขณะเดินกลับเข้าห้อง
“ให้ไปกล่องนึง”
“อะไรนะ! ไอ้แก่ แกนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ให้ไปทั้งกล่องเลยเรอะ!” ผู้เฒ่าสวีตาเหลือกโพลงด้วยความตกใจ
“เฮะๆๆ!” ผู้เฒ่าหลี่ยิ้มกริ่ม “ข้าเห็นเจ้าหนูนั่นดูจะสนใจปืนเอามากๆ เลยให้ไปเยอะหน่อย ล่าหมูป่าเสร็จจะได้เอาไปยิงเล่นสนุกๆ ได้บ้าง”
“แต่นั่นมันยังเป็นแค่เด็กนะ แกจะให้มันไปยิงปืนเล่นทำไมกัน!” ผู้เฒ่าสวีได้แต่ยิ้มขื่นๆ กับความใจใหญ่เพื่อน
เหตุการณ์ในบ้านพักอาศัยรวมนั้นฟางหยวนย่อมไม่รู้เรื่อง ตอนนี้เขาออกมายืนรอนอกประตูใหญ่ได้สักพักแล้ว
หลังจากยืนรอได้ประมาณห้าหกนาที ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามา แล้วยื่นกล่องไม้ทรงยาวให้ฟางหยวน
“ท่านผู้เฒ่าหลี่ให้ผมเอามาส่งให้คุณครับ”
ฟางหยวนรีบรับมาทันที แล้วบอกกับชายหนุ่มว่า “ฝากขอบคุณผู้เฒ่าหลี่ด้วยนะครับ บอกท่านว่าผมใช้เสร็จแล้วจะรีบเอามาคืนให้ทันที”
“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า “ผมจะเรียนท่านให้ทราบครับ”
“ขอบคุณครับ!”
ฟางหยวนจัดการผูกกล่องไม้ติดกับคานหน้าจักรยาน กล่องไม้นี้มันยาวมากจนพาดจากคานหน้ายาวเลยไปถึงเบาะหลังเลยทีเดียว
พอเห็นฟางหยวนผูกเสร็จ ชายหนุ่มก็ยื่นกล่องเล็กๆ ให้อีกหนึ่งกล่อง “แล้วก็อันนี้ด้วยครับ”
“อ้อ!” ฟางหยวนรับมา เปิดดูแวบหนึ่งแล้วก็ต้องตาค้าง มองหน้าชายหนุ่มพลางถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “พี่แน่ใจนะว่าผู้เฒ่าหลี่ให้ผมทั้งหมดนี่เลย?”
“แน่ใจครับ ท่านผู้เฒ่ามอบให้มือผมเอง สั่งให้เอามาส่งให้คุณ”
“อย่างนั้นเหรอครับ... ได้ๆ ผมเข้าใจแล้ว”
สาเหตุที่ฟางหยวนตกใจก็เพราะกระสุนในกล่องมันเยอะมาก! มีตั้ง 200 นัด!
หลังจากชายหนุ่มเดินจากไป ฟางหยวนก็พึมพำกับตัวเองว่า “กระสุนเยอะขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะยิงหมูป่าจนหมดป่าเลยหรือเปล่านะเนี่ย”
แน่นอนว่านั่นเป็นไปไม่ได้ และถึงทำได้ฟางหยวนก็ไม่ทำหรอก ล้อเล่นน่ะสิ
ฟางหยวนปั่นจักรยานออกจากที่นั่น แล้วเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวซอยหนึ่ง พอโผล่ออกมาอีกที กล่องไม้ทั้งใบใหญ่และใบเล็กก็หายวับไปแล้ว
แน่นอนว่าเขาเก็บเข้ามิติไปเรียบร้อย จากนั้นฟางหยวนก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับไปยังโรงงานวิทยุอีกครั้ง
ยามยังคงเป็นคนเดิมจากเมื่อเช้า พอเห็นฟางหยวนปั่นมา คราวนี้เขาไม่ถามอะไรสักคำ ปล่อยให้ฟางหยวนเข้าไปข้างในได้เลย แน่นอนว่าตอนผ่านประตูใหญ่ ฟางหยวนลงจากจักรยานก่อนเพื่อความสุภาพ
พอเข้าไปข้างในแล้วถึงได้ขึ้นปั่นต่อ นี่คือสิ่งที่เขาเพิ่งเรียนรู้มาเมื่อครู่นี้เอง แม้จะไม่รู้เหตุผลแน่ชัด แต่ในเมื่อคนอื่นทำกัน เขาก็ทำตามไม่น่าจะผิด
เมื่อมาถึงแผนกสวัสดิการ ฟางหยวนจอดจักรยานไว้หน้าประตูแล้วเดินเข้าไปข้างใน
เขามาหยุดอยู่ที่หน้าห้องทำงานหัวหน้าอู๋แล้วเคาะประตู
“เข้ามา”
“หัวหน้าอู๋ครับ” ฟางหยวนผลักประตูเข้าไปพร้อมส่งเสียงเรียก
พอได้ยินว่าเป็นเสียงฟางหยวน หัวหน้าอู๋ก็รีบเงยหน้าขึ้น ลุกจากเก้าอี้พลางถามว่า “อ้าว! ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ? หรือว่า...”
“หัวหน้าอู๋ครับ ผมอยากจะถามก่อนว่า 'กระต่าย' เนี่ย พวกคุณเอาไหม?”
ฟางหยวนคิดดูแล้ว ถามให้แน่ก่อนจะดีกว่า ถ้าโรงงานวิทยุต้องการกระต่ายเหมือนโรงงานทอขนสัตว์ เขาก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อยไปล่าหมูป่า
“ฟางหยวน เรื่องนี้คงไม่ได้หรอก เพราะภารกิจที่โรงงานมอบหมายให้ฉันมาคือ 'เนื้อหมูสด' เท่านั้นน่ะสิ” หัวหน้าอู๋หยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบ
“ได้ๆครับ ผมเข้าใจแล้ว งั้นถามต่ออีกนิด พวกคุณต้องการปริมาณเท่าไหร่?”
การล่าหมูป่าก็ต้องมีแผนงาน เขาไม่อยากล่าจนพวกมันสูญพันธุ์ ไม่อย่างนั้นเขาคงรู้สึกผิดบาปแย่
“เรื่องนี้แน่นอนว่ายิ่งเยอะยิ่งดี เธอคงรู้นะว่าโรงงานเรามีพนักงานเยอะมาก อีกอย่างถ้ากินไม่หมดเราก็เอามาทำเนื้อเค็มหมักไว้ได้ไม่ใช่เหรอ!”
“ก็ได้ครับ” ฟางหยวนพยักหน้า แล้วถามคำถามสำคัญ “แล้วทางโรงงานตั้งราคาไว้ที่จินละเท่าไหร่ครับ?”
“เอ๋!” หัวหน้าอู๋อึ้งไปครู่หนึ่ง มองหน้าฟางหยวนแล้วย้อนถามว่า “เรื่องนี้มันควรต้องถามเธอมากกว่านะ ว่าเธอจะขายให้เราในราคาเท่าไหร่?”
จบตอนที่ 159