- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 90 ภารกิจแรกขององค์กรสังหารเทพ
บทที่ 90 ภารกิจแรกขององค์กรสังหารเทพ
บทที่ 90 ภารกิจแรกขององค์กรสังหารเทพ
บทที่ 90 ภารกิจแรกขององค์กรสังหารเทพ
ฉินอู๋เหวยโบกมือ เพียงแค่คิด ก็ขับไล่เสี้ยวสัมผัสเทวะของพวกฉินอู๋ซวงออกไป
วิหารสำริดแห่งนี้ก็ถูกผนึกไว้ชั่วคราว
จัดประชุมสิบปีครั้งก็เพียงพอแล้ว หากบ่อยเกินไป ก็จะสูญเสียความลึกลับ และดูไม่เป็นการเป็นงาน
ส่วนในช่วงเวลาปกติ ก็แค่ติดต่อสื่อสารกันทางเดียวผ่านเมล็ดพันธุ์เต๋า
สะดวกและรวดเร็วกว่า ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการถูกเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงด้วย
มิเช่นนั้น ด้วยความเจ้าเล่ห์และรอบคอบของเว่ยปาฮวง ไม่แน่ว่าเมื่อใด อาจจะสามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของฉินอู๋ซวงและถัวป๋าฉุนได้
ส่วนเขาที่เป็นร่างต้น ย่อมไม่อยากเสียเวลามานั่งจับตาดูเว่ยปาฮวงทุกวัน และนั่นก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขาด้วย
เมื่อคิดถึงเว่ยปาฮวง ฉินอู๋เหวยก็รู้สึกหวั่นไหวในใจ จึงกระตุ้นเมล็ดพันธุ์เต๋า
‘นายท่าน มีคำสั่งใดหรือ?’
‘เกี่ยวข้องกับภารกิจใช่หรือไม่?’
เว่ยปาฮวงที่อยู่อีกด้านดวงตาทอประกาย รู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อครู่เพิ่งถูกหักแต้มคุณูปการสำริดไป 10 แต้ม ตอนนี้เขาตามหลังร่างแยกอีกสองคนอยู่ จึงเร่งรีบอยากจะแสดงคุณค่าของตน เพื่อหาแต้มคุณูปการสำริด
เพราะเขากุมข้อมูลสำคัญประการหนึ่งที่ร่างแยกอีกสองคนอาจจะไม่รู้ นั่นคือ ร่างต้นคือผู้มีอายุขัยยืนยาว ไร้ขีดจำกัด ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก ซ่อนเร้นล้ำลึก และมีวิธีการที่เหนือจินตนาการ
ต่อไปหากมีสมบัติวิเศษใดปรากฏในวิหารสำริด เขาจะไม่รู้สึกประหลาดใจเลย ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียว นั่นคือพยายามหาแต้มคุณูปการสำริดให้ได้มากที่สุด และพยายามไต่อันดับของตน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมวิหารสำริดครั้งหน้า
‘เจ้าเดาถูกแล้ว’
‘สิบปีแล้วสิบปีเล่า ให้เวลาเจ้าเพิ่มอีกสิบปี หวังว่าองค์กรสังหารเทพของเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง’
ฉินอู๋เหวยพึงพอใจกับท่าทีกระตือรือร้นของเว่ยปาฮวงเป็นอย่างมาก จึงออกคำสั่งกลั้วรอยยิ้ม
หนานกงเหมี่ยวบอกว่า บรรดาตระกูลผู้ฝึกตนในเมืองเฉียนหลงแข่งขันไม่ไหว ก็เริ่มเล่นตุกติก กระทั่งใช้วิธีสกปรกต่ำช้า
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็โทษเขาไม่ได้แล้ว
คิดว่าเขาเป็นเจ้าเมืองที่ใจดี ปล่อยให้คนอื่นมาเชือดเฉือนตามอำเภอใจหรือ?
ถึงเวลาที่ต้องชักกระบี่ สั่งสอนหวังรุ่ยและตาเฒ่าเจ้าเล่ห์พวกนั้นอย่างสาสมเสียที!
แน่นอนว่า เขาจะไม่เปิดเผยตัว งานสกปรกและเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ ปล่อยให้เว่ยปาฮวงเป็นคนทำก็แล้วกัน
‘นายท่านโปรดวางใจ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย รับรองว่าท่านจะต้องพอใจ!’
เว่ยปาฮวงที่อยู่อีกด้านเผยรอยยิ้มชั่วร้าย การฆ่าคนวางเพลิงคืองานถนัดที่สุดของเขา และเหล่านักฆ่ากำพร้าทั้ง 100 คนที่เขาใช้เวลาฟูมฟักฝึกฝนอย่างโหดเหี้ยมมาตลอด 20 ปี ล้วนมีจิตใจบิดเบี้ยวจนเข้าสู่เส้นทางมารไปแล้ว ถือโอกาสนี้ให้พวกเขาปลดปล่อยความปรารถนาในการฆ่าฟันเสียหน่อย
‘ระวังเรื่องความเหมาะสมด้วย อย่าทำเกินไปนัก’
‘แค่สั่งสอนพวกนั้น ไม่ใช่การฆ่าล้างตระกูล’
ฉินอู๋เหวยพยักหน้าเล็กน้อย และกล่าวเสริมด้วยความเป็นห่วง
ไม่ใช่ว่าเขาใจอ่อน แต่บรรดาตระกูลผู้ฝึกตนในเมืองเฉียนหลงทุกปีต้องส่งบรรณาการให้ฉินอู๋ซวง ซึ่งความจริงก็คือส่งให้เขานั่นเอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาคือแหล่งผลประโยชน์ที่รอให้เก็บเกี่ยวทุกปี หากเว่ยปาฮวงทำรุนแรงเกินไป ถอนรากถอนโคนไปหมด แล้วต่อไปเขาจะเก็บเกี่ยวได้อย่างไร?
ฉินอู๋เหวยเพียงแค่ไม่อยากให้ตนเองต้องสูญเสียผลประโยชน์เท่านั้น
เมื่อตัดการติดต่อจากเมล็ดพันธุ์เต๋า ฉินอู๋เหวยเพิ่งก้าวออกจากห้องฝึกตน ก็เห็นหนานกงเหมี่ยวตบโต๊ะดังปังด้วยความโกรธจัด ทำท่าจะพุ่งออกไปข้างนอก
"นายท่าน ข้าเสียกิริยาแล้ว!"
เมื่อเห็นฉินอู๋เหวยออกมา หนานกงเหมี่ยวก็แลบลิ้น รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่บนใบหน้ายังมีรอยโกรธหลงเหลืออยู่ ดูเหมือนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น? ว่างๆ อยู่พอดี ข้าจะไปดูพร้อมกับเจ้า!"
ใจของฉินอู๋เหวยเต้นแรง เขารีบเดินออกไปพร้อมกับหนานกงเหมี่ยว
ระหว่างทางไปยังตลาดการค้าฝั่งตะวันออกของเมือง ฉินอู๋เหวยก็ทราบเรื่องราวทั้งหมด
ที่แท้คนรับซื้อสมุนไพรของร้านขายโอสถ ระหว่างเดินทางกลับเมืองเฉียนหลง กลับถูกดักปล้นกลางทาง
สมุนไพรวิญญาณที่ใช้หินวิญญาณจำนวนมหาศาลกว้านซื้อมาถูกปล้นก็แล้วไปเถิด แต่ครั้งนี้พวกโจรกลับเหิมเกริมยิ่งกว่า เริ่มลงมือฆ่าคน
นอกจากจะเหลือรอดชีวิตกลับมาแจ้งข่าวเพียงคนเดียวแล้ว คนในขบวนที่เหลือล้วนถูกกลุ่มโจรฆ่าตายทั้งหมด
และในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น มีหลายคนที่เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาจู๋เมิ่ง
"นายท่าน นั่นไม่ใช่โจรธรรมดาแน่ ข้าสงสัยว่าเป็นฝีมือของตระกูลผู้ฝึกตนในเมืองเฉียนหลง!"
หนานกงเหมี่ยวกล่าวด้วยความเดือดดาล
หากเป็นโจรธรรมดา ย่อมไม่กล้าปล้นขบวนเดินทางที่มีผู้ฝึกตนคุ้มกันอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการฆ่าคน
"แม่หนูน้อย ข้าวจะกินซี้ซั้วได้ แต่คำพูดจะพูดจาส่งเดชไม่ได้"
"ทุกสิ่งล้วนต้องว่ากันด้วยหลักฐาน หากไม่มี ก็ถือเป็นการพูดจาเหลวไหล"
"ท่านเจ้าเมือง ข้าคิดว่าท่านจำเป็นต้องสั่งสอนสาวใช้ของท่านบ้าง นางพูดจาเช่นนี้ มีเจตนาร้ายแอบแฝง เห็นได้ชัดว่าต้องการยุแยงตะแคงรั่ว ไม่เป็นผลดีต่อความสามัคคีของเมืองเฉียนหลง"
หวังรุ่ยโผล่มาจากที่ใดก็ไม่ทราบ หน้าตาดำทะมึน ดูเหมือนจะไม่พอใจกับข้อสันนิษฐานของหนานกงเหมี่ยวเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังมีประมุขตระกูลหลี่และตระกูลจ้าวปรากฏตัวตามมา พร้อมส่งเสียงหัวเราะเย็นชา
ฉินเย่าจู่ก็มาด้วย ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ รอชมเรื่องสนุก
เวลานี้ไม่ใช่แค่ตระกูลฉินของพวกเขาเท่านั้น แต่ตระกูลหวังและบรรดาตระกูลผู้ฝึกตนต่างก็นั่งไม่ติด ไม่อยากเห็นหอการค้าหนานกงขยายอิทธิพลต่อไป จึงเริ่มทำการกดดัน
มิเช่นนั้นแล้ว ธุรกิจของทุกคนคงพังพินาศ ถูกหอการค้าหนานกงแย่งไปหมด
ครั้งนี้เป็นเพียงการสั่งสอนหอการค้าหนานกงเล็กๆ น้อยๆ หากยังไม่รู้ตัว ไม่แน่ว่าครั้งหน้าอาจถึงขั้นเผาร้านขายโอสถทิ้ง
ส่วนเรื่องที่ว่าใครเป็นคนลงมือทำเรื่องนี้ ฉินเย่าจู่ไม่รู้จริงๆ
แต่ทั้งหมดนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือในเรื่องการกดดันหอการค้าหนานกง ทุกคนได้บรรลุข้อตกลงและมีความเข้าใจตรงกันแล้ว
"นายท่าน ขออภัย ข้าไม่ควรพูดจาเหลวไหล!"
หนานกงเหมี่ยวกัดริมฝีปาก รีบเอ่ยปากขอโทษ
การที่หวังรุ่ยและพวกร่วมมือกันมา ชิงลงมือก่อน ย่อมเห็นได้ชัดว่าต้องการมากดดันนายท่าน และนางก็ไม่อยากนำปัญหาที่ไม่จำเป็นมาให้นายท่าน
ขณะที่หนานกงเหมี่ยวข่มความโกรธในใจ เตรียมก้มหน้ายอมรับผิด ฉินอู๋เหวยก็ยิ้มออกมา เขายกมือขึ้นลูบศีรษะหนานกงเหมี่ยวเพื่อเป็นการปลอบโยน
และเมื่อเขาหันกลับมา รอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเย็นชา เขากล่าวเสียงเรียบว่า "ประมุขหวัง สาวใช้ของข้า ข้าย่อมสั่งสอนเอง ส่วนจะสั่งสอนเช่นไร ไม่จำเป็นต้องให้ท่านมาเดือดร้อน"
"และเรื่องในครั้งนี้ ข้าจะส่งคนไปสืบสวน วันหน้าเมื่อความจริงกระจ่าง ข้าจะไม่ปล่อยผู้ใดไปแม้แต่คนเดียว!"
ไม่ไว้หน้ากันใช่หรือไม่? เช่นนั้นก็ฉีกหน้ากันไปเลย อย่างมากก็แค่แตกหัก
เร้นกายสิบปีแล้วสิบปีเล่า ดูเหมือนว่าเวลาจะทำให้ผู้คนลืมเลือนไปจริงๆ จนใครหลายคนในเมืองเฉียนหลงพากันลืมไปว่า อารมณ์ของเขาผู้เป็นเจ้าเมืองผู้นี้ แท้จริงแล้วไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เมื่อสิ้นคำ ฉินอู๋เหวยก็จูงมือหนานกงเหมี่ยว ก้าวเดินตรงไปข้างหน้า
ปล่อยให้หวังรุ่ยและพวกที่ถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์มีสีหน้าย่ำแย่ เมื่อมองหน้ากัน ก็เห็นรอยเขียวคล้ำบนใบหน้าของอีกฝ่าย
เดิมทีคิดว่าจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง เพื่อร่วมกันกดดันเจ้าเมืองหนุ่ม ใครจะคาดคิดว่าท่าทีของฉินอู๋เหวยจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ ทำให้พวกเขาตั้งรับไม่ทัน