- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 5 ยึดครองร่างแยกอัจฉริยะร่างแรก
บทที่ 5 ยึดครองร่างแยกอัจฉริยะร่างแรก
บทที่ 5 ยึดครองร่างแยกอัจฉริยะร่างแรก
บทที่ 5 ยึดครองร่างแยกอัจฉริยะร่างแรก
"อู๋เหวย เจ้าพูดถูก นี่มันคือน้ำขุ่นมัวที่แอ่งหนึ่ง ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ดีแล้ว!"
ฉินหมิงเซวียนส่ายหน้าไปมา ยังคงทอดถอนใจไม่หยุด
แน่นอนว่าฉินอู๋ซวงคือบุตรแห่งสวรรค์ มิเช่นนั้นแล้วก็คงไม่ได้รับการยอมรับจากสำนักว่านเฉา และได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการ
แต่มีคำกล่าวหนึ่งที่ถูกต้อง อัจฉริยะที่ยังไม่เติบโต ก็หาได้สลักสำคัญอันใดไม่
เมื่อก่อน เขารู้สึกอิจฉาลูกพี่ลูกน้องของตนเป็นอย่างมาก อิจฉาที่อีกฝ่ายมีบุตรชายที่มีพรสวรรค์โดดเด่น
ทว่าเมื่อเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น เขาก็พลันรู้สึกว่าการที่บุตรชายของตนเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญก็ดีไปอีกแบบ อย่างน้อยก็ไม่ต้องตกเป็นเป้าแห่งความริษยา และยิ่งไม่ต้องถูกผู้ใดลอบปองร้าย
มีคำกล่าวว่า ศึกษาเต๋ามิจำเป็นต้องพิสดาร ไร้การกระทำย่อมดีกว่ามีผลงาน
ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติก็ดีอยู่แล้ว
นึกย้อนกลับไปตอนนั้น เหตุผลที่เขาตั้งชื่อเช่นนี้ก็เพื่อสื่อความหมายเช่นนี้แหละ เดิมทีมันก็เป็นความตั้งใจแรกเริ่มของเขา
เพียงแต่เมื่อมองเห็นบุตรหลานของบ้านอื่นเริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพจิตใจของคนเป็นพ่ออย่างเขาก็ค่อยๆ เสียศูนย์ไป
"อู๋เหวยเอ๋ย พ่ออยากจะขอโทษเจ้าสักคำ"
"เอ๊ะ! เจ้าเด็กเหม็นสาบ หายไปไหนแล้ว?!"
ฉินหมิงเซวียนรำพึงรำพันอยู่นาน เมื่อหันศีรษะกลับไปมองก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าฉินอู๋เหวยได้วิ่งหายลับไปตั้งนานแล้ว
......
"ท่านลุงใหญ่โปรดระงับความโศกเศร้า!"
"ข้าได้ยินมาว่าสหายอู๋ซวงได้รับบาดเจ็บ จึงแวะมาเยี่ยมเยียน"
ฉินอู๋เหวยวิ่งเหยาะๆ มาถึงเรือนที่เป็นที่พักของฉินอู๋ซวง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
ทีแรกเขาตั้งใจจะบีบน้ำตาร้องไห้สักสองสามเสียง ทว่ายามนี้สภาพจิตใจของเขาเบิกบานเกินไป จึงไม่อาจร้องไห้ออกมาได้จริงๆ
ดวงตาที่แดงก่ำเช่นนี้ ก็เป็นผลจากการใช้มือขยี้อย่างรุนแรงระหว่างทางที่เดินมา
"เข้าไปเถอะ!"
"เข้าไปดูใจอู๋ซวงพวกเราเป็นครั้งสุดท้าย"
"สวรรค์ริษยาคนเก่ง! อู๋ซวงของพวกเราไม่มีวาสนาเอาเสียเลย!"
ฉินหมิงป๋อ ซึ่งก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของฉินอู๋ซวง มีสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว เขาพยักหน้าเบาๆ
ข้างกายเขายังมีสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งร้องไห้คร่ำครวญจนแทบจะขาดใจอยู่รอมร่อ
ฉินเย่าจู่ ผู้นำตระกูลก็อยู่ที่นั่นด้วย ใบหน้าของเขาดำทะมึน ดวงตาทั้งสองข้างราวกับมีเปลวไฟลุกโชน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว "หนี้เลือดต้องชำระด้วยเลือด! หากสืบรู้ว่าผู้ใดคือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ตระกูลฉินของพวกเราจะขอสู้กับมันจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง!"
ความแค้นนี้มิอาจอยู่ร่วมฟ้า!
ฉินเย่าจู่โกรธแค้นจนถึงขีดสุด นึกเสียใจจนแทบกระอักเลือด
นี่เท่ากับเป็นการตัดขาดความหวังในอนาคตของตระกูลฉิน โอกาสอันดีงามที่จะได้ผงาดขึ้นมาพลันมลายหายไปกับตา
หากรู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาควรจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และรอต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง รอจนกว่าฉินอู๋ซวงจะได้เข้าร่วมกับสำนักว่านเฉาอย่างเป็นทางการแล้ว จึงค่อยประกาศข่าวออกไป
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าผู้ใดที่คิดจะลอบกัดฉินอู๋ซวง ก็ล้วนต้องชั่งน้ำหนักดูให้ดีเสียก่อน
แต่ยามนี้ ฉินอู๋ซวงยังไม่ได้เข้าร่วมกับสำนักว่านเฉา และเมื่อเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น คาดว่าต่อให้สำนักว่านเฉาทราบข่าว ก็คงจะไม่ดำเนินมาตรการใดๆ ทั้งสิ้น
ในขณะที่ฉินเย่าจู่ ผู้นำตระกูลกำลังรู้สึกสำนึกเสียใจอยู่นั้น ฉินอู๋เหวยก็ได้เดินตรงเข้าไปในห้องด้านในแล้ว
เขาเห็นเด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ลมหายใจรวยริน นัยน์ตาที่เคยสว่างไสวก็หมองคล้ำ สูญเสียประกายแสงที่ควรจะมีไปจนสิ้น
กลิ่นหอมของเม็ดยาตลบอบอวลไปทั่ว บนโต๊ะยังมีสมุนไพรวิเศษล้ำค่าที่ช่วยบำรุงร่างกายวางเรียงรายอยู่อีกมากมายหลายชนิด
คาดว่าเพื่อที่จะช่วยชีวิตของฉินอู๋ซวง ตระกูลฉินคงจะนำของล้ำค่าที่เก็บซ่อนไว้ก้นหีบออกมาจนหมดสิ้นแล้ว
ทว่ามันก็ไร้ประโยชน์ อาการบาดเจ็บของฉินอู๋ซวงนั้นสาหัสเกินไป อวัยวะภายในทั้งห้าแหลกเหลว เว้นเสียแต่ว่าจะมีโอสถวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ มิเช่นนั้นแล้ว ย่อมมิอาจช่วยเหลือเขาได้เลย
และตระกูลฉินก็เป็นเพียงตระกูลผู้ฝึกตนธรรมดา ย่อมมิอาจหาโอสถวิเศษล้ำค่าเช่นนั้นมาครอบครองได้
สำนักว่านเฉาน่าจะมี แต่น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าฉินอู๋ซวงยังไม่ได้เข้าสำนัก แม้ว่าระยะทางจะใกล้เพียงใด สำนักว่านเฉาก็อาจจะไม่ยินยอมนำโอสถวิเศษที่ล้ำค่าปานนั้นออกมาให้ก็เป็นได้
"ฉินอู๋เหวย? เจ้าตั้งใจมาดูเรื่องตลกของข้าหรือ?"
"ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้าได้ไปเยือนตระกูลหลิ่วมาหนหนึ่ง เดิมทีตั้งใจจะช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้กับเจ้า"
"แต่ตอนนี้ข้ากำลังจะตายแล้ว คำพูดของข้าก็คงไม่มีน้ำหนักอันใดอีก"
ฉินอู๋ซวงกลอกดวงตาที่หม่นหมอง พลางหัวเราะเยาะตนเอง
เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ ในตระกูลฉิน เขามีความรู้สึกที่ดีต่อฉินอู๋เหวย
หากจะว่าไป พวกเขาถือเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยกันในตระกูล
ในขอบเขตที่เขาสามารถทำได้ เขายินดีที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือฉินอู๋เหวยเสมอ
เพียงแต่น่าเสียดายที่เขาคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว เพราะอัจฉริยะที่ตายไปแล้วย่อมไร้ความหมาย
"ข้าเชื่อ!"
"มีน้ำใจนัก!"
"เห็นแก่จุดนี้ ข้าจะช่วยชีวิตเจ้าไว้สักหน!"
เมื่อได้ฟังดังนั้น ฉินอู๋เหวยก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นยิ้มบางเบาและเอ่ยขึ้น
ไม่คิดเลยว่าฉินอู๋ซวงจะไปเยือนตระกูลหลิ่วมาหนหนึ่งจริงๆ เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย และค่อนข้างซาบซึ้งใจ
ทว่าความซาบซึ้งก็ส่วนความซาบซึ้ง หากมิใช่เพราะเขาสนใจพรสวรรค์รากวิญญาณอัสนีบริสุทธิ์ของฉินอู๋ซวงแล้วล่ะก็ เขาก็คงทำได้เพียงแค่รู้สึกซาบซึ้งใจ แต่จะไม่ลงมือช่วยเหลืออย่างแน่นอน
ต้องรู้ไว้ว่าเมล็ดพันธุ์เต๋าของเขา ต้องใช้เวลาในการหลอมวิญญาณถึงสิบปีเต็มกว่าจะควบแน่นออกมาได้สำเร็จ
การลงทุนครั้งนี้ จะต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับราคา และมันยังเกี่ยวข้องกับแผนการซ่อนตัวอันยิ่งใหญ่ในก้าวต่อไปของเขาอีกด้วย
"หึหึ จะเชื่อหรือไม่ก็ล้วนไม่สำคัญแล้ว"
"เดี๋ยวก่อน!"
"เจ้าว่าอย่างไรนะ? จะช่วยชีวิตข้ากระนั้นหรือ?!"
ฉินอู๋ซวงที่กำลังจมอยู่ในความสิ้นหวังหันขวับมามอง ก่อนจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ฉินอู๋เหวย เจ้าทำแบบนี้ช่างไร้ความหมายสิ้นดี ข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว เจ้ายังจะมาล้อเล่นกับข้าอีกงั้นหรือ?"
บรรดาผู้อาวุโสในตระกูล ผู้นำตระกูล ตลอดจนแพทย์โอสถที่ไปเชิญมาจากเมืองเฉียนหลงด้วยราคาแสนแพง ล้วนมาดูอาการของเขาแล้ว ทุกคนต่างก็หมดหนทาง
เขาได้กินโอสถรักษาอาการบาดเจ็บไปตั้งมากมาย ตลอดจนของบำรุงชั้นยอดต่างๆ แต่ก็ทำได้เพียงยืดอายุขัยออกไปได้แค่ครึ่งค่อนวันเท่านั้น
ซึ่งก็หมายความว่า เขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้อีกต่อไป ยามนี้เป็นเพียงการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเท่านั้น
ตระกูลฉินอันยิ่งใหญ่ต่างพากันจนปัญญา ได้แต่เบิกตามองเขาตายจากไป ส่วนฉินอู๋เหวยที่ทุกคนในตระกูลต่างยอมรับว่าเป็นเพียงขยะไร้ค่า วันๆ เอาแต่ดื่มสุรานารี การที่มาพูดจาเช่นนี้ในยามนี้ ช่างไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง
"ขอยืมคำพูดของเจ้าเมื่อครู่มาใช้ ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้าไม่ได้ล้อเล่นจริงๆ"
"แต่ทุกสิ่งล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย หากต้องการฟื้นคืนชีพ เจ้าจำเป็นต้องเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มี"
"เรื่องนี้เจ้าต้องคิดให้รอบคอบ!"
ฉินอู๋เหวยมีสีหน้าจริงจัง เขาก้าวไปข้างหน้า นั่งลงที่ขอบเตียง และยื่นมือไปทาบที่หน้าอกของฉินอู๋ซวง
"ดังนั้น หากข้าปฏิเสธ เจ้าก็จะถ่ายทอดพลังปราณและปลิดชีพข้าเสียเลยงั้นหรือ?"
"ตอนนี้ข้าเริ่มจะเชื่อขึ้นมาบ้างแล้ว"
ฉินอู๋ซวงมองฉินอู๋เหวยด้วยสายตาล้ำลึก ตอนนี้ดูเหมือนว่าลูกพี่ลูกน้องของตนผู้นี้จะมิใช่ขยะไร้ค่า แต่เป็นผู้ที่ซุกซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ไว้ และซ่อนมันไว้ได้ลึกซึ้งยิ่งนัก
เพียงแต่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ฉินอู๋ซวงก็พยักหน้ารับ "ขอเพียงสามารถรอดชีวิตได้ ข้ายินดีเดิมพันด้วยทุกสิ่ง!"
คนจวนจะตายอยู่แล้ว เขาย่อมไม่มีสิ่งใดให้ต้องสูญเสียอีก
เช่นนั้นแล้ว ไฉนจึงไม่ลองเสี่ยงดูสักตั้ง?!
และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เขาอยากรู้อย่างแท้จริงว่าฉินอู๋เหวยจะช่วยชีวิตตนได้อย่างไร?
อย่าบอกนะว่าฉินอู๋เหวยมีโอสถวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตายได้? แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว!
"เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด!"
"เอาล่ะ เจ้าเพียงแค่ปล่อยวางจิตใจ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ก็พอ"
ฉินอู๋เหวยยิ้มบางเบา ฉินอู๋ซวงเดาถูกแล้ว หากอีกฝ่ายปฏิเสธ เขาก็จำต้องใช้วิธีการบางอย่างเพื่อเร่งความตายของฉินอู๋ซวงให้เร็วขึ้น
มิเช่นนั้นแล้ว ความลับของเขาก็จะถูกเปิดเผย
แม้ว่าเขาจะพูดจาอย่างคลุมเครือยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงใดๆ และยิ่งไม่ต้องการให้ข่าวคราวใดๆ รั่วไหลออกไป
ฉินอู๋ซวงที่นอนอยู่ตรงหน้านี้ก็คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อปล่อยข่าวออกไปก่อนเวลาอันควร ก็ถูกคนลอบกัดในทันที และกำลังจะสิ้นใจตายในไม่ช้า
ส่วนความลับเรื่องการมีชีวิตเป็นอมตะของเขา รวมถึงติ่งฮวงในร่างกายนั้นเล่า ไฉนเลยฉินอู๋ซวงเพียงคนเดียวจะนำมาเทียบเคียงได้?
เมื่อกล่าวจบ ฉินอู๋เหวยก็ใช้ความคิด กระตุ้นติ่งฮวงในร่างกาย แสงสีรุ้งจุดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า และพุ่งวาบเข้าสู่หว่างคิ้วของฉินอู๋ซวงอย่างรวดเร็ว
ยึดครองร่างแยกอัจฉริยะร่างแรกได้สำเร็จ!
......