- หน้าแรก
- ผมพกเอไอไปสอบขุนนาง ขอย้อนเวลามาสร้างตำนาน
- บทที่ 401 กล้าสู้มือเปล่ากับข้าสักตั้งไหมล่ะ
บทที่ 401 กล้าสู้มือเปล่ากับข้าสักตั้งไหมล่ะ
บทที่ 401 กล้าสู้มือเปล่ากับข้าสักตั้งไหมล่ะ
ความเร็วของมีดบินที่แหวกอากาศมานั้น มันเร็วเกินกว่าที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์จะตามทัน การจะพึ่งพาสัญชาตญาณเฉพาะหน้าเพื่อหลบหลีกนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย ทางเดียวที่จะรับมือได้คือต้องคาดเดาจุดตกของมันให้ได้ก่อนเท่านั้น
โจวเฉียงรู้สึกหวิวๆ ที่หัว มวยผมที่เคยรวบตึงด้วยผ้าสีฟ้าพลันหลุดลุ่ย เส้นผมสีดำขลับร่วงสยายลงมาปรกใบหน้าไปกว่าครึ่ง มีปอยผมสองสามเส้นเกาะติดกับหน้าผากที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขายืนนิ่งเป็นหินอยู่กับที่ ข้างกายมีเศษผมที่ถูกตัดขาดปลิวว่อนอยู่บนพื้น พร้อมกับเศษผ้าสีฟ้าที่เคยใช้มัดผม!
แม่น... แม่นยำเกินไปแล้ว ต่อให้เขามีวรยุทธ์ล้ำเลิศแค่ไหน แต่เจอคู่ต่อสู้ระดับนี้เข้าไป ก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
มีดเมื่อกี้เล็งแค่ที่มวยผม แต่ถ้าต่ำลงมาอีกแค่สองนิ้ว มันก็คงเจาะกลางหว่างคิ้วเขาไปแล้ว!
คิดได้ดังนั้น เหงื่อเย็นเยียบก็หยดแหมะลงจากหน้าผาก กระทบพื้นหินสีเขียวจนเกิดเป็นรอยเปียกชื้นเล็กๆ
"ขะ... ข้าแพ้แล้ว!"
ดาบเล่มใหญ่ในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นดังเคร้ง ท่าทางของเขาดูเหม่อลอยไร้เรี่ยวแรง
ช่วยไม่ได้ คู่ต่อสู้คนนี้น่ากลัวเกินไป ตอนแรกยังคิดว่าจะอาศัยจังหวะเท้าเพื่อหลบมีดบิน
แต่พอเอาเข้าจริง มันกลับไร้ประโยชน์สิ้นดี!
เขาแอบคิดด้วยซ้ำว่า ถ้าอู๋ตี๋ไม่ยอมออมมือให้ล่ะก็ ตั้งแต่วินาทีที่กรรมการประกาศเริ่มการแข่งขัน เขาก็คงแพ้ราบคาบไปแล้วแน่ๆ
"ขออภัยด้วยพี่โจว ข้าก็แค่อาศัยความได้เปรียบเรื่องระยะการโจมตีก็เท่านั้น ถ้าปล่อยให้ท่านเข้าประชิดตัวได้ ข้าคงไม่มีทางชนะแน่นอน"
อู๋ตี๋ประสานมือคารวะ พร้อมกับพูดโกหกหน้าตาย!
หลอกเด็กน่ะสิ! ต่อให้เข้าประชิดตัวได้ เจ้าก็สู้ข้าไม่ได้อยู่ดี!
อีกอย่าง เวทีก็กว้างตั้งขนาดนี้ คิดว่าข้าจะยืนบื้อให้เจ้าเข้ามาตีฟรีๆ หรือไง เรื่องวิชาหนีเอาตัวรอด ข้าก็เชี่ยวชาญไม่แพ้ใครหรอกน่า!
"ไม่เป็นไรๆ น้องชายไม่ต้องถ่อมตัวหรอก ข้าไม่ใช่คนแพ้ไม่เป็น! แข่งหกรอบ ข้ายังเหลืออีกห้ารอบ ผ่านเจ้าไปได้ ข้าก็สบายตัวแล้ว!"
โจวเฉียงยักไหล่ ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กรรมการก็ประกาศผลแพ้ชนะพอดี!
พอลงจากเวที ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม ไม่ได้มีฉากดราม่าแค้นฝังหุ่นแบบในละครหลังข่าวเลย
กลับกัน โจวเฉียงยิ่งมองอู๋ตี๋ก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม!
ก่อนการแข่งขันกล้าเอาไพ่ตายของตัวเองมาบอกคู่ต่อสู้แบบนี้ ความใจกล้าบ้าบิ่นระดับนี้มันน่าเลื่อมใสจริงๆ
โจวเฉียง เดี๋ยวสิ นึกขึ้นมาได้! โอ้โห แม่นยำเวอร์วังขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าเรื่องที่เขาถล่มรังโจรภูเขาร้อยกว่าคนด้วยตัวคนเดียว จะเป็นเรื่องจริง
ในขณะเดียวกัน บนที่นั่งของเหล่ากรรมการก็กำลังวุ่นวายสุดๆ
เหล่ากรรมการที่เมื่อกี้ยังนั่งจิบชาทำหน้าขรึม คอยจดบันทึกนู่นนี่นั่น
แต่พอถึงคิวของอู๋ตี๋ แต่ละคนก็ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้
"มีดบินยอดเยี่ยมมาก ทักษะการปาแม่นยำสุดๆ! วิชานี้มีของจริงๆ!"
"ใช่แล้ว ข้าจำผู้เข้าสอบคนนี้ได้แม่นเลย เมื่อวานเขาก็โชว์ฝีมือขี่ม้ายิงธนูได้ไร้ที่ติ พละกำลังก็มหาศาล! วันนี้ข้าก็ตั้งตารอดูอยู่ นึกไม่ถึงเลยว่าพอขึ้นเวที แค่กะพริบตาเดียวก็จบการประลองซะแล้ว"
"นั่นสิ! ถึงอาวุธอย่างมีดบินจะดูแปลกตาไปหน่อย แต่ถ้าเป็นการต่อสู้เอาเป็นเอาตายจริงๆ เขาก็ไม่สนเรื่องพวกนี้หรอก ขอแค่เอาชนะได้ มันก็คืออาวุธชั้นยอด!"
เหล่ากรรมการต่างก็วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา เฝิงชุนเซิง หัวหน้าผู้คุมสอบและรองเสนาบดีกรมกลาโหม ก็ลูบเคราพลางมองด้วยสายตาชื่นชม
เขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ก่อนหน้านี้ก็ชื่นชอบข้อสอบของอู๋ตี๋อยู่แล้ว ในใจก็แอบเอนเอียงมาทางอู๋ตี๋ตั้งแต่แรก
แต่ไม่คิดเลยว่า การสอบสองด่านหลังจากนี้ อู๋ตี๋ก็ยังทำให้เขาตกตะลึงได้อีก
ทางฝั่งพวกเหล่าเหลยเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
แม่ทัพเฒ่าป๋ายหลี่โส่วเฉิง หัวเราะลั่นจนต้องตบโต๊ะ "ไอ้หนุ่มนี่มันแน่จริงๆ ฝีมือร้ายกาจขนาดนี้ โชคดีนะที่การสอบบู๊ไม่ได้เน้นเรื่องพละกำลังส่วนตัวมากนัก ไม่งั้นใครจะไปสู้มันได้ล่ะเนี่ย"
ส่วนญาติผู้น้อง ป๋ายหลี่ฉางเฟิง ก็ยิ้มเจื่อนๆ
"เกือบจะลืมไปเลยว่าเขายังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก ก็เพราะอาวุธลับของเขาไม่สามารถเอามาโชว์สุ่มสี่สุ่มห้าได้ ไม่งั้นใครจะกล้าประลองกับเขาล่ะ"
ป๋ายหลี่ฉางเฟิงนึกถึงวันนั้นที่เมืองฮั่นอัน พวกเขากำลังตามสืบร่องรอยของพวกพรรคมาร แล้วดันหลงเข้าไปในตรอกแคบๆ
ทั้งที่รู้ว่ามีศัตรูซุ่มโจมตีอยู่ แต่ก็ทำอะไรไม่ถูก ในตอนที่กำลังสิ้นหวัง อู๋ตี๋ก็ควักปืนออกมา ระเบิดเสียงดังกึกก้องกัมปนาท!
ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น เขายังจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้!
ถ้าเอาของพรรค์นั้นมาใช้เป็นอาวุธล่ะก็ อย่าว่าแต่คนเลย ต่อให้เป็นเสือดาวหรือสัตว์ร้ายหน้าไหนมา ก็ต้องตายสถานเดียว!
องค์หญิงเก้าไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก แค่อู๋ตี๋ชนะนางก็ดีใจที่สุดแล้ว
ถ้าไม่ได้แอบเข้ามาดู นางคงร้องกรี๊ดเชียร์ไปแล้วล่ะ
ส่วนเจียงฮั่นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ผ่านฉลุย! ชนะศึกนี้ไปได้ ก็ถือว่าสร้างความเกรงขามได้แล้ว! คู่ต่อสู้คนต่อๆ ไป ต่อให้วิชากระบี่จะล้ำเลิศ หรือเพลงทวนจะยอดเยี่ยมแค่ไหน พอขึ้นเวทีมาเจออู๋ตี๋ ก็ต้องคิดหนักกันบ้างล่ะ
บวกกับเวทีประลองที่ถูกขยายให้กว้างขึ้น โอกาสชนะก็ยิ่งมีสูงลิ่ว"
เหลยหลิงอวิ๋นได้ยินแบบนี้ก็ยิ้มแก้มแทบปริ
เพราะถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ตำแหน่งจอหงวนบู๊ของอู๋ตี๋ก็ถือว่านอนมาเห็นๆ
ผลงานสองด่านแรกของเขาก็โดดเด่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสอบภาคทฤษฎี หรือขี่ม้ายิงธนู ก็เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมไร้คู่แข่ง
ถ้าด่านที่สามชนะอีก การสอบหน้าพระที่นั่งที่เหลือก็คงเป็นแค่การเดินแบบสวยๆ แล้วล่ะ
เรื่องนี้ต่อให้ไม่มีจีหงคุนคอยช่วยก็ไม่เป็นไร เพราะการสอบบู๊ไม่เหมือนการสอบบุ๋น ด่านสำคัญๆ ก็แข่งกันจบไปหมดแล้ว เปรียบเสมือนผลสอบออกมาแล้ว การให้ฮ่องเต้ตรวจสอบอีกรอบ ก็แค่เพื่อป้องกันการทุจริต และไม่ให้เผลอเอาพวกคนโง่ๆ มารับราชการก็เท่านั้นเอง
............
หลังจากนั้น การประลองก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น อู๋ตี๋บนเวทีหมายเลขสามกลายเป็นจุดสนใจของทุกคน
การประลองสี่รอบถัดมา คู่ต่อสู้ของอู๋ตี๋เปลี่ยนหน้ากันขึ้นมาไม่ซ้ำ มีทั้งชายร่างบึกบึนที่ใช้ค้อนคู่ จอมยุทธ์พเนจรที่ใช้ลูกตุ้มโซ่ และคุณชายตระกูลใหญ่ที่ใช้กระบี่ยาว
แต่ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะใช้งัดกระบวนท่าไหนมาสู้ อู๋ตี๋ก็รับมือได้อย่างสบายๆ... แค่สะบัดมือเบาๆ มีดบินประกายเย็นเยียบก็พุ่งออกไป ไม่ตัดพู่ประดับอาวุธ ก็เฉือนชายเสื้อคู่ต่อสู้จนขาดวิ่น มักจะรู้ผลแพ้ชนะตั้งแต่กระบวนท่าแรกเสมอ
มีดบินรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด แถมยังแม่นยำจนน่าเหลือเชื่อ ไม่เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้เข้าประชิดตัวได้เลย
ผ่านไปหลายรอบ อู๋ตี๋ก็ยังไม่มีเหงื่อสักหยด ท่าทางชิลเหมือนเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
เสียงชื่นชมจากที่นั่งกรรมการดังขึ้นไม่ขาดสาย เฝิงชุนเซิงลูบเคราตัวเองไม่หยุด ป๋ายหลี่โส่วเฉิงถึงกับตบโต๊ะตะโกนคำว่าเยี่ยมยิ่งดูก็ยิ่งถูกใจ
ชื่ออู๋ตี๋ ไร้เทียมทาน ฝีมือก็ไร้เทียมทานของจริง!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็มาถึงรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นรอบที่ทุกคนจับตามองมากที่สุด... คู่ต่อสู้คนที่หกปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ชายหนุ่มในชุดรัดรูป คาดเข็มขัดหยก ท่วงท่าสง่างามดั่งต้นสน ทันทีที่เขาก้าวขึ้นเวที บรรยากาศรอบข้างก็ดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นมาทันที
มีเสียงซุบซิบดังมาจากเขตพักรอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรงขาม "คนของจวนติ้งเป่ยโหว!"
"นั่นคือซื่อจื่อ จ้าวฉิงชาง! ลูกชายคนเดียวของจ้าวซานเหอ ติ้งเป่ยโหว!"
"อะไรนะ เป็นเขางั้นรึ ได้ยินมาว่าซื่อจื่อท่านนี้ได้รับการถ่ายทอดเพลงทวนมาจากท่านโหวผู้เฒ่าโดยตรง ฝีมือล้ำเลิศไร้เทียมทาน
คราวนี้ล่ะสนุกแน่ มีดบินปะทะทวนยาว ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีข้อได้เปรียบเรื่องระยะการโจมตี ดีไม่ดี ตำนานไร้พ่ายของ 9527 อู๋ตี๋ อาจจะต้องจบลงตรงนี้ก็ได้!"
ผู้เข้าสอบหลายคนแอบหมั่นไส้อู๋ตี๋อยู่ลึกๆ เพราะพวกเขารู้สึกว่าอู๋ตี๋ขี้โกงเกินไป!
เล่นเอาอาวุธระยะไกลมาสู้แบบนี้ ใครมันจะไปรับมือไหวล่ะ
แต่ตอนนี้ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งปรากฏตัวแล้ว ดีไม่ดีอาจจะช่วยแก้แค้นแทนพวกเขาได้
"หนวกหูโว้ย! ซื่อจื่อของติ้งเป่ยโหวแล้วไง มีดบินของพี่ข้าไม่เคยพลาดเป้า ข้าว่าเจอกันยกเดียวก็ร่วงเหมือนกันนั่นแหละ!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์อู๋ตี๋ในเขตพักรอดังระงม!
ก็แหม หมอนี่เมื่อวานก็โชว์พาว วันนี้ก็ยิ่งโชว์หนักกว่าเดิม ทำเอาคนอื่นหมั่นไส้ไปตามๆ กัน
แต่โจวเฉียงก็ยังเป็นคนซื่อๆ ที่พึ่งพาได้ ถึงจะต้องเผชิญหน้ากับสายตากดดันจากคนรอบข้าง เขาก็ยังกล้าออกตัวปกป้องอู๋ตี๋!
พอคนอื่นเห็นว่าเป็นโจวเฉียงพูด เสียงซุบซิบก็เบาลงไปเยอะ!
ช่วยไม่ได้ ก็โจวเฉียงมันมีฝีมือจริงๆ นี่นา ดาบใหญ่เล่มนั้นกวัดแกว่งได้อย่างทรงพลัง นอกจากจะแพ้อู๋ตี๋แล้ว รอบอื่นๆ เขาชนะรวด!
ในสถานที่ที่วัดกันด้วยฝีมือแบบนี้ ก็เลยไม่มีใครกล้าเถียงกับเขา!
แต่... ใครจะไปคิดว่า ในตอนที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น จ้าวฉิงชาง ซื่อจื่อบนเวที กลับยื่นข้อเสนอที่แปลกประหลาดออกมา
"ใต้เท้า ทักษะมีดบินของท่านช่างเหนือชั้น เป็นวิชาที่ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก หากจะวัดกันด้วยอาวุธ มีดบินของท่านถือว่าได้เปรียบมาก
ต่อให้ข้าจะมั่นใจว่าเพลงทวนของข้าไม่เป็นรองใครในหมู่คนรุ่นเดียวกัน แต่ข้าก็รู้ตัวดีว่าไม่อาจเอาชนะท่านได้
ดังนั้น ใต้เท้ากล้าที่จะวางอาวุธลง แล้วมาประลองฝีมือกันด้วยมือเปล่าสักตั้งไหมล่ะ"