- หน้าแรก
- ให้สร้างดันเจี้ยนสยองขวัญ แต่คุณดันจำลองช่วงม.6 เนี่ยนะ?
- ตอนที่ 7 นี่มันหอพักหรือคุกกันแน่!
ตอนที่ 7 นี่มันหอพักหรือคุกกันแน่!
ตอนที่ 7 นี่มันหอพักหรือคุกกันแน่!
เมื่อซาร่านับแต้มพลังงานด้านลบได้ครบหนึ่งพันแต้ม เธอก็ยิ้มแฉ่งจนดูเหมือนพวกหน้าเงินไม่มีผิด
"เวลาผ่านไปแค่ครึ่งวัน ฉันก็รวบรวมได้ตั้งหนึ่งพันแต้มแล้ว นี่มันเกิดขึ้นได้เฉพาะในดันเจี้ยนระดับ SSS เท่านั้นนะเนี่ย ถ้าประเมินระดับดันเจี้ยนเสร็จเมื่อไหร่ ฉันต้องได้เลื่อนขั้นแถมยังได้ขึ้นเงินเดือนอีกแน่ๆ!" ซาร่าเริ่มจินตนาการถึงชีวิตของตัวเองหลังจากได้เลื่อนขั้นและขึ้นเงินเดือน
แต่จู่ๆ เธอก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และหันไปมองเฉินหลาน
ถ้าดันเจี้ยนถูกประเมินให้อยู่ในระดับ SSS ล่ะก็ เฉินหลานจะต้องกลายเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ดูแลคนอื่นๆ อย่างแน่นอน หากพวกนั้นพยายามจะแย่งตัวเขาไปจากเธอ เธอคงไม่มีโอกาสสู้พวกนั้นได้แน่
เธอต้องหาวิธีเอาชนะใจเฉินหลานและทำให้เขายอมอยู่กับเธอด้วยความสมัครใจให้ได้
ในเวลานี้ เฉินหลานไม่ได้รู้ตัวเลยว่าซาร่ากำลังวางแผนอะไรอยู่ เขาเอาแต่จ้องมองดันเจี้ยนอย่างตั้งอกตั้งใจ รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นใบหน้าของหลี่ปิงที่บิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน
——
คาบเรียนช่วงบ่ายล้วนเป็นวิชาวรรณคดีจีน ตลอดระยะเวลาสี่ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่บ่ายสองโมงยันหกโมงเย็น ทุกคนหิวโซจนตาลายไปหมด
"ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ ถ้าไม่รีบเลิกเรียนล่ะก็ ฉันคงได้อดตายแน่ๆ" เด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้น เขารู้สึกหน้ามืดวิงเวียนและหิวจนไส้กิ่ว
คนอื่นๆ ก็รู้สึกไม่ต่างกัน ไม่มีใครได้กินข้าว แถมยังไม่ได้เข้าห้องน้ำอีก กระเพาะปัสสาวะของพวกเขาแทบจะระเบิดอยู่แล้ว แต่ก็ต้องฝืนทนนั่งฟังคำบรรยายต่อไป
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง~
เมื่อเสียงกริ่งหมดคาบดังขึ้น ทุกคนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นั่นหมายความว่าวันอันแสนทรมานได้จบลงแล้ว และในที่สุดพวกเขาก็จะได้กินข้าวและพักผ่อนสักที
"เลิกเรียนได้ คาบทบทวนบทเรียนภาคค่ำจะเริ่มตอนสองทุ่ม"
พูดจบคุณครูผีก็หายตัวไป ทิ้งให้ทุกคนยืนอึ้งตะลึงงัน
"อะไรนะ? มีเรียนคาบค่ำตอนสองทุ่มด้วยเหรอ? ไอ้คาบค่ำบ้าบอนี่มันคืออะไรกัน?"
"ล้อกันเล่นหรือเปล่า เราต้องเรียนตอนสองทุ่มจริงๆ เหรอเนี่ย? นี่มันรีดเค้นเวลาทุกหยาดหยดไปจากพวกเราชัดๆ แบบนี้มันต่างอะไรกับติดคุกวะเนี่ย?"
"นี่มันชีวิตม.6 บ้าบออะไรกัน? ตอนที่ฉันอยู่ม.6 ไม่เห็นจะมีคาบทบทวนบทเรียนภาคค่ำอะไรนี่เลย เลิกเรียนตอนหกโมงเย็นก็ถือว่าดึกมากแล้วนะขอบอก ขืนมีเรียนเพิ่มอีก... นี่มันนรกชัดๆ!"
พวกเขาเรียนกันมาทั้งวันแล้ว และตอนนี้ยังต้องมาเรียนตอนกลางคืนอีก แบบนี้มันต่างอะไรกับการติดคุกกันล่ะ?
อันที่จริง อยู่ในคุกยังได้กินข้าวเลยนะ นี่พวกเขายังไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องเลยสักนิด
"ใครจะไปสนเรื่องนั้นกันล่ะ รีบไปกินข้าวกันเถอะ!"
ใครบางคนตะโกนขึ้นมา แล้วทุกคนก็พุ่งตัวออกไปเหมือนหมาป่าหิวโซ มุ่งหน้าตรงไปยังโรงอาหาร
คราวนี้พอไปถึงโรงอาหาร พวกเขาก็เห็นคุณป้าผีหลายคนถือทัพพีตักข้าวรอพวกเขาอยู่
พวกเขาดีใจจนเนื้อเต้น ในที่สุดก็จะได้กินข้าวสักที!
พวกเขาต่างพากันวิ่งไปต่อแถวที่หน้าต่าง เมื่อมองไปเห็นผัดมะเขือเทศใส่ไข่ น่องไก่ เนื้อผัดพริกหยวก และกะหล่ำปลี น้ำลายของพวกเขาก็สอเต็มปาก
"คุณป้าคะ ขอเนื้อเยอะๆ หน่อยนะคะ" หลี่ปิงซึ่งอยู่หัวแถวรีบพูดขึ้นมา
"ได้เลยจ้ะ"
คุณป้าใช้ทัพพีตักเนื้อขึ้นมาจนพูนช้อน ทำให้หลี่ปิงกลืนน้ำลายเอื้อกด้วยความคาดหวัง
แต่ในวินาทีต่อมา มือของคุณป้ากลับเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรงราวกับเป็นโรคพาร์กินสัน เนื้อที่ตักมาพูนช้อนถูกเขย่าจนเหลือแค่สี่ห้าชิ้นเท่านั้น
ก่อนจะเทดัง 'แหมะ' ลงบนถาด มันคือพริกหยวกกองโตที่มีเนื้อแค่สี่ชิ้น แบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทรพริกหยวกเลย!
หลี่ปิงโกรธจนแทบจะกระอักเลือด เธอรีบพูดขึ้น "คุณป้าคะ เลิกมือสั่นได้ไหมคะ?"
แต่คุณป้ากลับเมินเฉยใส่เธอ และหันไปตักผัดมะเขือเทศใส่ไข่ต่อ มือของหล่อนก็สั่นพั่บๆ เหมือนเดิม และสุดท้ายก็เหลือแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เทลงบนถาด
ส่วนน่องไก่นั้นเล็กจิ๋วหลิวมาก คราวนี้มือคุณป้าไม่สั่นแล้วล่ะ เพราะถ้าสั่น คงไม่เหลืออะไรให้กินพอดี
และกะหล่ำปลีซึ่งเป็นเมนูสุดท้ายก็ไม่วายโดนโรคพาร์กินสันเล่นงานจนเหลือแต่เศษใบกะหล่ำปลีสองสามใบ
สุดท้ายก็โปะข้าวสวยลงไป เป็นอันเสร็จสิ้น!
"อ่ะ นี่จ้ะ"
คุณป้าส่งถาดอาหารให้ หลี่ปิงรับมาทั้งน้ำตา เธอมองดูปริมาณอาหารและข้าวอันน้อยนิดบนถาด
เธอไม่เคยกินอาหารที่อัตคัดขนาดนี้มาก่อนเลย ของแค่นี้จะไปยาไส้ใครได้วะ?
แต่เธอก็หวาดกลัวเกินกว่าจะพูดสิ่งที่คิดออกไป
เมื่อคนอื่นๆ เห็นว่าอาหารมีน้อยแค่ไหน พวกเขาก็ด่าทออยู่ในใจ แต่ก็ไม่กล้าปริปากบ่นอะไรออกมาเช่นกัน
หลังจากรับอาหารเสร็จ ทุกคนก็หาที่นั่งและเริ่มสวาปามอย่างตะกละตะกลาม
"บ้าเอ๊ย ให้น้อยชะมัด ไม่พอยาไส้เลยด้วยซ้ำ"
"กินๆ เข้าไปเถอะน่า ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้กินนะ"
"ใช่ ฉันหิวมาทั้งวันแล้ว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้กินหรือเปล่าเลย"
"ดันเจี้ยนนี้ก็ดูไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่นะ แค่ลำบากนิดหน่อย เดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ"
ตราบใดที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต พวกเขาก็ไม่กลัว ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น!
"มีน้ำซุปด้วยนะ ใครหิวก็ไปตักกินได้"
ในตอนที่พวกเขากำลังจะกินเสร็จ เสียงของคุณป้าในโรงอาหารก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นขึ้นมาทันที มีน้ำซุปให้ด้วยเหรอเนี่ย!
พวกเขารีบไปตักซุป แต่พอไปถึงก็ต้องพบกับความจริงที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าน้ำซุปนั้นเป็นเพียงถังเหล็กใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำสีเหลืองขุ่นๆ
"นี่มันซุปบ้าอะไรเนี่ย? ทำไมถึงเหมือนน้ำยาล้างจานเลยล่ะ?"
"มีใบกะหล่ำปลีลอยอยู่ด้วย หรือว่านี่จะเป็นน้ำล้างกะหล่ำปลีกันแน่?"
"ถ้าฉันกินเข้าไปแล้วจะไม่ตายใช่ไหม?"
"แค่อาหารก็แย่พอแล้ว นี่แม้แต่น้ำซุปยังดูเหมือนน้ำล้างจานอีก"
เมื่อเห็นซุปถังนี้ ทุกคนก็หมดเรี่ยวหมดแรงและรู้สึกสิ้นหวัง
นี่มันของให้คนกินเหรอวะ?
คงเอาไว้ให้หมูกินซะมากกว่า ไม่มีซุปที่ไหนจืดชืดขนาดนี้หรอก มันเหมือนน้ำล้างกะหล่ำปลีจริงๆ นั่นแหละ
ปกติซุปที่พวกเขากินจะเป็นน้ำซุปบำรุงกำลังที่ต้มกับไก่และเนื้อสัตว์
เมื่อเห็นซุปแบบนี้ ทุกคนก็หมดความอยากอาหารและเดินจากไป ไม่มีใครยอมตักไปกินเลยสักคน
น้ำล้างจานแบบนี้ ปล่อยให้พวกผีกินไปเถอะ
ไม่มีใครกินซุปเลยสักคน หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเขาก็เดินตามป้ายบอกทางไปยังหอพักของตัวเอง!
มันเป็นอาคารหอพักเดี่ยว แต่ถูกแบ่งแยกโซนตามเพศ ที่ทางเข้าหอพักมีคุณป้าผีผู้ดูแลหอพักนั่งไขว่ห้างรออยู่
"ผู้ชายห้อง 401 ผู้หญิงห้อง 402 ห้ามข้ามไปมาหาสู่กัน หอพักปิดตอนตีหนึ่ง ถ้ายังไม่กลับมาตอนนั้น ก็ไม่ต้องกลับมาอีก ปิดไฟตอนตีสอง ห้ามส่งเสียงดังหลังจากปิดไฟ รับผ้าห่มและของใช้ส่วนตัวแล้วขึ้นไปได้เลย"
คุณป้าผู้ดูแลหอพักปรายตามองพวกเขาก่อนจะอธิบายกฎเกณฑ์อย่างลวกๆ แล้วแจกกุญแจ ผ้าห่ม และของใช้ส่วนตัวให้ ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาเดินหาห้องกันเอาเอง
ทุกคนรีบเดินขึ้นไปข้างบน ผู้หญิงได้กุญแจสำหรับชั้นสี่มาหนึ่งดอก และผู้ชายก็ได้มาหนึ่งดอกเช่นกัน พวกเขารู้สึกแปลกใจ คนเยอะขนาดนี้ ทำไมถึงให้กุญแจมาแค่สองดอกเองล่ะ?
ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงชั้นสี่และต้องตกตะลึง เพราะมันมีแค่ห้อง 401 และ 402 เท่านั้น ในโถงทางเดินที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด กลับมีหอพักอยู่แค่สองห้อง นี่มันบ้าไปแล้ว
"ข้างในอาจจะมีอะไรพิเศษก็ได้ รีบไขกุญแจเข้าไปดูเถอะ"
ทั้งสองกลุ่มไขกุญแจเปิดประตูหอพักของตนเอง เมื่อผลักประตูเข้าไป พวกเขาก็ต้องตะลึงงันไปในทันที
ภายในนั้น พวกเขาเห็นพื้นคอนกรีตที่ส่งกลิ่นอับชื้น พัดลมตัวใหญ่หลายตัวห้อยลงมาจากเพดาน และสองฝั่งก็เต็มไปด้วยเตียงสองชั้นที่เป็นเหล็ก ไม่มีแม้แต่ฟูกที่นอน มีแต่แผ่นไม้กระดานแข็งๆ
"ให้ตายเถอะ นี่มันคุกชัดๆ ฉันเคยเห็นเตียงแบบนี้แต่ในคุกเท่านั้นแหละ"
"อย่าเรียกที่นี่ว่าคุกเลย ฉันเคยติดคุกมาก่อน ที่นี่มันเลวร้ายยิ่งกว่าห้องขังซะอีก นี่มันที่ให้คนอยู่เหรอวะเนี่ย?"
"แม้แต่เล้าหมูยังอาจจะดีกว่าที่นี่ซะอีก พวกมันไม่เห็นเราเป็นคนเลยด้วยซ้ำ แล้วผู้ชายตั้งสามสิบกว่าคน ให้มาอยู่รวมกันที่นี่เนี่ยนะ?"
"อย่างน้อยในคุกเขาก็ยังแบ่งให้อยู่ห้องละสี่คน แต่นี่มันจับยัดคนสามสิบกว่าคนให้อยู่รวมกันในห้องเดียว ฉันล่ะนึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ"
เมื่อเห็นสภาพหอพัก ทุกคนต่างก็เริ่มสงสัยว่าที่นี่มันใช่คุกหรือเปล่า เพราะมันช่างป่าเถื่อนเหลือเกิน
จบตอน