- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 420 - เปิดอกพูดคุย
บทที่ 420 - เปิดอกพูดคุย
บทที่ 420 - เปิดอกพูดคุย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น โยวเหลียนก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายรุก นางทำเหมือนครั้งก่อนๆ คือลงมือชิงความได้เปรียบ เพื่อทำให้หลินลั่วเฉินหวาดกลัวจนล่าถอยไป
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปรับท่าทางให้ดูเป็นผู้ใหญ่และเย้ายวนใจ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อย
"ถ้าเช่นนั้น ... เจ้าอยากจะคุยเรื่องอะไรกับพี่สาวงั้นหรือ"
แม้ในเวลานี้หลินลั่วเฉินจะยังไม่รู้ไส้รู้พุงของนางอย่างถ่องแท้ ทว่าเขาก็รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของนางมาหมดแล้ว
เขาไม่เพียงไม่ถอยหนี แต่กลับรวบตัวนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด พลางเอ่ยหยอกล้อ "สู้พวกเรามาพูดคุยเจาะลึกกันสักหน่อย เจ้าเห็นว่าอย่างไรล่ะ"
ร่างของโยวเหลียนแข็งทื่อไปในทันที ทำไมปฏิกิริยาของเขาถึงไม่เป็นไปตามที่นางคาดคิดเอาไว้ล่ะ
นางแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ ปรายตามองเขาอย่างยั่วยวน "โอ้โห ช่างกล้าหาญนักนะ ถึงกับกล้ามาลวนลามพี่สาวเชียวหรือ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร ... "
หลินลั่วเฉินมองดูท่าทีแสร้งเก่งของนางแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา "โยวเหลียน เลิกเสแสร้งได้แล้ว จักรพรรดิมารโยวซาเล่าทุกอย่างให้ข้าฟังหมดแล้ว"
โยวเหลียนมองเขาด้วยความตกตะลึง "เขาเล่าอะไรให้เจ้าฟังบ้าง"
หลินลั่วเฉินจ้องมองดวงตากลมโตที่แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกคู่นั้น ก่อนจะแอบส่งเสียงผ่านกระแสจิต "เขาบอกข้าว่า โยวหมิงไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของเจ้า"
โยวเหลียนราวกับถูกฟ้าผ่า นางพึมพำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "เขา ... เขานำเรื่องนี้มาบอกเจ้าจริงๆ หรือ"
หลินลั่วเฉินตอบรับในลำคอ "เขาไม่อยากให้พวกเราบาดหมางใจกันเพราะเรื่องนี้ จึงเลือกที่จะบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมา"
เมื่อโยวเหลียนได้ยินเช่นนั้น ภายในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ
"ข้า ... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเจ้า เพียงแต่เรื่องนี้สำคัญมาก มันเกี่ยวพันกับเรื่องราวมากมาย ... "
หลินลั่วเฉินกอดนางไว้แน่น พลางหัวเราะ "ข้าไม่ได้คิดจะโทษเจ้าเลยสักนิด ทุกคนต่างก็มีความลับเป็นของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ!"
โยวเหลียนซบลงบนอ้อมอกของเขาอย่างว่าง่าย มุมปากยกยิ้มขึ้น ทว่าก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงส่งเสียงแง่งอน
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง มิน่าล่ะ จู่ๆ เจ้าถึงได้กลายมาเป็นฝ่ายรุกข้า ข้าเป็นถึงสตรีเผ่าหลัวซ่าเชียวนะ เจ้าอย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไปล่ะ!"
หลินลั่วเฉินส่งเสียงอึกอัก เรื่องนี้เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว เขารีบแก้ตัว "จักรพรรดิมารโยวซาเพิ่งจะมาบอกข้า หลังจากวันที่เจ้าวิ่งหนีไปต่างหากล่ะ!"
โยวเหลียนทำท่ากึ่งเชื่อกึ่งสงสัย แววตาของนางเป็นประกายระยิบระยับ ก่อนจะเอ่ยถามกลั้วรอยยิ้มเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
"เจ้าไม่รังเกียจจริงๆ หรือ ที่ข้าไม่ใช่สตรีบริสุทธิ์ตามนิยามของเผ่ามนุษย์"
หลินลั่วเฉินเอ่ยอย่างจริงจัง "ข้าไม่รังเกียจอดีตของเจ้า แต่หลังจากนี้เจ้าจะเป็นของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น!"
โยวเหลียนหลุดหัวเราะคิกคัก นางกะพริบตาปริบๆ พลางเอ่ยอย่างซุกซน "เรื่องนั้น ... ก็คงต้องดูผลงานของเจ้าแล้วล่ะนะ"
หลินลั่วเฉินถามอย่างลังเล "แล้ว ... เจ้าอยากให้ข้าทำผลงานอย่างไรล่ะ"
โยวเหลียนแค่นเสียงฮึดฮัด "ง่ายนิดเดียว! หลังจากนี้ห้ามเจ้าไปทำตัวเจ้าชู้เด็ดดอกไม้เกี่ยวต้นหญ้าที่ไหนอีก! ไม่อย่างนั้น ... ฮึ!"
หลินลั่วเฉินยิ้มเจื่อนๆ "ถ้าอย่างนั้น ... คนที่มีอยู่ก่อนแล้วก็คงไม่เป็นไรใช่ไหม"
โยวเหลียนจะไปรู้ได้อย่างไรว่าคนที่มีอยู่ก่อนแล้วของเขานั้นมีมากมายมหาศาลเพียงใด นางคิดว่ามีเพียงไป๋เวยคนเดียว จึงพยักหน้ารับอย่างใจกว้าง
"ตกลง เรื่องที่แล้วมาข้าจะไม่เอาความก็แล้วกัน!"
หลินลั่วเฉินราวกับได้รับการนิรโทษกรรม เขาลองหยั่งเชิงถาม "ถ้าอย่างนั้น ... พวกเราถือว่าเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันแล้วใช่หรือไม่"
โยวเหลียนเข้าใจความหมายของคำนั้นดี นางจึงพยักหน้ารับด้วยความเขินอาย
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ หลินลั่วเฉินก็ทนไม่ไหว ก้มหน้าลงหมายจะจุมพิตนาง
ทว่าโยวเหลียนกลับเบือนหน้าหนีด้วยความตื่นตระหนก "มะ ... ไม่ได้นะ ... "
ริมฝีปากของหลินลั่วเฉินจึงประทับลงบนพวงแก้มของนางแทน เขาถามด้วยความงุนงง "ทำไมล่ะ"
ใบหน้าของโยวเหลียนแดงระเรื่อ สายตาหลบวูบวาบ "ข้า ... ข้ากลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ... "
หลินลั่วเฉินหลุดหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เอ่ยด้วยความมึนงง "นี่มันมีอะไรให้น่ากลัวกัน เมื่ออารมณ์พาไป ทุกอย่างก็ล้วนเป็นไปตามธรรมชาติ ... "
โยวเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับยุงบิน "ความจริงแล้ว ... ข้ายังไม่เคยใกล้ชิดกับผู้ใดอย่างแท้จริงเลย ... หากใช้คำพูดของเผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้า ข้าก็ยังคงเป็นสตรีบริสุทธิ์อยู่ ... "
ดวงตาของหลินลั่วเฉินเบิกกว้าง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลง "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ... ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะอ่อนโยนกับเจ้าเอง ... "
โยวเหลียนส่ายหน้ารัวๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "ไม่ใช่แบบนั้น ... แต่ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ!"
"ข้าคือสตรีเผ่าหลัวซ่า เมื่อถึงยามเกิดอารมณ์ปรารถนา ร่างกายจะกลืนกินพลังชีวิตของอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ ... ข้ากลัวว่าจะเผลอทำร้ายเจ้าเข้า"
หลินลั่วเฉินอึ้งไปสนิท นี่มันถ้ำเสือแดนมังกรที่อันตรายถึงชีวิตเลยไม่ใช่หรือเนี่ย
"งั้นที่เจ้ามีปฏิกิริยารุนแรงเมื่อคราวก่อน ก็เป็นเพราะ ... เจ้าอยากจะกลืนกินพลังชีวิตของข้าอย่างนั้นหรือ"
โยวเหลียนพยักหน้าอย่างเศร้าซึม "ข้าควบคุมสัญชาตญาณไม่ได้เลย ... แต่สตรีเผ่าหลัวซ่าคนอื่นๆ ดูเหมือนจะสามารถควบคุมมันได้อย่างอิสระ ... "
หลินลั่วเฉินเอ่ยอย่างครุ่นคิด "เป็นไปได้ไหมว่า หากเราฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ลองทำดูบ่อยๆ บางทีเจ้าอาจจะควบคุมมันได้ก็ได้นะ"
โยวเหลียนเหลือบมองเขาด้วยความเขินอาย "แต่ว่า ... ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาล่ะ ... "
เมื่อหลินลั่วเฉินนึกขึ้นได้ว่าตนเองมีเนตรมารจี้เมี่ยอยู่ เขาก็ตัดสินใจทำใจกล้า
"ไม่มีคำว่าพลาดหรอก หากไม่ไหวจริงๆ ข้าก็ยังมีแรงดิ้นรนขัดขืนอยู่นะ!"
กล่าวจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ลังเลอีกต่อไป ก้มหน้าลงประกบริมฝีปากของนางทันที
"อื้อ ... !"
โยวเหลียนครางเสียงแผ่ว ร่างกายของนางอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดของเขา นางตอบสนองสัมผัสนั้นอย่างเงอะงะ
หลินลั่วเฉินเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล เมื่อได้รับอนุญาตจากหญิงงามแล้ว ฝ่ามือหนาก็เริ่มซุกซนลูบไล้ไปทั่ว
โยวเหลียนรู้สึกเกร็งไปทั่วทั้งร่างจนขนลุกซู่ เขามารน้อยสีแดงบนศีรษะค่อยๆ ปรากฏขึ้น หางของนางก็ส่ายไปมาเบาๆ อย่างกระสับกระส่าย
หลินลั่วเฉินยังคงจดจำบทเรียนจากครั้งก่อนได้ดี จึงไม่กล้าไปแตะต้องหางน้อยของนาง ปล่อยให้มันแกว่งไกวไปมาอยู่ด้านหลัง
เมื่อไฟปรารถนาปะทุขึ้น โยวเหลียนก็เผลอกางปีกกึ่งโปร่งใสโอบล้อมร่างของทั้งสองคนเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
ทว่าเมื่อหลินลั่วเฉินผู้หาญกล้าปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา และเริ่มลูบคลำก้อนหยกขาวนวลนั้น นางก็ผลักเขาออกอย่างแรง
หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง หอบหายใจถี่กระชั้น ดวงตาที่เคลิบเคลิ้มแฝงไปด้วยความหวาดกลัว
"ไม่ได้แล้ว ... ข้าต้องขอเวลาตั้งสติหน่อย ... "
แม้หลินลั่วเฉินจะรู้สึกค้างคาใจ ทว่าก็ไม่ได้ผลีผลามกระทำการใดต่อ
เขามองดูเขามารสีแดงขนาดเล็กของโยวเหลียน แล้วอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัส
สัมผัสนั้นช่างนุ่มนวลและมีความยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาด เขาจึงลูบคลำมันอีกสองสามที
"น่ารักจัง น่าสนุกดีนะ!"
โยวเหลียนทำปากยื่น ส่งเสียงแง่งอน "บ้าสิ เขานี่ไม่ได้มีไว้ให้เจ้าจับเล่นเสียหน่อย!"
หลินลั่วเฉินหลุดหัวเราะออกมา "ความจริงแล้ว รูปลักษณ์ตอนที่เจ้าเป็นเผ่ามารก็งดงามมากนะ ไม่เห็นต้องพยายามซ่อนมันไว้เลย"
นี่คือความในใจของเขา รูปลักษณ์ตอนเป็นเผ่ามารของโยวเหลียนก็แทบไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป เสน่ห์อันเย้ายวนผสานกับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ ช่างดูมีเสน่ห์เหลือร้าย
โยวเหลียนเบ้ปาก "ฮึ ตัวเจ้าเองก็ยังซ่อนกลิ่นอายเผ่ามารเสียมิดชิดเลยไม่ใช่หรือ"
หลินลั่วเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเปิดเผยความจริงทั้งหมด
"โยวเหลียน ความจริงแล้วข้าไม่ใช่เผ่ามาร และไม่ได้มีสายเลือดครึ่งมารด้วยซ้ำ ... ข้าคือเผ่ามนุษย์"
โยวเหลียนนิ่งอึ้งไป เอ่ยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "นี่ ... จะเป็นไปได้อย่างไร"
หลินลั่วเฉินเอ่ยอย่างจริงจัง "ข้าไม่ได้หลอกเจ้า กลิ่นอายมารที่เจ้าสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ ล้วนแผ่ออกมาจากเนตรมารกลางหน้าผากของข้าทั้งสิ้น"
โยวเหลียนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ทะเลโลหิตกลาหล ท่าทีและพลังของเขาก็ไม่เหมือนกับครึ่งมารเลยจริงๆ
หลินลั่วเฉินนึกถึงเรื่องราวในอดีตของโยวเหลียน จึงเอ่ยตามความจริง "หากเจ้าไม่อยากจะซ้ำรอยเดิม ข้าอาจจะไม่ใช่คู่ครองที่เหมาะสมของเจ้า"
ก่อนหน้านี้ การที่โยวเหลียนมีสัมพันธ์กับเผ่ามนุษย์จนให้กำเนิดทายาท ก็ทำให้นางถูกเผ่าหลัวซ่ารุมด่าทอ และกลายเป็นตัวตลกในหมู่เผ่ามารมาแล้ว
แม้ว่าท่าทีที่นางมีต่อเผ่ามนุษย์จะไม่ได้เลวร้ายนัก ทว่าหลินลั่วเฉินก็ไม่อาจเดาใจนางได้ว่า นางมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้กันแน่
ทว่าโยวเหลียนกลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกตกใจแต่อย่างใด นางกลับเผยรอยยิ้มราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก
"พูดเช่นนี้ ก็หมายความว่าเจ้าไม่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งของสายเลือดใช่หรือไม่"
หลินลั่วเฉินส่ายหน้า "ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ข้าเป็นมนุษย์ จะมีความขัดแย้งของสายเลือดได้อย่างไรล่ะ"
โยวเหลียนแย้มยิ้มงดงาม "ถ้าเช่นนั้นก็ดีเยี่ยมไปเลย!"
หลินลั่วเฉินถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้า ... ไม่รังเกียจฐานะเผ่ามนุษย์ของข้าหรอกหรือ"
โยวเหลียนส่ายหน้าพลางหลุดหัวเราะออกมา "เจ้าคิดว่าครึ่งมารกับเผ่ามนุษย์มันต่างกันตรงไหนหรือ"
"เมื่อก่อนข้ายังไม่สนใจ แล้วตอนนี้ข้าจะมานั่งใส่ใจทำไมล่ะ อย่างไรเสียข้าก็ถูกด่าล่วงหน้าไปแล้ว จะให้มันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรเลย"
หลินลั่วเฉินหัวเราะจนพูดไม่ออก "ฟังดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่นะ"
เมื่อคลายความกังวลใจลงได้ เขาก็ประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากของนางอีกครั้ง
โยวเหลียนส่งเสียง "อื้อ" ออกมาเบาๆ นางตวัดสายตาขุ่นเคืองใส่เขาอย่างหมดเรี่ยวแรง แววตาของนางช่างเย้ายวนราวกับกำลังเชื้อเชิญ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างกายของนางก็เกร็งกระตุก พลังมารอันบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งทะลักเข้าสู่ร่างกายของหลินลั่วเฉิน
โยวเหลียนหอบหายใจถี่กระชั้น รีบผลักเขาออกไปอีกครั้ง "ไม่ได้แล้ว ... ไม่ได้จริงๆ แล้ว ... ถ้าทำต่อ ... ข้าเกรงว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว ... "
หลินลั่วเฉินก็ไม่ได้คิดจะฝืนใจนาง เพราะขืนสวาปามสาวงามอันดับหนึ่งผู้นี้เข้าไปอย่างตะกละตะกลาม ก็ถือเป็นการทิ้งขว้างของดีอย่างน่าเสียดาย
อีกทั้งโยวเหลียนก็เป็นถึงจอมมาร พลังมารของนางทั้งบริสุทธิ์และมหาศาล หากปล่อยให้ไหลทะลักเข้ามาในคราวเดียว เขาเองก็กลัวว่าจะรับมือไม่ไหว
คงต้องค่อยๆ ปรับสภาพร่างกายให้คุ้นชินกับพลังมารทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป แล้วสุดท้ายค่อยกลืนกินนางให้หมดจด
โยวเหลียนเกรงว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไฟปรารถนาที่กำลังลุกโชนของทั้งสองคนอาจจะลุกลามจนไม่อาจควบคุมได้ นางจึงช้อนสายตาอันน่าสงสารขึ้นมองเขา
"พวกเราออกไปข้างนอกกันเถอะ พี่ใหญ่น่าจะไปแล้วล่ะ!"
หลินลั่วเฉินเองก็กลัวว่าตนเองจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เช่นกัน เขาจึงเริ่มสอนให้โยวเหลียนคลายอาคมที่หน้าประตู
ไม่นานนัก อาคมก็ถูกคลายออก เสียงประตูที่เปิดออกทำเอาจักรพรรดิมารโยวซาสะดุ้งตกใจ
เมื่อเห็นคนทั้งสองเดินออกมาจากห้อง จักรพรรดิมารโยวซาก็อ้าปากค้าง ไม่เข้าใจว่าพวกเขาทำลายอาคมของตนได้อย่างไร
"พวกเจ้า ... เสร็จธุระแล้วหรือ"
โยวเหลียนอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี นางกระทืบเท้าพร้อมกับตะโกนต่อว่า "พี่ใหญ่! ท่านทำเกินไปแล้วนะ!"
เมื่อเห็นนางกระฟัดกระเฟียดไล่ตามมา จักรพรรดิมารผู้ยิ่งใหญ่กลับหันหลังวิ่งหนีไปทันที ทำเอาหลินลั่วเฉินถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ดูเหมือนว่าต่อให้จะมีพลังอำนาจสูงส่งเพียงใด ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว ก็ทำได้เพียงยอมก้มหัวให้เท่านั้น
เพียงไม่นาน จักรพรรดิมารโยวซาก็อาศัยความชำนาญในพื้นที่ สลัดโยวเหลียนจนหลุด ก่อนจะแอบย่องกลับมาหาหลินลั่วเฉิน
เขากระซิบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เป็นอย่างไรบ้าง ตกลงว่าสำเร็จหรือไม่"
หลินลั่วเฉินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ จักรพรรดิมารโยวซาขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองเขาด้วยสายตาคลางแคลงใจ
"เกิดอะไรขึ้น ไอ้หนุ่ม ... หรือว่าเจ้ามีปัญหาที่ยากจะเอ่ยปากกัน"
หลินลั่วเฉินกระแอมไออย่างกระอักกระอ่วน จำใจต้องเล่าเรื่องที่โยวเหลียนไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณเผ่าหลัวซ่าได้ให้อีกฝ่ายฟังตามความเป็นจริง
เมื่อจักรพรรดิมารโยวซาฟังจบ สีหน้าของเขาก็ดูประหลาดพิลึก เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
"ฮ่าๆๆๆ! ยายเด็กคนนี้ช่างเป็นจุดด่างพร้อยของเผ่าหลัวซ่าของข้าเสียจริงๆ ... ขำจนข้าปวดท้องไปหมดแล้ว!"
หลินลั่วเฉินก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย ทว่าเสียงสตรีที่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งกลับดังขึ้นมาจากด้านหลัง
"น่าตลกมากใช่ไหม"
ร่างของทั้งสองคนแข็งทื่อไปในทันที เมื่อหันกลับไปก็พบว่าโยวเหลียนที่ควรจะถูกสลัดหลุดไปแล้ว ยืนส่งยิ้มอาบยาพิษมองพวกเขาอยู่ไม่ไกล
"หนีเร็ว!!"
จักรพรรดิมารโยวซาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ตะโกนลั่นก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปทันที
หลินลั่วเฉินก็ตกใจจนสะดุ้งเฮือก รีบตะโกนเรียก "พี่! ท่านพี่! พาข้าไปด้วยสิ!"
จักรพรรดิมารโยวซายังมีน้ำใจ หิ้วคอเสื้อหลินลั่วเฉินแล้วพาหนีไปด้วยกัน ทั้งสองคนต้องออกแรงหนีหัวซุกหัวซุนอยู่นานกว่าจะสะบัดโยวเหลียนหลุด
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว จักรพรรดิมารโยวซาก็ตบไหล่หลินลั่วเฉินพลางหัวเราะร่วน "ไม่ต้องห่วง! เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!"
"เดี๋ยวข้าจะไปหาหญิงเผ่าหลัวซ่าที่มีประสบการณ์โชกโชน ไปถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ยายนั่นเอง รับรองว่าไม่นานนางก็จะสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้!"
หลินลั่วเฉินรีบประสานมือคารวะ "ขอบพระคุณจักรพรรดิมารพ่ะย่ะค่ะ!"
จักรพรรดิมารโยวซาถลึงตากลมโตใส่เขา "หืม? เหตุใดจึงกลับไปเรียกจักรพรรดิมารเสียแล้วล่ะ ดูห่างเหินไปหน่อยกระมัง"
หลินลั่วเฉินรู้ทัน รีบนำสุราชั้นเลิศออกมามอบให้หนึ่งไห "พี่ใหญ่!"
จักรพรรดิมารโยวซารับไหสุราไป ทว่าก็ยังแกล้งทำเป็นไม่พอใจ "สุราแค่ไหเดียว ก็คิดจะมาหลอกเอาน้องสาวสุดที่รักของข้าไปแล้วหรือ"
หลินลั่วเฉินทำอะไรไม่ได้ จึงต้องประเคนสุราเลิศรสให้ไปอีกหลายไห พร้อมกับแหวนมิติอีกหนึ่งวง
จักรพรรดิมารโยวซารีบเก็บของมีค่าเหล่านั้นเข้ากระเป๋าอย่างว่องไว ก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจและเดินจากไป
"เฮ้อ ... ขาดทุนย่อยยับ สุราเพียงไม่กี่ไห ก็ทำให้น้องสาวสุดที่รักที่ข้าเฝ้าทะนุถนอมมานานหลายปีต้องตกไปเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ... ข้าขาดทุนยับเยินจริงๆ ... "
หลินลั่วเฉินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขาแอบย่องกลับไปยังค่ายพักแรมของเผ่ามนุษย์อย่างเงียบเชียบ เพราะกลัวว่าจะถูกโยวเหลียนที่กำลังโมโหดักตีหัวกลางทาง
เมื่อกลับมาถึงหุบเขา เขาก็ไปหาซวนอิ้น และพบว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่กลางลานกว้าง พยายามสร้างโดเมนขึ้นมา
แตกต่างจากคนยุคหลัง พวกเขาต้องพยายามสร้างรูปลักษณ์จำลองของโดเมนขึ้นมาก่อน จึงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับสุญตาได้
แม้จะยากลำบากเพียงใด ทว่านี่คือข้อจำกัดของยุคสมัย หลินลั่วเฉินจึงไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือปรับเปลี่ยนวิถีทางของพวกเขา
ยามนี้คลื่นพลังโดเมนรอบกายของซวนอิ้นเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตของระดับสุญตาไปแล้วครึ่งก้าว
เมื่อได้รับรู้ถึงแผนการและความมุ่งหวังของชื่อเฟิง ซวนอิ้นก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น พลางทอดถอนใจ "วิถีแห่งเต๋าของข้าไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว!"
หลินลั่วเฉินไม่อาจร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาไปตลอดรอดฝั่งได้ จึงไม่อาจเข้าใจความผูกพันอันลึกซึ้งของสหายร่วมรบที่ทั้งเป็นมิตรและศัตรูในเวลาเดียวกันเช่นนี้ได้อย่างถ่องแท้
เขาเอ่ยเตือน "ในการประลองกำลังครั้งต่อไป เจ้าอาจจะต้องเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ ... เจ้าห้ามแพ้เด็ดขาด"
ซวนอิ้นพยักหน้าอย่างหนักแน่น ประกายความมุ่งมั่นในการต่อสู้ลุกโชน "ท่านผู้สูงส่งโปรดวางใจ! ข้าจะไม่มีวันแพ้อีกเป็นอันขาด!"
หลินลั่วเฉินตบไหล่เขาเบาๆ และให้คำแนะนำเล็กน้อยเกี่ยวกับการเลือกใช้สมุนไพรและของวิเศษในการสร้างโดเมน ก่อนจะปลีกตัวจากไป
เขาเชื่อมั่นว่า ด้วยพรสวรรค์และโชคชะตาของซวนอิ้น ผู้เป็นบุตรแห่งสวรรค์ หากได้รับการชี้แนะที่ถูกต้อง อีกฝ่ายย่อมสามารถทะลวงขีดจำกัดได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
...
หลินลั่วเฉินเดินกลับมาที่กระท่อมไม้ ก็พบกับเรื่องประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าเทพมารจี้เมี่ยกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหินหน้าห้องแต่เพียงผู้เดียว ราวกับกำลังรอคอยเขาอยู่
"พี่เมี่ยจี้ ท่าน ... ไม่เป็นอะไรนะ"
หลินลั่วเฉินรีบเดินเข้าไปไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง เขาสัมผัสได้ว่าเทพมารจี้เมี่ยดูมีสีหน้าหดหู่ลงอย่างเห็นได้ชัด
เทพมารจี้เมี่ยส่ายหน้า น้ำเสียงของเขาดูสงบนิ่ง "ข้าไม่เป็นอะไร ... น้องชาย ข้าเตรียมตัวจะเดินทางแล้วล่ะ"
หลินลั่วเฉินตกตะลึง "ไป? พี่ชายจะรีบไปแล้วหรือ"
แม้ตอนที่พบหน้ากันครั้งแรก หลินลั่วเฉินจะแอบตกใจอยู่บ้าง ทว่าพอได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังจะจากไป เขากลับรู้สึกใจหายและอาลัยอาวรณ์
เทพมารจี้เมี่ยยิ้มกว้าง "ครั้งนี้ที่ข้ามาหา ก็เพื่อมาดูสารทุกข์สุกดิบของเจ้ากับน้องโยวเหลียน และเพื่อมาหาสุราดื่มแก้ขัดเท่านั้นเอง"
"ยามนี้ก็ได้พบหน้ากันแล้ว สุราก็ได้ดื่มจนหนำใจ เมื่อเห็นพวกเจ้ามีความสุขดี ข้าก็ควรไปจัดการธุระของข้าเสียที"
หลินลั่วเฉินรู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวพันกับสตรีเมื่อคืนอย่างแน่นอน ทว่าเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีธุระด่วนจริงๆ หรือเพียงแค่มีความทุกข์ใจกันแน่
เมื่อนึกถึงว่าเทพมารจี้เมี่ยต้องมาทนทุกข์ทรมานเพราะเรื่องความรัก ในขณะที่ตนเองเอาแต่พลอดรักแสดงความหวานชื่นให้เห็นอยู่ทุกวัน มันก็ดูจะโหดร้ายกับพี่ชายผู้นี้เกินไปหน่อย
"ถ้าเช่นนั้น หากพี่เมี่ยจี้จัดการธุระเสร็จเมื่อใด ก็อย่าลืมแวะมาหาข้าด้วยล่ะ ต่อให้ข้าไม่อยู่ หากท่านไปที่ภูเขาเทียนตูหรือราชวงศ์ซาง รับรองว่ามีสุราให้ท่านดื่มไม่อั้น!"
เทพมารจี้เมี่ยหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "ตกลง! ข้าหวังว่าการพบกันครั้งหน้า เจ้ากับน้องโยวเหลียนจะได้ครองรักกันอย่างสมบูรณ์แบบเสียทีนะ"
หลินลั่วเฉินลูบจมูกแก้เขินพลางหัวเราะ "ขอยืมคำอวยพรของพี่ชายด้วยก็แล้วกัน จริงสิ พี่ชายไม่ไปบอกลาโยวเหลียนด้วยตัวเองหรือ"
เทพมารจี้เมี่ยโบกมือปฏิเสธ "ไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่ชอบการร่ำลากันแบบร้องห่มร้องไห้น่ะ เจ้าช่วยไปบอกลานางแทนข้าก็แล้วกัน"
หลินลั่วเฉินพยักหน้ารับ ไม่เอ่ยสิ่งใดให้มากความ เขาเดินไปส่งเทพมารจี้เมี่ยออกจากหุบเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์
เมื่อเดินผ่านจี้เฟิงที่กำลังนอนหมอบหลับตาพริ้มอยู่หน้าทางเข้าหุบเขา เทพมารจี้เมี่ยก็หยุดเดินและเอื้อมมือไปตบต้นขาอันอวบอ้วนของมันเบาๆ
"จี้เฟิง เจ้าควรจะขยับเขยื้อนร่างกายบ้างนะ เอาแต่กินแล้วก็นอน เนื้อจะย้วยเอาได้นะ มันทำให้รสชาติแย่ลงรู้ไหม!"
จี้เฟิงสะดุ้งโหยง ตัวสั่นงันงก ส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอ ไม่รู้ว่ากำลังขานรับหรือกำลังก่นด่ามารผู้นี้อยู่กันแน่
เทพมารจี้เมี่ยหัวเราะลั่นอย่างเบิกบานใจ "น้องชาย ข้าไปก่อนนะ! รักษาตัวด้วย!"
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และเลือนหายไปในหมู่เมฆ
หลินลั่วเฉินมองตามทิศทางที่อีกฝ่ายจากไป พลางถอนหายใจยาว
พี่เมี่ยจี้มักจะมาเร็วไปเร็วเสมอ เป็นพวกที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ทว่าเมื่อคืนนี้ เขากลับดูลังเลและอมทุกข์อย่างเห็นได้ชัด
ดูท่าสตรีผู้นั้นคงจะมีอิทธิพลต่อจิตใจของเขามากทีเดียว ไม่รู้เลยว่าในอดีตพวกเขาเคยมีความหลังและความขัดแย้งอะไรกันแน่!
ทว่าการที่เทพมารจี้เมี่ยจากไปก็ถือเป็นเรื่องดี อย่างน้อยเขาจะได้ไม่ต้องคอยระแวดระวังตัว สามารถใช้พลังของเนตรมารได้อย่างสบายใจเสียที
ภายในตำหนักมารบรรพชน เฟิงซุ่ยรับรู้ได้ถึงการจากไปของเทพมารจี้เมี่ย นางทอดถอนใจแผ่วเบา
"ขอโทษนะ ... "
นางรู้ดีว่าเทพมารจี้เมี่ยไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่นางเอาของวิเศษบรรลุมรรคาของเขาไป แต่ที่เขายังคงโกรธเคือง ก็เพราะรู้สึกว่านางหลอกลวงความรู้สึกของเขาต่างหาก
บางที หากตอนนั้นนางเอ่ยปากขอมันมาตรงๆ ด้วยนิสัยของเขา ก็คงจะยอมมอบให้นางอย่างไม่ลังเลเป็นแน่
ทว่ายามนี้ ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงได้เกิดขึ้นไปแล้ว จะมาพูดอธิบายอะไรตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว!
[จบแล้ว]