- หน้าแรก
- ตาขวาของฉันคือคอมพิวเตอร์ระดับเทพ
- บทที่ 685 ซากตึกผีสิง
บทที่ 685 ซากตึกผีสิง
บทที่ 685 ซากตึกผีสิง
บทที่ 685 ซากตึกผีสิง
หลิวตี้ถึงกับถอนหายใจด้วยความระอา ก่อนหน้านี้เขามัวแต่จดจ่ออยู่กับการคิด เลยไม่ทันสังเกตว่ามั่วอวี้กำลังเล่นตุกติก หลิวตี้หรี่ตาลง เรียกใช้พลังของฟาโรห์อีกครั้ง ทันใดนั้น ตาซ้ายของเขาก็เปล่งประกายเจิดจ้า ลำแสงเส้นหนึ่งพุ่งตรงออกไป
เครื่องดักฟังที่หล่นอยู่บนพื้นของมั่วอวี้ระเบิดกระจายเป็นจุลในพริบตา
อึก...
มั่วอวี้กลืนน้ำลายดังเอื้อก หันไปมองหลิวตี้แล้วบอกว่า "ความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าใครออกใคร ขอท่านโปรดเมตตายั้งมือไว้ด้วยเถิด"
หลิวตี้ถอนหายใจอีกครั้ง "ถึงแม้หน้านายจะดูพิลึก นิสัยก็โคตรน่ารำคาญ แถมยังไม่มีดีอะไรเลย แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นนายเป็นคนนอกหรอกนะ ถ้ามีข้อมูลอะไร ฉันจะแบ่งปันให้นายเอง"
หลิวตี้หันหลังเดินจากไป
มั่วอวี้ชะงัก "นายจะไปไหน?"
หลิวตี้ตอบโดยไม่หันกลับมา "ไปไขปริศนา"
"ฉันไปด้วย!" มั่วอวี้รีบวิ่งตามไปติดๆ กลัวว่าจะพลาดการค้นพบอะไรสำคัญๆ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไห่ซื่อออกไป 120 กิโลเมตร
ตอนนี้เป็นเวลาดึกสงัด แถมพายุฝนก็ยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุด มองออกไปไกลๆ มีแต่ความมืดมิด พอจะเห็นเงาลางๆ ของตึกเก่าๆ เตี้ยๆ ไม่กี่หลัง รอบๆ เต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกชัฏ
เปรี้ยง!
สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ทำให้โลกสว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตา สิ่งปลูกสร้างไม่กี่หลังท่ามกลางที่รกร้างว่างเปล่า ดูน่าขนลุกและวังเวงยิ่งกว่าเดิม
หลิวตี้ยืนตากฝน จ้องมองภาพตรงหน้าเขม็ง ที่นี่อยู่ห่างไกลความเจริญสุดๆ ไม่มีทั้งอินเทอร์เน็ต ไม่มีทั้งไฟฟ้า ถนนเส้นที่ใกล้ที่สุดก็ยังอยู่ห่างออกไปตั้งหลายกิโลเมตร เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ถูกลืมไปจากยุคสมัยนี้เลยก็ว่าได้
มั่วอวี้ยืนอยู่ข้างๆ หลิวตี้ มีลูกน้องสำนักมั่วคนหนึ่งกำลังกางร่มคันใหญ่สีดำให้เขา เขาเบ้ปาก "ที่น่ากลัวแบบนี้ นายหาเจอได้ยังไงเนี่ย แล้วเรามาทำอะไรที่นี่?"
หลิวตี้ปรายตามองเขา "ฉันชวนนายมาเหรอ?"
มั่วอวี้ถอนหายใจ ก่อนจะโบกมือไล่ลูกน้องให้ถอยไป เขาเดินออกมายืนตากฝนด้วยตัวเอง ภาพลักษณ์ท่านประมุขผู้สูงส่งอันตรธานหายไปในพริบตา กลายสภาพเป็นลูกหมาตกน้ำ เขาถาม "แบบนี้พอจะแสดงความจริงใจได้หรือยัง?"
หลิวตี้ก้าวเดินออกไปท่ามกลางสายฝน "ฉันสงสัยว่าที่นี่ น่าจะเป็นฐานทัพลับอีกแห่งของหลิวเจิ้งชิง"
"หา?" มั่วอวี้ตาสว่างขึ้นมาทันที รีบเดินตามหลิวตี้ไปติดๆ "ตรงไหน?"
หลิวตี้เดินข้ามกำแพงอิฐที่พังทลาย มองตรงไปข้างหน้า "ซากปรักหักพังตรงนั้นไง"
สีหน้าของมั่วอวี้ดูแปลกไป เขาลูบน้ำฝนออกจากใบหน้า แล้วถามด้วยความประหลาดใจ "ซากปรักหักพังตรงไหน? นั่นมันตึกไม่ใช่เหรอ?"
หืม?
หลิวตี้หรี่ตาเพ่งมองอีกครั้ง ท่ามกลางม่านฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วง ทันทีที่สายฟ้าแลบวาบ ภาพตรงหน้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าพิศวง ซากปรักหักพังอันตรธานหายไป กลับกลายเป็นตึก 3 ชั้นเก่าๆ หลังหนึ่งปรากฏขึ้นมาแทน
ซี๊ด...
ตัวอะไรวะเนี่ย?
หลิวตี้เองก็ตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงในเสี้ยววินาทีนี้ หรือว่าข่าวลือในหนังสือพิมพ์จะเป็นเรื่องจริง? ถึงแม้ว่าตึกจะพังทลายลงมาหลายปีแล้ว แต่คนที่ผ่านไปมาก็ยังคงมองเห็นตัวตึกที่สมบูรณ์อยู่? ภาพลวงตางั้นเหรอ? หรือว่าเป็นภาพฉายจากจักรวาลคู่ขนาน?
หลิวตี้สับสนงุนงง ในหัวเต็มไปด้วยข้อสันนิษฐานนับไม่ถ้วน หรือว่าหลิวเจิ้งชิงจะทำการทดลองอะไรที่นี่ จนทำให้เกิดความผิดปกติของมิติเวลา?
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาอีกระลอก หน้ากำแพงของตึกสามชั้นหลังนั้น ปรากฏร่างของชายคนหนึ่งสวมเสื้อกาวน์สีขาวเปื้อนเลือด รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับหลิวเจิ้งชิง เขากำลังเดินโซเซ กวาดสายตามองหลิวตี้และมั่วอวี้แวบหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูแล้วเดินผลุบเข้าไปในตึก
มีอะไรไม่ชอบมาพากลจริงๆ ด้วย!
หลิวตี้เบิกตากว้าง พุ่งตัวออกไปสองก้าว แต่พอเขาก้าวไปได้แค่ 2 เมตร ภาพตรงหน้าก็กลับกลายเป็นซากปรักหักพังอีกครั้ง!
ตึกหายไปแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ซากปรักหักพังเหมือนเดิม
"เชี่ยเอ๊ย?!" มั่วอวี้เบิกตาโพลง รีบวิ่งมาหาหลิวตี้ "นายเห็นไหม? ตึกนั่นมันหายไปแล้ว!"
หลิวตี้เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน การที่มั่วอวี้ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ก็แสดงว่าไม่ได้เป็นเพราะตาเขาฝาดไปเอง!
ทันใดนั้น มั่วอวี้ก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่ของหลิวตี้ สีหน้าเคร่งเครียด มองไปไกลๆ "มีคนอยู่ตรงนั้น!"
หลิวตี้มองตามไป เห็นเงาคนรูปร่างกำยำเป็นรูปสามเหลี่ยมหัวกลับ ถือกระบอกไฟฉายส่องแสงสว่างวาบ ยืนอยู่บนเนินเขาไกลๆ จ้องมองมาทางพวกเขาอย่างเงียบๆ
"มีแต่เรื่องประหลาด! ตึกประหลาด! คนประหลาด!"
"พวกเราต้องระวังตัวให้ดี อยู่ห่างๆ หมอนั่นไว้!" มั่วอวี้ถอยหลังไปสองก้าว สีหน้าหวาดหวั่น เอ่ยเตือนด้วยความระมัดระวัง
ฟุ่บ!
พูดไม่ทันขาดคำ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองตัวลอยขึ้นจากพื้น พอหันกลับไป ก็เห็นหลิวตี้ทำหน้าขึงขัง สายตาจับจ้องไปที่เงาคนประหลาดนั่น มือคว้าแขนเขาไว้แน่น แล้วกระโดดพุ่งทะยานไปข้างหน้าทีละหลายสิบเมตร
พอเห็นว่าระยะห่างระหว่างพวกเขากับเงาคนประหลาดเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มั่วอวี้ก็ถึงกับหน้าถอดสี เสียงสั่นเครือ "ลูกพี่ นายจะไม่ถามความสมัครใจฉันหน่อยเหรอ?!"
ตู้บ!
ทั้งสองลงจอด ห่างจากเงาคนประหลาดเพียงแค่ 3 เมตรเท่านั้น
"โอ้โห แม่ร่วง! พวกเอ็งนี่กระโดดกันเก่งชะมัด!" ปรากฏว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือชายชราสวมชุดกันฝนแบบสาน ถือไฟฉาย ยืนตากฝนมองดูชายหนุ่มทั้งสองคนด้วยความหวาดผวา
มั่วอวี้ค่อยๆ คลายหมัดที่กำไว้แน่นเตรียมพร้อมต่อสู้ออกอย่างแนบเนียน กระแอมไอเบาๆ แล้วหรี่ตาถาม "ลุง ที่นี่มันเปลี่ยวจะตาย ลุงมาทำอะไรคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ เนี่ย?"
พูดจบ มั่วอวี้ก็เหลือบมองหลิวตี้ที่ยืนนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร เขายังขยับตัวไปหลบอยู่หลังหลิวตี้ แล้วพูดต่อ "แกลอบวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่แน่ๆ!"
ชายชราทำหน้างง เขาชี้มือไปที่เนินเขาด้านหลัง "ข้ามาปิดประตูระบายน้ำ"
มั่วอวี้ขมวดคิ้ว "ประตูระบายน้ำคืออาวุธอะไร?" ตอนนี้มั่วอวี้กำลังอินกับทฤษฎีสมคบคิดที่ตัวเองจินตนาการขึ้นมาเอง
หลิวตี้หันกลับมามอง มองมั่วอวี้ด้วยสายตาเอือมระอา หมอนี่มันบ้าหรือเปล่า?
ชายชราเกาหัวแกรกๆ "บนเขานี้มันมีเขื่อนเล็กๆ อยู่น่ะสิ พอฝนตกหนัก ข้าก็ต้องมาเปิดประตูระบายน้ำ ไม่งั้นเดี๋ยวเขื่อนมันจะพังเอา"
"อ๋อ ที่แท้ก็แค่ประตูระบายน้ำ" มั่วอวี้พยักหน้าเข้าใจ
แต่ดูเหมือนหลิวตี้จะนึกอะไรบางอย่างออก สายตาของเขาไหววูบ "คุณตาครับ คุณตาดูแลเขื่อนแห่งนี้มากี่ปีแล้วครับ?"
ชายชราทำหน้าครุ่นคิด "ยี่สิบกว่าปีแล้วมั้ง จำไม่ได้แล้วล่ะ"
หลิวตี้ถามต่อ "ก็หมายความว่า ทุกครั้งที่มีพายุฝนตกหนัก คุณตาก็จะขึ้นเขามาปิดประตูระบายน้ำใช่ไหมครับ"
ชายชราพยักหน้า
หลิวตี้ถามอีก "ตอนคุณตาหนุ่มๆ เคยมีนักข่าวมาสัมภาษณ์คุณตาบ้างไหมครับ?"
ในดวงตาของชายชราฉายแววประหลาดใจ "เอ็งรู้ได้ไงเนี่ย เอ็งดูดวงเป็นเหรอ? มิน่าล่ะ พวกเอ็งถึงกล้ามาป้วนเปี้ยนแถวซากตึกผีสิงกลางดึกแบบนี้!"
"ซากตึกผีสิง?" มั่วอวี้เริ่มมีอาการหวาดผวาขึ้นมาอีกครั้ง "ผีอะไร?"
ชายชราในชุดกันฝนฉายแววตาหวาดกลัว เล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง "ซากปรักหักพังตรงเชิงเขานั่นน่ะ มีผีสิงมาหลายสิบปีแล้ว! คนในหมู่บ้านแถวนี้รู้กันหมดแหละ! เมื่อก่อนเคยมีฆาตกรจับผู้หญิงใส่ชุดขาวเข้าไปข่มขืนข้างในนั้น! แล้วก็ฆ่าทิ้งด้วย!"