- หน้าแรก
- เมื่อข้าเกิดใหม่เป็นทาสโอสถ แต่ดันมีระบบเก็บเลเวลจากศพสุดโกง
- บทที่ 580 - ยอดเขาบุตรศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 580 - ยอดเขาบุตรศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 580 - ยอดเขาบุตรศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 580 - ยอดเขาบุตรศักดิ์สิทธิ์
หลังจากผ่านพิธีการอันหรูหราอลังการไปพักใหญ่ ในที่สุดคนกลุ่มหนึ่งก็สามารถออกเดินทางกันต่อได้
บัดนี้ยิ่งเข้าใกล้สำนักเหยาฉือมากเท่าไหร่ การจัดเตรียมความยิ่งใหญ่ก็ยิ่งต้องทำอย่างเต็มที่
ทุกๆ ระยะทางที่ผ่านไปจะมีคนมารอต้อนรับ จากนั้นก็เข้าร่วมขบวนไปด้วย
จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่นาน ขบวนก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทว่ากลับไม่ได้ดูเบียดเสียดแออัด เพียงแค่ขบวนถูกทอดยาวออกไป ดูราวกับริบบิ้นเส้นยาวที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า งดงามเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมาถึงเมืองเทียนเซิ่ง ผู้คนที่เข้าร่วมขบวนก็ยิ่งมีมากขึ้น อย่างน้อยก็มีถึงหลักพันคน
และทั่วทั้งเมืองเทียนเซิ่งก็ตกอยู่ในบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง เสียงโห่ร้องยินดีอันกึกก้องนั้นดังไปถึงหูของเฉินเฟิงที่อยู่บนท้องฟ้าอย่างชัดเจน ในบางครั้งยังมีร่างหลายสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อทำความเคารพขบวนของเฉินเฟิงจากที่ไกลๆ
ในเมืองเทียนเซิ่งแห่งนี้สำนักเหยาฉือมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เฉินเฟิงที่กำลังจะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งเหยาฉือย่อมได้รับการสนับสนุนจากคนทั้งเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย
"การที่สำนักเหยาฉือแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีสาเหตุ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นใด แค่การได้รับการสนับสนุนจากผู้คนมากมายขนาดนี้ สำนักเหยาฉือคิดจะไม่อยากแข็งแกร่งก็คงยากแล้วล่ะ" จูกว่างหลินกล่าวด้วยใบหน้าทอดถอนใจ
สำนักอวี่ฮวาแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า จุดแข็งคือเดิมทีมีอาวุธเต๋าระดับสมบูรณ์แบบคอยกดข่มโชคชะตา ทว่าจุดอ่อนก็คือความผูกพันและน้ำใจภายในสำนักนั้นจืดจางเป็นอย่างมาก
แต่สำนักเหยาฉือในปัจจุบันไม่เพียงแต่มีอาวุธเต๋าระดับสมบูรณ์แบบหลายชิ้น ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและความผูกพัน หากคิดจะแข็งแกร่งก็กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างยิ่ง
อาจกล่าวได้ว่าสำนักเหยาฉือในบัดนี้ไม่ขาดแคลนสิ่งใดอีกแล้ว สำนักที่จะทำให้ทั่วทั้งโลกผู้บำเพ็ญเพียรต้องสั่นสะท้านกำลังจะถือกำเนิดขึ้น
"สำนักที่แข็งแกร่งสำนักหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยความพยายามของคนหลายรุ่น หรือกระทั่งสิบกว่ารุ่น หลายสิบรุ่น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเติบโตขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน ความสำเร็จของสำนักเหยาฉือก็ต้องพึ่งพาความพยายามของคนนับสิบชั่วอายุคนเช่นเดียวกัน" เฉินเฟิงกล่าว
จูกว่างหลินพยักหน้ารับ แววตาฉายความอิจฉาออกมาวูบหนึ่ง
เขาไม่มีวันลืมช่วงเวลาที่กลายเป็นเซียนพเนจรได้เลย ในตอนนั้นเขาต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าสู้หน้าผู้คน ราวกับสุนัขจรจัดที่ไร้บ้าน
หากเขาอยู่ในสำนักเหยาฉือล่ะก็ เกรงว่าสถานการณ์เช่นนั้นคงไม่เกิดขึ้น และเขาจะต้องได้รับการปกป้องจากสำนักอย่างแน่นอน
เมื่อผ่านเมืองเทียนเซิ่งไป ความเร็วของขบวนก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
บางครั้งก็สามารถมองเห็นเรือเหาะจอดอยู่กลางอากาศ และมีศิษย์ของสำนักเหยาฉือคุกเข่าอยู่บนเรือเหาะเหล่านั้น
หลังจากผ่านยอดเขาสายนอกไปแล้ว บางคนก็แยกย้ายกันไปเอง เหลือเพียงคนกลุ่มน้อยที่พาเฉินเฟิงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อน
เมื่อไปถึงบนยอดเขานั้น ก็เหลือคนคอยคุ้มกันอยู่ข้างกายเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
"คารวะบุตรศักดิ์สิทธิ์"
ยังไม่ทันที่เฉินเฟิงจะลงจากราชรถ ก็มีศิษย์หญิงหน้าตางดงามหลายคนยืนเข้าแถวสองฝั่งเพื่อทำความเคารพเฉินเฟิง
"บุตรศักดิ์สิทธิ์ เชิญลงจากราชรถเถิด" ผู้อาวุโสหม่ากล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ผู้อาวุโสหม่า รีบให้พวกนางลุกขึ้นเถอะ ต่อไปล้วนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องทำตัวห่างเหินเช่นนี้หรอก" เฉินเฟิงกล่าว
ผู้อาวุโสหม่ายิ้มบางๆ แล้วกล่าว "บุตรศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์เหล่านี้คือสาวใช้ที่สำนักคัดเลือกมาให้ท่าน ล้วนเป็นศิษย์สายใน รูปร่างหน้าตางดงาม มีรากวิญญาณระดับสูง ชาติตระกูลใสสะอาด ร่างกายบริสุทธิ์ผุดผ่อง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่อาศัยอยู่ในสำนักเหยาฉือมาหลายชั่วอายุคนแล้ว นับแต่นี้ยอดเขาทั้งลูกนี้จะเป็นของบุตรศักดิ์สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อให้เป็นพระแม่หรือสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่าย หากบุตรศักดิ์สิทธิ์ถูกใจคนใด สำนักเหยาฉือของเราก็ไม่ขัดข้อง"
หืม
เฉินเฟิงมองดูเหล่าศิษย์หญิงรูปร่างอรชรที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ชั่วขณะนั้นเขากลับไม่รู้จะพูดอะไรดี
เขากระทั่งสงสัยว่าสำนักเหยาฉือกำลังทดสอบเขาอยู่หรือไม่ แต่การใช้ศิษย์เหล่านี้มาทดสอบเขา มันจะไม่เป็นการมั่นใจในตัวเขามากเกินไปหน่อยหรือ
"ผู้อาวุโสหม่า นี่ก็เป็นธรรมเนียมของสำนักเหยาฉือด้วยหรือ" เฉินเฟิงถามอย่างหงุดหงิด
ผู้อาวุโสหม่าหัวเราะหึๆ แล้วกล่าว "ผู้ที่สามารถเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้มีใครบ้างที่ไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ทุกคนล้วนมีเป้าหมายหลักคือการโบยบินสู่แดนเซียน เรื่องราวระหว่างชายหญิงเพียงเล็กน้อยสำหรับคนระดับนั้นก็เป็นแค่เครื่องปรุงรสในชีวิตเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การได้ปรนนิบัติอยู่ข้างกายบุตรศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพวกนางแล้วถือเป็นความกรุณาอันยิ่งใหญ่ หากสามารถเป็นที่โปรดปรานของบุตรศักดิ์สิทธิ์ เพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์ประทานรางวัลให้เล็กน้อยก็ถือเป็นวาสนาอันใหญ่หลวงสำหรับพวกนางและตระกูลของพวกนางแล้ว"
เฉินเฟิงเบ้ปาก เขารู้สึกว่าระบบนี้มันมีปัญหาอยู่บ้างจริงๆ
"เจ้าหนู รู้สึกอึดอัดใจใช่หรือไม่ เจ้าหารู้ไม่ว่าการที่พวกนางได้ปรนนิบัติบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งเหยาฉือนั้นถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว หากเจ้ารู้สึกผิด สู้รับพวกนางไว้ในห้องเสียให้หมด ประทานบุตรธิดาให้พวกนางคนละคน ถึงตอนนั้นก็ถือว่าให้พวกนางมีที่พึ่งพิงแล้ว" จูกว่างหลินกล่าว
คำพูดนี้ฟังดูแล้วไม่มีจุดใดบกพร่องเลยแม้แต่น้อย
"สำนักเหยาฉือช่างใส่ใจดีจริงๆ" เวินรวี่อวี่ทำปากยื่นกล่าว
นางคิดไม่ถึงเลยว่าสำนักเหยาฉือจะมีเรื่องเช่นนี้ กระทั่งเรื่องส่วนตัวของบุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ยังจัดการให้เสร็จสรรพ
แม้ว่าผู้หญิงเหล่านี้ถึงจะได้รับความโปรดปรานจากบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้วจะไม่ได้รับการยอมรับจากสำนักเหยาฉือ แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่แย่งชิงกันอยากจะเป็น
สีหน้าของคนอื่นๆ ก็ดูไม่สู้ดีนัก มีเพียงก่วนชิงซาคนเดียวที่เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา
ที่ผ่านมานางอยากจะหาสตรีสักสองสามคนมาเป็นหมิงเฟยของนายท่านมาโดยตลอด ทว่านายท่านไม่เคยอนุญาต บัดนี้คนตรงหน้าเหล่านี้จะไม่เหมาะสมพอดีหรอกหรือ
ความสัมพันธ์ระหว่างหมิงหวังและหมิงเฟยนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างนายบ่าว แต่มีความซับซ้อนอย่างมาก
มาจนถึงตอนนี้นางกับเฉินเฟิงก็ยังคงคลำหาทางกันอยู่
บางทีหากต้องการทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองให้ถ่องแท้ เฉินเฟิงคงต้องเดินทางไปยังนิกายหมื่นพุทธหรืออารามเซนจินกังเพื่อค้นหาจากตำราโบราณเสียแล้ว
อย่างไรก็ตามในสายตาของเฉินเฟิงและก่วนชิงซา จำนวนของหมิงเฟยยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
"บรรดาน้องสาวรีบลุกขึ้นเถอะ อย่าคุกเข่าอยู่เลย น่าสงสารออก" ก่วนชิงซากล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อก่วนชิงซาออกหน้า เขาก็รู้ทันทีว่านางต้องการจะทำอะไร
แต่เขาก็ไม่ได้คัดค้าน ท้ายที่สุดแล้วเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน เฉินเฟิงไม่มีทางไปบังคับใครอยู่แล้ว
พวกเวินรวี่อวี้มองก่วนชิงซาด้วยสายตาไม่พอใจนัก พวกนางควรรวมพลังกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อรับมือกับคนนอกแท้ๆ นี่ขนาดยังไม่ทันเริ่มก็มีคนทรยศโผล่มาเสียแล้ว
"บุตรศักดิ์สิทธิ์ เชิญด้านในเถิด ยอดเขาบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไม่มีเจ้านายที่แท้จริงมาหลายร้อยปีแล้ว ด้านในมีสิ่งของมากมายที่บุตรศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อนๆ ทิ้งเอาไว้ บางอย่างนั้นยากที่จะหาดูได้จากโลกภายนอก" ผู้อาวุโสหม่ากล่าว
ดวงตาของเฉินเฟิงเป็นประกาย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีข้อดีเช่นนี้ด้วย
ต้องรู้ก่อนว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ในอดีตส่วนใหญ่ล้วนโบยบินขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เขาเองก็อยากจะเห็นว่าสิ่งของที่บุตรศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นทิ้งเอาไว้จะมีอะไรบ้าง
นี่คือกลุ่มตำหนักที่สร้างขึ้นบนยอดเขา มีพื้นที่กว้างขวาง กระทั่งดีกว่าและหรูหรากว่ายอดเขาสตรีศักดิ์สิทธิ์เสียอีก
ภายในตำหนักแห่งนี้ยังมีการปลูกสมุนไพรวิญญาณและพืชผลวิญญาณเอาไว้มากมาย มองดูแล้วให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
บัดนี้สถานที่แห่งนี้ได้ต้อนรับเจ้านายคนใหม่ของมันแล้ว
[จบแล้ว]