- หน้าแรก
- ภารกิจเสี่ยงตาย ประเดิมบอกรักดาราสาวตัวท็อปฝั่งตรงข้าม
- บทที่ 9 แผนรับมือวิกฤตฉุกเฉินของบริษัท: ซูเจียงกดดันหนักจนสติแตก?
บทที่ 9 แผนรับมือวิกฤตฉุกเฉินของบริษัท: ซูเจียงกดดันหนักจนสติแตก?
บทที่ 9 แผนรับมือวิกฤตฉุกเฉินของบริษัท: ซูเจียงกดดันหนักจนสติแตก?
บทที่ 9 แผนรับมือวิกฤตฉุกเฉินของบริษัท: ซูเจียงกดดันหนักจนสติแตก?
อาคารเทียนอวี่เอนเตอร์เทนเมนต์ ชั้นบนสุด
ภายในห้องทำงานของรองประธานจางเหว่ย บรรยากาศอึมครึมเย็นเยียบยิ่งกว่าพายุหิมะไซบีเรีย
ภายนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์สูงจรดเพดาน คือทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันสว่างไสวและพลุกพล่านของเมืองเซี่ยจิง
ทว่าภายในห้องกลับไร้ซึ่งไออุ่นแม้แต่น้อย
ยามที่ซูเจียงและจ้าวหย่าผลักประตูเดินเข้าไป ความรู้สึกราวกับก้าวเข้าสู่ห้องแช่น้ำแข็งก็ไม่ปาน
ภายในห้องทำงานไม่ได้มีเพียงจางเหว่ยเท่านั้น
ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท หรือ 'ผู้อำนวยการหลิว' หญิงสาวเจ้าของฉายา "หญิงเหล็ก" ยืนกอดอกอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 'ทนายเฉียน' บุคคลผู้เหี้ยมเกรียมที่ดูภูมิฐานภายใต้แว่นตากรอบทอง ทว่าแท้จริงแล้วสามารถกลืนกินคนได้โดยไม่คายกระดูก ก็กำลังนั่งอยู่บนโซฟา เช็ดเลนส์แว่นตาของตนอย่างเชื่องช้าและพิถีพิถัน
ที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ จางเหว่ยแอ่นพุงพลุ้ยอันเป็นเอกลักษณ์ นิ้วมือประสานกันวางบนโต๊ะทำงาน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอมที่ชวนให้อึดอัด
"มากันแล้วหรือ?"
เขาปรือตาขึ้น กวาดสายตามองซูเจียง ราวกับกำลังตรวจสอบสินค้าที่มีตำหนิร้ายแรง
"นั่งสิ"
ซูเจียงไม่ได้นั่งลง เขาเพียงแค่ยืนนิ่งสงบอยู่กลางห้องทำงาน
จ้าวหย่ารีบก้าวไปข้างหน้า ประดับรอยยิ้มเจียมเนื้อเจียมตัวทว่าแข็งทื่อบนใบหน้า
"ประธานจาง ผู้อำนวยการหลิว ทนายเฉียน ขออภัยที่ต้องมารบกวนในยามวิกาลเช่นนี้..."
"ไม่รบกวนหรอก" จางเหว่ยโบกมือขัดจังหวะเธอด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันราวกับแมวหยอกหนู "เกิดเรื่องใหญ่โตปานนี้ พวกเราฝ่ายบริหารก็สมควรต้องทำงานล่วงเวลาอยู่แล้ว ท้ายที่สุด ซูเจียงก็เป็นดั่งสมบัติล้ำค่าที่สุดของบริษัทเรา จะปล่อยให้เขาพังพินาศไปแบบนี้ได้อย่างไร จริงไหม?"
คำพูดประชดประชันของเขาทำให้ใบหน้าของจ้าวหย่ายิ่งซีดเผือดลงไปอีก
จางเหว่ยไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงอีก เขาหยิบเอกสารที่พิมพ์เสร็จแล้วออกจากแฟ้มด้านข้าง ก่อนจะตบลงบนโต๊ะเสียงดัง 'ปัง'
"ลองดูสิ นี่คือแผนรับมือวิกฤตของฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่อดหลับอดนอนช่วยกันร่างขึ้นมา ผู้อำนวยการหลิว รบกวนคุณอ่านให้ 'ซูเปอร์สตาร์' ของเราฟังหน่อยสิ?"
ผู้อำนวยการหลิวพยักหน้ารับ หยิบเอกสารขึ้นมา และเริ่มอ่านด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ราวกับกำลังอ่านบทสวดส่งวิญญาณ
"แถลงการณ์สาธารณะกรณีพฤติกรรมผิดปกติของศิลปินซูเจียงในสังกัด"
"เนื้อหาแถลงการณ์มีดังนี้: เนื่องจากศิลปินซูเจียงต้องเผชิญกับความกดดันจากการทำงานอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานาน ประกอบกับการเตรียมตัวสำหรับอัลบั้มใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดภาวะสภาพจิตใจไม่มั่นคงชั่วขณะ..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คิ้วของซูเจียงก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแทบสังเกตไม่เห็น
"สภาพจิตใจไม่มั่นคง?"
นี่มัน... เป็นการยอมรับต่อสาธารณชนว่าเขาป่วยเป็นโรคจิตชัดๆ ไม่ใช่หรือ?
ผู้อำนวยการหลิวเมินเฉยต่อปฏิกิริยาของเขา และอ่านต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"...คำพูดและการกระทำที่ไม่เหมาะสมในงานประกาศรางวัลละอองดาวที่ผ่านมา ล้วนเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวในภาวะที่ขาดสติสัมปชัญญะ หาใช่เจตนาที่แท้จริงของเขาไม่ ทางเราต้องขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ทำการตักเตือนรวมถึงอบรมสั่งสอนเขาอย่างจริงจังในทันที"
"เพื่อรับประกันสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนายซูเจียง รวมทั้งเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสาธารณชนและคุณอันโหรว ทางบริษัทจึงตัดสินใจระงับกิจกรรมในวงการบันเทิงทั้งหมดของนายซูเจียงอย่างไม่มีกำหนด โดยมีผลบังคับใช้ทันที ทั้งนี้ ทางเราได้ติดต่อไปยังทีมจิตแพทย์ชั้นนำของประเทศเพื่อให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของเขาโดยเร็วที่สุดแล้ว"
"ประการสุดท้าย ทางบริษัทจะประสานงานกับนายซูเจียงเพื่อจัดการแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้เวลา 15.00 น. เพื่อกล่าวคำขอโทษต่อสาธารณชน คุณอันโหรว ผู้จัดงานประกาศรางวัลละอองดาว และประชาชนทั่วไปอย่างจริงใจที่สุด"
เมื่ออ่านจบ ผู้อำนวยการหลิวก็วางเอกสารกลับลงบนโต๊ะ ภายในห้องทำงานตกสู่ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าอีกครั้ง
ซูเจียงเข้าใจแจ่มแจ้ง
แผนการของบริษัทนั้นชัดเจนและเสียงดังฟังชัด
พวกเขาต้องการผลักภาระความผิดทั้งหมดไปที่ข้ออ้างเรื่อง "สภาพจิตใจไม่มั่นคง"
ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจะสามารถเรียกความเห็นใจจากสาธารณชนและลดผลกระทบเชิงลบได้อย่างมากที่สุด ขณะเดียวกันก็สามารถใช้เป็นเหตุผลอันชอบธรรมในการดองเขา และกำจัด 'เผือกร้อน' ชิ้นนี้ทิ้งไปอย่างแนบเนียน
พวกเขายังถึงขั้นคิดจะรีดเค้นผลประโยชน์หยดสุดท้ายจากเขา
บังคับให้เขาจัดงานแถลงข่าว บีบน้ำหูน้ำตาเอ่ยคำขอโทษ เพื่อกอบกู้หน้าตาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ของบริษัท
นี่ไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ทั่วไปอีกต่อไป
แต่นี่คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อหน้าสาธารณชนอย่างย่อยยับ
"คิดว่าไงล่ะ?" จางเหว่ยจ้องมองซูเจียง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งได้ใจ "แผนของเราเข้าท่าใช่ไหมล่ะ? ปกป้องทั้งนายแล้วก็บริษัท นายแค่ต้องอ่านตามสคริปต์ที่เราเขียนให้ในงานแถลงข่าว บีบน้ำตาให้ดูน่าสงสารสักหน่อย เรื่องทั้งหมดนี้ก็อาจจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี"
ด้านข้าง ทนายเฉียนดันแว่นตาขึ้นให้เข้าที่อย่างรู้จังหวะ และกล่าวเสริมขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ซูเจียง ผมขอแนะนำให้คุณคิดให้รอบคอบ นี่คือความพยายามเฮือกสุดท้ายที่บริษัทจะทำให้คุณได้ หากคุณไม่ให้ความร่วมมือ..."
เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา "เช่นนั้น พวกเราคงต้องมาถกกันเรื่องสัญญาและค่าปรับจากการผิดสัญญาแบบเนื้อๆ เน้นๆ แล้วล่ะ"
คำขู่กรรโชกอย่างเปิดเผย
ไม่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อแสดงละครเป็นตัวตลก
ก็ต้องเตรียมตัวสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง และแบกรับหนี้สินที่ชดใช้ทั้งชีวิตก็ไม่หมด
ริมฝีปากของจ้าวหย่าขยับเล็กน้อย เธอยังคงอยากจะต่อสู้เพื่อซูเจียง
"ประธานจาง แผนนี้มัน... ไม่ทำร้ายจิตใจกันเกินไปหน่อยหรือคะ? อย่างไรเสีย ซูเจียงก็..."
"อย่างไรเสียอะไรล่ะ?" จางเหว่ยแค่นเสียงเย็น ขัดจังหวะเธอ "อย่างไรเสียเขาก็เป็นดาวเด่นอันดับหนึ่งของบริษัทเรางั้นหรือ? จ้าวหย่า เบิกตาดูให้ชัดๆ ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เขาคือสินทรัพย์ติดลบก้อนโตที่สุดของบริษัทเรา! ที่ฉันยังให้โอกาสเขาเลือก ก็เห็นแก่ที่เธอคอยดูแลเขามาตั้งสามปี! ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้คงได้รับหมายศาลไปแล้ว!"
ใบหน้าของจ้าวหย่าซีดเผือดลงในพริบตา
เธอรู้ดีว่าสิ่งที่จางเหว่ยพูดคือความจริง
ต่อหน้านายทุนผู้เลือดเย็น ศักดิ์ศรีของศิลปินนั้นไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
เธอมองไปยังซูเจียงด้วยความสิ้นหวัง หวังเพียงให้เขารู้จักกาลเทศะสักหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อรักษาตัวรอดให้ได้เสียก่อน
ทว่า ปฏิกิริยาตอบสนองต่อมาของซูเจียง กลับทำให้ทุกคนในที่นั้นถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่อต้องเผชิญกับทางเลือกที่เรียกได้ว่าเป็นทางตัน ซูเจียงไม่เพียงแต่ไม่แสดงความหวาดกลัวหรือลังเลใจใดๆ
ตรงกันข้าม... เขากลับหัวเราะออกมา
เป็นเสียงหัวเราะที่แผ่วเบาและบางเบา
เจือปนไปด้วยแววเย้ยหยัน ดูแคลน และความรู้สึกปลงตก... ชนิดที่ทุกคนในที่นั้นไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย
เขาจ้องมองกลุ่มนายทุนเบื้องหน้า ที่สวมสูทผูกไทแต่งตัวดูดีเป็นผู้เป็นคน ทว่าจิตใจกลับต้อยต่ำเยี่ยงสุนัข ทุกคนล้วนกำลังคำนวณหาวิธีรีดเค้นผลประโยชน์หยดสุดท้ายจากเขา
จากนั้น เขาก็เอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเนิบนาบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนเกือบจะเรียกได้ว่าเย็นชา เป็นประโยคที่ทำให้อุณหภูมิในห้องทำงานทั้งห้องลดต่ำลงจนติดลบ
"แล้วถ้าเกิดว่า..."
"ผมปฏิเสธล่ะ?"
วินาทีที่สิ้นเสียง รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเหว่ยก็แข็งค้าง
สีหน้าของผู้อำนวยการหลิวและทนายเฉียนเองก็เผยให้เห็นความประหลาดใจไปชั่วขณะ
จ้าวหย่าเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ นึกสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า
ปฏิเสธ?
เขาเอาสิทธิ์อะไรมาปฏิเสธ? เขาเอาอะไรมาปฏิเสธ?
ณ ช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดที่พร้อมจะปะทุขึ้นมานี้เอง
ภายในหัวของซูเจียง เสียงเครื่องจักรที่คุ้นเคยและน่าสาปแช่งก็ดังขึ้น!
【ตรวจพบว่าโฮสต์กำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญ สอดคล้องกับ 'จิตวิญญาณแห่งการอู้งาน'...】
【ปล่อยภารกิจใหม่!】
ประกายแสงอันยากจะสังเกตเห็นวาบผ่านลึกเข้าไปในดวงตาของซูเจียง
เมื่อมองดูใบหน้าที่สงบนิ่งจนน่าขนลุกของซูเจียง จ้าวหย่าก็ร้อนรนจนแทบจะเป็นบ้า เธอลดเสียงลงและกระซิบเตือนสติ
"ซูเจียง! นายรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา?! รีบขอโทษประธานจางเดี๋ยวนี้!"
ซูเจียงเมินเฉยต่อเธอ เขาเพียงแค่มองดูใบหน้าของจางเหว่ยที่แปรเปลี่ยนจากความประหลาดใจกลายเป็นเขียวคล้ำอย่างเงียบๆ
จางเหว่ยจ้องซูเจียงเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมาทีละคำ
"นาย... พูดว่าอะไรนะ? ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัด พูดอีกทีซิ?"