เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 581 โปรเจกต์ใหม่ร่วมกับอาจารย์หม่า!

บทที่ 581 โปรเจกต์ใหม่ร่วมกับอาจารย์หม่า!

บทที่ 581 โปรเจกต์ใหม่ร่วมกับอาจารย์หม่า!


"ทางศาสตราจารย์เจียง วิจัยเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์สำเร็จแล้วเหรอ?"

"พวกคุณแน่ใจนะ?"

"ฉันว่าข่าวนี้ ไอ้จอมหลอกลวงทุนวิจัยอย่างมัตเวย์น่าจะเป็นคนปล่อยออกมานะ รู้สึกเหมือนเป็นข่าวปลอมยังไงก็ไม่รู้"

"คุณมาร์กครับ จนถึงตอนนี้ศาสตราจารย์เจียงก็ยังไม่ได้ออกมาปฏิเสธเลยนะครับ จากสไตล์การทำงานที่ผ่านๆ มาของเขา ถ้าข่าวนี้ไม่เป็นความจริง เขาหรือทางประเทศหลง ก็ต้องออกมาปฏิเสธอย่างแน่นอนครับ"

มาร์กก็คิดว่ามีเหตุผล เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบบอกผู้ช่วยว่า "งั้นรีบติดต่อไปหาศาสตราจารย์เจียงเลย บอกว่าพวกเราอยากจะขอหารือเรื่องเทคโนโลยีด้านนี้กับเขา!"

เทคโนโลยีจำศีลมนุษย์เหรอ?

นั่นมันอุตสาหกรรมที่ทำเงินได้มหาศาลเลยนะ!

สิ่งที่คนรวยกลัวที่สุดก็คืออายุขัยที่สั้นเกินไป ทำให้ไม่สามารถเพลิดเพลินกับความสวยงามบนโลกใบนี้ได้มากพอ และตอนนี้โอกาสนั้นก็มาถึงแล้ว

เทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ให้พวกเขาได้

อย่างเช่น มหาเศรษฐีพันล้านคนหนึ่งเลือกที่จะเข้ารับการจำศีลก่อนตาย พอตื่นขึ้นมาจากการจำศีล โลกอาจจะเปลี่ยนไปเป็นอีกยุคหนึ่งแล้ว เขาตื่นขึ้นมาก็จะได้สัมผัสกับโลกใบใหม่ได้เลย!

ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้ามาจับธุรกิจในแวดวงนี้ แถมผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก

มาร์กคาดการณ์ได้เลยว่า ทันทีที่เจียงเฉินเปิดตัวเทคโนโลยีนี้ มนุษย์บนบลูสตาร์จะต้องแห่กันมาใช้บริการอย่างบ้าคลั่งแน่นอน!

ตอนนี้มาร์กที่หน้ามืดตามัวเพราะอยากได้เงินจนไม่สนใจแล้วว่า ก่อนหน้านี้เขากับเจียงเฉินจะมีเรื่องบาดหมางอะไรกันมาบ้าง เขาแค่ต้องการใช้เทคโนโลยีนี้มาทำเงินให้เร็วที่สุดเท่านั้น

บริษัทเทคโนโลยีสำรวจอวกาศขาดทุนมาตลอด ถ้ายังหาทางทำกำไรไม่ได้ มาร์กก็ไม่รู้ว่าบริษัทของพวกเขาจะอยู่รอดไปถึงปีหน้าได้หรือเปล่า

ถึงแม้ว่าพญาอินทรีจะคอยสนับสนุนพวกเขามาตลอด แต่มาร์กก็รู้ดีว่า บริษัทที่หมดประโยชน์ ย่อมถูกพญาอินทรีเขี่ยทิ้งอย่างแน่นอน

แต่หารู้ไม่ว่า นอกจากมาร์กแล้ว ยังมีคนอีกมากมายที่พยายามติดต่อขอพบเจียงเฉิน

ใครๆ ก็รู้ดีถึงมูลค่าของเขา อย่าว่าแต่เทคโนโลยีจำศีลมนุษย์เลย ต่อให้เขาบอกว่ามีเทคโนโลยีชุบชีวิตคนตาย พวกเขาก็เชื่อ

ในบรรดาคนที่ต้องการพบเจียงเฉิน ยังมีนักธุรกิจชื่อดังของประเทศหลงอย่าง 'อาจารย์หม่า' รวมอยู่ด้วย

อาจารย์หม่ามีธุรกิจในเครือมากมาย เขาหวังว่าจะได้นำเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ของเจียงเฉิน มาประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์

เนื่องจากไม่สะดวกที่จะคุยรายละเอียดผ่านทางโทรศัพท์ อาจารย์หม่าจึงนัดพบเจียงเฉินเป็นการส่วนตัว

หลังจากเจียงเฉินวางสาย พี่เถาก็เดินออกมาจากห้องผู้ป่วย

"ศาสตราจารย์เจียงคะ ฉันคุยกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญเรียบร้อยแล้วค่ะ ฉันตกลงยอมรับแผนการรักษาที่คุณเสนอมาค่ะ"

"ใช้ระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ร่วมกับเทคโนโลยีแช่แข็งร่างกายมนุษย์ใช่ไหมคะ?" พี่เถามองเจียงเฉินด้วยความตื่นเต้น กลัวว่าตัวเองจะจำแผนการรักษาผิด

"ใช่ครับ แต่เรื่องระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ เป็นโปรเจกต์ลับของพวกเรา หวังว่าพี่เถาจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้นะครับ หลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรักษาความลับมาคุยกับพี่อีกทีครับ"

เมื่อพี่เถาได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวขอบคุณเจียงเฉิน เจียงเฉินปลอบใจพี่เถาสองสามประโยค แล้วก็พาม่ายม่ายและ MOSS เดินออกจากโรงพยาบาล

"พวกเราจะกลับกันเลยไหมคะ?" ม่ายม่ายหันมาถาม

ถ้าเป็นเวลาปกติ เจียงเฉินก็คงอยากให้ม่ายม่ายกลับไปก่อน แต่ไหนๆ วันนี้ก็มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแล้ว เจียงเฉินจึงตัดสินใจจะพาม่ายม่ายไปพบอาจารย์หม่าด้วยกัน

"ยังไม่กลับครับ วันนี้ต้องไปพบคนสำคัญคนหนึ่งก่อน"

"ใครเหรอคะ?"

"อาจารย์หม่า ที่ทำแอปพลิเคชันส้มน่ะครับ"

อาจารย์หม่าเหรอ?

ม่ายม่ายนึกออกทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงใคร

เป็นที่รู้กันดีว่าแวดวงธุรกิจกับวงการบันเทิงนั้นแยกกันไม่ออก เหตุผลก็เพราะวงการบันเทิงจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากบรรดาเศรษฐีเหล่านี้ สำหรับนักแสดงทั่วไป การได้พบปะกับเศรษฐีระดับบิ๊ก ก็หมายความว่าพวกเขามีโอกาสที่จะได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

โอกาสที่จะได้พบปะเป็นการส่วนตัวแบบนี้ แน่นอนว่าหลายคนย่อมโหยหา

แต่ม่ายม่ายไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลย

"ไปคุยเรื่องธุรกิจเหรอคะ? ถ้าไม่สะดวก งั้นฉันไม่ไปดีกว่าค่ะ" ช่วงนี้ม่ายม่ายเอาแต่หมกตัวอยู่กับงานวิจัยทางการแพทย์ทุกวัน ไม่อยากจะเสียสมาธิแม้แต่นาทีเดียว

เธอแอบรู้สึกหงุดหงิดนิดๆ นะ

ทำไมเจียงเฉินถึงมีความรู้ด้านชีวการแพทย์ลึกซึ้งกว่าเธอ แถมยังสามารถวิจัยเทคโนโลยีสุดล้ำ อย่างเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ออกมาได้อีก

คนเราพอลองเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มันช่างน่าหงุดหงิดใจจริงๆ!

"ก็ทำนองนั้นแหละครับ ไปคุยเรื่องการนำเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ไปใช้งานน่ะครับ"

พอได้ยินว่าเป็นเรื่องเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ ม่ายม่ายก็เริ่มสนใจขึ้นมา

ไม่นาน ทั้งสองคนก็มาถึงสถานที่ที่นัดหมายกับอาจารย์หม่าเอาไว้

อาจารย์หม่าดูผอมบางกว่าที่เห็นในโทรทัศน์เสียอีก ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงของเขาที่ดังฟังชัดกว่าคนปกติ ม่ายม่ายก็แทบอยากจะงัดสัญชาตญาณอาชีพของเธอออกมาตรวจสุขภาพให้เขาเลยทีเดียว

"ศาสตราจารย์เจียง วันนี้ในที่สุดก็ได้พบคุณสักทีนะครับ" อาจารย์หม่าทักทายเจียงเฉินอย่างเป็นกันเอง หลังจากพูดคุยทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เขาก็เข้าประเด็นทันที

"พวกเราอยากจะมาหารือเกี่ยวกับเรื่องการนำเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์น่ะครับ คุณก็รู้ใช่ไหมครับว่าผลงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี"

เจียงเฉินย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มานั่งคุยกับอาจารย์หม่าอยู่ที่นี่หรอก

"ตอนนี้ผมกำลังวางแผนแบบนี้อยู่ครับ คือผมตั้งใจจะเปิดแผนกเกี่ยวกับการแพทย์ขึ้นมาภายใต้บริษัทของผม ก็เลยหวังว่าจะได้นำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ามาใช้งานครับ"

"และเทคโนโลยีจำศีลมนุษย์ของศาสตราจารย์เจียง ก็ตอบโจทย์ความต้องการของผมพอดีเลยครับ"

"เรื่องความร่วมมือไม่มีปัญหาครับ แต่มีเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าอาจารย์หม่าพอจะสนใจไหมครับ?"

"เรื่องอะไรเหรอครับ?"

"เรื่องการปลูกพืชผักบนอวกาศน่ะครับ"

อาจารย์หม่าถึงกับอึ้งไปเลย คิดในใจว่าศาสตราจารย์เจียงกำลังล้อเขาเล่นหรือเปล่าเนี่ย?

แต่พอนึกถึงกองทุนบุกเบิกอวกาศที่เจียงเฉินเพิ่งเปิดตัวไป ซึ่งมียอดผู้ซื้อพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เอาจริงๆ เขาก็แอบอยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมในแวดวงอวกาศอยู่เหมือนกัน

ก่อนหน้านี้เขาไม่มีโอกาส แต่ตอนนี้โอกาสมาวางอยู่ตรงหน้าแล้ว ในฐานะนักธุรกิจ อาจารย์หม่ารู้สึกว่าถ้าปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป ก็คงจะผิดต่อเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งแย่

"ศาสตราจารย์เจียงครับ คุณลองว่ามาสิครับ อยากจะทำยังไง?"

เนื่องจากในโลกนี้ยังไม่มีโปรเจกต์ปลูกต้นไม้เสมือนจริง เจียงเฉินจึงเกิดไอเดียดีๆ ขึ้นมา

"ความคิดของผมเป็นแบบนี้ครับ ตอนนี้บนดวงจันทร์และดาวอังคารยังมีพืชอยู่น้อยมาก ถ้าจะให้ไปปลูกต้นไม้ มันก็คงจะไม่สมจริงเท่าไหร่ แต่ถ้าปลูกผักน่ะทำได้ครับ"

"คุณก็รู้ใช่ไหมครับว่าธรรมเนียมของชาวประเทศหลงเรา พอเห็นที่ดินว่างๆ ก็ชอบหาอะไรเขียวๆ ไปปลูก"

"พื้นที่ว่างบนดวงจันทร์กับดาวอังคารปล่อยทิ้งไว้ก็เปล่าประโยชน์ สู้เอาไปปลูกอะไรสักหน่อยดีกว่าครับ"

อาจารย์หม่า: คุณนี่ช่างเข้าใจจิตวิทยาของชาวประเทศหลงอย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ

แต่นี่ก็ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่นำไปปฏิบัติจริงได้สำหรับเขา

ถ้าสามารถทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ในแอปพลิเคชันของเขาได้นานขึ้น แบบนี้ยอดระยะเวลาการใช้งานเฉลี่ยต่อคนก็จะไม่เพิ่มขึ้นหรอกเหรอ?

ถึงตอนนั้น การจะดึงดูดนักลงทุนให้มาซื้อโฆษณา ก็คงเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

"แล้วศาสตราจารย์เจียงครับ เรื่องนี้มันเล่นยังไงเหรอครับ?"

"ความจริงก็ง่ายนิดเดียวครับ ในโปรเจกต์ของพวกคุณ ก็เพิ่มฟีเจอร์นึงขึ้นมา ให้ทุกคนเข้าไปปลูกผักกัน"

"ส่วนเงื่อนไขการปลูกผัก ก็พยายามตั้งให้มันง่ายๆ หน่อยครับ" เจียงเฉินพยายามนึกถึงกฎเกณฑ์ในชาติก่อนของเขา

"ถ้าอยากจะปลูกผักสักชนิด ก็ต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า 'พลังงาน' (Energy) ครับ"

"ซึ่ง 'พลังงาน' เหล่านี้ก็สามารถนำไปผูกกับธุรกิจของพวกคุณได้ เช่น วันนี้ซื้อของไปเท่าไหร่ หรือจะเอาไปผูกกับการใช้ชีวิตประจำวันก็ได้ครับ เช่น วันนี้เดินไปกี่ก้าว นั่งยานจูเชว่หรือเปล่า หรือว่าดูหนังในประเทศไปกี่เรื่อง"

"หนังในประเทศเหรอครับ? หมายความว่าถ้าดูหนังต่างประเทศก็จะไม่ได้พลังงานเหรอครับ?" อาจารย์หม่าจับประเด็นสำคัญได้

"แน่นอนสิครับอาจารย์หม่า พวกเรากำลังจะไปปลูกผักที่ฐานทัพของพวกเราเอง ก็ต้องดูหนังในประเทศสิครับถึงจะได้พลังงาน"

"พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องทำประโยชน์ให้ประเทศชาติของพวกเราเองน่ะครับ"

"การปลูกผักพวกเขาก็ไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว พวกเขาแค่ใช้ชีวิตประจำวันและจับจ่ายใช้สอยผ่านแอปพลิเคชันของพวกคุณ แล้วก็เอาพลังงานมาแลกเป็นเมล็ดพันธุ์ เดี๋ยวคนของพวกเราก็จะช่วยเอาไปปลูกให้เองครับ"

ตอนแรกอาจารย์หม่ายังรู้สึกว่าไอเดียนี้ก็งั้นๆ แต่พอฟังมาถึงตรงนี้ เขาก็เข้าใจกระจ่างแจ้งทันที "ศาสตราจารย์เจียงครับ นี่คุณจะปลูกผักของจริงเหรอครับ?"

"ใช่สิครับ ยังไงพวกเราก็ต้องปลูกพืชผักที่ฐานทัพอยู่แล้ว ให้ทุกคนมาร่วมด้วยก็ไม่เสียหายอะไรนี่ครับ พอผักโตได้ที่ พวกเราก็เก็บเกี่ยวมาสักลอต"

"แล้วก็ส่งกลับมาแจกจ่ายให้ทุกคน ให้ทุกคนได้ลิ้มรสผักจากอวกาศกันบ้างครับ"

"ศาสตราจารย์เจียง ไอเดียนี้เยี่ยมไปเลยครับ แต่ต้นทุนมันจะสูงไหมครับ?"

"ต้นทุนการปลูกความจริงก็ไม่ได้สูงอะไรมากมายหรอกครับ พวกเราก็คิดซะว่าทำเพื่อการทดลอง ถ้าโปรเจกต์นี้ประสบความสำเร็จจริงๆ ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่ฐานปลูกผัก แบบนี้ทุกคนก็จะได้เห็นผักของตัวเองเติบโตได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ"

"ผมเชื่อว่าต้องมีคนยอมช้อปปิ้ง ผ่านแพลตฟอร์มของพวกคุณอย่างบ้าคลั่ง เพื่อสะสมพลังงาน เอาไปปลูกผักให้ได้เยอะๆ แน่นอนครับ"

อาจารย์หม่าเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจ เขารู้ทันทีว่าไอเดียของเจียงเฉินไม่เพียงแต่ทำได้จริง แต่ยังสามารถต่อยอดให้กลายเป็นโปรเจกต์ระดับบิ๊กเบิ้มได้อีกด้วย!

"ศาสตราจารย์เจียงครับ แล้วโปรเจกต์นี้ พวกเราจะแบ่งรายได้กันยังไงดีครับ?"

"เรื่องแบ่งรายได้คงไม่ต้องหรอกครับ โปรเจกต์นี้ตัวมันเองก็ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดอยู่แล้ว จะไปทำกำไรได้ยังไงล่ะครับ?"

"ดีเลยครับ งั้นเดี๋ยวผมจัดอั่งเปาซองโตให้คุณเลย! ขอบคุณมากนะครับที่เสนอไอเดียดีๆ แบบนี้ให้พวกเรา!"

"อย่าเลยครับ!" เจียงเฉินรีบห้ามทันที คิดในใจว่าถ้าอาจารย์หม่าทำแบบนี้ ไม่เท่ากับทิ้งหลักฐานเอาผิดตัวเองไว้ให้คนอื่นหรือไง?

"เรื่องเงินน่ะไม่ต้องหรอกครับ แต่ผมมีไอเดียว่า อยากให้อาจารย์หม่ากับกองถ่ายของพวกเรา มาร่วมกันสร้างสวนสนุกที่เป็นของพวกเราเองน่ะครับ"

เวลานี้ต่อให้เจียงเฉินจะไม่ได้ชวนทำโปรเจกต์สวนสนุก แต่ชวนไปพัฒนาโปรเจกต์ท่องเที่ยวบนดาวอังคาร อาจารย์หม่าก็ยินดีรับฟัง

"โปรเจกต์นี้ พวกเราแค่อยากจะใส่เอกลักษณ์ของประเทศหลงของพวกเราลงไปน่ะครับ อย่างเช่น เรื่องดาวพเนจร โปรเจกต์หนานเทียนเหมิน แล้วก็เรื่องซานถี่ครับ"

"เอาองค์ประกอบทางไซไฟพวกนี้ใส่ลงไป สร้างสวนสนุกขึ้นมา รับรองว่าจะต้องสนุกกว่าสวนสนุกทั่วไปแน่นอนครับ"

"เรื่องนั้นน่ะ ความจริงก็ไม่ได้ยากอะไรหรอกครับ"

"ทางเรายินดีช่วยเต็มที่เลยครับ แล้วการออกแบบภาพรวมทั้งหมดทางเราต้องรับผิดชอบด้วยไหมครับ?"

"ไม่ครับ ผมทำเอง" เจียงเฉินตอบกลับไปอย่างผิดคาด

เรื่องการสร้างสวนสนุกเจียงเฉินคิดเอาไว้ตั้งนานแล้ว ถ้าทำเองได้ก็ทำเองดีกว่า เขาจำเป็นต้องรับประกันความปลอดภัยของสวนสนุกด้วยตัวเอง

ไม่อย่างนั้น หากสวนสนุกเริ่มโปรโมต แล้วบอกว่าร่วมมือกับเขาหรือกองถ่าย ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็คงแห่กันไปใช้บริการอย่างแน่นอน

ถ้าเป็นแบบนั้น สู้เขาเป็นคนเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบเองจะดีกว่า ยังไงซะ MOSS ก็ช่วยเขาได้อยู่แล้ว

ถึงแม้อาจารย์หม่าจะรู้สึกประหลาดใจ แต่เขาก็เป็นถึงนักธุรกิจระดับแนวหน้า จึงสามารถควบคุมสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว

"ไม่มีปัญหาครับ ทางผมยินดีให้ความช่วยเหลือคุณอย่างเต็มที่เลยครับ"

ทั้งสองคนหารือกันมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว เดิมทีอาจารย์หม่าตั้งใจจะรั้งตัวเจียงเฉินให้อยู่ต่อ แต่หลังจากเจียงเฉินรับสายโทรศัพท์สายหนึ่ง เขาก็ตัดสินใจรีบกลับฐานทัพทันที

"ศาสตราจารย์เจียงคะ ไอเดียเรื่องปลูกผักที่คุณเล่าเมื่อกี้ มันยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ ฉันฟังแล้วยังอยากไปเล่นด้วยเลย"

เมื่อได้ยินคำพูดของม่ายม่าย เจียงเฉินก็ทำได้เพียงยิ้มฝืนๆ โดยไม่ตอบอะไร ม่ายม่ายมองเจียงเฉินด้วยความสงสัย ก็พบว่าท่าทางของอีกฝ่ายดูผิดปกติไป

"ศาสตราจารย์เจียงคะ คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ?"

"ทำไมถึงเอาแต่เงียบตลอดเลย?"

"ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีมีงานต้องกลับไปจัดการนิดหน่อย ม่ายม่าย คุณอยากจะกลับมหาวิทยาลัย หรือว่าจะกลับไปที่ฐานทัพครับ?" เจียงเฉินถามด้วยสีหน้าจริงจัง

"ฉันกลับไปที่ฐานทัพดีกว่าค่ะ ผู้กำกับกัวยังรอให้ฉันไปเข้าฉากอยู่เลย"

"โอเคครับ งั้นพวกเราก็กลับฐานทัพกัน"

ทันทีที่กลับมาถึงฐานทัพ เจียงเฉินก็ปล่อยให้ม่ายม่ายกลับไปที่กองถ่าย ส่วนตัวเขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังเมืองใต้ดินทันที

ม่ายม่ายมองแผ่นหลังที่รีบร้อนของเขา ก็รู้สึกได้ลางๆ ว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ธรรมดาเกิดขึ้น

เจียงเฉินตรงดิ่งไปยังห้องแล็บในเมืองใต้ดิน

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องแล็บ เขาก็สัมผัสได้ถึงความเงียบงันผิดปกติที่ปกคลุมอยู่

เมื่อเดินเข้าไปด้านในอีกหน่อย เขาก็พบกับเป้าเหวินที่กำลังทำหน้าเครียดอยู่

"เป้าเหวิน ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" เจียงเฉินได้รับข้อความจากเป้าเหวินบอกว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาก็เลยรีบมาที่นี่ทันที

เป้าเหวินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเล่าว่า "ตอนที่พวกเราผ่าตัดสมองมนุษย์ต่างดาว แน่นอนว่าพวกเราได้เนื้อเยื่อสมองมาแค่ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือมันฝ่อและแห้งไปตั้งนานแล้วครับ"

"ตอนนั้นทีมงานเกิดไอเดียแปลกๆ ขึ้นมา อยากจะลองเอาขั้วไฟฟ้าของระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ไปติดที่เนื้อเยื่อสมองส่วนนั้นดู ว่าจะมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นไหม แล้วพวกเราก็ลองทำดูครับ"

"แล้วพวกคุณเจออะไรเข้าล่ะครับ?" เจียงเฉินเดาว่าเรื่องราวทั้งหมดน่าจะเกิดขึ้นในตอนนี้นี่แหละ

เป้าเหวินพิงกำแพง แววตาของเขาเหม่อลอยในขณะที่เริ่มเล่า "ศาสตราจารย์เจียงคุณเดาถูกแล้วครับ คุณไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเราเจออะไรเข้า"

"ตอนแรกผมก็นึกว่าจะไม่ได้เห็นอะไรเลย แต่พอเอาขั้วไฟฟ้าเสียบเข้าไปในก้อนเนื้อเยื่อสมองนั่น หน้าจอของระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์กลับมีการตอบสนองขึ้นมาครับ"

"ตอนแรกหน้าจอทั้งจอมืดสนิท แต่จู่ๆ หน้าจอก็เริ่มกะพริบขึ้นมาครับ"

"หลังจากหน้าจอกะพริบเสร็จ พวกเราก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ บนกระดาษแผ่นนั้นมีตัวหนังสือเขียนไว้สองบรรทัด"

"แต่พวกเราไม่รู้เลยว่าตัวหนังสือสองบรรทัดนั้นมันแปลว่าอะไรครับ"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 581 โปรเจกต์ใหม่ร่วมกับอาจารย์หม่า!

คัดลอกลิงก์แล้ว