- หน้าแรก
- แม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์โจว
- บทที่ 466 เจ้าของคฤหาสน์?
บทที่ 466 เจ้าของคฤหาสน์?
บทที่ 466 เจ้าของคฤหาสน์?
บทที่ 466 เจ้าของคฤหาสน์?
เฉินเสวียนทอดสายตามองตัวอักษรที่จารึกอยู่บนพื้นดินพลางยืนตะลึงงันไปชั่วขณะ
บนลานกว้างหน้าประตูคฤหาสน์ มีข้อความเขียนไว้ว่า
"ลู่ฉางเซิงมาเยือนที่แห่งนี้!"
ในขณะนั้น ชายชราผู้สะพายกระบี่ยาวเบื้องหลังกำลังจ้องมองอักขระเหล่านั้นด้วยสายตาเหม่อลอย ราวกับติดอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดที่ยากจะถอนตัว!
เฉินเสวียนและจื่อหลิงเดินมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ เฉินเสวียนจึงประสานหมัดคำนับแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านทั้งสอง ข้ามาที่คฤหาสน์มังกรทะยาน เพื่อขอเข้าพบเจ้าของคฤหาสน์!”
เด็กน้อยคนหนึ่งในสองคนนั้นก้าวออกมาข้างหน้า เขากวาดสายตามองเฉินเสวียนก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสองสามารถเข้าสู่คฤหาสน์ได้ แต่หากปรารถนาจะพบเจ้าของคฤหาสน์ จำต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน!”
ยังไม่ทันที่เฉินเสวียนจะได้กล่าวสิ่งใด ชายชราผู้นั้นก็โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เหตุใดพวกเขาถึงเข้าคฤหาสน์ได้โดยตรงเล่า!”
เด็กน้อยยิ้มพลางตอบกลับ “พวกเขาจะเข้าคฤหาสน์ก็ต้องรับการทดสอบเช่นกัน ส่วนท่าน... ในเมื่อเคยเป็นคนของเมืองกระบี่ หากคนของเมืองกระบี่ปรารถนาจะก้าวเข้าสู่คฤหาสน์แห่งนี้ จำต้องมองอักษรเหล่านี้ให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อนจึงจะเข้าไปได้!”
สีหน้าของเฉินเสวียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหันไปลอบพิจารณาชายชราผู้นี้
ชายผู้นี้เป็นคนของเมืองกระบี่งั้นหรือ? หนึ่งในสามสิบหกทาสกระบี่ในอดีตอย่างนั้นหรือ?
เฉินเสวียนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย คำว่าทาสกระบี่ในอดีตของเมืองกระบี่นั้น หมายถึงกลุ่มทาสกระบี่ก่อนที่ลู่ฉางเซิงจะจากไป ซึ่งนับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันก็ล่วงเลยมานานถึงหกสิบปีแล้ว
ในตอนนั้น ทาสกระบี่เหล่านี้ล้วนมีตบะอยู่ในขอบเขตระดับแปด ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ระดับนี้ได้ย่อมมีอายุอานามไม่น้อย เมื่อเวลาผ่านไปอีกหกสิบกว่าปี คนที่ยังหลงเหลือลมหายใจอยู่ย่อมมีเพียงหยิบมือ
เฉินเสวียนไม่คาดคิดเลยว่า ทันทีที่มาถึงที่นี่ เขาจะได้พบกับบุคคลระดับนี้!
ชายชราผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกระวนกระวาย “ข้าคือ ‘เงา’ หนึ่งในสามทูตกระบี่ในอดีต ข้ากับลู่ฉางเซิงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันยิ่งนัก ครั้งนี้ข้าดั้นด้นมาเพื่อขอเข้าพบเขาโดยเฉพาะ...”
หัวใจของเฉินเสวียนสั่นสะเทือนอีกครั้ง สามทูตกระบี่ในอดีตของเมืองกระบี่... เขาได้พบกับมู่ฉานและเจียงอู๋หยามาแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมาพบคนที่สามที่นี่!
สายตาของจื่อหลิงที่มองไปยังเขาก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงเช่นกัน นางอุทานว่า “ท่านคือหนึ่งในสามทูตกระบี่ในอดีตแห่งเมืองกระบี่... กระบี่เงาเร้น ผู้นั้นหรือ?”
ทว่าชายชรากลับไม่ได้ให้ความสนใจจื่อหลิงแม้แต่น้อย เขามองตรงไปที่เด็กน้อยแล้วเอ่ยปากขอความเมตตา “พอจะผ่อนปรนให้ข้าสักนิดได้หรือไม่ ข้าอุตสาหะเดินทางมาที่นี่ด้วยความยากลำบากยิ่ง!”
“หากมองอักษรนี้ออก เจ้าก็สามารถเข้าไปได้!” เด็กน้อยยังคงยืนกรานคำเดิมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เฉินเสวียนมีสีหน้าลังเลเล็กน้อยขณะลอบสังเกตชายชรา
หากเขาตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วย จะถือเป็นการผูกวาสนากับทูตกระบี่ผู่นี้หรือไม่? ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้อย่างน้อยต้องมีพลังระดับแปดขั้นสูงสุด และยังเป็นระดับแปดขั้นสูงสุดที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาผู้มีระดับพลังเดียวกันอีกด้วย
หากได้เขามาเป็นกำลังเสริม ย่อมเป็นผลดีต่อเฉินเสวียนอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง เฉินเสวียนก็เลือกที่จะนิ่งเฉย เพราะความเสี่ยงนั้นสูงล้ำเกินไป ลู่ฉางเซิงเป็นผู้ข้ามมิติ และเขาก็ไม่แน่ใจว่าคนของเมืองกระบี่ล่วงรู้ความลับนี้หรือไม่
หากอีกฝ่ายล่วงรู้ว่าตัวเขาเองก็เป็นผู้ข้ามมิติเช่นกัน สิ่งที่จะตามมาอาจเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้!
“พวกท่านทั้งสอง เชิญตามข้ามา!” ในตอนนั้นเอง เด็กน้อยอีกคนก็เอ่ยขัดจังหวะขึ้น
เฉินเสวียนพยักหน้ารับ เขาขยับเสี่ยวฮวาที่แบกไว้บนหลังให้กระชับ แล้วก้าวเดินตามเข้าไปในคฤหาสน์
ทัศนียภาพภายในคฤหาสน์ถูกรังสรรค์ไว้อย่างวิจิตรบรรจง มีทั้งศาลาโอ่อ่า ระเบียงทอดแนบสายน้ำ สะพานเล็กข้ามลำธารที่ไหลเอื่อย อากาศสดชื่นซ่านกระเซ็นไปทั่วทุกหนแห่ง
ทว่าสำหรับเฉินเสวียนแล้ว สถานที่แห่งนี้กลับแผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่า
เด็กน้อยนำทางเฉินเสวียนและจื่อหลิงเดินลัดเลาะอยู่ครู่ใหญ่ จนมาหยุดลงที่หน้าบันไดสายหนึ่ง เขาหยุดยืนแล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งสอง เจ้าของคฤหาสน์รอพวกท่านอยู่ที่ห้องโถงด้านบนสุดของบันไดนี้ เชิญขึ้นไปเถิด!”
เฉินเสวียนและจื่อหลิงใจชื้นขึ้นมาทันที พวกเขาไม่รอช้า รีบยกเท้าก้าวขึ้นสู่บันไดนั้น!
ทว่าเพียงแค่ก้าวแรก เฉินเสวียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติอันใหญ่หลวง ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นบันได เขารู้สึกราวกับมีค้อนยักษ์กระแทกเข้าที่กลางอกอย่างจัง แรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าหาเขาในชั่วพริบตา
“นี่มันอะไรกัน?” เฉินเสวียนลอบตกใจในใจ
จื่อหลิงเองก็สัมผัสได้ถึงแรงมหาศาลนั้น นางจ้องมองไปยังสุดปลายบันไดอันยาวไกล เฉินเสวียนคาดการณ์ว่า... นี่คงจะเป็นการทดสอบที่ว่านั่นเอง
จื่อหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสมดุล ก่อนจะเริ่มปีนป่ายขึ้นไปต่อด้วยความมุ่งมั่น!
เฉินเสวียนเองก็ไม่ยอมรั้งรอ เขาก้าวเดินขึ้นไปทีละขั้น สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจคือ ทุกย่างก้าวที่สูงขึ้น แรงกดดันที่บีบคั้นหัวใจก็ดูเหมือนจะเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วย
ยิ่งเดินสูงขึ้น เฉินเสวียนก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฝีเท้าของจื่อหลิงที่ตามหลังมานั้นค่อยๆ ช้าลงทุกที!
ส่วนตัวเขา แม้จะรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทางจิตใจอยู่บ้าง แต่กระนั้นมันก็ยังอยู่ในขอบเขตที่เขาสามารถหยัดยืนและทนทานได้
เฉินเสวียนก้าวเดินต่อไปโดยไม่หยุดพัก ยิ่งใกล้จุดสูงสุด ความเหนื่อยล้าในใจก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ แต่ความรู้สึกบีบคั้นนี้ หากเทียบกับความเจ็บปวดเจียนตายจากการขัดเกลากายาด้วยเคล็ดวิชาเก้าแปลงมังกรเทวะแล้ว เฉินเสวียนกลับรู้สึกว่ามันยังห่างไกลนัก!
เบื้องล่าง เด็กน้อยคนเดิมจ้องมองความเร็วในการก้าวเดินของเฉินเสวียนด้วยความตกตะลึงพลางพึมพำกับตัวเอง “บันไดถามใจแห่งนี้ กลับมีผู้ก้าวย่างได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
บันไดมีจำนวนประมาณสี่สิบถึงห้าสิบขั้น เพียงครู่เดียวเฉินเสวียนก็เกือบจะถึงขั้นสุดท้ายแล้ว
ทันทีที่ก้าวพ้นขั้นสุดท้าย ความรู้สึกหนักอึ้งและเหนื่อยล้าที่กดทับดวงจิตก็สลายไปในพริบตา
เฉินเสวียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาหันกลับไปมองบันไดเบื้องหลัง
ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว จื่อหลิงในยามนี้เพิ่งจะก้าวมาได้เพียงยี่สิบกว่าขั้นเท่านั้น ร่างกายของนางชุ่มโชนไปด้วยหยาดเหงื่อ แม้แต่ขาทั้งสองข้างก็ยังสั่นเทาอย่างรุนแรงจนน่ากลัว
“นี่มัน... เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” เฉินเสวียนมองภาพนั้นด้วยความฉงน แม้เขาจะรู้สึกเหนื่อยบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนั้น!
“สหายตัวน้อย... เจตจำนงที่แกร่งกล้าถึงเพียงนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก!” ในตอนนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เฉินเสวียนสะดุ้งเล็กน้อย พลางรีบหันกลับไปมองต้นเสียง!
เบื้องหน้าของเขาคือลานกว้างซึ่งทอดยาวไปสู่ห้องโถงใหญ่ ที่หน้าประตูห้องโถงนั้น มีชายวัยกลางคนในชุดผ้าปอเรียบง่ายยืนสงบนิ่งอยู่ เขากำลังจ้องมองเฉินเสวียนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
เฉินเสวียนรีบประสานหมัด โค้งคำนับอย่างนบนอบแล้วกล่าวว่า “ข้าน้อยขอเสียมารยาทถามท่านผู้อาวุโส ท่านคือเจ้าของคฤหาสน์มังกรทะยานใช่หรือไม่?”
“เจ้าของคฤหาสน์งั้นหรือ?” ชายผู้นั้นเลิกคิ้วเล็กน้อย “น่าจะเป็นตำแหน่งที่พวกเจ้าเรียกขานกันนั่นแหละ สหายตัวน้อย เข้ามาสนทนากันข้างในเถิด แม่นางผู้นั้น... นางไม่สามารถฝ่าบันไดถามใจนี้ขึ้นมาได้หรอก”
“หืม?” เฉินเสวียนชงักไปครู่หนึ่ง เขาขยับเสี่ยวฮวาบนหลังแล้วเอ่ยถาม “ท่านล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วหรือว่านางไม่มีทางขึ้นมาได้?”
“นั่นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ข้าพอจะคาดเดาได้ว่าเจ้าส่วนใหญ่น่าจะผ่านบันไดถามใจนี้ได้ เพียงแต่ไม่นึกว่าความเร็วของเจ้านั้นจะเหนือความคาดหมายถึงเพียงนี้!” ชายวัยกลางคนยิ้มละมุน “เข้ามาคุยกันก่อนเถิด”
เฉินเสวียนพยักหน้ารับ เขาแบกเสี่ยวฮวาก้าวย่างเข้าไปในห้องโถงใหญ่อย่างระมัดระวัง
การตกแต่งภายในห้องโถงนั้นดูเรียบง่ายทว่าแฝงไว้ด้วยความขรึมขลัง ที่ปลายสุดของห้องมีรูปปั้นเทพเจ้าสามองค์ที่มีรูปลักษณ์แปลกประหลาดราวกับเทพเซียนจากตำนานโบราณ
เบื้องหน้ารูปปั้นเหล่านั้น มีเพียงเครื่องเซ่นไหว้เรียบง่ายจัดวางอยู่
เฉินเสวียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิตใจก่อนจะเอ่ยขึ้น “ท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยดั้นด้นมาที่คฤหาสน์มังกรทะยาน เพื่อแสวงหาวาสนาในวิถียุทธ์!”
“ข้าย่อมรู้ดี” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แม้คฤหาสน์มังกรทะยานแห่งนี้จะพยายามตอบสนองความปรารถนาของผู้ที่มาถึงทุกคน ทว่า... ในใต้หล้านี้ ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยไร้ข้อแลกเปลี่ยน!”
สีหน้าของเฉินเสวียนขรึมลงทันที เขากล่าวเสียงหนักแน่น “ท่านผู้อาวุโส โปรดชี้แนะ... ท่านต้องการให้ข้าแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด?”